<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119129</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มท.2&#039;ถกด่วน&#039;ผู้ว่าฯ-สสจ.สงขลา&#039;ปรับแผนเชิงรุกดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-ติดตามแผนรับมืออุทกภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
8ต.ค.64 - ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูมรสุม และแนวทางการควบคุมเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีนายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา&amp;nbsp; รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นพ.สงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา ผอ.ชลประทานจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายนิพนธ์ กล่าวว่า การแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดในพื้นที่จังหวัดสงขลาในภาพรวมขณะนี้มีจำนวนยอดผู้ป่วยมีการแพร่ระบาดที่สูงขึ้น จากการตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชนแบบเข้มข้น พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 596 คน ไม่มีการเสียชีวิต ยอดสะสมผู้ติดเชื้อ 34,479 คน พบในกลุ่มผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อในพื้นที่มากที่สุด รองลงมากลุ่มสัมผัสเสี่ยงในโรงงาน ร้านค้า บริษัท สำนักงาน กลุ่มรอการสอบสวนโรค กลุ่มผู้เดินทางจากต่างจังหวัด ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการติดเชื้อกันภายในครอบครัว และชุมชน เนื่องจากการสัมผัสใกล้ชิดกัน หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ได้มีการสอบสวนและติดตามควบคุมป้องกันโรคฯตามมาตรการสาธารณสุขเพื่อป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด เมื่อพบผู้ติดเชื้อให้ดำเนินการคัดแยก จัดตั้งสถานกักกันโรคท้องที่ (Local Quarantine หรือ LQ) การกักตัวที่บ้าน (Home Isolation หรือ HI) หรือระบบดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ในชุมชน (Community Isolation หรือ CI)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยได้มอบภารกิจหลักให้ทุกท้องที่ และส่วนท้องถิ่น และ สาธารณสุขในพื้นที่ จัดเตรียมสถานที่เพื่อรองรับโรงพยาบาลสนามเพื่อใช้ในการรองรับผู้ป่วยให้เพียงพอ จะมีมาตรการดูแลอย่างใกล้ชิดและเข้มงวด การดำเนินการป้องกันควบคุมโรคขณะนี้ ต้องลงพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อเฝ้าระวังสอบสวนควบคุมป้องกันโรค อย่างต่อเนื่องทุกวัน เน้นปฏิบัติการเชิงรุก ตรวจไว ติดตาม และคัดแยกกักตัว เน้นค้นหาผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้สัมผัสใกล้ชิดที่อยู่ร่วมบ้าน ชุมชน และสถานประกอบการต่างๆ โดยใช้ชุดทดสอบ ATK คัดกรอง เพื่อติดตามค้นหาผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อให้เร็วที่สุดและครบทุกคน เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อโดยเร็ว พร้อมกันนี้ ยังมีเสนอให้ปรับมาตรการดูแลพี่น้องประชาชนในเชิงรุกเพิ่มมากขึ้นโดยให้ท้องที่และท้องถิ่นบูรณาการการทำงานร่วมกับสาธารณสุขอำเภอ ผอ.รพ.ในอำเภอ เครือข่ายสาธารณสุข อสม.ในพื้นที่อีกทั้งการขอรับการสนับสนุนจัดสรรวัคซีนเพิ่มเติมมายังจังหวัดสงขลาเพื่อให้ครอบคลุมประชาชนให้ได้ 70% สร้างภูมิคุ้มกันหมู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้ติดตามการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูมรสุม ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม - ธันวาคม ของทุกปี ที่จะมีฝนตกหนัก คลื่นลมแรง และมีน้ำท่วมขัง เนื่องจากระบายลงทะเลไม่ทันซึ่งได้มีการติดตามการเตรียมการมาอย่างต่อเนื่องครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ของการติดตามเพื่อบรรเทาความเสียหายของการเกิดเหตุให้ได้มากที่สุด โดยยังต้องกำชับทุกภาคส่วนในการร่วมกันบูรณาการการทำงาน เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ทั้งก่อนเกิดเหตุการณ์ ขณะเกิดเหตุการณ์ และหลังเกิดเหตุการณ์ พร้อมเฝ้าระวังติดตามการคาดการณ์สถานการณ์น้ำที่จะเกิดขึ้น, ระบบบริหารจัดการการระบายน้ำ, การบริหารจัดการเพื่อเตรียมรับสถานการณ์น้ำ รวมทั้งการแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนในกรณีเกิดเหตุฝนตกหนักได้อย่างทันท่วงที พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119129</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมการระบาดโควิด-19, นพ.สงกรานต์ ไหมชุม, นายนิพนธ์ บุญญามณี, ปัญหาอุทกภัย, เจษฎา จิตรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211008/image_big_615fb0f2629b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2020 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2020 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วม!!ทางหลวงชนบทแจ้งอุทกภัย 3 จังหวัดกระทบ13สายทาง สั่งเจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือชาวบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.63-รายงานข่าวจากกรมทางหลวงชนบท (ทช.) สำนักบำรุงทาง รายงานถึงสถานการณ์อุทกภัยในขณะนี้ (19 ต.ค.63 เวลา 08.30 น.) ว่ามีถนนทางหลวงชนบทที่ประสบอุทกภัยใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท จังหวัดนครนายก และจังหวัดสระแก้ว

