<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;ร้องสำนักพุทธฯสอบ&#039;มหาสมปอง&#039;เข้าข่ายอวดอุตตริมนุสสธัมม์ ต้องปาราชิก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค.64- นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฎเป็นการทั่วไปในโชเชียลมีเดียและสื่อมวลชนอย่างแพร่หลาย กรณีที่พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์ชื่อดังแห่งวัดสร้อยทอง ได้ช่วยรีวิวแนะนำสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมให้กับบริษัทเอกชนรายหนึ่ง โดยช่วยโฆษณาสรรพคุณให้อย่างเลิศเลอไม่กระดากปาก ทั้งๆที่ฐานานุรูปของตนนั้นเป็นถึงสมณะหรือเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา เป็นสาวกขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้อนุญาตให้เป็นตัวแทนของพระองค์ในการเผยแพร่หลักธรรมเพื่อให้ทุกคนหลุดพ้นจากกิเสสตัณหามุ่งสู่นิพพานเป็นที่ตั้ง หาใช่ทำตนเป็นสาวกของบริษัทเอกชน ที่มุ่งแสวงหากำไรและผลประโยชน์เป็นอาจิณไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำดังกล่าว เป็นโลกวัชชะ ที่ถูกสังคมย่อมติเตียน และอาจต้องอธิกรณ์เข้าข่ายอวดอุตตริมนุสสธัมม์ คือ การโอ้อวดความสามารถของตัวเอง อันเป็นโทษที่ร้ายแรงหนึ่งในปาราชิก ข้อที่ 4 ซึ่งอาจต้องหลุดพ้นจากการเป็นพระภิกษุได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ล่าสุดพระมหาสมปองยังได้ยอมรับไปเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ให้กับสโมสรฟุตบอล ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจเอกชน เพื่อหวังสร้างภาพลักษณ์ทำการตลาดสร้างกำไรให้กับสโมสร อันขัดต่อศีลบัญญัติ 227 ข้อที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุไว้โดยชัดแจ้ง อาทิ อาบัติสังฆาทิเสสข้อที่ 13 คือ ทำตัวเป็นเหมือนคนรับใช้ ยอมตนให้คฤหัสถ์ใช้สอย ประจบคฤหัสถ์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บุคคลใดก็ตามที่กระทำการดังกล่าวได้ อาจมิใช่การกระทำของพระภิกษุผู้มีศีลในบวรพุทธศาสนา หากแต่เป็นอลัชชี-เดียรถีย์หนีเข้ามาแอบบวชได้ ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขาของมหาเถรสมาคม จักต้องรีบดำเนินการไต่สวนและสอบสวนกรณีดังกล่าวเสียโดยเร็ว หากเป็นความผิดจะได้รีบกำจัดออกไปเสียจากพุทธศาสนา เพื่อไม่ให้ผู้ใดก็ตามที่โกนหัวห่มเหลืองแล้วแสร้งมาทำตนเป็นพระให้ผู้คนหลงกราบไหว้ มากระทำการอันไม่เหมาะสม ทำลายพระพุทธศาสนาเยี่ยงนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีอนุชา นาคาศัย ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแลในเรื่องนี้อยู่ และผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้ตำรวจพระเร่งสอบสวนเอาผิดบุคคลที่ทำตัวเป็นอลัชชี-เดียรถีย์เหล่านี้เสีย เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการมหาเถรสมาคม เพื่อมิให้พระภิกษุรูปอื่นๆ ยึดถือเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีต่อไป นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101691</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรึกษากิตติมศักดิ์สโมสรฟุตบอล, ปาราชิก, พระมหาสมปอง, ศรีสุวรรณ จรรยา, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_6090b208cd9fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10299</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2018 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2018 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไพศาล&#039;ชี้พุทธะอิสระยังคงเป็นพระ แต่โกงเงินทอนวัดปาราชิกแล้ว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค.61 -&amp;nbsp; นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี(พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความ &amp;quot;คลายข้อสงสัย เรื่องการขาดจากความเป็นภิกษุ!!