<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>80951</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2020 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2020 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ’มอง&#039;ชุมชนเข้มแข็ง&#039;  ฐานรากสร้างทางรอดหลังโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การประชุมโต๊ะกลม &amp;quot;คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ&amp;rdquo; ที่ จ.เชียงใหม่ จัดโดยสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กับภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงในประเทศไทยช่วงสองปีที่ผ่านมา อันเป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ต่อเนื่องจนถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ลุกลามทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการใช้ชีวิตของผู้คน หลากหลายอาชีพพต้องประสบชะตากรรม ตกงาน ขาดอาชีพ ขาดรายได้ เพราะการล็อกดาวน์ หยุดนิ่งกิจกรรมต่างๆ ในประเทศ และอีกด้านมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน ซึ่งเวลานี้สถานการณ์ยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่อง ประชาชนจำเป็นต้องเรียนรู้ ปรับตัว เตรียมความพร้อม ที่จะใช้ชีวิตอยู่ในภาวะปกติใหม่เพื่อรอดพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงเป็นที่มาของโครงการ &amp;quot;คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ&amp;rdquo; เพื่อศึกษาว่าอุปสรรคอยู่ตรงไหน วิเคราะห์ภาพรวมของไทยก่อนและหลังโควิด-19 ให้เห็นภาพชัดเจนทุกด้าน เพื่อจะมาหาทางรอดไปด้วยกัน มีการเดินสายประชุมโต๊ะกลมรับฟังความเห็นทั่วประเทศ ภาคใต้ที่หาดใหญ่ อีสานที่ขอนแก่น ภาคเหนือที่เชียงใหม่ และภาคตะวันออกที่ชลบุรี&amp;nbsp; จัดโดยแปดองค์กร ประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและการสหกรณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสำนักข่าวไทยพับลิก้า เป็นผู้ประสานงานโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.ณชา อนันต์โชติกุล สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยฯ หนึ่งในผู้ศึกษาของโครงการ บอกว่า โครงการศึกษาด้วยข้อมูลเชิงโครงสร้าง ศึกษาดัชนีอาชีพที่เสี่ยงถูกทดแทนด้วยระบบหุ่นยนต์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงมิติอาชีพที่ต้องทำงานกับคนจำนวนมาก เสี่ยงโควิด และกลุ่มอาชีพที่ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ อาชีพที่กระทบมากระยะสั้น เช่น ภาคบริการ เป็นไปได้ยากที่จะ Work From Home ซึ่ง 1 ใน 3 แรงงานไทย ถ้าปรับตัวไม่ทัน กระทบแน่นอน ช่วง 2-3 ปี จะเห็นงานหายไป คนถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี จากเวทีต่างๆ จะได้ผลวิเคราะห์ความพร้อมของสังคมไทยในการเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญได้รูปแบบขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลังวิกฤติโควิด และได้ข้อเสนอต่อรัฐบาลปรับปรุงยุทธศาสตร์และแนวทางพัฒนาประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากประชุมโต๊ะกลมที่ จ.เชียงใหม่ ฉายภาพสถานการณ์ในพื้นที่ เศรษฐกิจภาคเหนือ และสภาพปัญหาที่รุนแรง โอรส เพชรเจริญ ผู้อำนวยการอาวุโสธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเหนือประกอบด้วย 17 จังหวัด จำนวนประชากร 11.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17 ของประเทศ สัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคเหนือต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของทั้งประเทศ 7 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8 ของ GDP ประเทศ สาขาเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคเหนือ มี 4 สาขา ได้แก่ เกษตรกรรม สัดส่วนร้อยละ 16 ของเศรษฐกิจภาค (GRP) มาจากสินค้า 5 ประเภท คือ ข้าว อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลำใย และปศุสัตว์ อุตสาหกรรม สัดส่วนร้อยละ 20 ของเศรษฐกิจภาค มาจากสินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องดื่ม ภาคบริการ สัดส่วนร้อยละ 59 ของเศรษฐกิจภาค มาจากการท่องเที่ยวร้อยละ 26 ของ GRP ภาคเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.