<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วัฒนา&#039;ซัดยึดอำนาจต้นต่อปัญหาศก.ไม่ใช่ผลพวงโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค.64-นายวัฒนา เมืองสุข ประธานคณะกรรมการกฏหมาย และการเมือง พรรคไทยสร้างไทย กล่าวระหว่างการประชุมผู้บริหารพรรค ตัวแทนสาขา ตัวแทนสมาชิกประจำเขต และสมาชิกพรรคทั่วประเทศ กว่า 300 เขต ผ่านระบบ ZOOM ถึงการสร้างรายได้ใหม่ของประเทศไทยว่า ที่ผ่านมาไทยมีความพร้อมและโอกาส แต่ที่ยังประสบปัญหา เพราะมีการบริหารที่ผิดพลาดและไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่เหมาะสม ที่สำคัญปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ได้เกิดจากโควิด แต่พบว่ามีสัญญาณการถดถอยตั้งแต่มีการยึดอำนาจ ขาดกำลังซื้อและไม่มีการลงทุน ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการถึงเกือบ 4 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันรายจ่ายภาครัฐเพิ่มมากกว่ารายรับ จึงต้องกู้เงินมาใช้จ่าย และชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงถึง 14,128&amp;nbsp; ล้านล้านบาท หรือ 90% ของจีดีพี จากการการบริหารที่ผิดพลาดของรัฐบาล ที่ไม่มีความรู้ทางเศรษฐกิจมาเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหาร เลือกทีมเศรษฐกิจที่ไม่มีนโยบาย มีแต่การสร้างกิจกรรม เช่น การแจกเงิน หรือการทำโครงการประชารัฐต่างๆ เป็นต้น จึงไม่ก่อให้เกิดการผลิตที่ยั่งยืนอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒนา กล่าวด้วยว่า การแก้ไขปัญหาเพื่อนำพาประเทศออกจากวิกฤตเศรษฐกิจจำเป็นต้องอาศัย 2 ปัจจัยสำคัญ 1.ต้องได้นักบริหารที่มีความรู้ความสามารถ 2.ต้องมีนโยบายเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับความต้องการของโลก โดยพรรคไทยสร้างไทยได้ออกนโยบาย เน้นการสร้างโอกาสและให้อิสระหรือปลดปล่อยประชาชน เพื่อให้ใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ในการทำมาหากิน ประกอบ (1) เปลี่ยนประเทศจากรัฐราชการเป็นรัฐประชาชน&amp;nbsp; (2) ลดรายจ่ายที่เกินความจำเป็นและไม่ก่อให้เกิดเงินได้ที่เป็นภาระแก่งบประมาณ&amp;nbsp; (3) สร้างฐานรายได้ใหม่บนศักยภาพและบริบทของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังโควิดและไทยมีความได้เปรียบ เช่น อุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย อุตสาหกรรมสุขภาพ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ (4) สร้างโครงการระดับโลก (World Project) ดึงดูดการลงทุน เม็ดเงิน รวมทั้งการนำคนเก่งทั้งโลกมาช่วยกันสร้างประเทศไทยและทำให้ไทยเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ทางการค้าของโลก (5) สนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ให้มีความเข้มแข็งและมีขีดสามารถแข่งขัน (6) ผลักดันโครงการดูแลประชาชนทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108580</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาเศรษฐกิจ, พรรคไทยสร้างไทย, วัฒนา เมืองสุข, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210704/image_big_60e165f75cf39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 12:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 12:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนกร&#039;โต้ พท.เศรษฐกิจทรุดเพราะโควิด-19ลั่น&#039;บิ๊กตู่&#039;ทำดีที่สุดแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 2564 นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ว่าทำเศรษฐกิจทรุดต่อไปอีก 10 ปีว่า พรรคเพื่อไทยเอาเวลาไปประสานรอยร้าวภายในพรรคก่อนจะดีกว่า เพราะหลังจากคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ลาออกไป ทำให้เกิดรอยร้ายในพรรคถึงขนาดนายพิชัย นริพทะพันธ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่เผาผีกับนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตนบอกหลายครั้งแล้วว่าเศรษฐกิจแย่เพราะผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งกระทบทั่วโลก พล.อ.ประยุทธ์ทำดีที่สุดแล้ว มาตรการเยียวยาต่างๆ ก็สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ แต่ต้องใช้เวลา ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยหลายอย่างรัฐบาลก็ดูอยู่ ไม่ว่าจะเป็น 1.