&amp;quot; ลงในเพจเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkolว่า Paisal Puechmongkol &amp;nbsp;ว่า 1. หลวงปู่พุทธะอิสระ ยังคงเป็นพระภิกษุสงฆ์ เพราะยังครองศีล บริสุทธิ์ ไม่ต้องอาบัติปราชิกและไม่ได้ลาสิกขาบท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. แก๊งอลัชชีโกงเงินทอนวัดถึงแม้ไม่ได้เปล่งวาจาลาสิกขาบทแต่ก็พ้นจากความเป็นภิกษุเพราะต้องอาบัติปราชิกเนื่องจากเจ้าพนักงานมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าโกงเงินทอนวัด และมีหลักฐานว่ามีการเสพเมถุน ซึ่งต้องด้วยปาราชิก 2 ข้อ ขาดจากความเป็นภิกษุทันที ที่ล่วงอาบัตินั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ไม่เปล่งวาจาลาสิกขาบทไม่มีผลสำหรับผู้ต้องปาราชิก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10299</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตเงินทอนวัด, ปาราชิก, พุทธะอิสระ, เปล่งวาจาลาสิกขา, ไพศาล พืชมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180127/image_big_5a6c0c7045a8c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2018 08:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2018 08:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการชี้ &#039;พุทธะอิสระ&#039; ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค. 61 - &amp;nbsp;รศ.สุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Suvinai Pornavalai ว่า&amp;quot;คลิปให้สัมภาษณ์ของท่านไพบูลย์ นิติตะวัน หลังจากเข้าเยี่ยมหลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปประเด็นคำให้สัมภาษณ์ ก) หลวงปู่ฯ ยังเป็นพระเพราะไม่ได้เปล่งวาจาสึก ข) คดีที่ถูกกล่าวหาไม่เข้าข่ายเป็นปาราชิก ๔ หมายถึงว่าถ้าคดีถึงที่สุดก็ไม่อาจทำให้ท่านขาดจากความเป็นพระ (ขังได้แต่ตัว) ค) หลวงปู่ฯ ไม่ประสงค์ให้ฟ้องรัองกล่าวโทษตำรวจชุดจับกุม แต่กลับบอกว่ารัฐบาลทำดีแล้ว เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา ง) หลวงปู่ฯ ไม่ประสงค์จะประกันตัวช่วงนี้ ขออยู่ในเรือนจำเพื่อนั่งกรรมฐานต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครดิต : ไพบูลย์ นิติตะวัน
พี่อ้น : เป็นนักข่าว (จำเป็น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;*******&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอมเมนต์จากผม(สุวินัย) &amp;nbsp;ประเด็นที่สำคัญที่สุดของเรื่องราวนี้ อยู่ที่หลวงปู่พุทธะอิสระท่านยังเป็นพระอยู่เพราะไม่ได้เปล่งวาจาสึก ต่อให้คดีที่กล่าวหาหลวงปู่ถึงที่สุดก็ไม่อาจทำให้ท่านขาดจากความเป็นพระได้ เพราะคดีที่ท่านถูกกล่าวหาไม่เข้าข่ายเป็นปาราชิก 4 &amp;nbsp;เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าท่านได้มีเวลาเป็นของตนเองเพื่อบำเพ็ญกรรมฐานในเรือนจำน่าจะดีกว่า.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10025</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุกจับพระคากุฏิ, ปาราชิก, พุทธะอิสระ, สุวินัย ภรณวลัย, หลวงปู่พุทธะอิสระ, เปล่งวาจาลาสิกขา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180526/image_big_5b08af2d0dcbf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2018 01:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2018 23:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลวงปู่ซัดทนายธรรมกายเย่อหยิ่งจองหอง ลั่นไม่ถอนฟ้องกล่าวหาปาราชิก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;28 เม.