<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>35143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2019 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2019 20:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บรูไนยืนยันไม่บังคับใช้โทษปาหินประหารชีวิตเกย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนทรงยืนยันว่า บรูไนจะไม่บังคับใช้โทษปาหินประหารชีวิตชายรักร่วมเพศและการคบชู้ภายหลังโดนทั่วโลกต่อต้านหนัก ขณะนักวิจารณ์เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายชะรีอะฮ์ที่รุนแรงทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายหลักอิสลามฉบับใหม่ ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนที่แล้ว บัญญัติโทษประหารชีวิตด้วยการปาหินในความผิดฐานมีเพศสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศระหว่างผู้ชายและการคบชู้ นอกจากนี้ยังกำหนดบทลงโทษตัดมือตัดเท้าในคดีลักทรัพย์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจของบรูไนทำให้กลุ่มสิทธิ, รัฐบาลหลายประเทศ และองค์การสหประชาชาติประณามว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน และบรรดาคนดังนำโดย จอร์จ คลูนีย์ นักแสดงฮอลลีวู้ด รณรงค์ให้บอยคอตโรงแรมที่บรูไนเป็นเจ้าของ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในพระราชดำรัสถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เมื่อคืนวันอาทิตย์ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ มีรับสั่งเกี่ยวกับบทลงโทษรุนแรงดังกล่าวว่ามีคำถามและมีการรับรู้ที่ผิดมากมายเกี่ยวกับกฎหมายชะรีอะฮ์ ทั้งกฎหมายจารีตประเพณีและกฎหมายชะรีอะฮ์มีเจตนาเพื่อรักษาสันติสุขและความกลมเกลียวของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรูไนมีบทลงโทษประหารชีวิตผู้ที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงบางประเภท อาทิ การฆาตกรรมและยาเสพติด ด้วยวิธีการแขวนคอตามกฎหมายอาญาทั่วไป ซึ่งบังคับใช้เคียงคู่กับชะรีอะฮ์ แต่บรูไนก็ไม่ได้ประหารชีวิตนักโทษมานานหลายสิบปีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระราชาธิบดีตรัสว่า ในทางทฤษฎี บรูไนระงับการบังคับใช้โทษประหารชีวิตตามกฎหมายจารีตประเพณี และการระงับการบังคับใช้บทลงโทษนี้ก็จะถูกนำมาปฏิบัติกับคดีภายใต้หลักชะรีอะฮ์ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระนั้นกลุ่มสิทธิต่างกล่าวกันว่า คำประกาศระงับการบังคับใช้โทษประหารชีวิตตามกฎหมายอิสลามของบรูไนนั้นยังไม่เพียงพอ แมทธิว วูลฟี ผู้ก่อตั้งกลุ่มเดอะบรูไนโปรเจ็กต์ กล่าวกับเอเอฟพีว่า คำประกาศนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งใด และไม่ได้คลายความกังวลด้านสิทธิมนุษยชนลงเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โทษปาหินประหารชีวิตนั้นเป็นโทษสูงสุดที่กำหนดใช้กับพฤติกรรมรักร่วมเพศของผู้ชาย แต่ผู้กระทำผิดอาจถูกลงโทษจำคุกนานหลายปีหรือโบยแทนได้ ส่วนผู้หญิงที่พฤติกรรมรักร่วมเพศมีบทลงโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี หรือโบย 40 ที โทษโบยและจำคุกรวมถึงการตัดมือตัดเท้านั้นไม่ได้อยู่ในข่ายการระงับใช้ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35143</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรูไน, ประหารชีวิตเกย์, ปาหิน, สุลต่านบรูไน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190506/image_big_5cd037f982aea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2019 21:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2019 21:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บรูไนเริ่มบังคับใช้กฎหมายอิสลาม ปาหินประหารชีวิตเกย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;บรูไนเริ่มใช้กฎหมายอาญาตามหลักกฎหมายอิสลามฉบับใหม่ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน เพิ่มโทษรุนแรงความผิดฐานคบชู้และรักร่วมเพศ โดยเฉพาะผู้ชายมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตด้วยการปาหิน องค์กรนานาชาติและกลุ่มสิทธิประณามป่าเถื่อน เหล่าคนดังรณรงค์คว่ำบาตรโรงแรมบรูไน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คู่รักเพิ่งแต่งงานถ่ายรูปที่มัสยิดสุลต่านโอมาร์อาลีไซฟุดดินในกรุงบันดาเสรีเบกาวัน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน มีพระราชประสงค์ให้บรูไนใช้กฎหมายชะรีอะฮ์หรือหลักกฎหมายอิสลาม อย่างเคร่งครัดมาตั้งแต่ปี 2556 หลังจากเลื่อนการบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบมานานหลายปี วันพุธที่ 3 เมษายน 2562 ทางการบรูไนยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งทำให้ประเทศเล็กๆ บนเกาะบอร์เนียวประเทศนี้เป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้กฎหมายชะรีอะฮ์ในระดับประเทศ แบบเดียวกับอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดิมบรูไนเริ่มใช้กฎหมายชะรีอะห์ชุดแรกเมื่อปี 2557 แต่ครอบคลุมความผิดและบทลงโทษที่เข้มงวดน้อยกว่า เช่น การลงโทษปรับหรือจำคุกกรณีความผิดเช่นกระทำอนาจารหรือไม่ละหมาดวันศุกร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่กระทรวงการศาสนาคนหนึ่งกล่าวกับเอเอฟพี ยืนยันว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 3 เมษายน ตามคำประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่รัฐบาลอีกคนที่ไม่เปิดเผยนาม ก็ยืนยันว่ากฎหมายนี้เริ่มมีผลบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีกล่าวว่า กฎหมายอาญาอิสลามนี้มีบทลงโทษที่รุนแรง เช่น ตัดมือตัดเท้าหากเป็นความผิดฐานลักทรัพย์, การข่มขืนและปล้นทรัพย์มีบทลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต และอีกหลายฐานความผิดเช่นการดูหมิ่นศาสดามุฮัมมัดนั้น มีผลบังคับใช้ทั้งกับผู้ที่ไม่ได้เป็นมุสลิมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทว่า การกำหนดความผิดทางอาญาและบทลงโทษรุนแรงที่ก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติและองค์กรสิทธิมากที่สุดคือ การห้ามพฤติกรรมรักร่วมเพศ และกำหนดบทลงโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตด้วยการปาหิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนการบังคับใช้กฎหมายชะรีอะฮ์นี้ กฎหมายบรูไนห้ามการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายอยู่แล้ว โดยกำหนดบทลงโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี แต่ตามกฎหมายอาญาอิสลามฉบับใหม่ ความผิดฐานรักร่วมเพศระหว่างผู้ชายคือการประหารชีวิตด้วยการปาหิน ส่วนรักร่วมเพศระหว่างผู้หญิงนั้นมีโทษตั้งแต่โบยด้วยหวาย 40 ครั้ง หรือโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายแม้นานาชาติจะพยายามทักท้วงและคัดค้านอย่างแข็งขัน กระตุ้นความตื่นกลัวทั่วโลก องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า กฎหมายนี้โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ส่วนนักแสดงและบุคคลมีชื่อเสียงระดับโลก นำโดยจอร์จ คลูนีย์ นักแสดงอเมริกัน