<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2021 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.รับทราบความก้าวหน้าแก้ฝุ่นพิษจากไฟป่า พบจุดความร้อนลดลง 52 %</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ค.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือปี 2564 โดยสถานการณ์ในภาพรวมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 18 เมษายน 2564 พบจุดความร้อนสะสมในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือจำนวน 58,769 จุด ลดลงจากปี 2563 ที่พบจุดความร้อนสะสมจำนวน 122,687 จุดในช่วงเวลาเดียวกัน หรือลดลงร้อยละ 52 โดยจังหวัดที่พบจุดความร้อนสูงสุดได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 11,376 จุด, เชียงใหม่ 7,620 จุด, ตาก 7,253 จุด, ลำปาง 5,716 จุดและเพชรบูรณ์ 4,355 จุด&amp;nbsp; เมื่อแยกตามการใช้ประโยชน์ที่ดินพบจุดความร้อนสะสมในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ร้อยละ 43,ป่าสงวนแห่งชาติร้อยละ 37, พื้นที่เกษตรร้อยละ15,พื้นที่ชุมชนร้อยละ 4 และพื้นที่ริมทางร้อยละ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปริมาณฝุ่น PM2.5 พบว่าค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุดเท่ากับ 402 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่อยู่ที่ 366 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10&amp;nbsp; โดยมีวันที่ฝุ่นPM2.5 เกินมาตรฐาน 50ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรมีจำนวน 96 วัน ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 105 วัน หรือลดลงร้อยละ 9&amp;nbsp; ขณะที่สถานการณ์หมอกควันข้ามแดนพบจุดความร้อนสูงสุดในเมียนมา 577,562 จุด,กัมพูชา 307,319 จุด, ไทย 189,637 จุด,ลาว 180,073 จุดและเวียดนาม 61,702 จุด ซึ่งจากการที่พบจุดความร้อนจำนวนมากในเดือนมกราคม-เมษายน 2564 ทำให้จังหวัดภาคเหนือที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านได้รับผลกระทบจากปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน และตาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา จังหวัดภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้เร่งดำเนินการตามแผนเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง 12 มาตรการ จัดทำและดำเนินการตามแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งพื้นที่ภาคเหนือปี 2564ระดับจังหวัด จัดตั้งศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองและจัดประชุมอย่างต่อเนื่องเพื่อบูรณาการทุกภาคส่วนในพื้นที่ในการรับมือสถานการณ์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบเพื่อรณรงค์สร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์เชิงรุกและการรายงานข้อมูลผลการดำเนินงานให้สาธารณชนได้รับทราบเป็นประจำทุกวัน จัดฝึกอบรมเสริมบทบาทชุมชน เครือข่ายภาคประชาชนและจิตอาสาเพื่อร่วมเป็นชุดปฏิบัติการระดับหมู่บ้านในการลาดตระเวน เฝ้าระวัง และดับไฟป่า จัดทำแผนงานด้านสาธารณสุขเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทำการบริหารจัดการเชื้อเพลิงแบบครบวงจร ประกอบด้วย โครงการบริหารจัดการเชื้อเพลิง &amp;ldquo;ชิงเก็บ ลดเผา&amp;rdquo; ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ&amp;nbsp; เพื่อเก็บขนเชื้อเพลิงจากป่าออกมาใช้ประโยชน์ เป็นการลดการเกิดไฟป่า&amp;nbsp; และได้พัฒนาแอปพลิเคชันบริหารการเผาในที่โล่ง (Burn Check) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมทดสอบการใช้งาน และยังได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันส่วนหน้าในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อกำกับการควบคุมและดับไฟป่า รวมทั้งได้ประสานงานประเทศเพื่อนบ้านและรายงานผลการดำเนินงานกับสำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อขอให้เร่งรัดควบคุมการเผาในที่โล่งตามกลไกของข้อตกลงอาเซียน นอกจากนี้ยังได้ยกระดับการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน ฝุ่นละอองจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง โดยกำหนดให้เดือนเมษายนเป็นเดือนเฝ้าระวังพิเศษ โดยเฉพาะในจังหวัดที่พบจุดความร้อนสูง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101864</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาหมอกควันไฟป่า, ฝุ่นพิษ, มติ ครม., ไฟป่าภาคเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_6044855e4b277.