โดยได้รับผลกระทบ จำนวน 13 สายทาง สามารถสัญจรผ่านได้ 12 สายทาง ได้แก่

- สาย นย.2024 แยก ทล.33 - บ้านอุโมงค์ อ.บ้านนา,องครักษ์ จ.นครนายก

- สาย สก.2004 แยก ทล.33 &amp;ndash; คลองหาด อ.วัฒนานคร,คลองหาด จ.สระแก้ว

- สาย สก.3007 แยก ทล.348 &amp;ndash; บ้านเขาน้อยพรมสุวรรณ&amp;nbsp; อ.โคกสูง,วัฒนานคร จ.สระแก้ว

- สาย สก.3018 แยก ทล.348 &amp;ndash; บ้านคลองตะเคียน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

- สาย สก.4020 แยก ทล.3462 &amp;ndash; บ้านคลองบุหรี่ อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว

- สาย สก.5022 แยกทางหลวงชนบท สก.2017 &amp;ndash; บ้านตุ่น อ.วัฒนานคร,อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

- สาย สก.4023 แยก ทล.3486 &amp;ndash; บ้านกระสัง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว

- สาย สก.4024 แยก ทล.3395 &amp;ndash; บ้านสันติสุข อ.คลองหาด,อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

- สาย สก.4025 แยก ทล.3198 &amp;ndash; บ้านหนอง อ.วัฒนานคร,อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

- สาย สก.5053 แยกทางหลวงชนบท สก.4033 &amp;ndash; บ้านทับใหม่ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว

- สาย สก.3069 แยก ทล.348 &amp;ndash; บ้านทับทิม อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว

- สาย สก.3086 แยก ทล.348 &amp;ndash; บ้านโคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว และมีสายทางที่สัญจรผ่านไม่ได้ 1 สายทาง เนื่องจากมีปริมาณน้ำท่วมสูง 40 เซนติเมตร

- สาย ชน.5028 แยก ทช.ชน.5016 &amp;ndash; บ้านวังหมัน อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท

ทั้งนี้ ทช. ได้ติดตั้งป้ายเตือนให้ประชาชนได้รับทราบและสัญจรด้วยความระมัดระวังแล้ว พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบจากอุทกภัยในบริเวณสายทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าช่วยเหลือประชาชนโดยการนำกระสอบทรายกั้นน้ำ เพื่อป้องกันปริมาณการไหลของน้ำเข้าสู่บ้านเรือน&amp;nbsp; พร้อมปักเสานำทางเป็นแนว เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง นอกจากนี้ยังได้ช่วยเหลือประชาชนในการเคลื่อนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ออกจากบริเวณบ้าน อาทิ ตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า เตียงนอน และเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯ

อย่างไรก็ตาม ทช.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจะรายงานทราบเป็นระยะ ๆ ประชาชนสามารถสอบถามหรือแจ้งเหตุอุทกภัย ได้ที่สายด่วนกรมทางหลวงชนบท 1146 ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81102</URL_LINK>
                <HASHTAG>.น้ำท่วม, จ.ชัยนาท, จ.สระแก้ว, นครนายก, ปัญหาอุทกภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201019/image_big_5f8d2f16e81e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2019 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2019 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ.เผย สถานการณ์อุทกภัยตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. ทำประชาชนเดือนร้อนกว่า 4 แสนครัวเรือน แจงเร่งช่วยเหลือเต็มที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ก.ย.2562 &amp;nbsp;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่าอิทธิพลพายุโซนร้อน &amp;quot;โพดุล&amp;quot; และพายุโซนร้อน &amp;ldquo;คาจิกิ&amp;rdquo; ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมจนถึงปัจจุบัน (22 ก.ย. 62 เวลา 06.00 น.) ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ รวม 35 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ 11 จังหวัด ได้แก่ แพร่ เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร แม่ฮ่องสอน ลำปาง สุโขทัย และลำพูน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 จังหวัด ได้แก่ นครพนม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี อำนาจเจริญ มหาสารคาม ขอนแก่น หนองบัวลำภู ยโสธร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ชัยภูมิ สุรินทร์ อุดรธานี เลย ศรีสะเกษ และสกลนคร ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี ตราด และสระแก้ว ภาคใต้ 3 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ระนอง และชุมพร รวม 185 อำเภอ 978 ตำบล 7,222 หมู่บ้าน 5 เขตเทศบาล 11 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 419,768 ครัวเรือน บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 4,943 หลังผู้เสียชีวิต 35 ราย (ยโสธร 9 รายร้อยเอ็ด 6 ราย อำนาจเจริญ 5 ราย ขอนแก่น 3 ราย อุบลราชธานี 3 ราย ศรีสะเกษ 3 ราย พิจิตร 2 ราย พิษณุโลก 1 ราย มุกดาหาร 1 ราย สกลนคร 1 ราย น่าน 1 ราย) ผู้บาดเจ็บ 1 คน (ชัยภูมิ) ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี &amp;nbsp;ยโสธร ร้อยเอ็ด และศรีสะเกษ อพยพประชาชน 18,063 คน ในพื้นที่ 2 จังหวัด รวม 45 จุด ดังนี้ อุบลราชธานี 42 จุด รวม 17,901 คน ศรีสะเกษ อพยพประชาชน 3 จุด รวม 162 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปภ.ได้ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมเจ้าหน้าที่ วัสดุอุปกรณ์ยานพาหนะ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและคลี่คลายสถานการณ์ภัย โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำรถบรรทุกเครื่องส่งสูบน้ำระยะไกลเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงแจกจ่ายอาหารปรุงสุกน้ำดื่มและถุงยังชีพตามวงรอบ อีกทั้งดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประภัยในศูนย์พักพิงชั่วคราว อำนวยความสะดวกในการขนย้ายสิ่งของและการเดินทางในพื้นน้ำท่วมขัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งให้บริการด้านสาธารณสุขครอบคลุมการดูแลสุขภาพและสภาพจิตใจสำหรับจังหวัดที่สถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายแล้วให้เร่งสำรวจประเมินความต้องการการช่วยเหลือของผู้ประสบภัย พร้อมจัดทำบัญชีความเสียหายให้ครอบคลุมทุกด้าน
ทั้งการประกอบอาชีพ ชีวิตความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัย พื้นที่การเกษตร ปศุสัตว์สาธารณูปโภค เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย แยกเป็น เสียหายทั้งหลัง และเสียหายบางส่วน ตลอดจนซ่อมแซมและฟื้นฟูสิ่งสาธารณประโยชน์ให้สามารถใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว ท้ายนี้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46318</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, จ.อุบลราชธานี, ปัญหาอุทกภัย, ภาคอีสาน, ภาคเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180309/image_big_5aa1ff885f404.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45653</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกสั่งรับมือน้ำท่วมอุบล กนช.เคาะโปรเจ็กต์2หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ห่วงมวลน้ำจำนวนมากไหลผ่านจ.อุบลราชธานี 13 ก.ย. กำชับเหล่าทัพ-หน่วยงานรัฐเร่งช่วยเหลือ ปชช. เตรียมลงใต้ไป &amp;quot;นครฯ-สุราษฎร์ธานี&amp;quot; ติดตามก่อสร้างโครงการแก้ปัญหาอุทกภัยวันศุกร์นี้ &amp;quot;กนช.