<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2019 17:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2019 17:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลยันมีแผนรับมือสงครามการค้า เร่งดึงดูดนักลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค. 2562 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี​ เปิดเผยว่า สงครามการค้าที่เกิดขึ้นนั้นนำไปสู่ผลกระทบทั้งด้านบวกและลบซึ่งรัฐบาลนับแต่เข้าบริหารประเทศได้มีการดำเนินการหลายอย่างไปแล้วเพื่อรองรับการหันเหทางการค้าและการลงทุน ด้านการค้าที่จะเป็นผลด้านบวกคือสืนค้าไทยมีโอกาสส่งออกไปทดแทนสินค้าสหรัฐในจีน หรือสินค้าจีนที่ส่งออกไปสหรัฐ ถือเป็นโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรและอาหาร

อย่างไรก็ตามกลุ่มสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของสินค้าจีน เช่น ชิ้นส่วนเครื่องไฟฟ้า แผงวงจรไฟฟ้า จะได้รับผลกระทบ ในเรื่องนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการ 1)ตั้งทีมวอร์รูม (War Room) ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์สงครามการค้าและเสนอแนวทางรับมืออย่างทันท่วงที มีคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชนด้านพาณิชย์เพื่อจะได้ผลักดันการส่งออกเป็นรายกลุ่มสินค้าและรายตลาด 2)ทำRoad show สินค้าไทยต้องทำอย่างมีเป้าหมายเพื่อเจาะตลาดสหรัฐและจีน รวมถึงขยายตลาดใหม่ไปยังอินเดีย ตะวันออกกลางและอาเซียน 3)บูรณาการการทำงานของทูตพาณิชย์และทูตเกษตร นับเป็นครั้งแรกที่สองหน่วยงานจะขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าเกษตรไปพร้อมๆกัน 4)ขับเคลื่อนการเจรจาการค้าทั้งในระดับพหุภาคีและทวิภาคี อีกประการหนึ่ง การหันเหทางการค้าอาจนำไปสู่การทะลักของสินค้าเข้าไทย กระทรวงพาณิชย์ได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับเรื่องนี้แล้วโดยจะใช้กลไกพ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนสินค้าจากต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการดูแลผู้ประกอบการไทย

ในส่วนของการหันเหทางการลงทุน คาดว่าจะเป็นผลกระทบด้านบวกต่อไทย เพราะจะมีนักลงทุนที่คิดย้ายฐานการผลิตออกจากสหรัฐและจีน โดยเฉพาะนักลงทุนที่จะย้ายออกจากจีน เช่นนักลงทุนสหรัฐ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ณ เวลานี้ มีจำนวน10รายที่ตัดสินใจจะมาลงทุนในไทย เช่น บริษัท Ricoh บริษัท Delta และคาดว่าจะมีเพิ่ม เพื่อดึงดูดนักลงทุนกลุ่มนี้ รองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ได้มอบหมายให้BOIไปดูแล ซึ่งจะดำเนินการสามเรื่องคือ 1) ออกมาตราการที่มากกว่าสิทธิพิเศษด้านภาษีเพื่อดึงการลงทุนมาไทย 2)ตั้งทีมเฉพาะกิจดึงนักลงทุนต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าโดยตรง 3)จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในจีน สหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป โดยให้ภาคเอกชนและสถาบันการเงินเข้าร่วม เพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุน และเพิ่มความคล่องตัวในการอนุมัติ

