<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกรัฐบาลรับหนังสือ 6 องค์กรสื่อ ปัดออกข้อกำหนดปิดกั้นเสรีภาพสื่อ แค่ปิดช่องว่างกม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.64 -&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนนายรัฐมนตรีรับหนังสือจาก 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีว่า เนื่องจากองค์กรวิชาชีพมีข้อห่วงใยและความวิตกกังวล ในการที่ภาครัฐได้มีการออกประกาศข้อกำหนดฉบับที่ 27 และข้อกำหนดฉบับที่ 29 ซึ่งที่ผ่านมา องค์กรสื่อฯ ได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ขอให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการจำกัดเสรีภาพประชาชนและสื่อมวลชนตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ โดยเฉพาะข้อกำหนดฉบับที่ 29 ได้มีการปรับเนื้อหา องค์การสื่อมองว่า หน่วยบังคับใช้กฎหมายอาจใช้เป็นโอกาสในการตีความเจตนารมณ์นำไปสู่การปิดกั้นการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน หรือการแสดงความเห็นของประชาชน จึงตัดสินใจยื่นหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีถึงข้อห่วงใยนี้ ที่ผ่านมาองค์การสื่อได้ทำงานร่วมกับภาครัฐมาโดยตลอดทั้งกรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้ง ศปก. ศบค. อย่างใกล้ชิด ผ่านช่องทางไลน์อยู่แล้ว ขอยืนยันผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเห็นด้วยกับรัฐบาล ที่สกัดกั้นข่าวปลอมไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวขอบคุณและยินดีที่ได้มีโอกาสร่วมพูดคุยกับผู้แทน 6 องค์กรวิชาชีพสื่อซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารที่ดีที่สุด ในการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกันในวันนี้ และจะสื่อสารไปยังนายกรัฐมนตรีด้วย ยืนยันข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 27 และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 29 ที่ออกมาเป็นเพียงการปิดช่องว่างของกฎหมายที่มีอยู่ปัจจุบัน ซึ่งมีข้อจำกัดในการบังคับใช้ เช่น จำเป็นต้องมีผู้ฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลมีเจตนารมณ์เพียงยกระดับการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสกัดกั้นการเผยแพร่ข่าวปลอม รวมทั้งการกระทำที่เป็นการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารด้วยความตั้งใจ ซึ่งไม่ได้เจาะจงหรือตั้งใจบังคับใช้กับสื่อมวลชนวิชาชีพ แต่เป็นที่รับทราบโดยทั่วไปว่ามีการสื่อสารสาธารณะผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้นำมาจากข้อเท็จจริง ซึ่งไม่สามารถควบคุมและมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สังคม ประชาชนเกิดความหวาดระแวงหรือความหวาดกลัว โดยเฉพาะวิกฤตโควิด-19 ในขณะนี้ ซึ่งหลายประเทศก็พบปัญหาการเผยแพร่ข้อความเท็จ ข่าวปลอม จำนวนมากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีให้นโยบายแก่หน่วยที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย ต้องระมัดระวัง เป็นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีเจตนาปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชนวิชาชีพ พร้อมเชิญชวนสื่อมวลชนและองค์การสื่อวิชาชีพ ร่วมกับภาครัฐในการแสวงหาพื้นที่กลาง (Common Ground) เพื่อร่วมกันออกแบบกรอบการทำงานและเป็นช่องทางประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานประชาสัมพันธ์ภาครัฐและสื่อมวลชน รวมทั้งยังได้เพิ่มเติมให้มีการใช้ช่องทางโฆษกกระทรวง ซึ่งมีภาระหน้าที่ สื่อสารให้ข้อมูล อำนวยความสะดวกเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการติดต่อประสานข้อมูลและยินดีวันนี้สื่อมวลชนและรัฐบาลเห็นพ้องร่วมกัน มีความจำเป็นต้องสกัดกั้นข่าวปลอม เพราะข้อมูลที่ถูกต้องคือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยืนยันนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพ ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้ เพียงขอให้เสนอข้อมูลบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่สร้างความหวาดระแวงหรือความกังวลในสังคม พร้อมเชิญชวนสื่อมวลชนวิชาชีพร่วมกับหน่วยประชาสัมพันธ์ภาครัฐแสวงหาพื้นที่กลาง เพื่อออกแบบการทำงานร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับประชาชน&amp;quot;นายอนุชาระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111652</URL_LINK>
