<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2021 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2021 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปลัด ศธ.&#039; เผยมี ครู-นร. ไม่มีความสุขจากการเรียนออนไลน์ ถึงขั้นเสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพจิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
14ก.ค.64- ที่พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย อาคารราชวัลลภ - กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้จัดงานเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;เรียน/สอน/WFH Online อย่างไร ให้สุขภาพดี&amp;rdquo; พร้อมมอบแนวทางการดำเนินการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และกำชับนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนให้คำแนะนำ เพื่อให้ทุกคนผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.พร้อมด้วย พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต และนพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย ร่วมวงเสวนา โดยนายสุภัทร กล่าวว่า จากการเปิดภาคเรียนของสถานศึกษาในช่วงที่ผ่านมาพบว่า สถานศึกษาส่วนใหญ่เลือกรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน ซึ่งผู้เรียน ผู้สอน และบุคลากร อาจได้รับผลกระทบจากการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบดังกล่าว รวมทั้งจากการปฏิบัติงานแบบ Work from Home เป็นระยะเวลานาน เช่น สภาพแวดล้อมที่ ไม่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนหรือปฏิบัติงาน ส่งผลให้เกิดความเครียด รวมถึงความกดดันที่ได้รับจากระบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภัทร กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;สำหรับประเด็นปัญหาที่น่าสนใจในการเสวนาครั้งนี้มีทั้งเรื่องครูและนักเรียนที่ไม่มีความสุขจากการเรียนออนไลน์ จนถึงขั้นเสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพจิต อีกทั้งผู้สอนและผู้เรียนไม่พร้อมในหลายด้าน ทำให้คุณภาพการศึกษามีผลสัมฤทธิ์ต่ำ เกิดความกดดันจากการเรียนและการสอบจนมีนักเรียนที่ทำร้ายร่างกายตัวเองด้วยความเครียดสะสม ขณะที่ครูก็มีความเครียดกับกระบวนการในการจัดการเรียนการสอนที่ดำเนินงานบนความเสี่ยง ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเข้าให้ถึงครูและนักเรียน โดยจะต้องเปลี่ยนการประเมินผลการเรียนการสอนไปเป็นการประเมินผลจากการเรียนรู้ โดยสิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ คุณภาพชีวิตของเด็กนักเรียนที่ตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติ ไม่ควรได้รับความเครียดเพิ่มขึ้นอีกจากการเรียน ใช้วิธีคิดและวิธีการที่ยืดหยุ่น ไม่มุ่งเน้นไปที่ผลเป็นเลิศทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่เปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิกฤติการณ์ในปัจจุบัน และเปิดช่องทางให้ผู้เรียนและผู้สอนได้เข้ามาแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเรียนออนไลน์ได้ รวมทั้งกำหนดเป้าหมายของการปฏิบัติการออนไลน์อย่างไรให้สุขภาพดี เพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาวที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพของทุกคน โดยเป็นการเรียนรู้ปฏิบัติงานแบบมีประสิทธิภาพได้อย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109681</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, ปัญหาสุขภาพจิตเด็กเยาวชน, สุภัทร จำปาทอง, เรียนออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210714/image_big_60eea0b36297d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43866</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2019 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2019 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กมีปัญหาสุขภาพจิตเยอะ สพฐ.ตื่นตัวจัดระบบดูแลจิตใจ ในโรงเรียนอย่างจริงจัง หลังพบตัวเลขเด็กโทร.ปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิตอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
20ส.ค.62- นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน พบว่า เด็กและเยาวชนมีแนวโน้มต้องการรับความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตมากยิ่งขึ้น จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิตในส่วนของการให้บริการสายด่วนสุขภาพจิต พบว่า กลุ่มเยาวชนโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตมากยิ่งขึ้น โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2562 พบว่า 1 ใน 3 ของผู้ที่โทรเข้ามาปรึกษาทั้งหมด เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 11-25 ปี และ 5 อันดับปัญหาที่พบมาก คือ ความเครียด หรือความวิตกกังวล ปัญหาจิตเวช ปัญหาความรัก ปัญหาซึมเศร้า และปัญหาครอบครัว ที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์หรือเหตุการณ์ที่เป็นอันตราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า เพื่อตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา จึงได้มีการดำเนินการพัฒนาด้านสุขภาพจิตในโรงเรียนแบบบูรณาการ โดยการสำรวจข้อมูล และ Focus Group สะท้อนถึงผลการดำเนินงานสุขภาพจิตในโรงเรียนที่ผ่านมา และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของจิตแพทย์ นักจิตวิทยา รวมทั้งผู้ปฎิบัติงานด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน เพื่อร่วมกันวางแผนพัฒนาด้านสุขภาพจิต นำไปสู่การยกร่างแนวทางการดำเนินงานสุขภาพจิตในโรงเรียนแบบบูรณาการ ควบคู่กับการพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการช่วยเหลือสุขภาพจิตของนักเรียนกับสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับจิตแพทย์และทีมสุขภาพจิตในแต่ละพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ส่งผลต่อการดำเนินงานสุขภาพจิตในโรงเรียนได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมได้มากยิ่งขึ้น เพื่อดูแลส่งเสริมให้นักเรียนมีพัฒนาการและมีสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งถือเป็นพื้นฐานความพร้อมสู่การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;สพฐ.จะต้องส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบแนะแนว ครูจะต้องรู้ข้อมูลของเด็กนักเรียนในชั้นเรียนของตัวเองทุกคน เรื่องนี้นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญมาก เพราะหลายคนอาจจะเห็นเป็นเรื่องเล็กและมองข้าม แต่เรื่องนี้สำคัญมาก ดังนั้นจึงต้องสร้างความตระหนักให้กับคุณครูทุกคน โดยเฉพาะครูแนะแนว&amp;quot;เลขาฯ กพฐ. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43866</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., ปัญหาสุขภาพจิตเด็กเยาวชน, สายด่วนสุขภาพจิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190625/image_big_5d11f42c6a48b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
