<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2019 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2019 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ขุนคลัง”ไม่กังวลหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งพรวด ชี้เป็นเงินกู้ธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย. 2562 นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยว่า กรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ระบุว่าเป็นห่วงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในไทย โดยล่าสุดสูงสุดขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 11 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชีย เรื่องนี้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเข้าไปติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด โดยในส่วนของกระทรวงการคลังได้สั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เร่งลงพื้นที่ และให้เครือข่ายเข้าไปติดตามดูแลปัญหาเป็นรายบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังและ ธปท. ดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยให้ออมสินและธ.ก.ส. ส่งเครือข่ายในพื้นที่ลงไปดูแลกลุ่มลูกหนี้ และให้จัดเป็นโครงการเฉพาะ ให้ความรู้การก่อหนี้ และให้ความช่วยเหลือกรณีลูกหนี้ที่มีปัญหา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกฝาถูกตัว&amp;rdquo;นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มองว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยในขณะนี้ ยังไม่รุนแรงจนถึงขั้นต้องกังวล และมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 เพราะต้องแยกแยะว่า หนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่ง เป็นหนี้ที่เกิดจากการทำธุรกิจ เป็นหนี้ที่มีหลักทรัพย์ หลักประกัน ถือเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์รัฐบาลก็สนับสนุน ไม่ใช้หนี้ด้อยคุณภาพ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ประมาท ยังมีการติดตามดูแลสถานการณ์อยู่ตลอด ดูว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยเข้าใจเกี่ยวกับการก่อหนี้ เพราะหนี้ครัวเรือนเป็นหนี้ที่ต้องบริหารจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังประเมินว่าสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยยังไม่เป็นประเด็นที่น่ากังวล โดยระดับหนี้ครัวเรือน ณ สิ้นไตรมาส 1/2562 ของไทย อยู่ในระดับสูงที่ 78.7% ต่อจีดีพี หรือ 12.97 ล้านล้านบาท แต่ถือว่าได้ลดลงเมื่อเทียบกับระดับหนี้ครัวเรือนที่เคยสูงสุดที่ 81.2% ต่อจีดีพี เมื่อปี 2558&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกัน เช่น ที่พักอาศัย รถยนต์ ซึ่งหนี้เหล่านี้เพื่อเป็นหนี้เพื่อการสะสมความมั่งคั่งในรูปทรัพย์สิน และเพื่อการลงทุนทำธุรกิจหารายได้ ก็จะส่งผลดีต่อความมั่นคงของรายได้ครัวเรือน ขณะที่หนี้ครัวเรือนบางส่วนใช้เพื่อประกอบธุรกิจ ถือเป็นสินเชื่อที่สร้างรายได้ให้ครัวเรือนด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อหักสินเชื่อธุรกิจนี้ออก ระดับหนี้ครัวเรือนไทยจะลดลงมาอยู่ที่ 65.8% ต่อจีดีพี ส่วนสัดส่วนหนี้ครัวเรือนเพื่อการบริโภค เช่น สินเชื่อบุคคล และบัตรเครดิต อยู่ในระดับต่ำเพียง 6.3% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับต่ำเช่นกันที่ 3.3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้มีการติดตามและประเมินสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยอย่างใกล้ชิด เพราะหากสถานการณ์หนี้เพิ่มสูงขึ้นเกินไป จะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของระดับครัวเรือนและเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ โดยกระทรวงการคลังได้ให้ความสำคัญในการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน ผ่านกระบวนการทำงานของธนาคารของรัฐ อย่างธนาคารออมสิน ที่ได้ดำเนินการให้ความรู้ความเข้าใจในการบริการการเงิน การออม บัญชีพอเพียง ผ่านโครงการการออมและบริหารหนี้ที่สมดุลเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีมีสุข และโครงการสำหรับเด็กและเยาวชนในโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษา ผ่านโครงการธนาคารโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีโครงการให้ความรู้ทางการเงินแก่เกษตรกรและกลุ่มวิสาหกจิชุมชน ผ่านโครงการสร้างสังคมแห่งปัญญาผ่านศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ.ก.