<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2026 19:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 13:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ชุมชนป่าภูถ้ำ&quot; จากแล้งสุดในอีสาน สู่ต้นแบบทางรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จังหวัดขอนแก่น เป็นจังหวัดใหญ่ และเป็นประตูสู่อีสาน ที่มีพื้นที่เป็นอันดับที่ 15 ของประเทศ ด้วยขนาด 6.8 ล้านไร่ และมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น รวมไปถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งการศึกษา เทคโนโลยี การคมนาคม มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ประเพณี และธรรมชาติอันสวยงาม ทำให้เมืองแห่งนี้การเป็นหนึ่งในทำเลทองของภาคอีสาน มีนักลงทุนมาทำธุรกิจเกิดขึ้นมากมาย

แต่ถึงอย่างนั้นขอนแก่นก็ยังต้องแบกรับปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ที่ต้องประสบทุกปี เกือบทั้ง 26 อำเภอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ที่ได้รับการกล่าวขานว่า แล้งที่สุด ฝนตกน้องที่สุดในภาคอีสาน &amp;nbsp;หรือแล้ง 4ปี ฝนดี 2ปี &amp;nbsp;สลับกัน ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากมานานกว่า 40 &amp;nbsp;ไม่สามารถทำการเกษตรได้ คนหนุ่มคนสาวต่างอพยพไปรับจ้างขายแรงงานต่างถิ่น โอกาสที่ครอบครัวจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันก็เฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ เข้าพรรษา และออกพรรษาเท่านั้น

ประกอบกับสภาพภูมิศาสตร์ ลักษณะพื้นที่ของชุมชนมีความสูงต่ำเป็นลอนคลื่น ป่าไม้ถูกทำลาย เมื่อฝนตกลงมาห้วย หรือคลองที่อยู่สูงก็ไม่สามารถที่จะดักน้ำไว้ได้ น้ำส่วนใหญ่จึงไหลหลากลงสู่ห้วยในพื้นที่ต่ำกักเก็บไว้ได้ก็ไม่พอใช้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ช่วงแล้งที่สุด คนในหมู่บ้านกว่า 300 คน ต้องยืนต่อคิวอาบน้ำในบ่อน้ำบ่อเดียวกัน ส่วนน้ำดื่มต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 ตี 3 ไปตักน้ำในบ่อน้ำตื้นใกล้ป่าภูถ้ำ เราอยู่ไม่ได้ต้องอพยพไปรับจ้างต่างจังหวัด คิดว่าไปกรุงเทพฯ จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เป็นเหมือนเมืองสวรรค์ ผมไปอยู่กรุงเทพฯ 28 วัน มันไม่ใช่สวรรค์เป็นนรก เราเป็นเหมือนเขียดที่คลุกดินทรายกำลังจะดิ้นตาย มันทรมาน ซึ่งสิ่งที่เราไปเห็นทำให้รู้ว่าบ้านเราเป็นสวรรค์&amp;quot;นายพิชาญ ทิพวงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต สะท้อนภาพความแล้งน้ำของชุมชนในอดีต
ขาวบ้านใช้เวลา &amp;nbsp; 4 ปี แก้ปัญหา ด้วยการขุดคลองที่ลอนคลื่นต่ำหรือลำห้วยที่มีอยู่เดิม เพื่อให้น้ำไหลไปรวมกันที่ต่ำหมด &amp;nbsp;หลังจากนั้นใช้วิธีการสูบ เมื่อจะนำน้ำมาไปใช้ในพื้นที่สูง แต่ก็ยังทำให้ต้นทุนการอุปโภคบริโภคน้ำ และทำการเกษตรอยู่ในระดับสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พิชาญเล่าอีกว่า จากปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุให้ชาวบ้านทั้ง 15 ชุมชน ในอ.แวงน้อย เริ่มหันมาศึกษาการบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง ภายใต้กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าป่าภูถ้ำ ภูกระแต และได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต ขึ้นในปี 2553 &amp;nbsp;โดยพิชาญ &amp;nbsp;รับหน้าที่เป็นประธาน &amp;nbsp;ศึกษาเก็บข้อมูลร่วมกับชาวบ้าน เริ่มต้นด้วยการรักษาป่าต้นน้ำ ที่เหลือเพียง 2,800 ไร่ จาก 5,000 ไร่ เนื่องจากการบุกรุกของนายทุนนอกพื้นที่ ที่เข้าไปส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกอ้อย ส่งผลเกิดการบุกรุกถางป่า ทำให้ผืนป่าลดลง ขาวบ้านจึงหันมารักษาป่า เพื่อให้ป่ามีสภาพที่สมบูรณ์ &amp;nbsp;สามารถเข้าไปหาของป่า หรือนำวัวไปกินหญ้าได้ แต่จุดประสงค์สำคัญคือ ต้องการให้ป่าช่วยชะลอน้ำไม่ให้น้ำแล้งใมนหน้าแล้ง &amp;nbsp;หรือในฤดูฝนช่วยไม่ให้น้ำหลากท่วมพื้นที่ &amp;nbsp;แต่แม้จะพยายามอนุรักษ์ป่าที่เหลืออยู่ 2,800 ไร่ &amp;nbsp;แต่ชุมชนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาดีนัก เพราะบางปียังประสบความแห้งแล้ง หรือน้ำท่วมอยู่อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.คลองไส้ไก่ที่ชาวบ้านสละที่ดินบางส่วนของตนเพื่อให้น้ำไหลผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;พื้นฐานเดิม ป่าภูถ้ำ ภูกระแต เป็นผืนป่าสำคัญของชุมชน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูระงำตอนล่าง ปาที่นี่มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง หรือป่าโคก เป็นป่าต้นน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำชีทางด้านทิศตะวันตก คนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ใช้ป่านี้ในการเลี้ยงโค กระบือ เก็บหาของป่า เช่น เห็ด กระเจียว อีลอก ผักหวาน ผักติ้ว แย้ เป็นต้น และมีพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดอีกด้วย ดังนั้นแม้ว่าเราจะดูแลให้ป่าที่เหลือ 2,800 ไร่กลับมาสมบูรณ์ แต่ก็ยังประสบกับความแห้งแล้งเหมือนเดิม &amp;quot;พิชาญเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกมุมของคลองใส้ไใก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