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78438</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 07:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 07:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯบินเชียงราย ติดตามแก้ปัญหาป้องกันหมอกควันไฟป่าภาคเหนือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย.63 - ที่ท่าอากาศยานทหาร 1 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กทม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.เชียงราย ด้วยเครื่องบิน บ.ท.135 แอมแบร์ &amp;nbsp;ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย โดยมีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมคณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยช่วงเช้านายกฯร่วมเปิดการสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 111 โรงเรียนทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ 39 &amp;ldquo;ไทยรัฐวิทยากับชีวิตวิถีใหม่&amp;rdquo; ณ ห้องเชียงรุ้ง โรงแรมเวียงอินทร์ ต.เวียง อ.มืองเชียงราย จ.เชียงราย พร้อมมอบโล่รางวัลชนะเลิศ Best Practiceแล้วเดินทางไปยังโรงแรม เดอะ รีเวอร์ รีบาย กะตะธานี ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย เพื่อประชุมเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ ทั้งนี้ มีผู้แทนเครือข่ายเยาวชนจิตอาสานำเสนอโครงการฟื้นฟูต้นน้ำ &amp;ldquo;ฝายตามแนวพระราชดำริ&amp;rdquo;ก่อนนายกฯมอบนโยบายเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันพื้นที่ภาคเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น ช่วงบ่ายนายกฯพบปะประชาชนและตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา &amp;ldquo;หมอกควันไฟป่า&amp;rdquo; ณ สำนักงานเทศบาลตำบลแม่ยาว ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย รับฟังปัญหาและข้อเสอแนะจากตัวแทนประชาชน พร้อมกล่าวกับประชาชนที่มาร่วมงาน แล้วตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา &amp;ldquo;หมอกควันไฟป่า&amp;rdquo;ก่อนนายกฯและคณะร่วมกันปลูก &amp;ldquo;ต้นกาสะลองคำ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำ จ.เชียงราย เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนร่วม &amp;ldquo;ปลูกต้นไม้ สู้ไฟ&amp;rdquo;ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจนายกฯและคณะเดินกลับกทม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78438</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาหมอกควันไฟป่า, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หมอกควัน, ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200924/image_big_5f6bec23da026.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2020 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2020 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟป่าประชิดเมืองเชียงใหม่! ลุกไหม้ติดรั้ว &#039;หมู่บ้านป่าแหว่ง&#039; เสียหาย 150 ไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค.63 - เมื่อช่วงคืนวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุไฟไหม้บริเวณพื้นที่ขอใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ​ของทหาร มทบ.33​ เหนือบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่​ สถานที่ท่องเที่ยวดัง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดที่เกิดไฟไหม้ป่า พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ด้านหลังบ้านพักข้าราชการตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5​ ที่เป็นจุดถูกวิจารณ์​อย่างมากว่าเป็นบ้านป่าแหว่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดเชียงใหม่ได้ระดมกำลังกว่า 200 นายจากสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ชุดเสือไฟ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 33 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเชียงใหม่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ฝ่ายปกครอง และเครือข่ายชาวบ้านจิตอาสาบริเวณห้วยตึงเฒ่า รวมกว่า 200 นาย โดยมีเฮลิคอปเตอร์จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนบินทิ้งน้ำช่วยดับไฟต่อเนื่องจนค่ำ พื้นที่เสียหายเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 150 ไร่ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเข้าควบคุมไฟอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน เข้าถึงพื้นที่ยาก รวมทั้งมีใบไม้แห้งเป็นเชื้อเพลิง ทำให้ไฟลุกลามเป็นแนวยาว