และเอลตัน จอห์น นักร้องชาวอังกฤษ เรียกร้องให้คว่ำบาตรโรงแรมของบรูไน 9 แห่งในยุโรปและสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียขององค์กรฮิวแมนไรต์วอชต์ กล่าวถึงกฎหมายนี้ว่าโหดร้ายป่าเถื่อนถึงแก่นที่กำหนดบทลงโทษล้าสมัยกับพฤติกรรมที่ไม่ควรเป็นความผิดทางอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหภาพยุโรปออกแถลงการณ์วิจารณ์ว่า บทลงโทษใหม่บางประการนั้นเทียบเท่ากับการทารุนทรมาน, การกระทำโหดร้าย, ไร้มนุษยธรรม และลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า สมเด็จพระราชาธิบดี ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานอันดับ 2 ของโลกและมีพระราชทรัพย์มากมายมหาศาล มีพระราชประสงค์เพิ่มความน่าเชื่อถือด้านอิสลามของพระองค์ในสายตากลุ่มคนหัวอนุรักษนิยม ในช่วงยามที่รายได้ของประเทศผู้พึ่งพาน้ำมันชาตินี้ลดน้อยลงเพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังไม่แจ้งชัดด้วยว่าการลงโทษประหารชีวิตด้วยการปาหินจะถูกนำมาบังคับใช้จริงหรือไม่ เพราะบรูไนไม่ได้ประหารชีวิตนักโทษมานานหลายสิบปีแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32940</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายชะรีอะฮ์, กฎหมายอาญาอิสลาม, บรูไน, ประหารชีวิตเกย์, ปาหิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190403/image_big_5ca4b7d77d855.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2018 20:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2018 20:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039; ขู่ สั่งกองทัพยิงผู้อพยพอเมริกากลางปาหินใส่ทหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อย่างโหด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายหลายพันคนที่กำลังเคลื่อนคาราวานจากเม็กซิโกมายังสหรัฐว่า ทหารที่รัฐบาลส่งไปสนับสนุนการรักษาชายแดนสามารถยิงผู้อพยพจากอเมริกากลางที่ขว้างปาก้อนหินใส่ทหาร โดยสหรัฐจะไม่ยอมให้ผู้อพยพทำแบบเดียวกับที่ทำกับตำรวจ-ทหารเม็กซิกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับนักข่าวที่ห้องรูสเวลต์ในทำเนียบขาว เกี่ยวกับนโยบายผู้อพยพเข้าเมือง เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีสหรัฐใช้ถ้อยคำข่มขู่อย่างดุดันแบบรายวันเมื่อใกล้ถึงวันเลือกตั้งกลางเทอมวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายนนี้ โดยกล่าวหาพรรคเดโมแครต ซึ่งหวังจะทวงที่นั่งเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่งของ ว่าต้องการเปิดพรมแดนต้อนรับพวกคนโฉด, นักข่มขืน และภัยคุกคามอีกสารพัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า กลุ่มผู้อพยพเข้าเมืองหลายพันคนที่กำลังเดินเท้าผ่านเม็กซิโกมายังชายแดนสหรัฐ ได้ขว้างปาก้อนหินใส่ตำรวจเม็กซิกัน &amp;quot;อย่างดุร้ายและรุนแรง&amp;quot; แต่สหรัฐจะไม่ยอมทนกับเรื่องแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พวกเขาอยากปาก้อนหินใส่ทหารของเรา ทหารของเราก็จะสู้กลับ&amp;quot; ทรัมป์กล่าวระหว่างการนำเสนอนโยบายอื้อฉาวของเขาว่าด้วยการปราบปรามผู้อพยพ ที่เขาเรียกว่าพวกเข้าเมืองผิดกฎหมายที่ควบคุมไม่ได้ &amp;quot;ผมบอกพวกเขา (ทหาร) ให้ถือว่า มัน (ก้อนหิน) คือปืนไรเฟิล เมื่อพวกนั้นขว้างปาก้อนหินแบบที่ทำกับทหารและตำรวจเม็กซิกัน ก็ให้ถือว่ามันคือไรเฟิล&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านพันโทเจมี เดวิส โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวตอบคำถามของเอเอฟพีว่า กองทัพจะไม่สนทนาถึงสถานการณ์ที่เป็นสมมติฐานเรื่องการใช้กำลัง แต่ทหารของเราได้รับการฝึกมาอย่างมืออาชีพที่ได้รับสิทธิในการป้องกันตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาย้ำด้วยว่า กองทัพสหรัฐปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนภารกิจของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และกองการศุลกากรและป้องกันชายแดน ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการรักษากฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มบุคคลที่ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวถึงเพื่อเน้นย้ำคำกล่าวอ้างของเขาที่ว่าจะดำเนินการกับ &amp;quot;การรุกราน&amp;quot; นี้ คือกลุ่มของผู้อพยพยากจนที่หดจำนวนลงเหลือราว 2,000 คนที่กำลังพยายามเดินทางผ่านเม็กซิโกขึ้นเหนือ แต่ก็ยังอยู่ห่างไกลจากชายแดนสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่พักชั่วคราวของผู้อพยพชาวฮอนดูรัสในคาราวานที่มุ่งหน้าสู่สหรัฐ จัดตั้งอยู่บนสนามฟุตบอลในเมืองมาตีอัสโรเมโรของเม็กซิโก เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์กล่าวว่า นับจากนี้ไป สหรัฐจะหยุดใช้นโยบายที่อนุญาตให้ผู้ที่ขอลี้ภัยทางการเมืองเมื่อมาถึงพรมแดนสหรัฐเข้าประเทศ เว้นแต่ว่าคนเหล่านั้นจะข้ามแดนผ่านจุดผ่านแดนที่ถูกกฎหมายก่อน คนเข้าเมืองที่โดนจับกุมที่ชายแดนนั้นจะถูกส่งตัวไปยังค่ายพักกระโจมหรือสถานที่พักอื่นๆ จนกว่าสหรัฐจะสามารถเนรเทศพวกเขา หรือคำขอลี้ภัยได้รับการอนุมัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิจารณ์หลายคนกล่าวว่า การทบทวนเปลี่ยนแปลงนโยบายให้ที่ลี้ภัยแบบนี้อาจละเมิดกฎหมายของสหรัฐที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ทรัมป์ปฏิเสธเสียงวิจารณ์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ ซึ่งชูนโยบายแข็งกร้าวด้านคนเข้าเมืองมาตั้งแต่การหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสหรัฐเมื่อปี 2559 ยืนกรานว่า แนวทางของเขาถูกกฎหมายอย่างแน่นอน รัฐบาลสหรัฐกำลังหยุดคนพวกนี้ไว้ที่ชายแดน นี่คือการรุกรานแต่กลับไม่มีใครตั้งคำถามถึงสิ่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรากำลังจะออกคำสั่งของฝ่ายบริหารฉบับหนึ่งอาจเป็นในสัปดาห์หน้า&amp;quot; เขาเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า ถึงแม้ว่าทรัมป์จะออกคำเตือนขั้นรุนแรงเพิ่มมากขึ้นต่อกรณีความโกลาหลวุ่นวายของผู้อพยพเข้าเมือง แต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยตัวเลขว่า ในปี 2561 นี้ มีคนถูกจับกุมที่ชายแดนสหรัฐแค่ประมาณ 400,000 คนเท่านั้น เปรียบเทียบกับในปี 2543 ซึ่งมีคนถูกจับกุมที่ชายแดนราว 1,600,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์อ้างว่า เขาไม่ได้ต่อต้านผู้อพยพเข้าเมือง แต่ต้องการให้มีการควบคุมการอพยพเข้าเมืองอย่างเต็มที่ การอพยพเข้าเมืองอย่างควบคุมไม่ได้ของคนจำนวนมากนี้ไม่ยุติธรรมกับคนเข้าเมืองที่ปฏิบัติตามกฎหมายอีกจำนวนมากที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แล้ว คนเหล่านี้ปฏิบัติตามกฎและรอให้ถึงคราวของพวกเขา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21237</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาราวานผู้อพยพ, ปาหิน, ผู้อพยพเข้าเมือง, สั่งทหารยิง, เม็กซิโก, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181102/image_big_5bdc4b42cf561.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