ย.61 - พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม &amp;nbsp;หรือ หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม &amp;nbsp; โพสต์ข้อความ&amp;rdquo;เมื่อไม่สำนึกผิด ก็อย่ามาขอร้อง&amp;rdquo;ว่าหลายท่านคงได้ดูการถ่ายทอดสด กรณีทนายประสิทธิ์ สันจิตร สาวกธรรมกาย เข้ามาขอโทษตามคำสั่งศาลแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรียกว่า พอมาถึงก็อย่างที่ท่านได้เห็น คือประมาณว่าท่องมาแบบติดปาก เหมือนกับพระ-เณรในวัดอ้อน้อยท่องได้ นั้นคือการขอขมาต่อพระรัตนตรัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่พอได้พูดคุยซักถาม ในประเด็นว่า ทำไมถึงได้มากล่าวหาฉันด้วยอาบัติปาราชิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาก็ยังปฏิเสธว่า ไม่ได้กล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอเรานำหลักฐานเดิมที่เขากล่าวหามายืนยัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาก็ไพล่ไปว่า แค่ต้องการให้มีการตรวจสอบตามสิทธิ์อันพึงมีเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอเราถามว่า เหตุผลใดที่คุณจึงอยากตรวจสอบฉัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาตอบว่า ต้องการตรวจสอบเพราะเราไปยุ่งการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจึงถามไปว่า ประเทศนี้มีแค่พุทธะอิสระเท่านั้นหรือที่ไปยุ่งการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาตอบว่า เขาไม่รู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอเราถามว่า คุณแน่ใจหรือว่า คุณไม่รู้จริงๆ คุณกล้าสาบานไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาก็ทำกิริยาอึกอักแล้วก็เลียงไปพูดเรื่องอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พุทธะอิสระจึงพิจารณาเห็นว่า พฤติกรรมของทนายประสิทธิ์ ผู้นี้ยังไม่มีจิตรู้สำนึกถึงความผิดของตนเอง ที่กระทำต่อเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วเขายังกล้าบอกว่า เขาทำตามหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งที่เราได้พูดยกตัวอย่าง ให้เขาระลึกรู้ว่า ทำไมเขาถึงได้มาจ้องแต่จะตรวจสอบเรา ทั้งที่มีผู้ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อีกมากมาย ทำไมเขาไม่ตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเขาปฏิเสธที่จะแสดงความสำนึกผิด ซึ่งผิดเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้ จึงไม่มีเหตุอันควรให้ถอนฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และควรต้องดำเนินคดี ทั้งเพ่งและอาญาสืบไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้จะรู้สึกไม่สบายใจนัก แต่ก็ต้องทำเพื่อให้รู้สึกนึกผิดชอบชั่วดี เข็ดหลาบเสียบ้าง&amp;nbsp;อ่านฉบับเต็ม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8080</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถอนฟ้อง, ทนายประสิทธิ์, ทนายวัดธรรมกาย, ปาราชิก, พุทธะอิสระ, หลวงปู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180428/image_big_5ae49fca8bd71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2018 10:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2018 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทนายธรรมกายขอขมา&#039;พุทธะอิสระ&#039;หลังป้ายสีปาราชิก&#039;หลวงปู่&#039;สวดยับเผ่าพันธุ์จานบิน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เม.