<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2021 12:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2021 12:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริษัทบริหารจัดการอาหารระดับโลกผุดโครงการ “WasteWatch” ในไทย ลดหิวโหย ลดโลกร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ &amp;ldquo;WasteWatch&amp;rdquo; เป็นโครงการที่ โซเด็กซ์โซ่ ทั่วโลกได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับบริษัท Leanpathกลุ่มผู้นำธุรกิจที่ได้มาตรฐานสูงสุดในการบริหารจัดการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมระดับโลก รวมทั้งมุ่งมั่น ในการลดขยะอาหารประจำวันในครัวโลกเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ด้วยเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันที่ทันสมัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัจจุบัน โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทยได้เริ่มนำร่องโครงการ &amp;ldquo;WasteWatch&amp;rdquo; นี้โดยนำไปบริหารจัดการให้กับกลุ่มลูกค้าในหน่วยงานสถานพยาบาลและโรงเรียนนานาชาติชั้นนำในเมืองไทยแล้ว 7 แห่งซึ่งนอกจากจะช่วยให้มีการลดปริมาณขยะอาหารในองค์กรของลูกค้าแล้วยังเป็นการช่วยสนับสนุนรัฐบาล ในการบริหารจัดการในโครงการ Food WasteManagent ทีมีจุดมุ่งหมายเดียวกันที่ต้องการบริการจัดการเรื่องการสูญเสียอาหารและลดปริมาณขยะอาหารอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาร์โนด์ เบียเลคกิ ประธานบริหาร โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย กล่าวว่า ความหิวโหยและปรากฏการณ์ภาวะ โลกร้อนในวันนี้นับเป็นวิกฤติระดับโลกที่เราทุกคนกำลังเผชิญอยู่ภายใต้การเพิกเฉยต่อขยะอาหาร ที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน ดังนั้นในฐานะที่ โซเด็กซ์โซ่เป็นผู้นำการบริการด้านอาหารระดับโลกซึ่งเราได้ตระหนักถึงปัญหาระดับโลกนี้มาตลอดเวลาและวันนี้เราได้เร่งปฎิบัติในการต่อสู้กับขยะอาหารเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติที่กำลังอยู่ในท่ามกลางความหิวโหยทั่วโลกด้วยการปรับใช้จากโครงการ&amp;ldquo;WasteWatch&amp;rdquo;อย่างรวดเร็วสำหรับการบริหารจัดการให้แก่ลูกค้าของโซเด็กซ์โซ่ทั่วโลกในขณะเดียวกันเรายังมุ่งมั่นในการเพิ่มขีดความสามารถให้ก้บลูกค้าและผู้บริโภคที่เราให้บริการรวมทั้งติดตามขยะอาหารในสถานที่ที่เราให้บริการ ว่ามีมากน้อยเพียงใดและจะเผยแพร่ตัวเลขเหล่านี้ต่อสาธารณะเพื่อเป็นการกระตุ้นให้การทำงานของเรา มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ โซเด็กซ์โซ่ได้มุ่งมั่นที่จะใช้โปรแกรมจากโครงการนี้เพื่อนำไปใช้ในการบริการจัดการให้กับลูกค้ารายอื่นๆ ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านเชฟจิรโรจน์ นาวานุเคราะห์ (เชฟป็อบ) National Executive Chefโซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย กล่าวว่า การทำงานของโปรแกรมในโครงการ&amp;ldquo;WasteWatch&amp;rdquo; สามารถตอบโจทย์ช่วยเร่งการรณรงค์และจัดการกับขยะอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้แล้วยังสามารถสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการในด้านเศรษฐกิจด้านการลดต้นทุน ด้านสิ่งแวดล้อมในการลดภาวะโลกร้อนด้านสังคมเพื่อช่วยลดจำนวนผู้หิวโหยทั่วโลกและด้านกฎปฏิบัติในธุรกิจที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีแนวทางที่ถูกต้องและเนื่องจากโครงการ &amp;ldquo;WasteWatch&amp;rdquo;นี้เป็นแนวทางการบริการด้านอาหารแนวใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ทีมเชฟ ละนักโภชนาการผู้เชี่ยวชาญด้านการ บริหารจัดงานของโซเด็กซ์โซ่จึงจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมและมีการสนับสนุนให้คิดอย่างสร้างสรรค์ตามวิธีที่บริษัทฯ ได้วางแผนการทำงานไว้และเสิร์ฟอาหารเพื่อลดขยะที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งแนวทางการทำงานจาก&amp;ldquo;WasteWatch&amp;rdquo; นี้จะช่วยป้องกันการสูญเสียอาหารโดยเฉลี่ย 50%ทีมงานของโซเด็กซ์โซ่สามารถเก็บข้อมูลของขยะอาหารในแต่ละวัน แต่ละครัวได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่ชัดเจนทำให้ทีมงานเกิดความเข้าใจ และสามารถนำไปปรับใช้การดำเนินงานและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ตามเป้าหมาย เพื่อช่วยลดขยะอาหารที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นขยะอาหารที่เกิดในครัวหรือขยะอาหารจากผู้บริโภคเองก็ตาม&amp;rdquo;การลดขยะอาหารโดยการวัด การจัดการ เพื่อควบคุมขยะอาหารในแต่ละมื้อด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากLeanpath ผู้นำธุรกิจด้านการบริหารจัดการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐานสูงสุดระดับโลกโซเด็กซ์โซ่ ได้วางกลยุทธ์และการดำเนินงานของโครงการ &amp;ldquo;WasteWatch&amp;rdquo;ไว้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การส่งมอบเป้าหมายการลดขยะอาหารโดยการวัด การจัดการ ,และการควบคุมขยะอาหาร,การมีส่วนร่วมระหว่างเจ้าของธุรกิจและผู้บริโภคผ่านการรายงานข้อมูลของขยะอาหาร,การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะพนักงานจะใช้เวลาน้อยลงในการจัดการกับขยะของเสีย, ผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมโดยการลดผลกระทบต่อน้ำ พลังงานและสภาพภูมิอากาศ, ลดการซื้ออาหาร และทิ้งอาหารน้อยลง, ลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะ เพราะขยะอินทรีย์จะลดน้อยลง ลดความหิวโหยของเพื่อนมนูษย์ทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90747</URL_LINK>