                <HASHTAG>6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน, ข้อกำหนดฉบับที่ 29, นายอนุชา บูรพชัยศรี, ปิดกั้นเสรีภาพสื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103bffb24b5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 09:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ศรีสุวรรณ&#039;จี้นายกฯทบทวนการใช้อำนาจตาม ม. 9 ใช้กม.ปกติจัดการข่าวปลอมได้อยู่แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.64 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีโพสต์เฟซบุ๊คสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการข่าวปลอมในช่วงโควิด โดยสั่งให้ดำเนินคดีกับผู้ปล่อย เฟกนิวส์รายใหญ่ ไม่เว้นคนดัง - สื่อมวลชน พร้อมให้ติดตามใกล้ชิดนั้น แต่ทว่ากลับใช้อำนาจตาม ม.9 แห่ง พรก.ฉุกเฉิน 2548 ออกข้อกำหนดฉบับที่ 27 ข้อ 11 ที่กำหนดมาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิด ในสถานการณ์ฉุกเฉิน การเสนอข่าวที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิด ความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั่วราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้อำนาจดังกล่าวทำให้องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 6 องค์กรออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการออกข้อกำหนดดังกล่าว หรือจัดทำแนวปฏิบัติจากข้อกำหนดพร้อมแถลงถึงเจตนารมณ์ในการบังคับใช้ให้เกิดความชัดเจน เพื่อมิให้มีนำข้อกำหนดดังกล่าว ไปเป็นเครื่องมือในการปิดกั้นการทำหน้าที่เสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชน จนกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทว่านายกรัฐมนตรีกลับไม่แคร์โดยออกข้อกำหนด ฉบับที่ 29 ออกมาสำทับห้ามเสนอข่าวอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอีก พร้อมสั่งให้ กสทช.แจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตเข้มงวดกวดขันกับผู้ใช้บริการ หากกระทำผิดให้ส่งให้ตำรวจดำเนินคดีต่อไป ซึ่งอาจเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ม.35 วรรคสอง และม.36 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงๆแล้วกฎหมายที่ใช้จัดการพวกปล่อยข่าวปลอมหรือการบิดเบือนข่าวนั้น สามารถใช้กฎหมายปกติดำเนินการได้อยู่แล้ว โดยนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องออกเป็นข้อกำหนดมาให้เป็นที่ขุ่นเคืองของหลายๆฝ่าย อาทิ ใช้ ป.อ. เอาผิดฐานหมิ่นประมาทใน ม.326 โดยมีม.328 เป็นบทเพิ่มโทษที่ใช้กันบ่อยๆ หรือเอาผิดพวกบอกเล่าความเท็จ ให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจตาม ม.384 ก็ยังได้ อีกทั้งยังมี ป.อ.แพ่งฯ ในหมวดของการ &amp;quot;ละเมิด&amp;quot; กำหนดเรื่องการหมิ่นประมาทไว้แล้วใน ม.423 เพื่อเรียกค่าเสียหายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ยังมี พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับปี 2560 ม.14 ที่ใช้เอาผิดผู้ที่นำเข้าซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมหรือเป็นเท็จได้ ซึ่งก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับได้ อีกทั้ง กสทช. ก็มีกฎหมายของตนเองที่จะเอาผิดสื่อมวลชนที่เสนอข่าวบิดเบือนได้อยู่แล้ว ผ่านกลไกทางปกครองหรือศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น นายกรัฐมนตรี หรือ ศบค. ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องใช้อำนาจตาม ม.9 แห่ง พรก.ฉุกเฉินฯ มาปิดกั้นการทำหน้าที่เสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชนเลย ทางออกที่เหมาะสมคือปรับปรุงข้อกำหนด ฉบับที่ 27 และ 29 เสียใหม่ โดยตัดทิ้ง ข้อ 11 และทบทวนหรือยกเลิกฉบับที่ 29 ออกไปเสีย ซึ่งไม่ทำให้กระบวนการเอาผิดผู้ที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสารของรัฐเสียไป เพราะมีกฎหมายอื่นดูแลอยู่แล้วนั่นเอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111600</URL_LINK>
