<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 16:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 16:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;คลัง&#039;โวรัฐวิสาหกิจลงทุนสะสมพุ่ง2.28แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย. 2564 นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2564 รัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง ที่ สคร. กำกับดูแลโดยตรงมีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม 228,231 ล้านบาท หรือคิดเป็น 93% ของแผนการเบิกจ่ายสะสม ประกอบด้วยการเบิกจ่ายงบลงทุน 11 เดือนของรัฐวิสาหกิจระบบปีงบประมาณ (ตั้งแต่ต.ค.63 &amp;ndash; ส.ค.64) 34 แห่ง จำนวน 126,584 ล้านบาท หรือคิดเป็น 84% ของแผนการเบิกจ่ายสะสม และการเบิกจ่ายงบลงทุน 8 เดือนของรัฐวิสาหกิจระบบปีปฏิทิน (ม.ค. &amp;ndash; ก.ค.64) 9 แห่ง จำนวน 101,646 ล้านบาท หรือคิดเป็น 106% ของแผนเบิกจ่ายสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การเบิกจ่ายลงทุน โดยพยายามปรับเปลี่ยนการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบจากสถานการแพร่ระบาดของโควิด-19 และผลกระทบจากการปิดแคมป์คนงาน ได้แก่ การปรับแก้ไขสัญญาเรื่องค่าปรับที่ส่งผลกระทบต่อเอกชน การเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าตามสัญญาให้แก่เอกชน การปรับแผนเบิกจ่ายในส่วนงานจัดซื้อพัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักร เพื่อทดแทนงานก่อสร้างที่ไม่สามารถดำเนินการได้ การปรับรูปแบบการดำเนินงานจากการใช้แรงงานคนเป็นการใช้ระบบอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวข้างต้นช่วยให้รัฐวิสาหกิจมีผลการเบิกจ่ายลงทุนในระดับที่ดีและเป็นไปตามแผน โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจปีปฏิทินสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ดีและเป็นไปตามแผน ซึ่งการเบิกจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจยังคงเป็นเครื่องมือที่ช่วยพยุงและกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การแพร่ระบาดของโรค ส่งผลกระทบต่อบางโครงการ/แผนงานเนื่องจากบุคลากรไม่สามารถเข้าพื้นที่ก่อสร้างหรือตรวจรับงานได้ ขาดแคลนแรงงานและไม่สามารถนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยงได้ โดยรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการในด้านต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว เช่น การประสานหน่วยงานภาครัฐ เพื่อขออนุญาตก่อสร้าง โดยมีมาตรการที่รัดกุมรองรับ การหาแรงงานและวัสดุก่อสร้างในพื้นที่ทดแทนรวมทั้ง เร่งรัดงานอื่นมาดำเนินการทดแทน เพื่อให้การลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือของภาครัฐ ในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป&amp;rdquo; นางปานทิพย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สคร. กล่าวว่า ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2564 รัฐวิสาหกิจหลายแห่งสามารถเบิกจ่ายได้เป็นไปตามแผนหรือสูงกว่าแผน เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่สามารถเบิกจ่ายได้สูงกว่าแผน อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม - มีนบุรี ของ รฟม. แผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ฉบับที่ 12 ปี 2560 - 2564 ของการไฟฟ้านครหลวง งานก่อสร้างปรับปรุงขยายระบบประปา ของการประปาส่วนภูมิภาค โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้า ระยะที่ 12 (กฟผ.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เบิกจ่ายล่าช้า เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย - จีน ระยะที่ 1 และโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม - ชุมพร ของ รฟท. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554 - 2560) ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลักครั้งที่ 9 ของการประปานครหลวง และแผนก่อสร้างศูนย์บริหารทางพิเศษ กทพ. (ระยะที่ 2) ของ กทพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117648</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปานทิพย์ ศรีพิมล, รัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_60488bc5315cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 09:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปังไม่ไหว!รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายไฟแล่บ7เดือนลงทุนกระฉูด1.3แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค. 2564 นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ณ สิ้นเดือน เม.ย. 2564 รัฐวิสาหกิจ 43 แห่งที่ สคร. กำกับดูแลโดยตรง มีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม อยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 101% ของแผนการเบิกจ่ายสะสม แบ่งเป็น การเบิกจ่ายงบลงทุน 7 เดือนของรัฐวิสาหกิจระบบปีงบประมาณ (ต.ค.63-เม.ย.64) จำนวน 34 แห่ง อยู่ที่ 9.51 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 100% ของแผนการเบิกจ่ายสะสม และการเบิกจ่ายงบลงทุน 4 เดือนของรัฐวิสาหกิจระบบปีปฏิทิน (ม.ค.-เม.ย.64) จำนวน9 แห่ง อยู่ที่ 3.52 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 105% ของแผนการเบิกจ่ายสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ในเดือน เม.ย. 2564 รัฐวิสาหกิจทั้งหมดสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ดีและเป็นไปตามแผน ซึ่งปัจจุบันรัฐวิสาหกิจหลายแห่งอยู่ระหว่างการปรับแผนการเบิกจ่ายงบลงทุน เพื่อให้สะท้อนความสามารถการเบิกจ่ายที่แท้จริงและพิจารณานำโครงการ หรือแผนงานที่สามารถเบิกจ่ายได้มาทดแทนโครงการ หรือแผนงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับโครงการลงทุนที่เริ่มมีการเบิกจ่ายล่าช้า สคร. ได้เร่งหาสาเหตุและติดตามการแก้ไขปัญหากับรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามเป้าหมายและช่วยสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในเรื่องการลงทุนภาครัฐต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สคร. กล่าวว่า ณ สิ้นเดือน เม.