&amp;quot; ตั้งวอร์รูมเฉพาะกิจอำนวยการน้ำแห่งชาติ พร้อมอนุมัติ 3 โปรเจ็กต์ใหญ่เฉียด 2 หมื่นล้าน แก้น้ำท่วม-ภัยแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chon-o-cha&amp;quot; แสดงความห่วงใยประชาชนจังหวัดอุบลราชธานี ที่กำลังประสบอุทกภัยว่า &amp;ldquo;ผมขอให้พี่น้องชาวจังหวัดอุบลราชธานีเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์มวลน้ำจำนวนมากที่จะไหลผ่าน อ.เมืองอุบลฯ ในวันพรุ่งนี้ครับ โดยระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ขอให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐอย่างต่อเนื่อง และหากต้องการความช่วยเหลือ ให้ติดต่อสายด่วน 1784 ขอให้ทุกคนปลอดภัยครับ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีห่วงใยพี่น้องชาวจังหวัดอุบลราชธานี ขอให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์มวลน้ำที่จะไหลผ่านอำเภอเมืองอุบลฯ โดยคาดว่าในวันที่ 13 ก.ย. จะมีมวลน้ำสูงสุดอยู่ที่ 5,300-5,500 ลบ.ม./วินาที นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะมีน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในหลายพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ ได้สั่งให้หน่วยงานของรัฐและทุกเหล่าทัพเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยให้กระจายกำลังและเครื่องมือช่างสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนที่ยังประสบอุทกภัยในพื้นที่วิกฤติอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง ขอให้อยู่กับประชาชนในพื้นที่จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมสั่งการให้หน่วยงานของรัฐในพื้นที่เตรียมแผนการเคลื่อนย้ายคนรวมถึงสัตว์ให้พร้อม และขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาล และภาคส่วนต่างๆ รวมถึงจิตอาสาจะให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องและเต็มที่ โดยหลังสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเร่งสำรวจความเสียหาย ให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนเป็นการเร่งด่วน&amp;quot; นางนฤมลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในวันที่ 13 ก.ย.นี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะจะเดินทางไปตรวจราชการและพบปะประชาชน จ.นครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี โดยช่วงเช้าจะเดินทางไปยัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อตรวจติดตามพื้นที่ก่อสร้าง ปตร.กม. 9+200 คลองท่าเรือ-หัวตรุด ในโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและพื้นที่ใกล้เคียง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังโรงเรียนสาธิตองค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 เพื่อพบปะประชาชนและนักเรียน พร้อมกับมอบอุปกรณ์ส่งเสริมอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุ และมอบอุปกรณ์การเรียนแก่นักเรียน ก่อนจะออกเดินทางไปยังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อสักการะพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ช่วงบ่ายจะเดินทางต่อไปยังเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานของวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ โดยนายกฯ จะเยี่ยมชมแปลงเกษตร ฟาร์มไก่ และเข้ากราบนมัสการพระภาวนาโพธิคุณ เจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล และจะเดินทางต่อไปยังสถานีสูบน้ำปลายคลองเฉวง (CP1) เพื่อดูการทำงานของระบบน้ำของสถานีสูบน้ำปลายคลอง (CP1) ต่อด้วยการเป็นประธานเปิดงานเทศกาลท่องเที่ยวเกาะสมุย ครั้งที่ 4 ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการประชุมคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/62 เพื่อติดตามงานปี 62 และปรับแผนบริหารจัดการน้ำ ปี 63 โดยมีหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมพร้อมเพรียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรกล่าวหลังการประชุมว่า ที่ประชุม กนช.รับรายงานสถานการณ์น้ำจากทั่วประเทศ รวมถึงปริมาณน้ำในเขื่อน แม่น้ำต่างๆ และปริมาณน้ำฝนที่คาดว่าจะตกลงมา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จะเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาฯ สทนช. แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และกองอำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ (วอร์รูม) ที่มี สทนช.รับผิดชอบ และเห็นชอบ 3 โครงการขนาดใหญ่ วงเงินกว่า 18,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการก่อสร้างเพื่อการพัฒนา ปี 61 ของการประปาส่วนภูมิภาคจำนวน 6 โครงการ วงเงินงบประมาณ 11,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อก่อสร้างเสร็จสิ้นจะสามารถผลิตน้ำประปาได้เพิ่มขึ้น 332,400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน 2.โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองพระยาราชมนตรี จากคลองภาษีเจริญถึงคลองสนามชัย ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปี 64-68) วงเงิน 6,130 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพื้นที่ฝั่งธนบุรี และ 3.โครงการแก้ปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปี 64-68 ) ก่อนจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปี 63 ประกอบด้วย 28 หน่วยงาน จำนวน &amp;nbsp;57,975 โครงการ วงเงินกว่า 3.1 แสนล้านบาท ที่กระจายลงทุกภาคทั่วประเทศ และรับทราบความคืบหน้าโครงการสำคัญปี 62 ที่รัฐบาลใช้งบกลางกว่า 19,000 ล้านบาท เพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำและเพิ่มต้นทุนน้ำ จำนวน 144 โครงการ โครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำ 30,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งงบประมาณที่กระจายให้ทุกจังหวัดแก้ไขและบรรเทาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า สธ.ได้เตรียมนักจิตวิทยาเพื่อดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพราะได้รับรายงานว่าประชาชนเกิดความหวาดระแวง ตกใจ และเกิดอาการซึมเศร้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากปัญหาน้ำท่วมทำให้มีผู้หลักผู้ใหญ่ หรือผู้บังคับบัญชาระดับสูงเดินทางลงพื้นที่เป็นจำนวนมาก จนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องมาเตรียมการต้อนรับ &amp;nbsp;แทนที่จะได้ปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชน จึงขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ลดการลงพื้นที่ ควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงสามารถสั่งการได้โดยไม่ต้องลงทุนที่อยู่แล้ว&amp;quot; นายอนุทินกล่าว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45653</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำท่วม, ปัญหาอุทกภัย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มวลน้ำจำนวนมาก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุทกภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190912/image_big_5d7a50972a41f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตุฯเตือนรับมือพายุเข้าอีก2ลูก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; เตือน ปชช.พร้อมรับมืออุทกภัยตลอดเวลา &amp;quot;บิ๊กฉัตร&amp;quot; สั่งวงประชุมบริหารจัดการน้ำติดตั้งระบบโทรมาตรวัดน้ำฝนต้นน้ำสำคัญในเขตอุทยานฯ &amp;nbsp; &amp;quot;เลขาฯ สทนช.&amp;quot; แจ้งทั่ว ปท.ยังมีฝนตกหนัก หลังอุตุฯ คาดพายุจะเข้าไทยช่วง ส.ค.-ต.ค.อีก 1-2 ลูก &amp;quot;มท.1&amp;quot; ลงพื้นที่ จ.เพชรบุรี เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง มั่นใจหากไม่มีมรสุมเพิ่ม 2 สัปดาห์แห้ง &amp;quot;รมว.เกษตรฯ&amp;quot; สำรวจความเสียหายเกษตรกรเตรียมจ่ายเงินชดเชย &amp;quot;ศูนย์เฉพาะกิจฯ&amp;quot; เฝ้าระวัง 2 เขื่อนไหญ่น้ำไหลเข้าเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวตอนหนึ่งในรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ตอนหนึ่งถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า &amp;nbsp;นอกจากเรื่องสภาพลมฟ้าอากาศอันจะนำมาซึ่งปัญหาอุทกภัยในปัจจุบัน เราก็พยายามแก้มาโดยตลอด หลายอย่างก็ดีขึ้น แต่เราอย่าคิดว่ามันจะไม่กลับมาอีก ถ้าหากว่ามีพายุอะไรเข้ามา ต้องเตรียมการ เตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย &amp;nbsp;สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 3/2561 ที่ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบระบบโทรมาตรให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. พิจารณาติดตั้งระบบโทรมาตรวัดน้ำฝนบริเวณพื้นที่ต้นน้ำสำคัญๆ ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ เช่น เขื่อนแก่งกระจาน รวมทั้งอ่างเก็บน้ำของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ รวมถึงมีระดับน้ำเกินเกณฑ์ควบคุม มีจำนวน 7 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนน้ำอูน เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนปราณบุรี และเขื่อนรัชชประภา ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลางความจุมากกว่า 50 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณเกินความจุ 80% มีจำนวน 3 แห่ง&amp;quot; พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ให้กรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่ให้คำแนะนำด้านเทคนิคการดูแลบำรุงรักษา และการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่อยู่ในการดูแลของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;ละให้ติดตามรายงานสภาพน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กให้ สทนช.รวบรวมวิเคราะห์ และสรุปเพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ รวมทั้งให้ สสนก.จัดทำระบบฐานข้อมูลรายงานสภาพน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กแบบออนไลน์ โดยให้ผู้รับผิดชอบแต่ละหน่วยงานเป็นผู้รายงานด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า สภาพอากาศในช่วงวันที่ 24-29 ส.ค.61 ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ลาว และเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมต่อเนื่องอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มได้&amp;nbsp;