                <HASHTAG>Fake News ข่าวปลอม, นายศรีสุวรรณ จรรยา, ปิดกั้นเสรีภาพสื่อ, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_61035e22a599c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2020 17:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2020 17:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กัดไม่ปล่อย &#039;ส.ส.ก้าวไกล&#039; จี้ &#039;พุทธิพงษ์&#039; ตอมปมสั่งระงับออกอากาศ 4 สื่อออนไลน์  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย.63 - นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก เขต 1 พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน เเละการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมวาระพิจารณาศึกษากรณีการสั่งให้ตรวจสอบเเละให้ระงับการออกอากาศรายการเเละสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ วอยซ์ ทีวี (Voice TV) ประชาไท (Prachatai) The Reporters &amp;nbsp;และ THE STANDARD โดยเชิญนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (DE) พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนสื่อมวลชนเข้าชี้แจงในกรณีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลมีความต้องการปิดกั้นสิทธิเเละเสรีภาพของสื่อมวลชน ในการแสดงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ชุมนุมที่ผ่านมา ส่งผลให้เห็นว่ารัฐและผู้มีอำนาจได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน คณะกรรมาธิการจึงอยากหารือเพื่อหาแนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างภาครัฐกับสื่อมวลชนในการเสนอข่าวภายใต้ข้อจำกัดที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการปรับตัวต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นบทเรียนในการรับมือต่อสถานการรณ์ในอนาคตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท จารุวัฒน์ กล่าวว่า จากกรณีที่เกิดขึ้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการออกคำสั่งที่ 4 เรื่องให้ตรวจสอบและระงับการออกอากาศรายการที่มีลักษณะยุยงหรือปลุกปั่นทางการเมือง เนื่องจากมีรายงานจากหน่วยข่าวกรองรายงานว่า สื่อ 5 สำนักเสนอข่าวในแนวทางที่สร้างความแตกแยก ปั่นป่วน 4 กรณีคือ ชักจูง วุ่นวาย แตกเเยก และเป็นข่าวลวง โดยผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกคำสั่งตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (DES ) ไปพิจารณาเนื้อหาว่า มีการนำเสนอในช่องและรายการใดที่เป็นการละเมิดกฎหมายหรือไม่ ขอให้ดำเนินการตามกระบวนการศาล กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการออกคำสั่งให้ตรวจสอบ แต่ไม่ใช่คำสั่งปิดสื่อ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดำเนินตามการกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายเยี่ยมยุทธ สุทธิฉายา ตัวเเทนสื่อมวลชนจากประชาไท กล่าวว่า การกล่าวอ้างถึงกระบวนการรายงานของฝ่ายข่าวกรอง เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการหรือไม่ โดยหลักการเเล้วสื่อมวลชนจะมีองค์กรวิชาชีพสังกัด 6 วิชาชีพ ครอบคลุมสื่ออิสระ โดยอาจแบ่งแยกออกไปตามสายงาน หมายความว่าแต่ละสายงานสื่อมวลชนล้วนมีกฎหมายกำกับดูแลอยู่แล้ว จึงขอให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า เนื้อหาที่ข่าวกรองระบุมีลักษณะอย่างไร เป็นการรายงานข้อเท็จจริงหรือบทวิเคราะห์ ขอให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงให้ชัดเจนว่า ความผิดที่มีคืออะไร