<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2021 10:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2021 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอวรงค์&#039;แนะ&#039;อนุทิน&#039;แถลงข่าววัคซีนต้องละเอียด  เพราะพวกปั่นเฟกนิวส์รอโจมตี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค.64- นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ว่าผมได้ติดตามการแถลงข่าวของคุณอนุทิน เรื่องการปรับสูตรการฉีดวัคซีนสลับชนิด แต่สื่อบางสำนักก็ไปขึ้นหัวว่า ยกเลิกใช้ซิโนแวค 2 เข็ม ปรับสูตรใหม่ฉีด &amp;lsquo;ซิโนแวค+แอสตร้าฯ&amp;rsquo; สั่งทุกรพ.เริ่มทันที ยิ่งทำให้สับสนเรื่องประสิทธิภาพวัคซีน ทำให้เข้าทางพวกด้อยค่าวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามหลักแล้วเรื่องวัคซีนนั้น ค่อนข้างละเอียดอ่อนและเป็นงานวิชาการ เพื่อไม่ให้พวกด้อยค่าไปปั่นกระแส &amp;nbsp;การแถลงข่าวควรต้องมีการปูพื้นให้เห็นที่มาที่ไปว่า เรื่องโควิดนั้นเป็นสิ่งใหม่ของโลก แม้องค์การอนามัยโลกให้การรับรอง วัคซีนที่ประเทศไทยเราใช้ แต่เชื้อมีการกลายพันธุ์ เมื่อเชื้อมีการกลายพันธุ์ทำให้ประสิทธิภาพ ในการป้องกันเชื้อที่กลายพันธุ์นั้นลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องย้ำให้เห็นถึงผลงานวิจัย ของศูนย์วิจัยไทยเองพบว่า ถ้ามีการฉีดเชื้อตายเข็มแรก ตามด้วยไวรัลเวคเตอร์เข็มสอง จะทำให้ภูมิเพิ่มสูงมากกว่าเชื้อตายสองเข็ม แต่ถ้าเริ่มด้วยเชื้อตายสองเข็มกระตุ้นด้วย ไวรัลเวคเตอร์เป็นเข็มที่สาม ย้ำว่านี่คือการกระตุ้น &amp;nbsp;จะตรวจพบภูมิคุ้มกันสูงขึ้นกว่ามาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลวิจัยนี้ ทางคณะกรรมการจึงเห็นชอบในการปรับสูตรการฉีดวัคซีนเป็นแบบใหม่ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ป้องกันเชื้อที่กลายพันธุ์ ยิ่งถ้าย้ำให้เห็นว่า แม้แต่วัคซีนชนิด mRNA เขายังต้องกระตุ้นด้วยเข็มที่สาม เพราะสองเข็มนั้น เขาก็ยังมีปัญหาต่อการป้องกัน เชื้อที่กลายพันธุ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเสนอแนะคุณอนุทิน เพราะการแถลงข่าว การปรับสูตรฉีดวัคซีน ในสถานการณ์ที่ มีพวกชอบปั่นเฟคนิวส์โจมตี ต้องละเอียดครับ จะเอาเฉพาะผลสรุป โดยไม่มีการปูพื้นที่มาที่ไป จะยิ่งทำให้ประชาชนสับสน และจะเป็นเหยื่อ ให้พวกด้อยค่าวัคซีน มาโจมตีแบบไม่มีเหตุผล......ด้วยความห่วงใยครับ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109533</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีน, ปั่นกระแส, หมอวรงค์, อนุทิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210713/image_big_60ed04205c554.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83166</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2020 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2020 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลเผยม็อบหันใช้อินสตาแกรมปั่นกระแสชี้เยาวชนจมทุกข์อนาคตการงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ย.63-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง ม็อบโซเชียลที่แปรเปลี่ยน กับ ความสุขประเทศไทยวัยที่แตกต่าง ระหว่างวันที่ 1 &amp;ndash; 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ถึงแนวโน้มของการปลุกปั่นกระแส ม็อบในโลกโซเชียลแปรเปลี่ยนไปในลักษณะที่ลดลงในหลายตัวชี้วัดของการปลุกปั่น เช่น #เยาวชนปลดแอก #ให้มันจบที่รุ่นเรา และแม้แต่ #ประยุทธ์ออกไป กับ การปลุกปั่นกระแสเกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติก็ลดน้อยลงเช่นกัน พบว่า มีกลุ่มผู้ใช้งานในโลกโซเชียลที่เคลื่อนไหวสูง ขับเคลื่อนข้อความการเมือง ในช่วง 30 วันที่ผ่านยังคงมาจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่ากลุ่มผู้ใช้งานในโลกโซเชียลที่เคลื่อนไหวสูง ภายในประเทศไทยในการศึกษาครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โพลระบุว่า ที่น่าพิจารณาคือข้อความการเมืองที่ว่าหยุดคุกคามประชาชน มีกลุ่มบัญชีเคลื่อนไหวสูงอยู่ในประเทศไทยจำนวน 23,185 บัญชี แต่มาจากต่างชาติ 1,889,533 บัญชี นอกจากนี้ ข้อความ เยาวชนปลดแอก มีอยู่ในประเทศไทย 21,947 บัญชี แต่มาจากต่างชาติ 832,676 บัญชี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ข้อความการเมืองปั่นกระแสที่ว่า ให้มันจบที่รุ่นเรา มีในประเทศไทย 14,235 บัญชี แต่รวมการปั่นกระแสจากต่างประเทศจำนวน 1,796,689 บัญชี และแม้แต่ ข้อความการเมืองที่ว่า ประยุทธ์ออกไป มีอยู่ในประเทศไทย 30,631 บัญชีที่เคลื่อนไหวสูง แต่รวมจากต่างประเทศเข้าไปพบจำนวนทั้งสิ้น 301,013 บัญชี และข้อความเกี่ยวกับสถาบัน พบบัญชีที่เคลื่อนไหวสูงในประเทศไทยมีเพียง 364 บัญชี แต่ถ้ารวมจากต่างประเทศด้วยมีจำนวน 130,258 บัญชี รวมกลุ่มคนที่ใช้ VPN ในการแอบแฝงอำพรางตัวตนที่แท้จริง แต่ไม่สามารถหลบหนีการตรวจจับรู้เห็นของเครือข่ายผู้ให้บริการหรือ ISP และจังหวะของการรั่วไหลจากคุณภาพของ VPN ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการศึกษายังพบด้วยว่า ช่องทางของโซเชียลมีเดีย ในการขับเคลื่อนปลุกปั่นกระแสอารมณ์ของม็อบในโซเชียลมีเดียแปรเปลี่ยนไปคือ จากเดิมใช้ Twitter เป็นช่องทางในอันดับที่หนึ่ง แต่วันนี้ ผลการศึกษาพบว่าใช้ อินสตาแกรม (IG) มาเป็นอันดับแรกในหลายข้อความการเมือง เช่น หยุดคุกคามประชาชน ใช้ อินสตาแกรม ร้อยละ 60.1 ใช้ทวิตเตอร์ ร้อยละ 35.7 ใช้เฟซบุ๊กเพียงร้อยละ 0.1 ใช้สำนักข่าว ร้อยละ 1.4 และอื่น ๆ ร้อยละ 2.7 สำหรับ ข้อความการเมืองที่ว่า เยาวชนปลดแอก พบว่าใช้ อินสตาแกรม ร้อยละ 45.2 ใช้ทวิตเตอร์ร้อยละ 42.1 ใช้เฟซบุ๊ก ร้อยละ 2.9 ใช้สำนักข่าวร้อยละ 5.4 และใช้อื่น ๆ ร้อยละ 4.4 ในขณะที่ข้อความการเมืองที่ว่า ให้มันจบที่รุ่นเรา ใช้อินสตาแกรม ร้อยละ 55.1 ใช้ทวิตเตอร์ร้อยละ 39.5 ใช้เฟซบุ๊กร้อยละ 0.6 ใช้สำนักข่าวร้อยละ 0.9 และใช้อื่น ๆ ร้อยละ 3.9&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ข้อความการเมืองที่ว่า ประยุทธ์ออกไปพบว่าใช้ทวิตเตอร์ร้อยละ 93.6 ใช้อินสตาแกรม ร้อยละ 2.9 ใช้สำนักข่าวร้อยละ 1.6 ใช้อื่น ๆ ร้อยละ 1.9 โดยอาจมีการใช้เฟซบุ๊กปะปนอยู่ในจำนวนของช่องทางอื่น ๆ นอกจากนี้ ข้อความเกี่ยวกับสถาบัน พบใช้อินสตาแกรม ร้อยละ 78.5 ใช้ทวิตเตอร์ ร้อยละ 20.5 ใช้อื่น ๆ ร้อยละ 1.0 โดยไม่พบเจอในสำนักข่าวและเฟซบุ๊กในการศึกษาครั้งนี้ และเมื่อพิจารณาแผนภาพแสดงการปลุกปั่นกระแสอารมณ์ของม็อบในโลกโซเชียล พบว่า หลังจากวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา มีความพยายามจะปลุกปั่นกระแสเพิ่มขึ้น แต่หลังจากวันที่ 24 ตุลาคม เป็นต้นมาแนวโน้มกระแสข้อความการเมืองต่าง ๆ ลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตามแผนภาพที่แสดง จนถึงวันที่ 4 &amp;ndash; 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมามีกระแสเยาวชนปลดแอกโผล่ขึ้นเล็กน้อยและลดต่ำลงจนถึงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจภาคสนามประชาชนทั่วไป พบประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ความสุขของเยาวชนต่ำกว่าความสุขของคนวัยอื่น ๆ ในหลายตัวชี้วัด เช่น ความสุขต่อ อนาคต อาชีพการงาน ความสุขต่อ รายได้ของตนเอง ความสุขต่อความรักความสามัคคีของคนในชาติ และความสุขต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เป็นต้น เมื่อถามถึง ความสุขในมิติต่าง ๆ ของประชาชนวัยที่แตกต่างกัน เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า เยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี มีความสุขที่เห็นคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกันแสดงความจงรักภักดี อยู่ที่ 5.71 คะแนน คนอายุ ระหว่าง 25 &amp;ndash; 39 ปี