ต่อมาในปี 2554 ทางสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร &amp;nbsp;(สสนก.) ได้คัดเลือกให้&amp;quot;ชุมชนป่าภูถ้ำ &amp;quot;เป็นหนึ่งในชุมชนเครือข่ายบริหารจัดการน้ำ และเข้าร่วมฝึกอบรมเรียนรู้การทำผังน้ำ การสำรวจข้อมูลน้ำ รวมไปถึงการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่ให้มีการกักเก็บน้ำใช้ได้เพียงพอ รวมไปถึงการสนับสนุนชุมชนในการแก้ปัญหาน้ำโดยอาศัยโมเดล เลิกแล้ง เลิกจน &amp;nbsp;ของ&amp;quot;เอสซีจี&amp;quot; ที่ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และภาคีเครือข่าย ในการพัฒนา &amp;nbsp;โดยเอสซีจีและมูลนิธิอุทกพัฒน์ &amp;nbsp;ยกให้ชุมชนแห่งนี้ เป็นพื้นที่ต้นแบบในการแก้ปัญหาแล้งซ้ำซาก สามารถพึงพาตนเองได้ มีความรู้ทางด้านการตลาด แปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม มีรายได้ที่มั่นคง ชุมชนยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิชาญ&amp;nbsp; ทิพย์วงษฺ &amp;nbsp;อธิบายความแห้งแล้งของชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต และบอกเล่าการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีในการเเก้ปัญหาภัยเเล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมมีโอกาสได้เจอกับ ดร.รอยล จิตรดอน ที่ปรึกษา สถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสน. อาจารย์ตั้งคำถามที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เพราะเมื่อก่อนชาวบ้านเป็นนักร้อง เรียกร้องตรงนั้นตรงนี้ คัดค้านโครงการนั้นโครงการนี้ อาจารย์จึงทิ้งคำถามไว้ว่า หากคิดว่าสิ่งที่มีอยู่ไม่ดีพอ แล้วเราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร จึงทำให้เรากลับมาคิดภายใต้โจทย์ใหญ่ของชุมชน ว่าเราจะหาทางเก็บน้ำ 2 ปีให้ข้ามแล้ง 4 ปีได้อย่างไร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิชาญ&amp;nbsp; ทิพย์วงษฺ &amp;nbsp;อธิบายความแห้งแล้งของชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเเก้ไขปัญหาร่วมกัน

หลังจากนั้น พิขาญ &amp;nbsp;ได้อบรมความรู้ในการบริหารจัดการน้ำและการใช้เครื่อง มื่อกับ &amp;nbsp;สสนก. และรู้จักใช้เครื่อง GPS แผนที่ภาพถ่ายจากดาวเทียม โปรแกรม QGIS ใช้สำรวจโครงสร้างแหล่งน้ำ สถานะแหล่งน้ำ ทางน้ำธรรมชาติ และความต้องการใช้น้ำ ทราบค่าระดับความสูงต่ำ เกิดเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำแล้งบนพื้นที่สูงลอนคลื่น อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถทราบทิศทางการไหลของน้ำและการจัดการน้ำ&amp;nbsp;จากเดิมฝนตกน้ำหลากไหลลงแม่น้ำชี ต้องให้ภาครัฐสูบน้ำมาให้ใช้ จึงได้มีการทำคลองฟ้าประทานชล คลองดักน้ำหลากเมื่อฝนตก เพื่อให้น้ำไหลลงสู่แหล่งกักเก็บน้ำหลัก 2 แห่ง คือ หนองผักหวาน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และหนองฝายบ้าน แหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพความแห้งแล้งในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; เมื่อได้องค์ความรู้การจัดการน้ำแล้ว พิชาญ บอกว่า ได้เริ่มดำเนินการวางแผน เมื่อฝนตกปกติในช่วงเดือนเมษยน-ตลาคม จึงทำการเก็บน้ำ และมีน้ำเก็บตั้งแต่ปี 2559-2560 &amp;nbsp; &amp;nbsp; และน้ำพอใช้ไปถึง &amp;nbsp;4 ปี ข้างหน้า (2561-2564) &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้น้ำเหลือประมาณ 3,000-4,000 ลบ.ม. อาจจะน้อยเพราะเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว &amp;nbsp;เมื่อฝนตกลงน้ำจะถูกดักไว้ด้วยคลองฟ้าประทานชล ก่อนน้ำจะไหลไปตามคลองไส้ไก่ที่ชาวบ้านได้บริจาคพื้นที่บางส่วนให้น้ำไหลผ่าน และสามารถเก็บน้ำทำเกษตรได้ด้วย ก่อนไหลลงสู่หนองผักหวานที่สูงจากน้ำทะเลประมาณ 214 ม.รทก. ก็คือสระแก้มลิง จากเดิมที่เก็บน้ำได้ 25,000 ลบ.ม. ใช้สำรองทำข้าวนาปีได้เพียง 20 ไร่ ปัจจุบันสามารถเก็บน้ำได้ 80,000 ลบ.ม. ใช้สำรองทำข้าวนาปีจากฝนทิ้งช่วงได้ถึง 300 ไร่ &amp;nbsp; อีกส่วนจะไหลไปยังหนองฝายบ้านซึ่งอยู่ในระดับต่ำ สูงจากน้ำทะเลเพียง 202 ม.รทก. &amp;nbsp;จากเดิมกักเก็บน้ำได้ 20,000 ลบ.ม. ใช้น้ำปีละ 9,000 ลบ.ม. สำหรับ 75 ครัวเรือน ในปัจจุบันสามารถเก็บน้ำได้ 90,000 ลบ.ม. สำรองใช้ได้ประมาณ 5 ปี

พิชาญ ชี้อีกว่าน้ำจะเก็บได้มากน้อยแค่ไหน ยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมฝนแต่ละปีด้วย เพราะปกติฝนจะตกเดือนละครั้ง แต่ถ้าตกแบบพรำๆ ก็กักเก็บน้ำได้น้อย แต่หากฝนดีตกหนักติดต่อกัน 1 สัปดาห์ &amp;nbsp; ก็สามารถจะกักเก็บน้ำได้เยอะประมาณ 200 มิลลิเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			
			&lt;p&gt;พิพิธภัณฑ์บริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต&lt;/p&gt;

			&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
			
		
	


&lt;p&gt;