ส. นอกจากนี้จะให้สถาบันการเงินของรัฐเข้ามามีบทบาทในการดูแลการปรับโครงสร้างหนี้ให้มากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ยืนยันว่าระดับหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในระดับที่น่ากังวลจนจะมีผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทย แม้ว่าเศรษฐกิจไทยวันนี้จะมีการเติบโตชะลอตัวลงบ้าง จากก่อนหน้านี้คาดว่าจะโต 4% ก็เหลือ 3% &amp;nbsp;แต่ก็ยังมีการขยายตัวได้ ไม่ได้เติบโตติดลบหรือเกิดภาวะถดถอยแต่อย่างใด&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45047</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, คลังไม่กังวล, ปัญหาหนี้ครัวเรือน, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190830/image_big_5d692839ebbb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44819</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2019 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2019 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนี้ครัวเรือนไทยทะยานอันดับ 2 เอเชียและอันดับ 11 ของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.62-นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2562 พบหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสิ้นไตรมาส 1 หนี้ครัวเรือนเท่ากับ 13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6.3% และคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีเท่ากับ 78.7% สูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส หรือ 2 ปี 3 เดือน นับตั้งแต่ปี 2560 โดยหนี้ครัวเรือนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปี 2560

อย่างไรก็ตามขณะที่ไตรมาส 2 แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะภาพรวมสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นระดับสูง 9.2% โดยยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 11.3% สูงสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งเเต่ไตรมาส 4/58 เป็นต้นมา ส่วนยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและรถยนต์ขยายตัว 7.8% และ10.2%ชะลอลงจาก 9.1% และ 11.4% จากไตรมาสก่อน

&amp;ldquo;หนี้ครัวเรือนไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ และอันดับ 11 ของโลก จาก 74 ประเทศ โดยหนี้ที่ต้องจับตา คือ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งหนี้บัตรเครดิต และรถยนต์ มีเเนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง ส่วนเเนวโน้มครึ่งปีหลัง คาดว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะชะลอตัวลง จากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยกู้มากขึ้น.&amp;rdquo;นายทศพล กล่าว

สำหรับแนวโน้มหนี้สินครัวเรือนในช่วงครึ่งหลังปี 62 คาดว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรกเนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มลดลง และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยกู้ แต่ด้านคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มที่จะด้อยคุณภาพมากขึ้น เนื่องจากในช่วงก่อนมีมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันปล่อยสินเชื่อในลักษณะที่ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การอนุมัติ ประกอบกับมีการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในวงเงินสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงทำให้ผู้กู้ได้เงินสดกลับมาใช้จ่ายมากขึ้น

อย่างไรก็ตามไตรมาส2/62 มีผู้มีงานทำ 37.8 ล้านคน ลดลง 0.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผู้มีงานทำภาคเกษตรยังคงลดลงต่อเนื่อง 4.0% โดยมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย และปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อกิจกรรมการเกษตร ขณะที่ผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 1.5% สาขาที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นได้แก่ สาขาการขนส่งการเก็บสินค้า การก่อสร้าง การศึกษา และสาขาโรงแรมและภัตตาคาร เพิ่มขึ้น 7.2 6.2 3.1 และ 1.1% ตามลำดับ สำหรับสาขาที่มีการจ้างงานลดลง ได้แก่ สาขาการค้าส่ง/ค้าปลีก และสาขาการผลิต ลดลงร้อยละ 0.4 และ 0.5 ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับการส่งออกที่หดตัว อัตราการว่างงานเท่ากับ 0.98% เพิ่มขึ้นใกล้เคียงอัตรา 0.92% ในไตรมาสที่ผ่านมา แต่ลดลงเมื่อเทียบกับ 1.07% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 4.7% โดยในภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 5.4% ขณะที่นอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 3.7% ผลิตภาพแรงงานโดยรวมเพิ่มขึ้น 2.6%