มีความสุขที่เห็นคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกันแสดงความจงรักภักดี อยู่ที่ 6.20 คะแนน คนอายุระหว่าง 40 &amp;ndash; 59 ปี มีความสุขที่เห็นคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกันแสดงความจงรักภักดี อยู่ที่ 7.17 คะแนน และคนอายุ 60 ปีขึ้นไป มีความสุขที่เห็นคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกันแสดงความจงรักภักดี อยู่ที่ 7.58 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ เยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี มีความสุขในครอบครัว 6.85 คะแนน คนอายุระหว่าง 25 &amp;ndash; 39 ปีหรือคนเข้าสู่การทำงานระยะแรกของชีวิตมีความสุขในครอบครัวต่ำสุด ต่ำกว่าทุกกลุ่มวัยอยู่ที่ 6.19 คนอายุระหว่าง 40 &amp;ndash; 49 ปีมีความสุขในครอบครัวอยู่ที่ 7.10 และคนอายุ 60 ปีขึ้นไป มีความสุขในครอบครัวอยู่ที่ 7.51 คะแนน แต่เมื่อถามถึง ความสุขในชุมชน พบว่า เยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปีมีความสุขในชุมชนต่ำสุดคืออยู่ที่ 5.77 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน คนอายุระหว่าง 25 &amp;ndash; 39 ปีมีความสุขในชุมชนอยู่ที่ 6.12 คะแนน คนอายุระหว่าง 40 &amp;ndash; 49 ปี มีความสุขในชุมชนอยู่ที่ 6.68 คะแนน และคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมีความสุขในชุมชนอยู่ที่ 6.88 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าห่วง คือ ความสุขต่อ อนาคตและอาชีพการงาน พบว่า เยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี มีความสุขต่อ อนาคต และ อาชีพการงาน ต่ำสุด ต่ำกว่าทุกกลุ่มอายุ อยู่ที่ 5.62 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน คนอายุระหว่าง 25 &amp;ndash; 39 ปี มีความสุขต่ออนาคต อาชีพการงาน อยู่ที่ 6.08 คะแนน คนอายุระหว่าง 40 &amp;ndash; 59 ปี มีความสุขต่ออนาคต อาชีพการงาน อยู่ที่ 6.30 คะแนน และคนอายุ 60 ปีขึ้นไป มีความสุขต่ออนาคต อาชีพการงานอยู่ที่ 6.68 คะแนน นอกจากนี้ ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ความสุขต่อนักการเมือง พบว่า กลุ่มคนเกือบทุกช่วงอายุมีความสุขต่อนักการเมืองต่ำกว่าเกณฑ์เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน กลุ่มเยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี มีความสุขต่อนักการเมืองอยู่ที่ 4.85 คะแนน คนอายุระหว่าง 25 &amp;ndash; 39 ปีมีความสุขต่อนักการเมืองอยู่ที่ 5.76 คะแนน คนอายุระหว่าง 40 &amp;ndash; 59 ปี มีความสุขต่อนักการเมืองอยู่ที่ &amp;nbsp;4.85 คะแนน และคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมีความสุขต่อนักการเมืองต่ำสุดคืออยู่ที่ 4.12 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ เยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี มีความสุขต่อเศรษฐกิจของประเทศ ต่ำสุด คือ เพียง 3.82 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ในขณะที่ คนอายุ 25 &amp;ndash; 39 ปีมีความสุขต่อเศรษฐกิจของประเทศเกินครึ่งเพียงเล็กน้อยคือ อยู่ที่ 5.40 คะแนน ที่เหลือคนอายุระหว่าง 40 &amp;ndash; 59 ปีมีความสุขต่อเศรษฐกิจของประเทศต่ำกว่าเกณฑ์เช่นกันคืออยู่ที่ 4.74 คะแนน และคนอายุ 60 ปีขึ้นไปก็เช่นกันมีความสุขต่อเศรษฐกิจของประเทศต่ำกว่าเกณฑ์ คือมีเพียง 4.04 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ความสุขของประชาชนต่อ ความรักความสามัคคีของคนในชาติ ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต หรือเลวร้ายจนเกินไป ถึงแม้เยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปีมีความสุขต่อความรักความสามัคคีของคนในชาติต่ำสุดคืออยู่ที่ 5.21 คะแนน คนอายุระหว่าง 25 &amp;ndash; 39 ปีมีความสุขต่อความรักความสามัคคีของคนในชาติอยู่ที่ 6.02 คะแนน คนอายุระหว่าง 40 &amp;ndash; 59 ปีมีความสุขต่อความรักความสามัคคีของคนในชาติอยู่ที่ 6.01 คะแนนและคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมีความสุขต่อความรักความสามัคคีของคนในชาติอยู่ที่ 5.91 คะแนน ที่น่าสนใจคือ คนทุกกลุ่มวัยในวันนี้ยังมีความสุขโดยรวมอยู่ในระดับที่ค่อนข้างมีความสุข คือ เยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปีมีความสุขรวมอยู่ที่ 6.28 คะแนน คนอายุระหว่าง 25 &amp;ndash; 39 ปีมีความสุขรวมอยู่ที่ 6.21 คะแนน คนอายุ 40 &amp;ndash; 59 ปีมีความสุขรวมอยู่ที่ 6.60 คะแนน และคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมีความสุขรวมสูงสุดอยู่ที่ 6.93 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลการศึกษาเกาะติดกระแสม็อบในโลกโซเชียลพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงในทั้งรูปแบบและปริมาณของแนวโน้มที่ใช้ช่องทางการปั่นกระแสเปลี่ยนแปลงไปจาก การใช้ทวิตเตอร์ มาเป็นการใช้ อินสตาแกรม มากที่สุดในแต่ละข้อความการเมืองที่ศึกษา แต่ที่น่าพิจารณาคือ เฟซบุ๊ก กลับกลายเป็นช่องทางโซเชียลมีเดียที่อาจจะเป็นช่องทางเสริมสร้างความรู้รักสามัคคีของคนในชาติ แตกต่างไปจากช่องทางอื่น ๆ ได้อย่างดีและไม่ถูกใช้ในการปั่นยอดปั่นกระแสเชิงปริมาณที่ทำให้ดูว่ามีจำนวนเป็นล้าน ๆ บัญชีแตกต่างไปจากช่องทางโซเชียลมีเดียอื่น ๆ อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยความสุขของประชาชนนอกโลกโซเชียลครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสุขของเยาวชนกับความสุขของคนวัยที่ทำงานระยะแรกในชีวิตเป็นความสุขของกลุ่มคนที่จุดเจ็บปวด จำเป็นต้องมีมาตรการตอบโจทย์ตรงเป้าความต้องการของคนทั้งสองกลุ่มวัยนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น คนทั้งสองวัยเหล่านี้ควรจะได้รับการมุ่งเน้นที่ อนาคตที่ดี มีทัศนคติที่ดี มีงานทำ มีรายได้ดี มีจิตอาสา จะเป็นเหตุปัจจัยทำให้สถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้และผ่าน ขอให้ผู้ใหญ่มองคนวัยต้น ๆ ส่วนใหญ่เหล่านี้คือ จุดแข็งของประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ได้ ทั้งเยาวชนและคนวัยทำงานระยะแรกควรได้รับการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของพวกเขาโดยเร็วและอย่างเหมาะสมที่สุด ก่อนจะลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ จึงอย่ามองพวกเขาเป็นฝ่ายตรงข้ามแต่เร่งปรับปรุงยุทธศาสตร์บริหารอารมณ์ของเยาวชนจริงจังตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83166</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูปเปอร์โพล, ปั่นกระแส, ม็อบโซเชียลที่แปรเปลี่ยน กับ ความสุขประเทศไทยวัยที่แตกต่าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201108/image_big_5fa78f13b8308.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23611</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2018 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2018 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไพศาล&#039;ฟันธง ใครหลงปั่นกระแสเอาไม่เอาทักษิณแพ้เลือกตั้งแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ธ.ค.61- นายไพศาล พืชมงคล &amp;nbsp;กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Paisal Puechmongkol ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเลือกตั้งที่จะถึงนี้&amp;nbsp;
ประเด็นการเมือง จะไม่ใช่เรื่อง เอาทักษิณหรือไม่เอาทักษิณ&amp;nbsp;
ดังนั้นใครหลงปั่นกระแสนี้ก็จะปราชัยอย่างแน่นอน&amp;nbsp;
เพราะวันนี้ประเด็นการเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23611</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมืองเปลี่ยนไปแล้ว, นายไพศาล พืชมงคล, ปั่นกระแส, เอาไม่เอาทักษิณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180617/image_big_5b25d56bc63fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