&amp;quot;การดำเนินงานที่ทำให้เราเห็นผลในช่วง 4 ปี ยังมีจุดที่ต้องดำเนินการแก้ไข คือที่ หนองฝายบ้าน มีน้ำไม่เพียงพอใช้ ซึ่งเกิดจากการคำนวนสมดุลน้ำที่คาดเคลื่อน คือ คำนวนเพียงน้ำสำหรับไว้ใช้ ไม่ได้คำนวนน้ำที่สูญเสียคือน้ำที่ซึมลงใต้ดินหรือเกิดจากการระเหย ดังนั้นน้ำที่สำรองได้ 90,000 ลบ.ม. สามารถใช้ได้เพียง 3 &amp;nbsp;ปีกว่าเท่านั้น ในความจริงน้ำที่ต้องสำรองคือ 120,000 ลบ.ม. ซึ่งต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านปรับตัวในสวนนอกจากพืชผัก ก็ยังมีบ่อเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บทเรียนจากผลสำเร็จที่เกิดขึ้น พิชาญ บอกว่า นอกจากทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง เกษตรกรยังได้เรียนรู้ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ เพราะปกติชาวบ้านจะปลูกพืชเชิงเดี่ยว จึงนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการจัดรูปที่ดินเพื่อให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น เช่น มีการสำรวจพื้นที่เพื่อวางผังแปลง ในพื้นที่ต่ำก็ขุดสระเก็บน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในรอบการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 200,000 บาทต่อครัวเรือน เมื่อเทียบกับพื้นที่ 1 ไร่เท่ากันในรอบปีการผลิต ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เปลี่ยนวิถีการผลิตจำนวน 68 ราย มีรายได้จากผลผลิตรวมประมาณ 12 ล้านบาทต่อปี และในอนาคตก็มีแผนที่จะสร้างหนองกักเก็บน้ำเพิ่มอีก 2 หนอง ที่สามารถกักเก็บน้ำได้ 90,000 &amp;nbsp;ลบ.ม. และติดตั้งระบบกรองน้ำด้วย และพร้อมจะขยายผลความคิด และวิธีการนี้ ไปช่วยเหลือชุมชนใกล้เคียงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำมี ปุ้งโพธิ์ เกษตรกรที่หันมาปลูกพืชผสมผสานพร้อมจัดพื้นที่สำรองน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

เกษตรกรที่มีความพึงพอใจในการบริหารจัดการน้ำของชุมชน &amp;nbsp;นายคำมี ปุ้งโพธิ์ &amp;nbsp;บอกว่า ก่อนหน้านี้ปลูกมันเพียงอย่างเดียว ใช้แหล่งน้ำธรรมชาติที่มาตามฤดูกาล ประสบปัญหาบางปีไม่มีฝน เจอน้ำแล้งหนักมาก ต่อมาได้เข้าร่วมโครงการและเห็นว่ามีประโยชน์จึงได้มีการจัดสรรที่ดินให้เหมาะสมกับพื้นที่ นอกจากแปลงที่ไว้ทำนา ก็ยังมีการปลูกพืชผสมผสาน เช่น ผักหวาน ผักสวนครัว ผลไม้ต่างๆ และมีการเสริมระบบสำรองน้ำด้วยสระและถังสำรองน้ำ เพื่อกระจายน้ำภายในแปลง ทำให้สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนลงได้ 30,000 บาท/ปี มีรายได้เพิ่มขึ้น 200,000 บาท/ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สร้างรายได้จากผลผลิตการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;ldquo;เราต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงแม้เป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้มาก่อน เมื่อมีน้ำก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ผู้คนในท้องถิ่นไม่ต้องอพยพย้ายถิ่นไปหางานในเมืองใหญ่ ดินบ้านเราอาจไม่ดี แต่ลองเปลี่ยนใหม่ว่า ดีแล้วที่มีดิน ดีแล้วที่มีน้ำ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะบริหารจัดการสิ่งที่มีอยู่อย่างไร ให้เกิดผลสำเร็จ ผมคิดว่าบ้านเป็นฐานที่มั่นที่อบอุ่นและมีความสุขที่สุด อย่างโควิดอยู่ที่นี่ไม่อดตาย เข้าไปทุ่งนาเข้าสวนก็ได้กินแล้ว เราต้องภาคภูมิใจในสิ่งที่มีอยู่ชุมชนที่ยังไม่รู้จักจัดการตัวเอง อย่ารอคนอื่นมาแก้ไขปัญหา เมื่อน้ำคือชีวิต ทุกคนต้องการน้ำ เราต้องลุกขึ้นมาร่วมมือกันเรียนรู้ เพื่อที่จะรอดแล้งด้วยการจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม สร้างป่าต้นน้ำให้มีความเขียวชอุ่ม แม้ในฤดูแล้ง&amp;rdquo; พิชาญทิ้งท้าย

&amp;nbsp;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;huc99
g2g168p
g2g888
super168
slot888
369superslot
joker999
riches666
u31
789bet
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100071</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;ขอนแก่น&#039;, ขาดแคลนน้ำ, ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต, ดร.รอยล จิตรดอน, ปัญหาภัยแล้ง, พิชาญ ทิพวงษ์, สสนก., เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e758c66583.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2020 11:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2020 11:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่รอหน่วยงาน! ชาวบ้านลงขันต่อท่อส่งน้ำเข้าสวนผลไม้ใกล้เก็บผลผลิตนำไปขาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มี.ค.63 - ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปที่บ้านทุ่งอนงค์ ตำบลท่าใหม่ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี พบกับกลุ่มชาวบ้านกว่า 50 คน กำลังช่วยกันต่อท่อน้ำดิบจากคลองวังโตนด ผ่านร่องน้ำสาธารณะ ระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร เพื่อนำน้ำส่งมาใช้ในสวนผลไม้ของตนเอง หลังน้ำในสระเริ่มลดระดับลง และไม่เพียงพอต่อผลผลิตทุเรียนที่กำลังออกลูกให้เก็บ ทำให้เกษตรกรชาวสวนมีความต้องการใช้น้ำเป็นอย่างมาก จึงได้มีการรวมตัวกันต่อท่อด้วยเงินของตัวเอง ซึ่งแต่ละรายจะต้องใช้เงินในการซื้อท่อน้ำร่วมกว่า 1 แสนบาทแล้ว เนื่องในปีนี้ภัยแล้งมาเร็ว และฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ประกอบกับแล้งหนักในรอบ 10 ปี ทำให้เกษตรกรชาวสวนตั้งตัวไม่ทัน รวมทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ไม่เข้ามาช่วยเหลือ ทำให้เกษตรกรชาวสวนต้องช่วยเหลือตัวเอง หากปล่อยไว้เนิ่นนานก็จะทำให้ผลผลิตที่ปลูกไว้ เช่น ทุเรียน เงาะ และมังคุดจะเกิดความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสำรวย ภิบาลจันทร์ อายุ 68 ปี ชาวบ้าน ตำบลท่าใหม่ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ตนเองมีสวนทุเรียนกำลังออกผลผลิต จะเก็บขายได้ในช่วงเดือนมีนาคม แต่ต้องมาประสบปัญหาน้ำในสระที่มีอยู่เริ่มแห้ง จึงจำเป็นต้องต่อท่อน้ำดิบกว่าหลายกิโลเมตร เพื่อส่งน้ำมาเก็บในสวนของตนเองเพื่อไม่ให้ผลผลิตเกิดความเสียหาย