ย.61 - พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม &amp;nbsp;หรือ หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม &amp;nbsp;โพสต์ข้อความ &amp;quot;พวกปากกล้าขาสั่น นี่แหละสันดานธาตุแท้ของสาวกธรรมกายล่ะ&amp;quot;ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า &amp;quot;ท่านทั้งหลายลองอ่านถ้อยคำเว้าวอนของทนายประสิทธิ์ สาวกลัทธิจานบินที่ไปเขียนคำสารภาพบาปต่อหน้าศาลจังหวัดนครปฐมสดๆ ร้อนๆ เมื่อวาน ดูกันบ้างเผื่อจะเป็นเครื่องเตือนใจพวกปากกล้า ขาสั่นว่าท่านทั้งหลายที่ชอบเข้ามาด่าว่าใส่ร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าคิดจะสู้กับพญาราชสีห์อย่างพุทธะอิสระก็ต้องกล้าติดคุกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่ามาทำพฤติกรรมปัญญาอ่อนซ้ำๆ ซากๆ เหมือนกันทั้งแก๊งค์แบบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปากกล้า เก่งอยู่แต่หน้าคีย์บอร์ดพอถูกหมายศาลเรียกทำเป็นคอตก หน้าซีด ขาสั่น แล้วออกมาว่า &amp;ldquo;ผมขอโทษ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เข้าใจว่าทำไม พวกเผ่าพันธุ์นี้มันถึงได้กลัวความจริงกันนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือมันมีสันดานเช่นนี้กันทั้งแก๊ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สู้อุตส่าห์ขวนขวายเล่าเรียนมาจนมีความรู้สอบได้เป็นถึงทนายความ มันน่าจะนำความรู้ไปช่วยคนที่เขาไม่มีความรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ไอ้เผ่าพันธุ์จานบินนี่ ดันใช้ความรู้มาใส่ร้ายป้ายสีไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างนี้มันต้องเอาให้เข็ดหลาบ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7536</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทนายประสิทธิ์, ทนายวัดธรรมกาย, ธรรมกาย, ปาราชิก, พระพุทธะอิสระ, หลวงปู่พุทธะอิสระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180417/image_big_5ad5ccd637fb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2018 20:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2018 20:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘ปาราชิก’ หลวงปู่พุทธะอิสระเสนอธรรมะวันละคำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐมได้โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อธรรมะวันละคำว่า &amp;ldquo;วันนี้เสนอคำว่า ปาราชิก&amp;rdquo; คำว่า ปาราชิก เป็นชื่อของอาบัติอย่างหนักที่แก้ไขไม่ได้ ใช้ปรับอาบัติแก่ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เท่านั้น ซึ่งแปลว่า ผู้พ่าย หมายถึงภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว จักพ่ายแพ้ต่อมรรคผล นิพพาน และคุณอันยิ่งแห่งพรหมจรรย์นี้ ท่านเปรียบภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิก เหมือนกับต้นตาลยอดด้วน หรือ ต้นมะพร้าวที่ยอดและไส้ขาด รอวันตาย มิอาจเจริญเติบโตขยายพันธุ์ใดๆ ได้เลยในชาตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลเหตุให้ภิกษุต้องอาบัติปาราชิกแล้วแก้ไขมิได้เลยมี 4 อย่างคือ 1. เสพเมถุน 2. ลักของเขา 3.ฆ่าสัตว์ในปาราชิกนี้ หมายเอาการฆ่ามนุษย์ 4.