ที่กล่าวมานี้เป็นการดำเนินการของส่วนงานหลักที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบสงครามการค้าโดยตรง ยังมีงานด้านอื่นๆที่รัฐบาลขับเคลื่อนคู่กันไป เช่น การเสริมศักยภาพและการลดต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและเกษตร รวมถึงการส่งเสริมทักษะแรงงานและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนที่จะเข้ามาเพิ่ม แม้จะมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก แต่แนวทางที่ได้ทำและที่จะทำต่อไปจะนำไปสู่โอกาสเพิ่มศักยภาพในการส่งออก ยกระดับฐานการผลิต ส่งเสริมการถ่ายโอนความรู้ และเพิ่มการจ้างงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44233</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดึงนักลงทุนต่างชาติ, น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, ปัญหาสงครามการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5d09452af70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ส่งออก’สาหัส!ปรับจีดีพี62ใหม่สมคิดปลุกเอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; จ่อปรับประมาณการจีดีพีปี 2562 ใหม่ หลังส่งออกยังสาหัส ลุ้นประชุมจี 20 ตัดจบปัญหาสงครามการค้าสหรัฐ-จีน พร้อมโยนรัฐบาลใหม่ฟันธงงัดมาตรการพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม สมคิดเป่ากระหม่อมเอกชน ยืนยันเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในสิ้นเดือน ก.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2562 ใหม่ หลังจากภาพรวมการส่งออกในปีนี้ได้รับผลกระทบจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน โดยการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 55-56% ของจีดีพี และยังต้องรอดูข้อมูลด้านเศรษฐกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลการประชุมจี 20 ที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาสงครามการค้าของโลกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเติบโตได้ดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นผลตามฤดูกาล หลังจากที่เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2561 แต่ก็ต้องยอมรับว่าแม้ทิศทางเศรษฐกิจของไทยจะฟื้นตัวดีขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าการเติบโตจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยกระทรวงการคลังจะมีการหารือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสรุปรายละเอียดทิศทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2562 เสนอให้รัฐบาลใหม่ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องออกมาตรการเพื่อกระตุ้นหรือพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความจำเป็นในการออกมาตรการกระตุ้นหรือพยุงเศรษฐกิจนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่จะต้องตัดสินใจ โดยระหว่างนี้จะมีการรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา&amp;rdquo; นายพรชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค. 2562 พบว่ายังสามารถขยายตัวได้ โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่ขยายตัวสูงถึง 5% ต่อปี โดยในส่วนนี้เป็นการจัดเก็บภาษีแวตจากการใช้จ่ายภายในประเทศ ขยายตัว 5.8% ต่อปี และจัดเก็บจากการนำเข้า ขยายตัว 4% ต่อปี ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัว สอดคล้องกับภาพรวมการส่งออก โดยมูลค่าการส่งออกขยายตัว -5.8% ต่อปี มูลค่าการส่งออกไปจีนขยายตัว -7.2% ต่อปี และการส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียน -10.2% ต่อปี ส่วนมูลค่าการนำเข้าขยายตัว -0.6% ต่อปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในภาคการท่องเที่ยว สะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทย ในเดือน พ.ค. 2562 อยู่ที่ 2.73 ล้านคน ขยายตัว -1.0% ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากนักท่องเที่ยวชาวจีน ขยายตัว -2.7% ต่อปี ส่งผลให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 1.34 แสนล้านบาท ขยายตัว -1.0% ต่อปี ขณะที่นักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น อาทิ มาเลเซีย อินเดีย และญี่ปุ่น ยังขยายตัวได้ดี ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวภายในประเทศ (คนไทยเที่ยวไทย) ขยายตัว 3.6% โดยเชื่อว่ารายได้ในส่วนนี้จะเข้ามาช่วยทดแทนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ในระดับหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสหกรุ๊ปแฟร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ &amp;ldquo;ว้าวถูกใจทุก Gen&amp;rdquo; ว่าการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาก 3.8% มาอยู่ที่ 3.3% ว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามทางการค้าทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวเหมือนกับตามเศรษฐกิจโลก แต่เชื่อว่าการเมืองที่ชัดเจนและจะมี ครม.ใหม่ในไม่ช้าจะทำให้การสานต่อนโยบายการทำงานได้เร็วขึ้น ซึ่งอยากให้ทุกฝ่ายมีความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนทุกอย่างให้เป็นปกติ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 จะล่าช้ากว่าปกติ ซึ่งภาครัฐจะพยายามเร่งการเบิกงบลงทุนของโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งพรรคร่วมทุกพรรคต่างเห็นความสำคัญของการลงทุน หากล่าช้าเกินไปประเทศเพื่อนบ้านจะแซงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแรงมาก ตลาดหุ้นขยับขึ้นต่อเนื่อง ค่าเงินบาทแข็งค่า สะท้อนเศรษฐกิจยังดี และพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังรองรับปัจจัยเสี่ยงที่ผ่านมาได้ดี ยังมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ยอมรับว่าขณะนี้เป็นรอยต่อของรัฐบาลเดิมและรัฐบาลชุดใหม่ โครงการขนาดใหญ่บางโครงการต้องรอการตัดสินใจ เดินหน้ายังไม่ได้สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจของหลายสำนักออกมาไม่ดี เป็นสิ่งที่อยู่ในการคาดการณ์ไว้ เพราะตั้งแต่มีการเลือกตั้งปัจจัยหลายด้านชะลอตัวลง&amp;rdquo; นายสมคิด กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความกังวลในเรื่องเสถียรภาพในการทำงานของรัฐบาลใหม่ ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคนั่งในทีมเศรษฐกิจ ไม่ใช่พรรคเดียวเหมือนรัฐบาลชุดปัจจุบันนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะทุกพรรคการเมืองมีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศเช่นเดียวกัน เชื่อว่าจะสามารถทำงานร่วมกันเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกรมสรรพากรไม่ใช่มาตรการหลัก เพราะหากใช้มาตรการของกรมสรรพากรมากเกินไป จะกระทบกับฐานะการคลัง การลดภาษีไม่ใช่มาตรการเดียวที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งหลายประเทศที่ดำเนินมาตรการลดภาษีทำให้คนฐานภาษีสูงได้ประโยชน์ ไม่ได้ช่วยคนระดับล่างอย่างแท้จริง ดังนั้น การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องพิจารณาให้ตรงกลุ่ม &amp;nbsp;เช่นการช่วยคนจน ก็ต้องดูว่าคนจนที่จะช่วยอยู่ในฐานภาษีหรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วง 8 เดือนของปีงบประมาณ 2562 (ต.ค.61-พ.ค.62) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 1.64 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.55 หมื่นล้านบาท หรือ 4.2% และสูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 4.08 หมื่นล้านบาท หรือ 2.5% โดยเป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร สูงกว่าประมาณการ 3.8 หมื่นล้านบาท หรือ 3.2% และการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น สูงกว่าประมาณการ 3.68 หมื่นล้านบาท หรือ 35.9% รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1.06 หมื่นล้านบาท หรือ 8.3% และการจัดเก็บรายได้ของกรมศุลกากร สูงกว่าประมาณการ 6.95 พันล้านบาท หรือ 10.4%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39656</URL_LINK>
                <HASHTAG>งัดมาตรการพยุงเศรษฐกิจ, ปรับจีดีพี62, ปัญหาสงครามการค้า, หนังสือพิมพ์, ‘ส่งออก’สาหัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190627/image_big_5d14cfa62460a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