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58543</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดจันทบุรี, จันทบุรีแล้งหนัก, ปัญหาภัยแล้ง, ฝนทิ้งช่วง, สวนทุเรียนขาดน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200301/image_big_5e5b38821a35d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2020 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2020 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039; เผย 5 ปัญหารุมเร้าเขย่าศรัทธารัฐบาลหมดน้ำยาจะแก้ไขได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มี.ค.63 - นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง สถานการณ์การเมืองหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ 5 รัฐมนตรี จะได้รับความไว้วางใจจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีบริหารจัดการแบบพิเศษ แต่จำนวนมือที่รับรองในสภา ก็ไปต่อไม่ได้ ถ้ากระแสสังคม เสียงและมือนอกสภา คะแนนเสียงจากประชาชน ไม่ไว้วางใจรัฐบาล สารพัดคำถามไม่ไว้วางใจที่ถูกนำมาอภิปรายในสภาทั้งหมด รัฐบาลตอบไม่ได้ ตอบไม่ครบ ตอบไม่ตรงคำถาม เน้นอ่านตามโพยที่ข้าราชการประจำเขียนฝากมาให้ กระแสสังคมไม่มีทางยอมรับได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤตศรัทธาที่กระทบต่อการบริหารงานของรัฐบาลอย่างน้อย 5 ด้าน ที่พิสูจน์ฝีมือรัฐบาลว่า ไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ คือ 1.สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 2.การแสดงพลังของนิสิต นักศึกษา ประชาชน คนรุ่นใหม่ ที่ขยายวงออกไปเป็นไฟลามทุ่ง 3.วิกฤตการเมือง ที่ปล่อยให้มีการใช้สารพัดวิธี ในการดูดส.ส.ย้ายพรรค เปลี่ยนข้าง ย้ายขั้ว แบบไร้ธรรมาภิบาล ฝืนเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกมา 4.ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งออกพัง ท่องเที่ยวทรุด หนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อหด ความเหลื่อมล้ำพุ่ง คนว่างงานสูง ตลาดหุ้นพัง สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ 5.ปัญหาวิกฤตสภาวะแวดล้อม ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ปัญหาภัยแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์ เอาเวลาที่จะไปเฉลิมฉลอง ในโอกาสที่มือพวกเดียวกันเองในสภา ช่วยให้รอดชีวิตจากอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มาแก้ไขปัญหาวิกฤติชาติด้านต่างๆให้ประเทศชาติและประชาชนดีกว่า&amp;rdquo; นายอนุสรณ์ กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58535</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาภัยแล้ง, ปัญหาเศรษฐกิจ, ฝุ่นพิษ, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล, แฟลชม็อบ, โฆษกพรรคเพื่อไทย, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200127/image_big_5e2e7a2f64e9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แล้งลาม20จว.เร่งขุดบ่อบาดาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; บอกเกษตรกรรัฐบาลจริงจังแก้ปัญหาภัยแล้ง ยันไม่ได้สั่งห้ามทำนา แค่ห่วงสภาพลมฟ้าอากาศ ลั่นไม่ทอดทิ้ง ปชช. &amp;quot;มท.1&amp;quot; แจงน้ำประปารสกร่อยบ้างบางเวลา ขอทุกคนใช้น้ำอย่างประหยัด &amp;quot;ปภ.&amp;quot; เผย 20 จว.ประกาศเขตภัยแล้ง เร่งเจาะบ่อบาดาลเพิ่มปริมาณน้ำ &amp;quot;ชาวนาขอนแก่น&amp;quot; ยอมเสี่ยงปลูกข้าวดีกว่าอดตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 ม.ค. เวลา 15.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จัดรายการ Government Weekly ช่วง PM Talk ทางเพจไทยคู่ฟ้า โดยพูดคุยกับเกษตรกรจากจังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี และเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อรับฟังปัญหาการประกอบอาชีพและการบริหารจัดการน้ำในช่วงที่เกิดปัญหาภัยแล้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งติดพันกับประเทศไทยมาโดยตลอด เนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลง คนเยอะขึ้น และฝนตกบ้างไม่ตกบ้าง แต่ยืนยันรัฐบาลจริงจังกับการแก้ปัญหา &amp;nbsp;ซึ่งจะทำคนเดียวไม่ได้ทุกคนต้องช่วยกัน โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้นทุกปีตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาปี 57-62 ซึ่งภาพรวมจากข้อเท็จจริงภัยแล้งถือว่าลดลง โดยในปี 61 ไม่มีประกาศพื้นที่ภัยแล้ง แต่ในปี 63 &amp;nbsp;สถานการณ์หนัก เนื่องจากน้ำต้นทุนน้อยลงไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ รวมทั้งมีความเสี่ยงน้ำอุปโภคบริโภค น้ำทำการเกษตร น้ำในภาคอุตสาหกรรม และน้ำเค็มรุก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างน้อยต้องมีน้ำอุปโภคบริโภคใช้ และดูแลอย่างไรในช่วงที่เกษตรกรไม่มีรายได้ ไม่ใช่รัฐบาลห้ามปลูกพืชโน่นนี่ เพราะมีคนบิดเบือนว่านายกฯ ห้ามทำนา ผมจะห้ามได้อย่างไร แต่เป็นเพราะลมฟ้าอากาศ และเข้าใจดีว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ จึงไม่ต้องการให้กระดูกสันหลังโค้งงอเสียหายอีก ทุกคนต้องปรับตัว ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ไม่สามารถทำอะไรให้ทุกคนพอใจได้หมด ที่ผ่านมาการสร้างแก้มลิงก็กระทบพื้นที่ราษฎร