ทั้งนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ช่วงเวลา 19.00 น. วันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสลมแรงพัดเสริมเข้ามายังจุดที่เกิดไฟป่า ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วขึ้นอีก จนท้องฟ้าแดงไปด้วยเปลวเพลิง ปกคลุมด้วยกลุ่มควันไฟบริเวณ​กว้าง​ มองเห็นได้ชัดเจน และไฟได้ลุกลามจนมาประชิดกับรั้วของหมู่บ้านพักข้าราชการ​ศาลอุทธรณ์​ภาค​5​ หรือบ้านป่าแหว่ง ที่ถูกวิจารณ์​ก่อนหน้าและหมู่บ้านสวัสดิการทหาร และยังคงลุกลามอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ทำให้เพียงเข้าทำแนวกันไฟในจุดที่เพลิงยังลุกลามมาไม่ถึง และเข้าใช้รถน้ำสกัด แต่ด้วยลมแรงทำให้เปลวไฟโหมรุนแรงเป็นระยะๆด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่เดินเข้าไปดับไฟได้ยาก จากนั้นเวลาประมาณ 22.00 น.กระแสลมเริ่มเบาลง ทำให้เปลวไฟที่ลุกลามเริ่มลดน้อยลง ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังคงระดมกำลังและรถน้ำเข้าไปควบคุมไฟอย่างต่อเนื่อง เพราะกลัวไฟที่ยังไม่ดับสนิทจะประทุขึ้นมาได้อีก​ ด้วยพื้นที่สูงชันเข้ายากเจ้าหน้าที่ต้องจัดเวรเพื่อเฝ้าระวังใกล้ชิดไม่ให้ไฟลามเข้าพื้นที่อาศัยใกล้เคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60237</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ที่ราชพัสดุ, ปัญหาหมอกควันไฟป่า, หมู่บ้านป่าแหว่ง, อุทยานดอยสุเทพ-ปุย, ไฟป่าเชียงใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200319/image_big_5e72d7ed0e445.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58126</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2020 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2020 12:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟป่าเขาบรรทัดยังลุกลามไม่หยุด หลายหน่วยระดมทำแนวกันไฟพบไหม้ทั้งฝั่งไทย-กัมพูชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.63 - ความคืบหน้าปัญหาหมอกควันไฟจากไฟไหม้ป่าบนเทือกเขาบรรทัดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่&amp;nbsp;อ.บ่อไร่ อ.เมือง และ&amp;nbsp;อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ยังคงพบกลุ่มควันลอยขึ้นจากป่าหลายสิบจุดตลอดแนวเขาบรรทัด และส่งผลให้ควันจำนวนมากถูกแรงลมเข้าสู่เมืองตราด เป็นวันที่ 6 ติดต่อกันแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด นำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินสำรวจพื้นที่ตามแนวเขาบรรทัดตั้งแต่อำเภอบ่อไร่ ไปจนถึงอำเภอคลองใหญ่ พบว่าพื้นที่ของจังหวัดตราด ยังคงมีไฟไหม้ป่าเป็นบางจุด แต่ขณะที่ฝั่งกัมพูชายังคงมีไฟไหม้ป่าอีกหลายจุด และมีควันไฟลอยเข้ามายังจังหวัดตราด ตามทิศทางลม โดยมีนายฐิตินันท์ อุดมสุข หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตราด ร่วมเดินทางสำรวจด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากสำรวจแล้วได้รายงานสถานการณ์ให้กับว่าที่ร้อยตรีพิเชียร ลิมปวังอยู่ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ทราบทันที ก่อนที่จะประสานงานหน่วยงานระดับสูง เพื่อขอสนับสนุนอากาศยานเข้ามาช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้อยู่ในขณะนี้ ซึ่งเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปถึงได้ และอาจจะต้องรอสักระยะ เนื่องจากอากาศยานบรรทุกน้ำติดภารกิจช่วยเหลือไฟไหม้ป่าอยู่ที่จังหวัดนครนายก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าฯตราด กล่าวว่า จังหวัดตราดและทุกภาคส่วนไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ภัยในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทุกคนระดมกำลังเข้าไปดับไฟกันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามไปมากกว่านี้ แต่ยังคงประสบปัญหาที่บางพื้นที่ยังคงมีทุ่นระเบิดอยู่ ทำให้ไม่สามารถดับไฟ นอกจากนี้ได้ประสานไปยังฝนหลวง ให้ช่วยทำฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดตราด เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในจังหวัดตราด และทราบว่าในปลายสัปดาห์นี้พยากรณ์อากาศได้แจ้งว่า อาจจะมีฝนตกลงมา ซึ่งจะทำให้สถานการณ์นั้นดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสาเหตุที่ทำให้จังหวัดนั้นมีหมอกควันเยอะในช่วงนี้ เนื่องจากจังหวัดตราดในช่วงนี้จะมีลมตะเภา แต่กลับไม่มี ทำให้หมอกควันไม่ไปไหน ประกอบกับทิศทางลมช่วงนี้เวลาประมาณ 19.00 น. ถึงช่วง 03.00 น. ลมจะพัดเข้าสู่เขาบรรทัดไปยังฝั่งกัมพูชา