                <HASHTAG>WasteWatch”, บริษัท โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย จำกัด, ปัญหาโลกร้อน, หิวโหย, อาร์โนด์ เบียเลคกิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210123/image_big_600bb3bb1e4aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47813</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2019 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2019 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอระวี&#039;บี้รมว.พลังงานเปลี่ยนนโยบายก้าวสู่ยุคปฏิรูปเดินหน้า&#039;1 โรงพยาบาลชุมชน 1 Solar Rooftop&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11ต.ค.62-นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พลังธรรมใหม่ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนได้เสนอต่อที่ประชุมมรมต. และทุกอธิบดีของกระทรวงพลังงาน ให้ผลักดันโครงการ &amp;quot;1 โรงพยาบาลชุมชน 1 Solar Rooftop&amp;quot; ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยใช้ Solar Rooftop ซึ่งมีผลดีต่อการลดการใช้พลังงานจากปิโตรเลียมมาเป็นการใช้พลังงานหมุนเวียน ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน ปัจจุบันนโยบายกระทรวงพลังงานจะมีแผนขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นแต่ก็น้อยมาก โดยมีอัตราเพิ่มเพียงน้อยกว่า 1 % ต่อปี คือเพิ่มขึ้นเพียง 16 % ใน 17 ปีข้างหน้า จึงเห็นว่ากระทรวงพลังงานควรปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ ด้วยการตั้งเป้าเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอย่างน้อย 2-3 % ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมจึงเสนอให้เริ่มต้นที่โรงพยาบาลชุมชนด้วยโครงการ 1 โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) 1 Solar Rooftop โดยใช้เงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาสนับสนุนด้านงบประมาณ เพราะ รพช.เกือบทุกแห่งมีอาคารที่มีดาดฟ้า หรือมีที่ว่างสามารถติดตั้ง Solar Rooftop หรือ Solar Farm ได้โดยหากดำเนินการได้ตามข้อเสนอนี้จะทำให้ทุก รพช.ประหยัดเงินค่าไฟฟ้าราว 50,000-100,000 บาทต่อเดือน สามารถนำเงินดังกล่าวไปสนับสนุนโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณได้ ถือเป็นผลดีสี่เด้ง คือได้ประโยชน์ทั้งเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน การแก้ปัญหาโลกร้อน ประหยัดงบประมาณให้รพช.และเพิ่มศักยภาพในการดูแลสุขภาพประชาชน&amp;quot; นพ. ระวี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวี กล่าวด้วยว่า แต่การติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับ รพช. รัฐบาลต้องลงทุน 10-20 ล้านบาทต่อ รพช. ซึ่งในปัจจุบันกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ) มีโครงการ Matching fund ให้การสนับสนุนเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน อยู่ที่อัตรา 70:30 ทำให้ทุก รพช ที่ร่วมโครงการต้องจัดหางบประมาณ 30 % เป็นเงินราว 3-6 ล้านบาท กลายเป็นอุปสรรคที่โครงการทำได้ยาก ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงต้องปรับเปลี่ยนนโยบายก้าวสู่ยุคปฏิรูปพลังงานของประเทศด้วย Solar Rooftop ซึ่งถือว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน การติดตั้ง Solar Rooftop ทุก รพช.ให้ได้ 100 % ภายใน 5 ปี โดยปีแรกจะใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาทสำหรับ 70 รพช จากเงินในกองทุนฯปี 63 ซึ่งมีอยู่กว่าหมื่นล้านบาท โดยกระทรวงพลังงานต้องแก้เงื่อนไขการสนับสนุนโครงการ Solar Rooftop จาก 70:30 เป็นรัฐสนับสนุนทั้ง 100 % หากทำไม่ทันในปีงบประมาณ 2563 ก็ขอให้ทดลองทำโครงการนำร่องจำนวน 30 รพช.ก่อน ซึ่งสามารถทำได้ทันทีตามโครงการ Matching fund ที่มีการเตรียมการไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47813</URL_LINK>
                <HASHTAG>1โรงพยาบาลชุมชน1Solar Rooftop, น.พ.ระวี มาศฉมาดล, ปฏิรูปพลังงาน, ปัญหาโลกร้อน, พลังงานหมุนเวียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191011/image_big_5d9fff176c126.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