จึงต้องระบายออกไปหมด นั่นคือปัญหา โดยการแก้ไขต้องทำแบบยั่งยืนและมีแผนเป็นระยะ แต่เชื่อว่าต้องทำได้&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรายการช่วงหนึ่งเกษตรกรจากจังหวัดชัยนาทบอกกับนายกฯ ว่า ในช่วงที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ ไม่มีรายได้ก็ปลูกผักและเลี้ยงสัตว์แทน อีกทั้งอยากให้ภาครัฐจ้างแรงงานเกษตรกรลอกคูคลองเพื่อช่วยให้มีรายได้ช่วง 3-4 เดือนนี้ นอกจากนั้นยังนำเสนอรูปแบบแก้ปัญหาข้าวล้นตลาด ซึ่งได้ลงมือปฏิบัติที่จังหวัดชัยนาทแล้ว คือข้าวที่ปลูกในชัยนาทก็บริโภคด้วยคนชัยนาท ซึ่งนายกฯ กล่าวชื่นชมว่าดี ผลิตตามความต้องการของคนในพื้นที่ ไม่ล้นออกมาข้างนอก ซึ่งตรงนี้เป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ของรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยังได้ถามเกษตรกรด้วยว่า &amp;quot;รัฐบาลไหนให้เครื่องจักรไปทำเกษตรแปลงใหญ่ ผมนี่แหละเป็นคนสั่งให้เครื่องจักร และให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้เพิ่มเติมอีก อดทนกับผมหน่อย ผมพยายามทำ ทำเพื่ออนาคต นี่คือแผนที่ยั่งยืน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวอีกว่า น้ำทั้งหมดมาจากฝน จึงอยู่ที่การกักเก็บจะทำได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งที่ผ่านมาทำไม่ได้เพราะติดประชาชน ทั้งที่มีการศึกษาได้เตรียมความพร้อมทั้งหมดแล้ว โดยทุกอย่างไม่มีอะไรได้หรือเสียไปทั้งหมด อยู่ที่ความคุ้มค่า จึงอยู่ที่ประชาชนและเอ็นจีโอ ขณะที่ทุกฝ่ายก็ต้องร่วมมือกัน จะรักษาป่าได้มากแค่ไหนหรือจะปลูกเพิ่มอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้ผมเห็นหน้าเกษตรกรก็เห็นใจ แต่ก็ยังมีรอยยิ้ม ยืนยันรัฐบาลไม่ทิ้งประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกร และกำลังพิจารณาว่าทำอย่างไรให้มีสินทรัพย์ เช่นวัวหรือควายที่ขายเมื่อไหร่ก็มีเงิน ขอให้เห็นใจพี่น้องเกษตรกรของไทย เราต้องมีกระดูกสันหลังที่แข็งแรงและไม่ยากจนในวันหน้า&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงข่าวที่ระบุว่ารัฐบาลนำงบประมาณ 3,079 ล้านบาทไปขุดเจาะบ่อบาดาลเพียง 500 บ่อ บ่อละ 6 ล้านบาทว่า &amp;quot;เป็นข่าวเท็จ เป็นข้อมูลปลอม และใครก็ดีที่นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบจะมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป เพราะงบประมาณ 3,079 ล้านบาท ครอบคลุมโครงการทั้งสิ้น 2,041 โครงการ และภายใต้ 2,041 โครงการ จะมีการขุดเจาะบ่อบาดาล 1,103 บ่อ แบ่งเป็นอยู่ในสถานพยาบาล 3 บ่อ และอีก 1,100 บ่ออยู่นอกเขตการประปา แยกเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภัยสูง 1,270 หมู่บ้าน ที่จะมีการขุดเจาะ 577 บ่อ และพื้นที่เสี่ยงภัยปานกลาง 526 บ่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีค่าความเค็มน้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภคว่า การประปานครหลวงรายงานน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอาจจะมีเกินค่ามาตรฐาน มีรสกร่อยบ้างบางเวลา ส่วนน้ำที่ใช้เพื่อการเกษตรยังไม่เกินค่ามาตรฐานความเค็ม 2 กรัมต่อลิตรแน่นอน ซึ่งการประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้ทำงานควบคุมคุณภาพภายใต้การใช้น้ำเพื่อให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคในหน้าแล้งถึงเดือน ก.ค.นี้อย่างเต็มที่ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนที่จะสูบน้ำหรือนำน้ำไปใช้ทางการเกษตรให้นึกถึงส่วนรวม เนื่องจากขณะนี้ต้องดูแลและให้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แถลงว่า &amp;nbsp;ปัจจุบันมีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) รวม 20 &amp;nbsp;จังหวัด 101 อำเภอ 559 ตำบล 4,781 หมู่บ้าน/ชุมชน ซึ่ง ปภ.ได้จัดรถบรรทุกน้ำแจกจ่ายน้ำบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้บริหารจัดการทรัพยากรเครื่องจักรกลที่มีอยู่ในพื้นที่เข้าสนับสนุนการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยได้นำกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัย จาก ปภ.เขต 5 นครราชสีมา เขต 8 กำแพงเพชร เขต 12 สงขลา เขต 17 จันทบุรี อาทิ รถบรรทุกขนาดใหญ่ติดตั้งเครื่องยกพัฒนาบ่อบาดาล 2 คัน เครื่องเจาะบ่อน้ำตื้น 5 ชุด เข้าปฏิบัติการขุดเจาะบ่อน้ำตื้นและเป่าล้างบ่อบาดาลในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุทัยธานี สตูล และจันทบุรี รวม 142 บ่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนการพัฒนาบ่อน้ำตื้นและการเป่าล้างบ่อบาดาล ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยจาก ปภ.เขต 5 นครราชสีมา เขต 8 กำแพงเพชร เขต 12 สงขลา เขต 17 จันทบุรี อาทิ รถบรรทุกขนาดใหญ่ติดตั้งเครื่องยกพัฒนาบ่อบาดาล 2 คัน เครื่องเจาะบ่อน้ำตื้น 5 ชุด เข้าปฏิบัติการขุดเจาะบ่อน้ำตื้นและเป่าล้างบ่อบาดาลในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุทัยธานี สตูล และจันทบุรี โดยเน้นการปฏิบัติงานเร่งด่วนในพื้นที่จังหวัดประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยแล้งและพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และอุทัยธานี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่&amp;quot; อธิบดี ปภ.