อวดอุตริมนุสธรรม ซึ่งเป็นธรรมอันยิ่งกว่าธรรมทั้งปวงที่ไม่มีในตนเอง อวดเพื่อต้องการให้ผู้ฟังหลงเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปาราชิกทั้ง 4 สิกขาบทหรือสี่ข้อนี้ ต้องประกอบไปด้วยสจิตตกะ คือ มีเจตนาที่จักกระทำ จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม&amp;nbsp;หากมีเจตนาเสพเมถุน หรือลักทรัพย์ หรือฆ่ามนุษย์ หรืออวดอุตริ ล้วนต้องอาบัติปาราชิก สิกขาบทใดสิกขาบทหนึ่ง แล้วต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุทั้งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีผู้ถามว่า กรณีทุจริตเงินทอนวัดก็ดี ทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของคณะสงฆ์ก็ดี และทุจริตเงินงบประมาณสารพัดโครงการที่มีภิกษุเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องด้วยก็ดี การที่ท่าน ผอ.สำนักพุทธ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ปรับอาบัติปาราชิกแก่กรรมการมหาเถรสมาคมทั้ง 3 คนคือ 1.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา 2.พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม 3.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เช่นนี้จะถูกผิดอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะว่ากันตามหลักพระธรรมวินัยแล้ว ฆราวาสไม่สามารถปรับอาบัติปาราชิกแก่ภิกษุใดได้ แม้จักเป็นผู้รู้ธรรมรู้วินัยก็ตาม แต่ฆราวาสสามารถทำการโจทหรือโพนทะนา ประกาศ ประจาน บอกกล่าว แจ้งความ แก่คณะสงฆ์ว่าภิกษุรูปใดต้องอาบัติปาราชิก ด้วยมูลความผิดตรงกับสิกขาบทหรือข้อใด เมื่อพระภิกษุรูปใดทราบเรื่องแล้วต้องนำข้อกล่าวหาของฆราวาสผู้นั้นไปแจ้งแก่ประธานสงฆ์ หรือคณะสงฆ์ให้ได้ทราบ เพื่อทำการไต่สวน แต่หากพระภิกษุผู้ได้รับทราบการกล่าวหา ซึ่งอาจจะเป็นประธานสงฆ์ก็ดี คณะสงฆ์ก็ดี รู้เรื่องแล้ว กลับนิ่งเฉยไม่ทำการไต่สวน องค์พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น เมื่อคณะสงฆ์หรือประธานสงฆ์ ทำการตรวจสอบทั้งฝ่ายผู้โจทและภิกษุผู้ถูกโจทแล้ว เห็นว่าผิดจริงก็จักปรับอาบัติปาราชิกแก่ภิกษุนั้น ในกรณีนี้ใช้เฉพาะภิกษุหน้าด้าน ไม่ยอมรับผิด จึงต้องเปิดศาลสงฆ์ไต่สวนและปรับอาบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งว่ากันตามความจริงแล้ว จะเป็นอาบัติปาราชิกหรือไม่นั้น มิใช่ที่ขบวนการไต่สวน แต่อาบัติปาราชิกเกิดขึ้นทันทีในขณะที่ภิกษุนั้นทำเหตุแห่งอาบัติปาราชิก ให้เกิดขึ้นจนเป็นผลสำเร็จเมื่อใด เมื่อนั้นก็ต้องอาบัติปาราชิกทันที โดยมิต้องมีใครโจทหรือรอผลไต่สวนด้วยซ้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวน ก็เพราะภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิก ผู้นั้นไม่มีความละอาย เป็นผู้เก้อยาก ขาดความรับผิดชอบ ไม่แยกแยะดีชั่ว จึงต้องมีขบวนการไต่สวนเอาไว้ขจัดพวกอลัชชีหน้าด้าน อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี่ล่ะ มีผู้ถามต่อว่า กรณีลักทรัพย์ของกรรมการมหาเถรสมาคมและภิกษุผู้เกี่ยวข้องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากว่ากันตามหลักพระธรรมวินัยแล้ว มูลค่าของทรัพย์ที่ลัก จักมูลค่าเท่าไรจึงจะต้องอาบัติปาราชิก ตอบว่าการลักทรัพย์ที่กำหนดตามหลักพระธรรมวินัย ทรัพย์นั้นต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 มาสก ต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งท่านก็แยกชนิดของทรัพย์ที่ลักเอาไว้ 2 ชนิดคือ สังหาริมทรัพย์ ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ และอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลักทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้มีมูลค่าเกิน 