จากนั้นช่วงเช้ามืดลมจะพัดจากฝั่งกัมพูชาลงสู่ทะเล ซี่งต้องผ่านหลายตำบลของจังหวัดตราด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58126</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดตราด, ปัญหาหมอกควันไฟป่า, ไฟป่าเขาบรรทัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200225/image_big_5e54b4f3ea4b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45587</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2019 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2019 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตา &#039;ฝุ่นจิ๋ว&#039; กระทบสุขภาพหลังหมอกควันเข้าปกคลุมสงขลาอีกรอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.62 - สถานการณ์หมอกควันจากไฟไหม้ป่าบนเกาะสุมาตราประเทศอินโดนีเซียที่พัดปกคลุมในเมืองสงขลาตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้ปริมาณหมอกควันยังคงปกคลุมเหนือท้องฟ้าเมืองสงขลา แม้ว่าเมื่อช่วงบ่ายวานนี้จะมีแสงแดดสาดส่องลงมาจนถึงเย็น แต่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ก็ได้พัดหมอกควันกลับเข้ามาอีกครั้ง ทำให้เมืองสงขลาฟ้าหลัวขาวโพลนทั้งในทะเลและในตัวเมืองเต็มไปด้วยหมอกควันเนื่องจากไฟป่าที่เกาะสุมาตราเมื่อวานนี้ (11 ก.ย.) มี 104 จุด ทำให้ลมพัดหมอกควันไฟป่าบนเกาะสุมาตราประเทศอินโดนีเซียเข้ามาปกคลุมในเมืองสงขลาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกันสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค&amp;nbsp;16&amp;nbsp;รายงานคุณภาพอากาศจากสถานการณ์หมอกควันไฟป่าอินโดนีเซีย ที่เข้ามาปกคลุมภาคใต้ในพื้นที่จังหวัดสงขลาเช้าวันนี้(&amp;nbsp;12 ก.ย.) เวลา 07.00 น.&amp;nbsp;ผ่านเว็บไซด์&amp;nbsp;Air&amp;nbsp;4&amp;nbsp;Thai&amp;nbsp;ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ค่าปริมาณฝุ่นละออง&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;2.5 วัดได้ 41 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp;ส่วนค่าคุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ที่&amp;nbsp;AQI&amp;nbsp;ระดับ 63 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์คุณภาพอากาศระดับปานกลาง ไม่ถึงในระดับแจ้งเตือนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45587</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประเทศอินโดนีเซีย, ปัญหาหมอกควันไฟป่า, ฝุ่น PM 2.5, ฝุ่นจิ๋ว, สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 16, หมอกควันสงขลา, ไฟป่าเกาะสุมาตรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190912/image_big_5d79b3b4ef595.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2019 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2019 12:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร.10ทรงห่วงใยปัญหาไฟป่า-ฝุ่นพิษภาคเหนือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย. 62 - พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือที่กำลังประสบปัญหาหมอกควันไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน รวมทั้งทรงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนเสียสละ โดยรัฐบาลจะบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อเร่งลดพื้นที่ที่มีจุดความร้อน (Hot spot) ภายใน 7 วัน พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความเข้าใจปัญหาและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกฯ เน้นย้ำว่า พระราชวงศ์ทรงติดตามความทุกข์ร้อนของพสกนิกรอยู่ตลอดเวลา และทรงให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและไฟป่าเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุดทางกองทัพบกเตรียมขยายผลเรื่องการฝึกผจญเพลิงและดับไฟป่าตามแนวพระราชดำริให้เป็นรูปธรรม ส่วนของหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ร่วมกับภาคเอกชนขณะนี้กำลังช่วยกันบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในทุกวิถีทางอย่างเต็มที่ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด&amp;rdquo; พล.ท.วีรชน ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32887</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทรงห่วงใยประชาชน, นายกฯ, ปัญหาหมอกควันไฟป่า, ฝุ่นพิษ, พระราชกระแสรับสั่ง, ร.10, ในหลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190403/image_big_5ca44066b3986.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