ส.ค.-ต.ค.มีพายุอีก 2 ลูก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรมอุตุนิยมวิทยายังได้คาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อน (ดีเปรสชัน โซนร้อนและไต้ฝุ่น) จะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย จำนวน 1-2 ลูก ในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. และมีโอกาสสูงที่พายุจะเคลื่อนเข้าสู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ส่วนในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. มีโอกาสที่พายุจะเคลื่อนเข้ามาใกล้หรือเคลื่อนเข้าสู่บริเวณภาคใต้ อย่างไรก็ตาม แม้อ่างเก็บน้ำหลายแห่งจะมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก แต่ก็มีอ่างเก็บน้ำจำนวนไม่น้อยที่มีปริมาณค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ที่ประชุมจึงได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมและมาตรการรับมือสถานการณ์น้ำน้อยด้วย อาทิ แผนการทำฝนหลวงในพื้นที่อ่างเก็บน้ำมีความจุน้อยกว่า 30% และขอให้เตรียมการจัดทำแผนการส่งน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งให้สอดคล้องกับสถานการณ์&amp;quot; รองประธานคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมว.มหาดไทย) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดเพชรบุรี และตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบภัยบริเวณใกล้วัดชลธราราม (วัดท่าซิก) อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำเขื่อนเพชรยังต้องเร่งระบาย แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย เพราะระดับน้ำยังล้นสปิลเวย์ ซึ่งพื้นที่ราบลุ่มริมน้ำ อ.ท่ายางและ อ.แก่งกระจาน โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตร พืชสวนได้รับความเสียหายจำนวนมาก โดยหลังน้ำลดคณะกรรมการฯ จะเข้าไปสำรวจความเสียหายในพื้นที่ เพื่อพิจารณาช่วยเหลือเยียวยาประชาชนตามเกณฑ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากไม่มีมรสุมในช่วงนี้ คาดว่าจะใช้เวลาในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งต้องยอมรับว่าเขื่อนแม่ประจันต์มีพื้นที่กักเก็บน้ำได้น้อย แต่การจะหาพื้นที่เพิ่มเติม ต้องมีขั้นตอนในการดำเนินการและต้องสอบถามประชาชนในพื้นที่ด้วย ส่วนพื้นที่ตัวเมืองเพชรบุรี สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย สามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้ต่อเนื่อง&amp;quot; พล.อ.อนุพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานพื้นที่ จ.เพชรบุรี เร่งสำรวจความเสียหายที่มีผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรจากการระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจาน พร้อมกับในขณะนี้หน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ของกระทรวงเกษตรฯ ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกับพี่น้องเกษตรกรทุกสาขา ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ รวมทั้งจัดการในเรื่องทะเบียนเกษตรกรให้เรียบร้อย เนื่องจากจะใช้ข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรดังกล่าว นำไปใช้ในการสำรวจความเสียหายหลังจากสถานการณ์น้ำคลี่คลายแล้ว เพื่อจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรที่ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งจะดำเนินการด้วยความรวดเร็วและประสานงานกับทางจังหวัดเพื่อทำงานในเชิงรุกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการแก้ไขอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าปริมาณน้ำในปีนี้จะไม่ท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดอย่างแน่นอน แต่จะมีบางพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เปราะบาง ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากน้ำล้นตลิ่ง แต่มีสาเหตุมาจากน้ำซึมผ่านทำนบที่กั้นไว้ ซึ่งเป็นพื้นที่ในวงจำกัด และมีไม่กี่แห่ง โดยทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการให้ดำเนินการสูบออก&amp;nbsp;