อย่างไรก็ตามในส่วนของการเกิดอุบัติเหตุลดลง จำนวนผู้เสียชีวิตและมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น ไตรมาส2/62 สถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปี 61 ถึง 10.6% ขณะที่มีผู้เสียชีวิตและมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 3.0% และ 8.4 ตามลำดับ สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุสูงสุดเป็นการขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด รถที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงเป็นรถจักรยานยนต์ มีสัดส่วน 40.1%ของประเภทรถที่เกิดอุบัติเหตุทั้งหมด

สำหรับอุบัติเหตุรถยนต์โดยสารสาธารณะช่วงครึ่งปีแรก 62 ลดลงจากช่วงเดียวกัน7.6% ส่วนหนึ่งจากการกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะทุกประเภทและรถตู้ รถลากจูง และรถบรรทุกขนาดใหญ่ (10 ล้อขึ้นไป) ต้องติดตั้ง GPS Tracking เพื่อติดตามและควบคุมพฤติกรรมการขับรถของพนักงานขับรถได้แบบเรียลไทม์ อย่างไรก็ตาม การเกิดอุบัติเหตุของรถโดยสารแต่ละครั้งมักจะสร้างความสูญเสียอย่างมากมาย จึงยังต้องเฝ้าระวังและลดการเกิดอุบัติเหตุทั้งในช่วงปกติและช่วงเทศกาลที่จะมาถึงด้วยการเข้มงวดให้ผู้ขับขี่รถต่างๆ ปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด มีใบขับขี่ถูกต้อง ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปฏิบัติตามกฏจราจร
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44819</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาหนี้ครัวเรือน, สภาพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190521/image_big_5ce40b76c7986.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2019 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2019 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์ชาติย้ำเตือนปัญหาหนี้ครัวเรือน ลามถึงคนวัยเกษียณยังต้องแบกรับภาระ  กระจุกตัวกลุ่มอายุ30-35ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28ก.พ.62-ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้กล่าวในงานแถลงข่าว&amp;quot;เก่าปี เก้าหน้า การดำเนินงานพัฒนาของ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ &amp;quot;ตอนหนึ่ง เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประเทศ ว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยนขณะนี้ ที่ถือว่าน่าเป็นห่วงก็คือ ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนของประเทศที่อยู่ในระดับสูง &amp;nbsp;ซึ่งจากการวิจัยเก็บข้อมูลของสถาบันเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าขณะนี้ คนไทยเป็นหนี้เร็วมาก และมีมูลค่ามาก &amp;nbsp;กระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มอายุ 30-35ปีมากที่สุดสัดส่วน 68% และในจำนวนนี้ มีสัดส่วนหนี้เสียถึง 20% &amp;nbsp;ซึ่งหนี้เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการลงทุน นำไปซื้อสินทรัพย์ เช่น บ้าน หรือเป็นหนี้ที่เป็นการก่อร่างสร้างตัว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการอุปโภค บริโภค &amp;nbsp;เช่น นำเงินไปท่องเที่ยว &amp;nbsp;ซื้อข้าวของต่างๆ &amp;nbsp;โดยเฉพาะภาคเกษตร เห็นได้ชัดว่าเป็นหนี้มากขึ้น ภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น ได้เป็นตัวฉุดไม่ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย &amp;nbsp;กระทบต่อกำลังซื้อ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวไม่เติบโตเท่าที่ควร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แม้จะมีการมองเศรษฐกิจไทย คนมีรายได้ดีขึ้น แต่ทำไมคนไม่ค่อยจับจ่ายใช้สอย ส่วนหนึ่งก็เพราะต้องนำเงินไปชำระหนี้ &amp;nbsp;อย่างภาคเกษตร คนอายุ 40-50 ปี อายุสูงขึ้น แทนที่จะไม่มีหนี้ กลับมีหนี้มากขึ้น เป็นหนี้ จากการไปซื้อมอเตอร์ไซค์ ออกรถใหม่ ซื้อโทรศัพท์มือถือ กระทบการออมของประเทศ&amp;nbsp; และการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ ที่ไม่ควรมีหนี้สินแล้ว &amp;nbsp;&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้ว่าธปท.. กล่าวอีกว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนดังกล่าว ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจประเทศในชณะนี้ &amp;nbsp;ซึ่งไม่สามารถแก้ปีญหาด้วยวิธีมหภาคได้ &amp;nbsp;ทั้งมาตรการลดหนี้ ยืดระยะเวลาการชำระหนี้ หรือพักชำระหนี้ ก็ไม่สามารถแก่ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะจริงๆแล้ว ปัญหาหนี้ครัวเรือน ต้องแก้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.