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดขอนแก่น ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจตามแหล่งน้ำดิบที่ต้องใช้ผลิตประปาส่งให้ชาวบ้านได้มีใช้อุปโภคบริโภค บริเวณอ่างเก็บน้ำแก่งละว้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ตำบลโคกสำราญ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น &amp;nbsp;และเป็นอ่างเก็บน้ำจืดขนาดใหญ่ มีพื้นที่ 20,000 ไร่ พบว่ามีเกษตรกรทำนาปรังอยู่เกือบเต็มพื้นที่รอบอ่าง บ้างก็กำลังปักดำ บ้างก็กำลังสูบน้ำใส่นาข้าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมหมาย (นามสมมุติ) ชาวบ้านโคกสำราญ กล่าวว่า ชาวบ้านตัดสินใจทำกันเอง ถ้าไม่ทำก็ไม่มีข้าวกิน เพราะข้าวเปลือกข้าวสารในท้องตลาดมีราคาแพงจึงต้องเสี่ยงทำนาปรัง ซึ่งชาวบ้านทุกคนรู้ว่าทางราชการห้ามทำนาปรังเพราะใช้น้ำมาก แต่ก็จำเป็นถ้าไม่ทำก็อดตายเพราะไม่มีข้าวกิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าหากน้ำในแก่งละว้าแห้ง ต้นข้าวตายก็ต้องยอมรับชะตากรรมว่าครอบครัวเราจะไม่มีข้าวกิน เพราะความเสียหายจากการทำนาปรังนั้นไม่สามารถที่จะเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากทางราชการได้ เพราะทางราชการห้ามไม่ให้ทำนาปรัง ชาวบ้านชาวนาเสี่ยงตัดสินใจทำกันเอง เพราะถ้าข้าวในนาปรังอยู่รอดก็จะได้ผลผลิต ครอบครัวก็มีข้าวกิน&amp;quot; ชาวบ้านโคกสำราญกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54842</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาภัยแล้ง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ภัยแล้ง, สภาพลมฟ้าอากาศ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ปัญหาภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200117/image_big_5e21b3cc6bfa1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สูตรเดิมแจกน้ำแก้ภัยแล้ง พท.ฉะเทงบหมื่นล้านเหลว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ ส่ง &amp;quot;เทวัญ&amp;quot; ลงพื้นที่โคราช เร่งหามาตรการแก้ปัญหาภัยแล้ง &amp;quot;รมว.คมนาคม&amp;quot; สั่งกรมทางหลวงแจกน้ำดื่มน้ำใช้ 717,200 ลิตร บรรเทาความเดือดร้อน ปชช.ทั่วประเทศ &amp;quot;สุโขทัย&amp;quot; วิกฤติแม่น้ำยมแห้งขอด ข้าวยืนต้นตายแล้วกว่า 2 หมื่นไร่ &amp;quot;พท.&amp;quot; ข้องใจรัฐบาลเทงบนับหมื่นล้านแก้น้ำท่วม-ภัยแล้งแต่ยังเกิดปัญหาทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 ม.ค. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์ภัยแล้งที่ อ.โชคชัย และ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เนื่องจากในพื้นที่ อ.โชคชัย &amp;nbsp;จากทั้งหมด 10 ตำบล ปัจจุบันเกิดปัญหาภัยแล้งใน 2 ตำบล คือ ต.พลับพลา และ ต.ท่าอ่าง ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน สระน้ำที่ใช้ทำน้ำประปาหมู่บ้านแห้งขอด และพบว่าบางพื้นที่การประปาส่วนภูมิภาคเข้าไม่ถึง ประชาชนใช้น้ำจากบ่อบาดาลซึ่งเป็นบ่อขนาดเล็ก ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีน้ำอุปโภคบริโภคไม่เพียงพอ ในส่วนของ อ.ปักธงชัย ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทวัญกล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งของทั้ง 2 อำเภอ มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า คือ การเจาะบ่อบาดาล การสูบน้ำและแจกจ่ายน้ำ การรณรงค์ชาวบ้านไม่ทำข้าวนาปรัง และการใช้น้ำอย่างประหยัด ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวมีการปรับปรุงวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดิน การจัดหาถังน้ำกลาง และรณรงค์การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ จ.นครราชสีมาอย่างใกล้ชิด ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมให้การช่วยเหลือประชาชนหลายด้าน อาทิ จัดหารถแรงดันน้ำ ขุดบ่อบาดาลเพิ่ม โดยรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณกลางจำนวน 3,000 ล้านบาท และมอบหมายให้ สทนช.ดำเนินการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนต่อไป ในส่วนของงบประมาณปกติของรัฐบาล 3.2 ล้านล้านที่เพิ่งผ่านสภา คาดว่าสามารถใช้ได้เดือน มี.ค.และอาจจะมีการสนับสนุนช่วยเหลือแก้ปัญหาสถานการณ์ภัยแล้ง&amp;quot; รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่า หลังจากได้มอบนโยบายให้กรมทางหลวงและหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ ทั้งสำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวงบรรเทาความเดือดร้อนการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคแก่ประชาชน องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น, อำเภอ, &amp;nbsp;จังหวัดทั่วประเทศ ผ่านการประสานความร่วมมือกับการประปาส่วนภูมิภาคในโครงการ &amp;quot;กรมทางหลวง-การประปาส่วนภูมิภาค รวมใจต้านภัยแล้ง&amp;quot; พบว่าตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค.62 จนถึงปัจจุบัน (12 ม.ค.63) &amp;nbsp;ได้สนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้งทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านหน่วยงานในสังกัดกรมทางหลวงเป็นปริมาณน้ำทั้งสิ้น &amp;nbsp;717,200 ลิตร และคาดว่าความต้องการขอความช่วยเหลือดังกล่าวจะยังคงเพิ่มขึ้นตลอดฤดูแล้งนี้ จึงได้สั่งการให้ช่วยเหลืออย่างรวดเร็วทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรมทางหลวงยังรายงานว่า ได้สนับสนุนน้ำในการระงับอัคคีภัยหรือไฟป่าที่เกิดขึ้นบริเวณสองข้างทาง เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามและสร้างความเสียหายในวงกว้างกว่า 42 แห่ง และยังคงเฝ้าติดตาม รวมทั้งยืนยันความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเข้าไปแก้ไขปัญหา&amp;quot; รมว.คมนาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า กรมทางหลวงได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องจักร ยานพาหนะ วัสดุอุปกรณ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนอย่างทันท่วงทีตลอด 24 ชม. โดยประชาชนผู้เดือดร้อน องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น อำเภอ &amp;nbsp;จังหวัดสามารถขอรับความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวงพื้นที่ทั่วประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปีนี้ภัยแล้งมาเร็วและคาดว่าจะเป็นปัญหาต่อเนื่องยาวนาน ซึ่ง รมว.คมนาคมมีความเป็นห่วงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก และได้สั่งการให้กรมทางหลวงดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยการประสานงานกับการประปาส่วนภูมิภาคอย่างใกล้ชิดให้มีแผนการสำรองน้ำอย่างเพียงพอ โดยพิจารณาจากปริมาณความต้องการของประชาชนและหน่วยงานต่างๆ เป็นรายวัน และยืนยันว่าจะมีน้ำเพื่อการดื่มการใช้อย่างเพียงพอ และเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ด้วยความรวดเร็ว ซึ่งประชาชนและหน่วยงานต่างๆ สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือจากกรมทางหลวงผ่านสายด่วน 1586&amp;quot; นายสราวุธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังมีนโยบายให้เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงทั่วประเทศใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประโยชน์สูงสุด และยังได้รับความร่วมมือในการประหยัดน้ำที่ใช้ในการก่อสร้างจากผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างต่างๆ ของกรมทางหลวงอย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สุโขทัย สถานการณ์ภัยแล้งเริ่มขยายวงกว้าง ประชาชนหลายหมู่บ้านต่างเร่งสร้างฝายกักเก็บกลางแม่น้ำยม หลังปริมาณน้ำลดลงต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่บริเวณสะพานป่างิ้ว อ.ศรีสัชนาลัย ลงมาถึงท้ายน้ำบริเวณสะพานพระร่วง-สะพานพระแม่ย่า ใจกลางเมืองสุโขทัย และที่สะพานบ้านบางปะ ต.กง อ.กงไกรลาศ แม่น้ำยมมีสภาพเกือบแห้งขอด หลายจุดมองเห็นพื้นทรายก้นแม่น้ำจนสามารถเดินข้ามได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า สุโขทัยเริ่มประสบภัยแล้งมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2562 และผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่ 4 &amp;nbsp;อำเภอ คือ ศรีสัชนาลัย, ศรีสำโรง, คีรีมาศ และเมืองสุโขทัย ซึ่งมีนาข้าวยืนต้นตายทั้งหมดกว่า 27,261 &amp;nbsp;ไร่ จังหวัดจึงได้เตรียมเสนอของบประมาณกว่า 30 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,113 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.อ่างทอง สถานการณ์ภัยแล้งขยายวงกว้างเช่นกัน ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งในพื้นที่กลางทุ่งนา หมู่ที่ 2 ต.สายทอง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ที่ขาดแคลนแหล่งน้ำเลี้ยงเป็ด ต้องเดินไล่เป็ดไปไกลกว่าจะได้แหล่งน้ำ ทำให้เป็ดไล่ทุ่งที่นำไปเลี้ยงในนาข้าวไม่มีน้ำกิน ไม่มีสระน้ำให้เป็ดว่ายเล่น ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งจัดส่งผลกระทบทำให้เป็ดไล่ทุ่งโตช้า ไข่ตก แถมล้มตายคาทุ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ปีนี้ภัยแล้งมาเร็วและมาแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่การแก้ปัญหาของรัฐบาลถือว่าล่าช้ามาก ไม่ทันต่อความเดือดร้อนของประชาชน รัฐบาล คสช.ต่อมาจนถึงรัฐบาลนี้ใช้งบประมาณมหาศาลในการแก้ปัญหาภัยแล้งน้ำท่วม &amp;nbsp;แต่ไร้ประสิทธิภาพ งบประมาณละลายน้ำไม่เกิดผล เป็นการหลอกลวงประชาชน และ พล.อ.ประยุทธ์เลือกที่จะโกหกประชาชนว่ารัฐบาลทำเต็มที่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิสารกล่าวว่า ผลการบริหารงานที่ไร้ความรับผิดชอบของ พล.อ.ประยุทธ์ส่งผลให้ประชาชนต้องประสบปัญหาในทุกด้าน ทั้งน้ำแล้ง น้ำท่วม รัฐบาลทำงานไม่เป็น ไม่รับฟังปัญหาจากคนในพื้นที่ &amp;nbsp; ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด รวมทั้งทำงานไม่เป็น หลายครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์จัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรตามพื้นที่ต่างๆ บรรดาส่วนราชการทำการเกณฑ์ชาวบ้านมารอรับ จัดฉากซักซ้อมเพื่อเอาใจ พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์เลยไม่รู้ว่าประชาชนคิดอย่างไร การแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้รับการนำเสนอ จึงส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนในทุกพื้นที่ของประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ใช้งบประมาณนับหมื่นนับแสนล้านแก้ปัญหาภัยแล้งน้ำท่วม ให้หน่วยทหารลงไปขุดบ่อกักเก็บน้ำ ผลสุดท้ายหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณไปก็เกิดข้อสงสัยมากมายว่ามีความโปร่งใสหรือไม่ ล่าสุดเตรียมอนุมัติงบประมาณอีก 3,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ประชาชนคงได้แต่มองตาปริบๆ ที่รัฐบาลใช้เงินภาษีไร้ประสิทธิภาพ คนไทยคงรับกรรมอีกนานหากรัฐบาลนี้ยังอยู่&amp;quot; ส.ส.พรรค พท.รายนี้ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54478</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาภัยแล้ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ปัญหาภัยแล้ง, แจกน้ำดื่มน้ำใช้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200113/image_big_5e1c7ab3571fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2019 12:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2019 12:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กมธ.ฯ&#039;ปูดงบภัยแล้งส่อทุจริตซอยงบหวังเลี่ยงประมูลอีบิดดิ้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.62-นายไชยา พรหมา ประธานกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร และส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการได้รับการร้องเรียนการใช้จ่ายงบประมาณแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ที่รัฐบาลอนุมัติให้จังหวัดละ 200 ล้านก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานว่าอาจมีการทุจริตเกิดขึ้น โดยการซอยงบออกเป็นโครงการละไม่เกิน 5 แสนบาทเพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลงานแบบอีบิดดิ้งและเรียกรับผลประโยชน์กัน อีกทั้งงบดังกล่าวยังเป็นช่วงเดียวกับเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจึงจำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสในการใช้งบประมาณว่ามีการใช้งบดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายหรือไม่ อย่าปล่อยให้มีการควบรวมงบ โดยจะทำงานร่วมกับ หน่วยงานตรวจสอบของภาครัฐทั้ง คณะกรรมการป้องกันและปรามทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน เรียกร้องให้รัฐบาลใช้งบกลางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งเรื่องเฉพาะหน้าการการฟื้นฟูพื้นที่น้ำท้วม เพราะมองว่าการที่รัฐบาลบอกว่าไม่มีงบกลาง แต่มีการใช้เงินส่วนนี้ร่วมกับเงินของกองจัดซื้อยุทโธปกรณ์ช่วงที่ผ่านมาเป็นการใช้จ่ายที่ไม่สมเหตุสมผลควรนำงบกลางมาดูแลประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจะดีกว่า&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46402</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ, การประมูลงานแบบอีบิดดิ้ง, งบประมาณ, นายไชยา พรหมา, ปปท., ปัญหาภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190923/image_big_5d885450b470d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45792</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2019 12:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2019 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แล้ง-ท่วม&#039;สมศักดิ์เตรียมฟื้นหารือเขื่อนแก่งเสือเต้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.2562 - นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ จ.สุโขทัย เพื่อรับฟังปัญหาต่างๆ โดยมีพี่น้องประชาชนจาก จ.แพร่ และพะเยามาเข้าพบเพื่อพูดคุยถึงเรื่องการพัฒนาลุ่มน้ำยมและปัญหาภัยแล้ง-อุทกภัยในพื้นที่ ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหานั้นเรามี เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างฝาย แต่ก็ยังมีคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ยังกลัวว่าจะมีผลกระทบต่อลูกหลานภายในวันข้างหน้า บริเวณดังกล่าวนั้นใกล้กับ แก่งเสือเต้น ทำให้คนที่เคยคัดค้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเกรงว่า หากมีการสร้างเขื่อนหรือฝาย จะกินพื้นที่ของบริเวณที่น้ำท่วมไปไกล เราจึงไม่อยากให้กระทบความรู้สึกตรงนั้น และเรื่องเดิมที่มีผลกระทบจิตใจอาจจะเกิดจากการได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้หลายคนเกิดความกังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การลดระดับการก่อสร้างลง อาจจะไม่กระทบก็ได้ ซึ่งในวงสนทนาเราแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้เห็นด้วย ผู้ไม่เห็นด้วย และกลุ่มนักวิชาการ NGO ซึ่งเราต้องรับฟังเสียงของพวกเขาให้ครบถ้วน ว่าจะมีข้อดีข้อเสีย และผลกระทบกับคนในพื้นที่มากน้อยแค่ไหน คงต้องหาทางสำรวจพูดคุยกับหลายๆกลุ่มให้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้การจะสร้างเขื่อนยังบอกไม่ได้ว่าจะมีหรือไม่ หรือจะมีแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งทางอื่นอย่างไร อยู่ที่ประชาชนในพื้นที่และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่าคุ้มค่าที่จะทำหรือไม่ ต้องรอดูต่อไป ทั้งนี้ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ แต่ในฐานะคนในพื้นที่ก็อยากที่จะรับฟังและช่วยสะท้อนสิ่งต่างๆไปยังส่วนที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เราต้องรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45792</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาภัยแล้ง, พะเยา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุโขทัย, อุทกภัย, เขื่อนแก่งเสือเต้น, แพร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190905/image_big_5d70bc6e05e26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