5 มาสกหรือเท่ากับราคาปัจจุบัน 300 บาท ทำให้พ้นจากพื้นแค่เส้นผมรอดได้ ด้วยเจตนาที่จะลัก เช่นนี้ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว โดยมิต้องให้ใครมาโจท ส่วนการลักทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้จะสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ลักก็ต่อเมื่อ ทำให้เสียสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของทรัพย์เดิม หรือทำให้เจ้าของทรัพย์เดิมทอดอาลัยสละสิทธิ์ เช่น ที่ดิน บ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งท่านยังแจกแจงอาการลัก ที่เป็นเหตุให้ต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นภิกษุเอาไว้ถึง 13 อย่าง เรียกว่า อวหาร คือ 1.ลัก ได้แก่อาการถือเอาทรัพย์ที่เคลื่อนจากฐานได้ ด้วยไถยจิต (จิตคิดจะลัก) อันเป็นอาการแห่งขโมย 2.ชิงหรือวิ่งราว ได้แก่อาการที่ชิงเอาทรัพย์ที่เขาถืออยู่ ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง 3.ลักต้อน ได้แก่อาการที่ขับต้อนหรือจูงปศุสัตว์ หรือสัตว์พาหนะไป 4.แย่ง ได้แก่อาการที่เข้าแย่งเอาของซึ่งคนถือทำตก 5.ลักสับ ได้แก่สับสลากชื่อตนกับชื่อผู้อื่นในกองของด้วยหมายจะเอาสลากที่มีราคา การถือเอาทรัพย์เป็นอสังหาริมทรัพย์ กำหนดว่าถึงที่สุดด้วยขาดกรรมสิทธิ์แห่งเจ้าของดังนี้ 6.ตู่ ได้แก่อาการกล่าวตู่ เพื่อจะเอาที่ดินเป็นของตัว แม้เจ้าของจะขอคืนก็ไม่ยอม 7.ฉ้อ ได้แก่อาการที่รับของฝากแล้วเอาเสีย 8.ยักยอก ได้แก่อาการที่ภิกษุผู้เป็นภัณฑาคาริก มีหน้าที่รักษาเรือนคลังนำเอาสิ่งของที่รักษานั้นไปจากเขตที่ตนมีกรรมสิทธิ์รักษาด้วยไถยจิต 9.ตระบัด ได้แก่อาการที่นำของต้องเสียภาษี จะผ่านด่านที่เก็บภาษีซ่อนของเหล่านั้นเสีย 10.ปล้น ได้แก่อาการชักชวนกันไปทำโจรกรรม ลงมือบ้าง มิได้ลงมือบ้าง ต้องอาบัติถึงที่สุดด้วยกันทั้งนั้น 11.หลอกลวง ได้แก่อาการที่ทำปลอม เช่น ทำธนบัตรปลอม เป็นต้น ต้องอาบัติด้วยทำสำเร็จ 12.กดขี่หรือกรรโชก ได้แก่อาการที่ใช้อำนาจข่มเหงเอาทรัพย์ของผู้อื่นดังราชบุตรเก็บค่าอากรเกินพิกัด อาบัติถึงที่สุดในขณะได้ของมา 13.ลักซ่อน ได้แก่อาการที่เห็นของเขาทำตก แล้วเอาของมีใบไม้เป็นต้น ปกปิดเสีย อาบัติถึงที่สุดขณะทำสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีคดีทุจริตเงินทอนวัดก็ดี ทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของพระภิกษุก็ดี หรือทุจริตเงินอุดหนุนพระธรรมทูตก็ดี เข้าข่ายอวหารข้อที่ 8 ว่าด้วยการยักยอก ทีนี้ท่านทั้งหลาย คงพอจะเข้าใจมูลเหตุของอาบัติปาราชิกในข้อหาลักทรัพย์กันพอสมควรแล้ว ต่อไปเราท่านทั้งหลาย ก็มาคอยลุ้น คอยเชียร์ท่าน ผอ.สำนักพุทธ ว่าจะสามารถลากไส้เน่าในองค์กรปกครองสงฆ์มากำจัดได้หรือไม่ เพราะยังมีเงินอุดหนุนพระธรรมทูต เงินอุดหนุนโครงการบ้านศีลห้า เงินอุดหนุนการจัดกิจกรรมพิเศษในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และเงินอุดหนุนมหาลัยสงฆ์ ทั้งสองแห่งที่หายไปและถูกนำไปใช้ผิดประเภท ซึ่งก็รอ ผอ.สำนักพุทธ ปปป. ป.ป.ช. คสช. เข้าไปตรวจสอบว่าเงินมันรั่วไหลหายไปไหน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7376</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ป.ป.ช., ปปป., ปาราชิก, พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์, พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม, พศ., หลวงปู่พุทธะอิสระ, เงินอุดหนุน, เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180127/image_big_5a6c1e9a8d473.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