เร่งปรับโครงสร้างภาษีให้เก็บเงินคนรวยมากขึ้นเพื่อมาช่วยคนจน ในภาวะที่คนจนกำลังลำบากนี้ รัฐบาลได้ศึกษาการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการดำเนินการจำเป็นต้องอาศัยช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม หลักความเป็นธรรมทางภาษี พิจารณาข้อดีข้อเสีย ขีดความสามารถในแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง และความยั่งยืนทางการคลังประกอบกัน 2.เร่งหารายได้เข้ารัฐเพิ่มจากทางอื่นนอกจากภาษีนั้น ปัจจุบันมีการดำเนินการหารายได้เข้ารัฐเพิ่มเติมนอกจากรายได้จากภาษีอย่างต่อเนื่อง เพราะคำนึงถึงการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวอีกว่า 3. เร่งปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มราชการ หรือ Digitalization รวมถึงการใช้ระบบบล็อกเชน ซึ่งจะแก้ปัญหาได้หลายอย่าง รวมถึงปัญหาระบบศุลกากรที่นักลงทุนต่างประเทศร้องเรียน ปัญหาการลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว รัฐบาลมีการปรับปรุงและพัฒนาระบบต่างๆ เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร ท่าเรือต่างๆ อย่างต่อเนื่อง 4.เร่งส่งเสริมให้เกิดแพลตฟอร์มเอกชน เร่งส่งเสริมการสร้างธุรกิจเทคโนโลยีสมัยใหม่ เร่งสร้างยูนิคอร์น ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ และ เร่งเก็บภาษีแพลตฟอร์มต่างประเทศ สำหรับการเก็บภาษี Platform ต่างประเทศนั้น รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ จากต่างประเทศ (e-Service)) (ร่างพระราชบัญญัติฯ) โดยรัฐสภาได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฯ ในวาระที่ 3 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563 ความคืบหน้าล่าสุดร่างพระราชบัญญัติฯ อยู่ระหว่างขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมาย และ5. ลดภาษีที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ เช่น ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล รัฐบาลได้ช่วยเหลือโดยการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในอัตราต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว ทั้งที่มีการปล่อยความร้อนสูงกว่าน้ำมันเบนซิน แต่มีอัตราภาษีที่ต่ำกว่า เพื่อสนับสนุนราคาน้ำมันดีเซล นอกจากนี้ การจำหน่ายน้ำมันดีเซลในท้องตลาดมีการนำไบโอดีเซลมาผสมในสัดส่วนต่าง ๆ ซึ่งน้ำมันไบโอดีเซลไม่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลที่ผสมไบโอดีเซลในท้องตลาดถูกลงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวด้วยว่า ส่วนนโยบายด้านการเงิน การช่วยเหลือ SMEs ในภาพรวม รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือ SMEs มาโดยตลอด โดยการให้แหล่งเงินต้นทุนต่ำควบคู่ไปกับการกำหนดกลไก ลดความเสี่ยงด้านเครดิต เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนและมีสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งกลไกดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือ SMEs ในต่างประเทศ โดย SMEs ที่ได้รับความช่วยเหลือควรเป็น SMEs ที่มีศักยภาพทางธุรกิจ (Commercial Viability) แต่ประสบปัญหาจาก โควิด-19 เท่านั้น ทั้งนี้ หากภาครัฐต้องให้ความช่วยเหลือ SMEs ทั้งระบบ ซึ่งรวมถึง SMEs ไม่มีศักยภาพหรือ อยู่ในภาคอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้าง ก็อาจส่งผลให้ภาครัฐมีภาระทางการคลังในอนาคตที่มากเกินความจำเป็น และ SMEs กลุ่มที่ไม่มีศักยภาพก็ยังคงจะเสียเวลาและต้นทุนไปกับการดำเนินธุรกิจที่ไม่สามารถอยู่รอดได้แทนการใช้เวลาและทรัพยากรไปกับการปรับเปลี่ยนและเริ่มธุรกิจใหม่ที่จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ดังนั้น การเพิ่มวงเงินค้ำประกันหนี้เสียที่พรรคเพื่อไทยเสนอโดยไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการดำเนินการนั้น อาจไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดสำหรับ SMEs และประเทศโดยรวม เนื่องจากอาจเป็นเพียงการเพิ่มวงเงินของรัฐบาลเพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่สถาบันการเงิน เช่น หากเสนอให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินค้ำประกันหนี้เสียอีกร้อยละ 10 ของวงเงินรวมของโครงการ 900,000 ล้านบาท จะต้องใช้เงินงบประมาณเพิ่มขึ้นอีกถึง 90,000 ล้านบาท เป็นต้น แต่ข้อเสนอนั้นไม่มีกลไกที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพเพื่อยืนยันว่า SMEs กลุ่มเป้าหมายแต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากโควิด-19 จะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจากเงินงบประมาณที่รัฐบาลใช้เพิ่ม ดังนั้น ในการเสนอให้มีการเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันอาจจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อน เพื่อให้แนวทางที่เสนอมาก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศและ SMEs อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ปัจจุบัน ภาครัฐอยู่ระหว่างการพิจารณากลไกเพิ่มเติมในการให้ความช่วยเหลือ SMEs เพิ่มเติม โดยมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุด (Targeted) คุ้มค่ากับเงินงบประมาณ (Cost Effective) และเห็นผลได้จริง (Effective) และเหมาะสมกับสถานะหรือบริบทของ SMEs นอกจากนี้ สำหรับประเด็นเงิน 900,000 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF นั้น หากพรรคเพื่อไทยได้ศึกษา พ.ร.ก. ทั้ง 2 ฉบับแล้ว จะพบว่า เงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช้สินทรัพย์ของ ธปท. แต่เป็นเพดานวงเงินที่ ธปท. สามารถใช้อำนาจในฐานะธนาคารกลางเพื่อจัดสรรสภาพคล่องที่มีอยู่ในระบบการเงิน และนำไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. 2 ฉบับเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ข้อเสนออะไรที่เป็นประโยชน์รัฐบาลก็รับฟัง แต่ไม่ใช่ค้านไปทุกเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ทำอะไรก็ผิดไปหมด ตนคิดว่าไม่ถูกต้อง และอยากบอกว่าพล.ประยุทธ์อยู่แล้วประเทศดีขึ้น ไม่ได้อยู่แบบถ่วงความเจริญปล่อยให้มีการทุจริตคอรัปชั่นเหมือนรัฐบาลในอดีต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91529</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตอบโต้เพื่อไทย, ธนกร วังบุญคงชนะ, ปัญหาเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200503/image_big_5eaec40c12f48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76622</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพลชี้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอนเหตุบริหารเศรษฐกิจแย่-กระแสต่อต้านเพิ่มขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 2563 นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่องเสถียรภาพรัฐบาล ณ วันนี้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,768 คน สำรวจระหว่างวันที่ 1 &amp;ndash; 4 กันยายน 2563 พบว่า ภาพรวมประชาชนเห็นว่ารัฐบาลอยู่ในสภาวะที่ไม่มั่นคง 71.15% และเห็นว่ามั่นคง 28.85% โดยจุดแข็งที่ทำให้รัฐบาลเข้มแข็ง/มั่นคง คือ การมีเสียง ส.ว.สนับสนุน 64.74% รองลงมาคือ มีอำนาจเบ็ดเสร็จ 54.62% มีเสียงข้างมากในสภา 51.52% &amp;nbsp;ส่วนจุดอ่อน คือ ประเทศเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ 77.49% รองลงมาคือ การบริหารประเทศย่ำแย่ 67.00% และมีกระแสต่อต้านรัฐบาลมากขึ้น 63.79% &amp;nbsp;วิธีที่จะทำให้รัฐบาลมั่นคง คือ ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 83.73% ปราบปรามการทุจริต 69.99% และรับฟังประชาชนชน 66.00%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นว่า ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาหลักของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องแก้ให้ได้ เพราะหากประชาชนอยู่ได้รัฐบาลก็อยู่รอด รัฐบาลต้องแก้ไขภาพของการทุจริต การปิดกั้นความคิดเห็น ควรเน้นการเปิดใจรับฟัง มีผลงานที่โดนใจ และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น เพื่อให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง มั่นคงและมีเสถียรภาพนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายธนภัทร ปัจฉิมม์ คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผลการสำรวจ &amp;ldquo;เสถียรภาพของรัฐบาล ณ วันนี้&amp;rdquo; สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาล &amp;quot;ไม่มี&amp;quot; สภาวะความมั่นคงหรือมีเสถียรภาพทางการบริหารเศรษฐกิจเพียงพอ แม้ว่าผลสำรวจบางประเด็นจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลมีจุดแข็งตรงที่มีเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. และเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม แต่นั่นเป็นเพียงการเมืองในเชิงปริมาณเท่านั้น ในแง่ของการเมืองเชิงคุณภาพเป็นสิ่งที่ประชาชนพึงปรารถนาที่สุด ซึ่งในภาวะการเมืองยุคโควิดนี้เรียกได้ว่าเป็นยาขมของรัฐบาลที่จะต้องเร่งแก้ไขและฟื้นฟูปัญหาเศรษฐกิจที่นับวันมีแนวโน้มตกต่ำลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยว การส่งออก-นำเข้า ปัญหาคนว่างงาน สินค้าราคาแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรที่ทำให้รัฐบาลมีจุดอ่อนในการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ จึงส่งผลต่อสภาพที่ไม่มั่นคงหรือเสถียรภาพของรัฐบาลในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การสร้างความเชื่อมั่นของรัฐบาลในสายตาประชาชน นักการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลควรเห็นแก่ประโยชน์ชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตน &amp;nbsp;โดยการแสดงเจตจำนงที่แท้จริงในความร่วมมือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและไม่ขัดขวางหรือขัดแย้งกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ดังที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆ มิเช่นนั้นจะยิ่งทำให้ประชาชนจำนวนมากที่รอคอยการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากรัฐบาล ต่างจะยิ่งผิดหวังต่อทิศทางและการดำรงอยู่ของรัฐบาล ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76622</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาเศรษฐกิจ, สวนดุสิตโพล, เสถียรภาพรัฐบาล, โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200906/image_big_5f544b266c1df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2020 11:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2020 11:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039; ตอกรัฐบาลแก้เศรษฐกิจได้แค่แจกเงินเหมือนเดิม ประเทศ &#039;เจ๊ง เซ้ง ขาย&#039; หมดแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.63 - นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ จากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบศ.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธาน เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย คนละไม่เกิน 3,000 บาท จำนวน 15 ล้านคนว่า เศรษฐกิจไทยหยุดนิ่งท่ามกลางวิกฤติมา 1 เดือน รัฐบาลได้ทีมเศรษฐกิจใหม่มาแล้วเกือบครบ 1 เดือน แต่การแก้วิกฤติเศรษฐกิจจากโควิด-19 ยังไม่มีอะไรใหม่ เหมือนยังไม่ได้เริ่มทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้จะปรับ ครม. จะตั้ง ศบศ. ก็ยังไม่ได้ทำอะไรให้การแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งครม.เศรษฐกิจ ครม.หลัก หรือ ศบศ. ถ้าคิดได้เพียงเท่านี้ คือเน้นการแจกเงินเหมือนเดิม จะไปขับไล่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และทีมรัฐมนตรี 4 กุมาร ออกไปทำไม เสียเวลาประเทศชาติ ประชาชนเสียโอกาส ชิม ช้อป ใช้ กลายเป็น เจ๊ง เซ้ง ขาย หมดแล้ว รัฐบาลยังจะนำโมเดลแก้เศรษฐกิจแบบเน้นการแจกเงินกลับมาใช้ตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงสร้างเศรษฐกิจที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าก่อนหน้านี้ แต่รัฐบาลก็ยังคิดและทำซ้ำๆแต่แบบเดิม เป็นประวัติศาสตร์ที่ล้มเหลวเดินซ้ำรอยเดิม การบริหารแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจของ ศบศ. ถ้ายังขืนพายเรือวนอยู่ในอ่างแบบนี้ เห็นทีวิกฤติเศรษฐกิจไทยจะหนักหนาสาหัสกว่าที่เป็นอยู่มาก การแจกเงิน คนได้ก็ดีใจ คนไม่ได้ ก็ต้องไปร้องว่าไม่โปร่งใส ใช้หลักการใดในการคัดกรอง ใช้เอไอ หรือใช้คนคัด แทนที่จะแจกปลา รัฐบาลควรแจกเบ็ด สร้างโอกาสให้ประชาชนได้สร้างอาชีพสร้างรายได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แจกเงินแต่ละครั้ง ทุนใหญ่ได้ประโยชน์ ประชาชนตั้งคำถามเหมือนเตรียมการซื้อเสียงล่วงหน้า ก่อหนี้ สร้างภาระให้คนรุ่นต่อไปไม่สิ้นสุด&amp;quot; นายอนุสรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76360</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, ปรีดี ดาวฉาย, ปัญหาเศรษฐกิจ, รมว.คลัง, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4d0a59ec215.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71275</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มันสมองชั้นเลิศ!&#039;เสี่ยไก่&#039;เสนอวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบง่ายที่สุด แค่&#039;บิ๊กตู่&#039;ลาออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 &amp;nbsp;ก.ค.63- นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Watana Muangsook ว่าข่าวเรื่องเงินฝากล้นระบบธนาคารพาณิชย์โดย 5 เดือนเงินฝากเพิ่มขึ้นกว่า 1.18 ล้านล้านบาท ไม่ได้สร้างความแปลกใจเพราะเป็นหนึ่งในตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยโกหก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เงินฝากที่เพิ่มขึ้นใน 5 เดือนสูงถึง 1.18 ล้านล้านบาทเนื่องจากประชาชนและนักลงทุนไม่มีความเชื่อมั่นจึงไม่กล้าใช้เงินและไม่กล้าลงทุนจึงเอาเงินไปฝากธนาคารแทนซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจและกลายเป็นภาระของธนาคารที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยแต่ปล่อยกู้เพื่อหารายได้มาชดเชยรายจ่ายไม่ได้ อาการแบบนี้นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่ากับดักสภาพคล่อง หรือ Liquidity trap ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคยเตือนเรื่องนี้มาหลายรอบ ล่าสุดคือคำอภิปรายของเลขาธิการพรรคเพื่อไทยในการอภิปราย พรบ. งบประมาณ 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่รัฐบาลโดยเฉพาะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจต้องทำให้ได้คือการสร้างความเชื่อมั่นอันจะนำมาซึ่งความมั่นใจของประชาชนและนักลงทุน (trust &amp;amp; confidence) ที่จะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ด้วยการแสดงให้ประชาชนและนักลงทุนเห็นว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหาและมีแนวทางที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ถูกทาง แต่ไม่ใช่การคุมประเทศด้วยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอันจะทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจแย่หนักขึ้นไปอีกหรือเดินสายพบสื่อแบบที่กำลังทำ พรรคเพื่อไทยได้เสนอวิธีการหรือแนวทางที่ควรทำเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจมาหลายครั้ง แต่ดูเหมือนจะไม่เข้าไปในสมองของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คราวนี้ขอแนะนำวิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นคือการประกาศลาออก รับรองเศรษฐกิจดีขึ้นทันที.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71275</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, นายวัฒนา เมืองสุข, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ปัญหาเศรษฐกิจ, ลาออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181129/image_big_5bffabac8841d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70564</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2020 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2020 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ภราดร&#039;สวมบทกูรูฟันฉับ!แก้ปัญหาศก.ต้องเปลี่ยนรัฐบาลอย่างเดียว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค.63-พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวถึงการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ว่า เป็นร่างพ.ร.บ.งบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์ที่จะรับมือกับวิกฤติประเทศจากโควิดแผนงานที่จัดเป็นรูปแบบเดิม โดยเฉพาะเรื่องของกองทัพที่มีการจัดซื้ออาวุธทั้งที่ควรชะลอไว้ก่อน เพื่อนำงบมาแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพ ตอนนี้สิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดคือการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและการอำนวยความยุติธรรมแก้ความเหลื่อมล้ำ แต่เรื่องเศรษฐกิจพิสูจน์แล้วว่าฝีมือของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ไม่ถึง เพราะจัดงบขาดดุลปีละประมาณ 5 แสนล้านมาตลอด 6 ปี เมื่อเจอวิกฤติคนก็คาดหวังต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี มาทำหน้าที่แทนทีมเศรษฐกิจชุดเดิม แต่ข่าวที่ออกมาเกี่ยวกับทีมเศรษฐกิจใหม่ก็ไม่เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน ยิ่งทำให้ประชาชนมองมุมกลับ เป็นวิกฤติซ่อนวิกฤติลากประเทศไปสู่ภาวะล้มละลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนโควิดกู้มา 2 ล้านๆ ปี 64 งบขาดดุลก็เพิ่มเป็น 6 แสนล้าน มากกว่าที่ผ่านมา แต่คนมองว่ากลางปีรัฐบาลอาจต้องกู้เงินอีกเพราะปี 63 การเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 1 แสนกว่าล้าน ตัวเลขที่กล่าวมาสะท้อนชัดว่ารัฐบาลนี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะความเป็นมาไม่ชอบธรรม