วิรไท กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในด้านการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เกินพอดี และมีการประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร &amp;nbsp;โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ &amp;nbsp;จะก็มีการสร้างแรงจูงใจที่มากกว่าปกติ สร้างดีมานด์เทียมขึ้นในตลาด เช่น คนยังไม่มีความต้องการซื้อบ้าน แต่สถาบันการเงิน ใช้ช่องทางเทคนิคลดดอกเบี้ยสินเชื่อในช่วงปีแรกๆ และมีการให้เงินทอนผู้กู้ &amp;nbsp;เวลาที่ไปขอกู้จะได้เงินสดมาใช้จ่ายก่อน &amp;nbsp;มีการทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ราคาบ้านมีแต่จะขึ้น และสามารถปล่อยให้เช่าได้ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างดีมานด์เทียม ทั้งที่มีซัพพลายในตลาดจำนวนมาก ก็ไม่มีทางที่ราคาจะขึ้นได้อย่างที่คาดหวัง &amp;nbsp;ปัญหาเหล่านี้ เป็นโจทย์ทื่แบงก์ชาติพยายามต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนและสถาบันการเงิน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางแกัปัญหา ผู้ว่าแบงก์ชาติ กล่าวว่า แนวทางที่ 1 คือ การออกกฎเกณฑ์ เรื่องการทำหน้าที่ของสถาบันการเเงิน การปล่อยสินเชื่อ &amp;nbsp;บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล &amp;nbsp;สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เพื่อไม่ให้ อัตราดอกเบี้ยไม่สูงเกินไป และไม่เกิดความเป็นธรรม ที่ซ้ำเติมประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เราให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก เราคุยกับสถาบันการเงินว่า เขาต้องให้บริการแบบ รับผิด รับชอบ ไม่ไปสร้างปัญหา หรือเร่งการขยายสินเชื่อ ซึ่งจะกลับมาเป็นหนี้เสียให้กับสถาบันของเขาเอง&amp;quot;
2.การเปิดระบบคลินิกแก้หนี้ เพื่อให้คนที่เป็นหนี้ออกจากวงจรหนี้ &amp;nbsp;โดยให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท(SAM) ให้บริการกับหนี้ที่เป็นนอนแบงก์ได้ด้วย เพราะหนี้ครัวเรือนจำนวนมาก &amp;nbsp;ที่มีเจ้าหนี้หลายราย มีบัตรเครดิตหลายใบ มีสินเชื่อหลายแห่ง &amp;nbsp;ทำใให้การแก้ปัญหาหนี้ประชาชนเป็นไปแบบเบ็ดเสร็จ วันสต็อปเซอร์วิส เพราะในทางปฎิบัติ ประชาชนไม่สามารถไล่เจรจาสถาบันการเงินแต่ละแห่งได้ &amp;nbsp;ผลประโยชน์ที่ประชาชนที่เป็นหนี้ได้รับคือ สามารถยืดชำระหนี้ได้ และดอกเบี้ยที่เคยจ่าย 10-25% จะได้ลดประมาณ5-7% ช่วงที่ผ่านมามีคนมาลงนามที่คลินิกแก้หนี้ไปแล้วประมาณ 1,400-1,500 ราย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3.การสร้างความรู้ความเจ้าใจ เรื่องการบรีหารจัดการเงิน ตรงนี้ เป็นช่องโหว่ของประเทศไทยมานาน เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ทั้งที่จริงๆแล้วมันเป็นทักษะชีวิต ของคนไทยทุกคน ที่ต้องเข้าใจการบริหารจัดการเงิน ระยะยาว มีหลายเรื่องที่แบงก์ชาติทำเอง สร้างต้นแบบ ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยและภาคีหลายๆด้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30164</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนวัยเกษียณ, ดร.วิรไท สันติประภพ, ปัญหาหนี้ครัวเรือน, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180723/image_big_5b55e8cbdef87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2018 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2018 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการห่วงดอกเบี้ยขาขึ้นซ้ำเติมหนี้ครัวเรือน แนะรัฐปรับค่าแรงช่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ธ.ค. 2561 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า กรณีหนี้เฉลี่ยครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จากการสำรวจของหอการค้าโดยมูลค่าหนี้อยู่ที่ 3.16แสนบาทต่อครัวเรือนนั้นจะมีอ่อนไหวในเรื่องความสามารถในการผ่อนชำระมากยิ่งขึ้นจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น หากดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น การก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพยถาวร (บ้าน รถยนต์) จะชะลอตัวลง การลงทุนเพื่อประกอบกิจการก็อาจชะลอตัวลงด้วยจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยอดหนี้ครัวเรือนโดยรวมอยู่ที่มากกว่า12ล้านล้านบาทอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจการเงินในอนาคตได้ การทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้นเพื่อลดการก่อหนี้เพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจะเป็นแก้ปัญหาความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการดำเนินนโยบายเข้มงวดทางการเงิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนในระดับฐานรากนั้นผู้ใช้แรงงานควรได้รับการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มเติม นอกจากนี้ควรมีมาตรการพยุงราคาสินค้าเกษตรเพิ่มเติม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนี้เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคตและป้องกันปัญหาฟองสบู่น่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่เร็วเกินไป และอาจซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ แม้นหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะลดลงมาเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 77% จากระดับ 80% เมื่อ 3-4 ปีก่อน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีเงินเฟ้อไตรมาสแรกปีหน้าปรับตัวสูงขึ้นอันเป็นผลจากการปรับเพิ่มค่าโดยสารสาธารณะ ราคาพลังงานและกิจกรรมการเลือกตั้งแต่เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้มีแรงกดดันหรือปัญหาทางด้านเสถียรภาพ จึงยังคงยืนยันความเห็นว่าเร็วเกินไปที่จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินรอบนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้เศรษฐกิจในระดับฐานรากชะลอตัวลงอีก เงินบาทแข็งค่ากระทบต่อภาคส่งออก
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24330</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้านขึ้นดอกเบี้ย, นายอนุสรณ์ ธรรมใจ, ปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ, ปัญหาหนี้ครัวเรือน, พยุงราคาสินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2018 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2018 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศช.แจงหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มสูงเพราะเศรษฐกิจดีดอกเบี้ยต่ำ ไม่น่ากังวล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศช.แจงหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มสูงขึ้นมากกว่า50%กู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ชี้เนื่องจากเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ส่วนการชำระหนี้ไม่น่ากังวล แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

12ธ.ค.61-นางชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงแนวโน้มหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2/2561 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดระบุว่าภาพรวมหนี้ครัวเรือนมีมูลค่ารวม 12.34 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น57%เทียบกับ3.8 %และ4.6%ในปี 2559 และ 2560 ตามลำดับ ว่า ส่วนหนึ่งภาระหนี้ครัวเรือนมากขึ้นมาจากเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นและอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ รวมทั้งขณะนี้ความต้องการซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เร่งตัวขึ้นตั้งแต่กลางปี 2560 ภายหลังสิ้นสุดเงื่อนไขการถือครองรถยนต์ครบ 5 ปี ตามโครงการคืนภาษีรคถยนต์คันแรก

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี พบว่ามีแนวโน้มลดลงอย่างช้า ๆ จากสูงสุด 80.8%ปี 2558 มาอยู่ที่ 77.5%ไตรมาส 2/2561 และยังพบว่าวัตถุประสงค์ของการก่อหนี้ครัวเรือนมากกว่า50%กู้เพื่อซื้อสินทรัพย์ถาวรหรือที่อยู่อาศัย โดยข้อมูลของธนาคารพาณิชย์พบว่าไตรมาส 3/2561 สัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 73 %ของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ให้ครัวเรือน เพื่อกู้ยืมซื้อที่ดินอยู่อาศัย

อย่างไรก็ตามแม้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ความสามารถชำระหนี้ยังไม่น่ากังวล เนื่องจากไตรมาส 3 /2561 หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)เพิ่มขึ้น 7.8%แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัวลงจาก 10.3% จากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม สศช.พบว่าหนี้ครัวเรือนยังมีประเด็นต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากตัวเลขภาระหนี้ขณะนี้หากมีปัจจัยภายนอกมากระทบอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถชำระหนี้ได้