ย. 2564รัฐวิสาหกิจหลายแห่งสามารถเบิกจ่ายได้เป็นไปตามแผนหรือสูงกว่าแผน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่สามารถเบิกจ่ายได้สูงกว่าแผน อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ - มีนบุรี ของ รฟม. โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย &amp;ndash; จีน ระยะที่ 1 (ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา) และโครงการรถไฟฟ้าชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ &amp;ndash; รังสิต ของ รฟท. งานก่อสร้างปรับปรุงขยายระบบประปาของการประปาส่วนภูมิภาค และโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 ของ กฟผ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ดี ยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เบิกจ่ายล่าช้า เช่น โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554 - 2560) และโครงการทางวิ่งเส้นที่ 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงนครปฐม &amp;ndash; ชุมพร ของ รฟท. โครงการแผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ฉบับที่ 12 ปี 2560 - 2564 ของการไฟฟ้านครหลวง และโครงการพัฒนาระบบส่งและจำหน่ายระยะที่ 1 ของ กฟภ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104454</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปานทิพย์ ศรีพิมล, รัฐวิสาหกิจ, เบิกจ่ายงบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_60488bc5315cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95627</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 16:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนร.เห็นชอบตั้ง2บริษัทลูกของ&#039;กฟน.&#039;และ&#039;กฟผ.&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.2564 นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2564 โดยมีพลเอกประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่ง คนร. ได้พิจารณาในเรื่องต่างๆ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ เพื่อพิจารณากลั่นกรองและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจให้แก่ คนร. โดยมีนายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน คนร. เป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งในชั้นนี้ คนร. จะกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจ 4 แห่ง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (บมจ. เอ็นที) และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) (บมจ. อสมท) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจได้รับการผลักดัน อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เห็นชอบในหลักการของการจัดตั้งบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง ดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 บริษัทในเครือของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) (บริษัท MEA Smart Energy Solutions จำกัด)&amp;nbsp;เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการให้บริการให้คำปรึกษาการออกแบบ ติดตั้ง บำรุงรักษา และลงทุนด้านการบริหารจัดการระบบพลังงานทดแทน (Renewable Energy) และระบบพลังงานแบบอัจฉริยะ (Smart Energy) แบบครบวงจรเพื่อรองรับการเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดย กฟน. จะถือหุ้น 100% ของบริษัทในเครือดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 บริษัทในเครือของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของ กฟผ. และกลุ่ม กฟผ. สู่เชิงพาณิชย์ และลงทุนในธุรกิจพลังงานเพื่ออนาคต (Future Energy) โดย กฟผ. จะถือหุ้น 40% ของบริษัทในเครือดังกล่าว และมีบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) (EGCO) และบริษัท &amp;nbsp;ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ กฟผ. ร่วมถือหุ้นด้วยแห่งละ 30% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เห็นชอบหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ โดยกำหนดให้มีการประเมินผล การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการดำเนินงานตามนโยบายและภารกิจตามยุทธศาสตร์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ด้านผลการดำเนินงาน (การเงินและไม่ใช่การเงิน) และ 3) ด้านการบริหารจัดการองค์กรตาม Core Business Enablers ทั้ง 8 หัวข้อ และให้เริ่มใช้หลักเกณฑ์การประเมินผลดังกล่าวตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป เพื่อกำกับติดตาม และเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งยกระดับการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้เชื่อมโยงระหว่างความคาดหวังตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดกับความรับผิดชอบระดับองค์กรและระดับรายบุคคลของรัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คนร. ได้รับทราบความคืบหน้าในการจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นแผนที่จะกำหนดเป้าหมาย นโยบาย และทิศทางในการพัฒนารัฐวิสาหกิจในระยะ 5 ปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนต่างๆ ในภาพรวมของประเทศ โดยแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจจะมีระยะเวลาสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 &amp;ndash; 2570) และคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ในช่วงต้นปี 2565 เพื่อให้รัฐวิสาหกิจนำไปประกอบการจัดทำแผนวิสาหกิจ 5 ปี และแผนปฏิบัติการประจำปีให้สอดคล้องต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95627</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้งบริษัทลูก, ปานทิพย์ ศรีพิมล, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_60488bc5315cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