5 วันน้ำเพชรคลี่คลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า น้ำที่ท่วมตัวเมืองเพชรบุรีขณะนี้ได้นำกระสอบทรายมาปิดล้อมพื้นที่น้ำท่วม 6 จุด และเร่งสูบน้ำกลับลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ขณะเดียวกันได้เสริมเครื่องผลักดันน้ำที่บริเวณวัดคุ้งตำหนัก อำเภอบ้านแหลม เพื่อเร่งระบายน้ำออกอ่าวไทยให้เร็วที่สุดในช่วงน้ำทะเลลงต่ำสุด คาดว่าไม่เกิน 5 วัน สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเพชรบุรีจะคลี่คลาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ กล่าวถึงสถานการณ์อ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษว่า มี 2 เขื่อน คือ 1.เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ปริมาณน้ำ 557 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพิ่มขึ้น 14 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 107% ปริมาณน้ำไหลเข้า 21.00 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มจากวันที่ 23 ส.ค. 5.35 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ปริมาณน้ำไหลออก 7.21 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มจากเมื่อวาน 1.05 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่ง บริเวณบ้านนาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม บ้านพอกใหญ่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ได้มีการแจ้งเตือนให้ติดตามสถานการณ์น้ำใน จ.สกลนคร บึงกาฬ และนครพนม เนื่องจากมีฝนตกในพื้นที่ทำให้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ปริมาณน้ำ 8,043 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้น 11 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 91% ขณะที่ปริมาณน้ำไหลระบายออก 48.24 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้น 6.31 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งส่งผลกระทบกับพื้นที่รีสอร์ตที่สร้างอยู่ในแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแม่กลอง จ.กาญจนบุรี แต่น้ำยังไม่สูงกว่าตลิ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสำเริงกล่าวว่า สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่เฝ้าระวังจำนวน 3 อ่างที่มีระดับน้ำลดลง ได้แก่ 1.เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำ 760 ล้าน ลบ.ม. ลดลงจากวันที่ 23 ส.ค. 7 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 107% น้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) สูง 1.10 ม. ลดลง 14 ซม. ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 64 ซม. แนวโน้มลดลง และที่ อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี สูงกว่าระดับตลิ่ง 50 ซม. แนวโน้มทรงตัว แต่ยังคงมีพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเพชรบุรีได้รับผลกระทบน้ำท่วม ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ส่วนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี มีน้ำท่วมพื้นที่ที่มีระดับต่ำกว่าความสูงของคันกั้นน้ำเทศบาล ซึ่งทุกหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ปริมาณน้ำ 195 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 87% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 7.93 ล้าน ลบ.ม. ลด 0.53 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลออก 6.84 ล้าน ลบ.ม. ลดลง 0.77 ล้าน ลบ.ม. น้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้นสูง 80 ซม. ลดลง 11 ซม. และ 3. เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปริมาณน้ำ 327 ล้าน ลบ.ม. ลดลง 5.11 คิดเป็น 84% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 6.79 ล้าน ลบ.ม. ลดลง 1.35 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบายออก 11.21 ล้าน ลบ.ม. เท่าเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่างๆ รวมถึงปริมาณฝนที่ตกในหลายพื้นที่ พบมีพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงน้ำท่วม ได้แก่ แม่น้ำเพชรบุรี บริเวณ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมืองฯ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ลำน้ำก่ำ ลำน้ำสงคราม ลำน้ำอูน แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำนครนายก แม่น้ำยังที่ อ. เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึงระดับเตือนภัยเนื่องจากมีฝนตกในพื้นที่&amp;quot; ผอ.ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติกล่าว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16107</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขณะนี้มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80, ปัญหาอุทกภัย, พล.อ.ฉัตรชัย  สาริกัลยะ, ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน, สถานการณ์น้ำท่วม, หนังสือพิมพ์, เตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b800709314b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