ฝีไม้ลายมือไม่ถึง ทำให้คนไม่เชื่อมั่น ยิ่งใช้กฎหมายพิเศษอีกยิ่งทำให้ไม่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุน ทางออกมาทางเดียวคือต้องเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลนี้เป็นเสียงข้างมากที่ไม่ชอบธรรมเพราะมีการดึงงูเห่าเข้าไปฝ่ายค้านจึงทำอะไรไม่ได้ ประกอบกับองค์กรอิสระต่างๆก็ยังเป็นที่สงสัยในแง่ความยุติธรรม จึงเป็นที่มาว่าเมื่อจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงคือประชาชนต้องออกมาเรียกร้องเองและจะเป็นที่มาของม็อบต่างๆที่จะเคลื่อนไวเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล คิดว่าคงใช้เวลาอีกไม่นาน &amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70564</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาเศรษฐกิจ, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร, รัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e6a07c146f02.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66160</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2020 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2020 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นพดล&#039;ชี้คลายล็อกช้าปัญหาเศรษฐกิจยิ่งบาดลึกคนไทยยิ่งลำบาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค.63-นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการเรียกร้องให้รับฐบาลคลายล็อกว่า เสียงเรียกร้องจากทั้งฝ่ายการเมืองและนักธุรกิจไทยให้คลายล็อก เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อมีจำนวนน้อย หลายจังหวัดไม่มีผู้ติดเชื้อติดต่อกันหลายวันและเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างมากจากการล็อกดาวน์ คาดการณ์ว่าจะมีคนตกงานนับล้าน อาจมีกิจการต้องปิดตัวลงเพิ่มขึ้น เรื่องนี้แม้รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการบริหารงานและการตัดสินใจทางการเมืองของตนก็ตาม แต่ปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้สาหัสและกว้างขวางกระทบคนทั้งประเทศ ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบผลกระทบทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไหวหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดลกล่าวว่า ขอตั้งเป็นข้อสังเกต 3 ข้อ 1. ในการจัดการการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสหรือศึกโควิด 19 นั้นอาจใช้อำนาจตามกฏหมายทำให้เกิดระยะห่างทางกายภาพเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดได้ เช่นการปิดกิจการ ปิดโรงเรียน ห้ามเข้าประเทศ แต่ความท้าทายของรัฐบาลต่อไปนี้คือการจัดการศึกเศรษฐกิจ ซึ่งมันคนละเกม &amp;nbsp;ไม่อาจใช้แต่อำนาจทางกฎหมายให้มีตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น ให้คนมีรายได้ หรือให้เศรษฐกิจเติบโต ถ้าทำได้ง่ายคงทำไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลตระหนักในความลึกและความกว้างและความซับซ้อนของศึกเศรษฐกิจแค่ไหน วิกฤตครั้งนี้ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา การคลายล็อกช้าก็ย่อมทำให้แผลเศรษฐกิจบาดลึกมากขึ้น รัฐบาลก็จะได้โจทย์ยากขึ้นต้องแก้ และ3. มีผลโพลที่ประชาชนต้องการให้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉิน รัฐบาลควรรับฟังและต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการคุมตัวเลขการติดเชื้อกับการคืนความเป็นปกติสุขให้ประชาชน &amp;nbsp;ยาแรงย่อมมีผลข้างเคียง รัฐบาลเห็นจุดสมดุลหรือไม่ ถ้าตัดสินใจไม่ทันสถานการณ์ในทำนอง too little too late น้อยเกินไปและช้าเกินไป ก็ย่อมมีผลกระทบตามมา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในทางการเมืองอยู่ที่รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งต้องรับผลจากการตัดสินใจ ทั้งทางบวกและลบ แต่ในทางเศรษฐกิจนั้นคนที่ต้องรับผลจากการตัดสินใจของรัฐบาลคือภาคธุรกิจและคนไทยทั้งประเทศ เวลานี้ประชาชนรอการบริหารงานด้วยความสามารถและการตัดสินใจที่เฉียบคม รวดเร็วถูกเวลา&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66160</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อก, นายนพดล ปัทมะ, ปัญหาเศรษฐกิจ, รัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181009/image_big_5bbcc158a9eab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