รัฐต้องการให้ถอดเนื้อหาออกหรือต้องการให้หยุดเผยแพร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นอำนาจควบคุมดูแลการเผยแพร่ข่าวสารของสื่อมวลชนตามข้อ 4 ในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบ ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจได้ โดยให้ปลัดกระทรวง DE ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ต่อกรณีที่มีคำถามว่าการใช้อำนาจดังกล่าวขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น รัฐธรรมนูญมีหลายมาตรา ต้องดูให้ครบ ในสถานการณ์ปัจจุบันยังใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ยืนยันว่า เคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งรัฐบาลใช้อำนาจตามกระบวนการทางศาล ไม่ได้ใช้อำนาจของกระทรวง ในกรณีของ Voice TV มีหลักฐานยืนยันว่า ได้มีการกระทำความผิดที่ละเมิดต่อกฎหมายและก้าวล่วงสถาบัน ส่วนสำนักข่าวอื่นๆ ได้เตือนแล้วและมีการลบเนื้อหาในเบื้องต้นหรือหยุดเผยแพร่ แต่กรณีของ Voice TV ไม่ได้หยุดเผยแพร่ ยังคงดำเนินการต่อซึ่งขัดต่อคำสั่งภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งตามการดำเนินการของกระทรวง การประกาศว่าสื่อใดละเมิดต่อพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์จะกระทำก็ต่อเมื่อมีผู้ร้องทุกข์ ทุกครั้งที่ส่งเรื่องไปจะประกอบด้วยคำสั่งศาลทุกครั้ง ไม่มีการใช้อำนาจของกระทรวงในการดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้สังคมไทยกำลังแตกร้าว สถานการณ์แบ่งเป็น 2 ฝ่าย อย่างชัดเจน กรณีที่เกิดขึ้นมีคำถามว่าหน่วยงานรัฐอาจทำตามใบสั่งของผู้มีอำนาจจะมีการตรวจสอบอย่างไร และคณะกรรมการเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาจะทราบได้อย่างไรว่าดำเนินการอย่างโปร่งใส ยุติธรรมและเท่าเทียมกัน ในกรณีที่กล่าวหาว่า Voice TV ใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมนั้นจะพิจารณาอย่างไร เพราะหากติดตามสื่ออื่นๆ โดยเฉพาะสื่อเนชั่นก็จะพบการใช้ถ้อยคำที่มีความรุนแรง ยั่วยุ ปลุกปั่น บิดเบือนต่อผู้ชุมนุม บ่มเพาะความแตกแยกในสังคม จะเห็นได้ว่าเป็นการปฏิบัติ 2 มาตรฐานอย่างชัดเจน ปัจจุบันประชาชนในฐานะผู้ชมเองก็มีความตื่นรู้ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดรอบด้าน ดังนั้น รัฐจะใช้ข้ออ้างเพื่อมาบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปิดหูปิดตาประชาชนด้วยการปิดสื่อเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อกรณีนี้ นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า รัฐจำเป็นต้องปกป้องสถาบัน กระทรวงต้องทำตามกฎหมาย หากมีการละเมิด คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจ ที่มีคำสั่งใช้ตามพระราชกำหนดการบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งกรณีของ Voice tv พบว่ามีเนื้อหาในเชิงยุยงปลุกปั่นและก้าวล่วงสถาบันเกินความเป็นจริง แต่กรณีเนชั่น ไม่ได้มีการนำเสนอพาดพิงให้เกิดความแตกแยกหรือผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเคารพการตัดสินใจของบรรณาธิการ เพราะมีบุคคลที่รับผิดชอบและเสนอข่าว ในกรณี Voice TV เราดำเนินตามกฎหมาย เมื่อศาลอุทธรณ์สั่งให้ยกคำร้อง เราก็ไม่ได้ดำเนินการต่อ เราทำตามขั้นตอนของกฎหมาย กรณีที่เกิดขึ้นคือการดำเนินการในช่วงเฉพาะกิจภายใต้การประกาศพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเห็นด้วย หากคณะกรรมาธิการชุดนี้จะมีการจัดสัมนาเกี่ยวกับการปฏิบัติแนวทางของสื่อมวลชน ตามกรอบและแนวทางของกฎหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับบทบาทและเสรีภาพของสื่อมวลชน และเชื่อมั่นในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการตามกลไกของรัฐสภา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งของการชี้แจง ตัวแทนจาก Voice TV ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อกรรมาธิการว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีลักษณะของการคุกคามสื่อ กรณี Voice TV เป็นการถูกถอดสัญญาณเคเบิ้ล ซึ่งผู้ให้บริการชี้แจงกับช่องว่า