นางชุติมา กล่าวว่าส่วนปัจจัยอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะส่งผลกระทบการชำระหนี้ของลูกหนี้หรือไม่นั้น ต้องติดตามภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปี 2561 ซึ่งจะสามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อการชำระหนี้หรือไม่

นางชุตินาฏ กล่าวถึงกรณีแถลงข่าวด่วนวันนี้ 12 ธ.ค.นี้ เป็นคำสั่งจากรัฐบาลให้ชี้แจง หลังมีตัวเลขออกมาแล้วทำให้เกิดปัญหาความเชื่อมั่นหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่มีใบสั่งจากผู้ใด แต่เนื่องจากต้นเดือนธันวาคมมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาระหนี้ออกมาจากหลายสำนัก จึงต้องการสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ยืนยันว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายในสังคมต้องตระหนักและสร้างวินัยการใช้จ่าย ซึ่งต้องปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เยาวชนไม่ให้มีค่านิยมใช้จ่ายเกินรายได้ หรือนำเงินอนาคตมาใช้โดยไม่จำเป็น โดยขอให้ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักการดำเนินชีวิต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24136</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้ซื้อบ้าน, ปัญหาหนี้ครัวเรือน, สศช., ไม่น่าห่วง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181213/image_big_5c11f4cdbfa57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกขยายตัว &#039;เวิลด์แบงก์&#039;ลุ้น ศก.ปี61แตะ4.1</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ธนาคารโลก&amp;quot; คาดเศรษฐกิจไทยปี 61 ท็อปฟอร์ม ลุ้นจีดีพีโตสุดแจ่มแตะ 4.1% สูงสุดนับแต่ปี 55 ชี้ส่งออกตัวขับเคลื่อนหลักพ่วงอานิสงส์เอกชนลงทุน บริโภคภายในประเทศเริ่มขยับ ห่วงปัญหาหนี้ครัวเรือนยังสูงเป็นข้อจำกัดการใช้จ่าย ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเผยจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอีกระยะ ยันไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อหวังประโยชน์ทางการค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอูลริก ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย มาเลเซีย และความร่วมมือในภูมิภาค (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์นี้ว่า รายงานติดตามเศรษฐกิจไทยปี 2561 ของธนาคารโลกมีข่าวดีคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4.1% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งจากการติดตามการขยายตัวเศรษฐกิจไทย 2-3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจขยายตัวได้จากการขับเคลื่อนการส่งออก แต่ปีนี้มีสัญญาณดีจากการขับเคลื่อนการลงทุนของภาคเอกชนด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีรายได้ปานกลาง ทำให้ไทยต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจใน 3 เรื่องที่สำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปเรื่องการศึกษาและทักษะ ให้เด็กได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่แต่กลุ่มคนชั้นสูงเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งที่ผ่านมาไทยได้ลงมือเรื่องด้านคมนาขนส่ง ทั้งรถไฟฟ้าในเมืองและโครงการอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูงในระยะยาว และปฏิรูปการแข่งขันให้มีการเปิดเสรีด้านเศรษฐกิจมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า &amp;nbsp;เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ดีเพราะมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 6% ซึ่งยังไม่รวมผลกระทบจากสงครามการค้าแต่คาดว่าไม่กระทบประเทศไทยมาก เนื่องจากการส่งออกไปในกลุ่มประเทศ CLMV ขยายตัวดี สามารถชดเชยการส่งออกที่จะลดลงจากผลกระทบได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังมีแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ดี โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค.58 รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่กระเตื้องขึ้น จากที่หยุดนิ่งมาหลายปี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2561 จะขยายตัวได้มากกว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;เนื่องจากการเบิกจ่ายภาครัฐที่ล่าช้า โครงการลงทุนต่างๆ ในปีที่แล้วสามารถเริ่มเบิกจ่ายได้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวได้ดี เพราะนอกจากการส่งออกจะขยายตัวได้ดีแล้ว &amp;nbsp;การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ไม่ได้เห็นมานานก็ขยายตัวได้ดีขึ้น&amp;quot; นายเกียรติพงศ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายเกียรติพงศ์มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีอุปสรรคจากหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 80% ของจีดีพี การกระจายตัวของเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้เกิดข้อจำกัดในการใช้จ่าย นอกจากนี้ยังล่าช้าในการพัฒนานวัตกรรมที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระยะยาว โดยการพัฒนาด้านนวัตกรรมของไทยอยู่ลำดับที่ &amp;nbsp;51 ตามหลังประเทศคู่แข่งอย่างจีน เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งประเทศไทยต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้หลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา The &amp;nbsp;Symbol of your Visionary ในหัวข้อ &amp;quot;แนวโน้มเศรษฐกิจโลก-ทิศทางการลงทุนปี 2018&amp;quot; ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง โดยเห็นได้จากเศรษฐกิจโลกปี 60 ที่ปรับตัวดีที่สุดในรอบ 5 ปี ทั้งการบริโภค การส่งออก ภาคผลิต ภาคแรงงาน และความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 4.1% จากเดิม 3.9%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ธปท.ยังต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง โดยมีแรงกดดันที่มาจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งการดูแลเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ รวมถึงการฟื้นตัวที่ชัดเจนจำเป็นต้องคำนึงถึงภาพรวม และความเหมาะสมต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวด้วย นอกจากนี้มองว่าการดำเนินนโยบายด้านดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องปรับตามประเทศอื่น เพราะโครงสร้างในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีที่สหรัฐอเมริกาจับตาไทยเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงินเพื่อผลประโยชน์ทางการค้านั้น นายวิรไทกล่าวว่าได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ แล้ว โดยยืนยันว่าไทยไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ส่วนการดูแลค่าเงินบาทก็เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และต้องการให้ภาคเอกชนสามารถปรับตัวได้ทัน เนื่องจากบางช่วงเวลามีเงินทุนไหลเข้ามาในไทยเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังต้องติดตามรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อีกครั้งแม้จะชี้แจงไปแล้วก็ตาม เพราะที่ผ่านมาไทยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ มานานทั้งทางด้านความสัมพันธ์การค้าและการลงทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยในปี 61 คาดว่าจะสามารถฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขยายตัวที่ชัดเจนและมีระดับเหนือกว่า 3.9% จากที่ทำได้ในปี 60 ตามแรงส่งจากภาคการส่งออกและท่องเที่ยว ตลอดจนปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากการลงทุนของภาครัฐ ในการเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่บางส่วนถูกเลื่อนมาจากปีก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมาจากการที่รัฐบาลทยอยผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอีอีซีและการเลือกตั้งต่างๆ &amp;nbsp;น่าจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาตินำเม็ดเงินลงทุนโดยตรง (FDI) เข้าสู่ไทย เสริมให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้เดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพตามที่ได้วางแผนไว้ อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะส่วนที่มาจากปัจจัยนอกประเทศที่อยู่เหนือการควบคุมซึ่งมี 3 กระแสเด่น ได้แก่ กระแสกีดกันทางการค้า การโยกย้ายเงินทุน และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประเทศแกนหลักของโลก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6794</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระแสกีดกันทางการค้า, การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย, การโยกย้ายเงินทุน, ธนาคารโลก, นายวิรไท สันติประภพ, นายอูลริก ซาเกา, นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา, ปัญหาหนี้ครัวเรือน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจไทยยังล้าหลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb76006f582.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