ได้ถูกกดดันจากผู้อำนาจโดยใช้ถ้อยคำว่า &amp;ldquo;อย่าไปคบกับโจร&amp;rdquo; จึงมองว่า กรณีแบบนี้เป็นการคุกคามสื่อและเป็นสิ่งที่เจอมาโดยตลอด จึงควรหาแนวทางการปฏิบัติเพื่อหาทางออกร่วมกันในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงท้าย นายปดิพัทธ์ สรุปว่า อยากให้มีเวทีสัมมนาเกิดขึ้น เพื่อให้สื่อมวลชนได้แสดงความคิดเห็นและช่วยกันวางกรอบแนวทางร่วมกับภาครัฐในการปฏิบัติงานสื่อมวลชนในอนาคต ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในช่วงใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือช่วงเวลาปกติ ภาครัฐควรมีการหารือกับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ เพื่อวางแนวทางร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพสื่อมวลชน คณะกรรมาธิการจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้เวทีนี้เกิดประโยชน์จริงอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82799</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.พัฒนาการเมือง, ปดิพัทธ์ สันติภาดา, ปิดกั้นเสรีภาพสื่อ, พรรคก้าวไกล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201104/image_big_5fa27c40eaa9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81127</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2020 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2020 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณาจารย์คณะวารสารฯ มธ. จี้รัฐบาลยุติการแทรกแซงและปิดกั้นเสรีภาพสื่อมวลชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.63 -&amp;nbsp;คณาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน&amp;nbsp;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์เรื่อง &amp;quot;ขอให้ยุติการแทรกแซงและปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชน&amp;quot; มีเนื้อหาดังนี้&amp;nbsp;ตามที่มีเหตุการณ์การชุมนุมของประชาชน เยาวชน นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ซึ่งโดยภาพรวมเป็นการใช้สิทธิการชุมนุมอย่างสันติ ปราศจากอาวุธ ภายใต้ความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามได้มีการใช้กำลังของรัฐต่อผู้ชุมนุมในการกระชับพื้นที่ ซึ่งก่อให้เกิดการบาดเจ็บทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่และฝ่ายผู้ชุมนุม อีกทั้งมีการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563 และข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563 ข้อ 2 (ห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือ ทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด รวมตลอดทั้งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์บรรดาที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในทั่วราชอาณาจักร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีคำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ที่ 4/2563 ให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ของสื่อ 4 แห่ง ได้แก่ Voice TV ประชาไท The reporters และThe STANDARD รวมถึงเพจของนักกิจกรรมคือ เยาวชนปลดแอก Free YOUTH นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณาจารย์ของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับการกระชับพื้นที่ของรัฐ และต่อประกาศและคำสั่ง ดังกล่าว จึงขอเรียกร้องดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ขอให้ยกเลิกประกาศหรือคำสั่งใดที่เป็นการปิดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อทุกประเภท เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลและข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่มีความหลากหลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย พลเมืองมีสิทธิอันชอบธรรมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริงในเชิงเปรียบเทียบด้วยตนเอง ดังนั้นการออกกฎระเบียบใดๆ เพื่อระงับหรือจำกัดสิทธิในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนจึงเป็นสิ่งไม่สมควรในการกำกับดูแลสื่อในระบอบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขอให้รัฐบาลให้เสรีภาพสื่อได้ทำหน้าที่อย่างอิสระ การเลือกปฏิบัติในการสั่งระงับหรือจำกัดการทำหน้าที่ของสื่อบางราย ไม่อาจเป็นแนวทางในการสร้างความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยแก่รัฐ แต่ยิ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อข้อมูลข่าวสารที่ผ่านการคัดกรองช่องทางการนำเสนอจากรัฐมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในทางปฏิบัติหากรัฐพบว่าสื่อใดนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง รัฐควรชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบผ่านช่องทางต่างๆ ส่วนสื่อที่ละเมิดกฎหมาย รัฐสามารถใช้กฎหมายพื้นฐานที่มีอยู่ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ในการดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ขอให้สื่อนำเสนอเนื้อหาข่าวการชุมนุมอย่างรอบด้าน ขอให้สื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อสถาบัน นำเสนอเนื้อหาข่าวการชุมนุมและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ปราศจากการชี้นำต่อประชาชน เพื่อลดโอกาสที่จะนำไปสู่การเพิ่มความขัดแย้งและใช้ความรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ขอให้รัฐยุติการใช้ความรุนแรงและอำนวยการจัดพื้นที่การเจรจาที่ปลอดภัยกับผู้ชุมนุมจากการที่รัฐใช้กำลังเข้ากระชับพื้นที่กับผู้ชุมนุม จนเกิดการบาดเจ็บทั้งกับเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ขอให้รัฐยุติการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมในทุกกรณี รวมทั้งแสดงการรับทราบข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และอำนวยการจัดพื้นที่การเจรจาที่ปลอดภัยกับผู้ชุมนุมโดยด่วน ในส่วนของผู้ชุมนุม เมื่อรัฐรับทราบข้อเสนอของผู้ชุมนุมแล้ว ขอให้ผู้ชุมนุมพิจารณาชะลอการชุมนุมไว้ชั่วคราว และเข้าร่วมเวทีการเจรจากับฝ่ายรัฐ เพื่อหาทางออกอย่างสันติวิธีร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณาจารย์ของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดทน และร่วมมือกันอย่างที่สุด เพื่อพัฒนาสังคมประชาธิปไตยของไทยให้เติบใหญ่มั่นคงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน&amp;nbsp;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
19 ตุลาคม 2563&lt;/p&gt;


	อัดขี้แพ้ชวนตี! &amp;#39;ธนาธร-ปิยบุตร&amp;#39; เหลือเวลาน้อยเต็มที
	แนะม็อบยึดหลักเหตุผลเหนืออารมณ์ หลังเกิดเหตุรุมประชาทัณฑ์ที่แยกบางนา(คลิป)
	ฝ่ายประชาธิปไตยซัดกันนัว!&amp;#39;ปวิน&amp;#39;บูลลี่&amp;#39;โบว์&amp;#39;ภาษาอังกฤษงูๆปลาๆเจอสวนขยะจริงๆ
	&amp;#39;อดีตรองผอ.ข่าวกรอง&amp;#39;แฉเบื้องลึกความวุ่นวายการเมืองในไทย!
	กอร.ฉ.สั่งตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศ 4 สื่อ 1 เพจม็อบ อ้างกระทบความมั่นคง!
	พุทธะอิสระ : เมื่องานเลี้ยงของม็อบเลิก เจ้าหน้าที่ค่อยยื่นบิลเก็บค่าเสียหายทีหลัง
	&amp;#39;ลุงสุทิน&amp;#39; จ้วงยับ &amp;#39;คณะประชาชน&amp;#39; ขโมยหนังเสือมาคลุมหมา!
	ฝ่ายค้านไม่เอายุบสภา! ยุพรรคร่วมรบ.ถอนตัวบีบ&amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39;ถอดสลักการเมือง
	เพื่อไทยยื่นศาลแพ่ง เพิกถอนประกาศพรก.ฉุกเฉิน
	คณะราษฎร ซาวเสียงม็อบ 3 นิ้ว พัก 1 วัน หรือ ลุยต่อ


&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81127</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะวารสาร มธ., คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน, ปิดกั้นเสรีภาพสื่อ, พรก.ฉุกเฉิน, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สื่อมวลชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201019/image_big_5f8d5e6bd0976.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