อาวุโสแบงก์ชาติกล่าวว่า ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวภาคเหนือ 35 ล้านคน เป็นชาวไทย 30 ล้านคน ต่างชาติ 5 ล้านคน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวจีน ร้อยละ 29 รองลงมาคือ ฝรั่งเศส สหรัฐ อเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมัน ฯลฯ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่สำคัญตั้งแต่ พ.ศ.2524 ถึงปัจจุบัน จากการพึ่งพาภาคเกษตรเป็นภาคการผลิตและภาคบริการมากขึ้น ปี 2524 ภาคเกษตรร้อยละ 40 ภาคการผลิตร้อยละ 9 และภาคบริการร้อยละ 45 ปี 2561 ภาคเกษตรลดลงเหลือร้อยละ 16 ภาคการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 และภาคบริการเพิ่มเป็นร้อยละ 59 ขยายตัวสูงจากเที่ยวบินภายในประเทศ หนุนการท่องเที่ยวในพื้นที่เติบโต&amp;nbsp; จีนเองส่งเสริมคนออกเดินทางท่องเที่ยว ภาคเหนือไทยได้รับความนิยมมาก ภาคการผลิตเพิ่มจากการสร้างโรงงานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่กำแพงเพชร และขยายการลงทุนการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่นิคมอุตสาหกรรมลำพูน และโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่กระจายความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมในปี 2554&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แรงงานส่วนใหญ่อยู่ภาคเกษตร สะท้อนจากปี 2546-2550 มีร้อยละ 56 แม้ว่าจะเป็นภาคที่มีผลิตภาพต่ำและภาคอุตสาหกรรมโตขึ้น แต่ในปี 2556-2560 ยังมีแรงงานภาคเกษตร ร้อยละ 45 แรงงานเหล่านี้ไม่สามารถย้ายไปภาคอุตสาหกรรมได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและการศึกษาน้อย สะท้อนถึงปัญหาสังคมผู้สูงอายุในภาคเหนือจากสถานการณ์โควิด-19 เราต้องดูว่าโครงสร้างเศรษฐกิจแบบนี้ยังเหมาะสมหรือไม่ เรายังจะพึ่งพาการท่องเที่ยวแบบนี้ต่อไปหรือไม่อย่างไร&amp;quot; โอรสกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.อาวุโสแบงก์ชาติกล่าวอีกว่า หลังเกิดโควิด ในภาพรวมทุกภาคเศรษฐกิจหดตัวลงเกือบทั้งหมด ยกเว้นการใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน การท่องเที่ยวหดตัวมาก เพราะกำลังซื้อลดลงและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่ำ สินค้าประเภทอุปโภคบริโภคลดลงร้อยละ 7.9 เมื่อเทียบกับปีก่อน สินค้าคงทนหมวดยานยนต์ลดลงร้อยละ 16.8 จากรายได้ของผู้บริโภคและสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 2 ภายหลังการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับมีการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศจากภาครัฐและการประกาศวันหยุดยาวสนับสนุนการบริโภคได้บางส่วน มีการเดินทางข้ามจังหวัดมากขึ้น สอดคล้องกับปริมาณการใช้น้ำมันมากขึ้นตัวเลขเดือน ก.ค. ขยายตัวร้อยละ4.3&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากมีมาตรการผ่อนคลายในปลายไตรมาสที่ 2ภาคการท่องเที่ยวหดตัวมาก สะท้อนจากจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางผ่านท่าอากาศยาน 5 แห่งในภาคเหนือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่ลดลงร้อยละ 90 ภายหลังผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังลดลงอยู่ร้อยละ 59.5 ส่วนรายได้เกษตรกรหดตัว เพราะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัวเช่นกัน ภัยแล้งทำให้ภาคเกษตรมีผลผลิตต่ำ อีกทั้งคำสั่งซื้อน้อยลงจากสถานการณ์โควิด แต่หมวดอาหารมีความต้องการเพิ่มขึ้นบ้าง การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา&amp;quot; โอรสกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อนุวัตร ภูวเศรษฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือ หอการค้าไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านอนุวัตร ภูวเศรษฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ หอการค้าไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบทุกภาคส่วน เราผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่จะมองอนาคตกันอย่างไรเป็นความท้าทายที่หอการค้าไทยและทุกภูมิภาคได้หารือกันตลอด แต่มีความเชื่อว่า ดัชนีความเชื่อมั่นและรายได้ของผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น แต่มีความกังวลการระบาดซ้ำระลอกที่ 2 เหมือนที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน มีการคาดการณ์ว่าจะมีวัคซีนในช่วงปลายปี 2564 ต้องอยู่ในสภาวะหวาดระแวงไปอีกหนึ่งปีครึ่ง หลังจากมีวัคซีนจะต้องใช้เวลาอีก 1 ปี กว่าที่ทุกอย่างจะกลับเข้าที่ นักท่องเที่ยวจะกลับมา คนใช้ชีวิตปกติ เราจะผ่านจุดนี้ไปได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมาแม้ธนาคารจะมีมาตรการลดต้นลดดอกเบี้ย แต่หลายโรงแรม หลายธุรกิจยังไม่กลับมาเปิด สะท้อน บางกิจการไปต่อไม่ได้ ที่น่าห่วงสุดประชาชนจะอยู่รอดได้อย่างไร คำตอบจะอยู่ได้ ถ้ามีรายได้ มีงานทำ ไม่ใช่อยู่ได้ด้วยเงินเยียวยา ไม่ใช่รัฐโปรยเงินให้แต่ละเดือน ถ้ารัฐบาลช่วยเหลือ SME หรือผู้ประกอบการที่พอจะไปได้แต่ขาดทุนหมุนเวียนให้อยู่ได้ จะช่วยให้เกิดการจ้างแรงงาน แทนที่รัฐบาลจะต้องใช้เงิน 4 เท่า เพื่อจุนเจือคนว่างงาน 1 คน ถ้ามีการจ้างพนักงาน 100 คน จะมีอย่างน้อย 300 คน ที่ได้รับรายได้จากการทำงานมาจุนเจือครอบครัว ปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการไปต่อไม่ได้ คือ ค่าจ้างแรงงานและดอกเบี้ย ถ้ารัฐสนับสนุนค่าจ้างแรงงานร้อยละ 30-40 จะช่วยให้ดำเนินการต่อไปได้ มาตรการล่าสุดที่สนับสนุนค่าจ้างแรงงานจบใหม่ครึ่งหนึ่ง ก็ช่วยแบ่งเบานายจ้างได้ แต่ลูกจ้างที่ไม่อยู่ในระบบจะทำอย่างไร จะรักษาแรงงานเดิมไว้ได้อย่างไร&amp;rdquo; อนุวัตรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บนเวทีโต๊ะกลม เลขาธิการสภาพัฒน์ภาคเหนือ เสนอทางรอดของคนที่ได้รับผลกระทบว่า แม้ลดการใช้จ่าย แต่หนี้สินไม่ลดและอาจมีการกู้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ทุกคนต้องตระหนักรู้ตัวว่าจะประคองตัวเองให้รอดพ้นวิกฤติได้อย่างไร ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐยังสะเปะสะปะ อยากเห็นทิศทางที่ชัดเจน เช่น ภาคเหนือ มี 2 ปัญหาที่สำคัญ คือ สังคมผู้สูงอายุและสิ่งแวดล้อมรัฐบาลอาจจะชี้ทิศทางว่า ธุรกิจหรือกลุ่มที่สร้างงานตอบสนอง 2 ประเด็นดังกล่าว จะสนับสนุนเป็นพิเศษแก่ธุรกิจหรือกลุ่มที่สร้างคนมารองรับสังคมผู้สูงอายุ เราต้องเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ การฟื้นฟู อาหาร การออกกำลังกาย และหลักสูตรดูแลผู้สูงวัยมีการเรียนการสอนสร้างทักษะ สร้างบุคลากรขึ้นมา หรือกระตุ้นการรักษาสิ่งแวดล้อม ถ้ารัฐบาลมีทิศทางที่ชัดเจนจะมีภาคธุรกิจพร้อมจะทำตาม งบประมาณที่ใช้จ่ายจะเห็นผลมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้มาพร้อมโควิด โควิดจบ สิ่งแวดล้อมยังไม่จบ ฉะนั้น เมื่อมีงบประมาณ และทรัพยากรที่ว่างจากภารกิจด้านอื่น ก็ชี้เป้า ตั้งธงให้ชัด มาฟื้นฟูด้านสิ่งแวดล้อม หลังโควิดจบ อาจมีนักท่องเที่ยวกลับมาจำนวนมาก ซึ่งกระทบสิ่งแวดล้อมแน่นอน รัฐต้องมีแผนงานฟื้นฟูเรื่องน้ำ อากาศ ป่าไม้ ฝุ่นพิษ และขยะ มีการจ้างงานที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างขยะเชียงใหม่ ฝังกลบ 90% บ่อขยะเต็ม ต้องย้ายที่ สร้างปัญหาที่ใหม่ ต้องส่งเสริมภาคธุรกิจทำบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ลดอุตสาหกรรมพลาสติก โฟม เปลี่ยนมาหนุนแพ็กเกจสีเขียว ซึ่งใช้วัตถุดิบจากภาคเกษตร จะช่วยลดขยะ สร้างรายได้ภาคเกษตร&amp;quot; อนุวัตรย้ำสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โสภณ แท่งเพ็ชร์ ผอ.สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โสภณ แท่งเพ็ชร์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคเหนือ กล่าวว่า ภาคเหนือมีประเด็นทางสังคมที่สำคัญคือ ผู้สูงอายุที่มีสัดส่วนมากที่สุด และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าภาคอื่น 10 ปี จากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 ที่มีแผนให้คุมกำเนิด นอกจากนี้ ภาคเหนือมีคนยากจน 6.68 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 9.85 ของประเทศ แม่ฮ่องสอนยากจนมากที่สุด ร้อยละ 49 รองลงมาคือตากและน่าน รัฐบาลควรกำหนดแนวทางการพัฒนาเลย เช่น ภาคอีสานหลุดพ้นจากความยากจน อีกปัญหาคือ แรงงานปกติสัดส่วนผู้ว่างงานประมาณร้อยละ 0.8-1.0 หรือประมาณ 5 หมื่นคน แต่ในไตรมาสที่ 2 สัดส่วนผู้ว่างงานก้าวกระโดดไปเป็นร้อยละ 2.1&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อนาคตหลังโรคระบาดโควิด-19 (Post Covid-19) โสภณกล่าวว่า ต้องมองเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง ให้ความสำคัญกับเกษตรทฤษฎีใหม่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน การท่องเที่ยวชุมชน จะเสริมศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่นชุมชนอย่างไรเป็นเรื่องสำคัญ ในเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงเกษตร และกรมพัฒนาชุมชนในการทำโคกหนองนาโมเดลประมาณ 1 หมื่น 4 พันล้าน เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรให้มีความยั่งยืน ต้องหันกลับมามองปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในเรื่องของการมีภูมิคุ้มกัน นี่คือ สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญและอยากเห็นทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนที่สองคือการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งเกษตรสมัยใหม่ เกษตรอัจฉริยะ และเรื่องสุขภาพ ซึ่งภาคเหนือตอนบนเคยประสบความสำเร็จเรื่อง Medical Hub แล้ว วันนี้ภาคเอกชนอยากให้ สศช. ร่วมกับภาคีต่างๆ ขับเคลื่อนเรื่อง Wellness ปัจจุบันกำลังจะเข้าสู่กระบวนการแผน 13 และแผนฯ ภาครอบใหม่ จังหวัด กลุ่มจังหวัดต้องเริ่มกระบวนการการจัดทำแผนรอบใหม่ โดยต้องทำภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากโรคโควิด-19 อีกประเด็นการท่องเที่ยวคุณภาพสูงเน้นการท่องเที่ยวที่จะสร้างรายได้สูง อาจเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฯลฯ รัฐบาลมีนโยบายกระจายความเจริญลงสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษทั่วประเทศ ในภาคเหนือ เน้นเชียงใหม่, ลำปาง, ลำพูน และเชียงราย เรียกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor - NEC) เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative LANNA) ตรงนี้เป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโต(Growth Center) เพื่อไม่ให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศกระจุกตัวอยู่แค่กรุงเทพฯ และปริมณฑล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ภาคตะวันออกเปิดประชุม &amp;quot;โต๊ะกลมคิดใหม่ ไทยก้าวต่อ&amp;quot; ที่ จ.ชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับภาคตะวันออกเปิดประชุมโต๊ะกลม &amp;ldquo;คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ&amp;rdquo; ที่ จ.ชลบุรี มีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ร่วมแลกเปลี่ยนเข้มข้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประสิทธิ์ โอสถานนท์ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ประชาชนไทยจะสามารถรับมือหรือปรับเปลี่ยนในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจหลังโควิด โดยการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในทุกภาค&amp;nbsp; อย่างที่ภาคตะวันออก ภาคอุตสาหกรรมจะต้องปรับหรือสร้างแบรนด์ให้มั่นคง การหดตัวด้านท่องเที่ยวมีผลต่อแรงงานหรือผู้ประกอบการบางธุรกิจ ส่วนภาคเกษตรกระทบไม่มาก เป็นสิ่งที่เราเน้นในการนำเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ หลังรับฟังครบทุกภาคจะสรุปแนวทางและหารูปแบบที่น้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ต่อยอดไปในระดับนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ประสิทธิ์ โอสถานนท์ ที่ปรึกษาสถาบันปิดทองหลังพระฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.จิตเกษม พรประพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ผู้แทนแบงก์ชาติ กล่าวว่า ผลกระทบจากโควิด-19 สร้างความไม่แน่นอนต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชน และอาจกระทบศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและส่งออกในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับสู่ระดับเดิม ทำให้มีผู้ว่างงานจำนวนมาก การจ้างงานและรายได้ยังคงเปราะบางและจะใช้เวลาฟื้นตัวนาน การฟื้นตัวจะแตกต่างกันมากระหว่างภาคเศรษฐกิจและผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มมาตรการภาครัฐ และธุรกิจมีกำลังการผลิตส่วนเกินสูง และสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูงและไม่ทราบว่าจะจบลงเมื่อไร ควรใช้ policy spread หรือภาวะดอกเบี้ยต่ำ ที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูงสุด และเตรียมสำรองเงินไว้เผื่อเศรษฐกิจเข้าสู่กรณีเลวร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดังนั้น นโยบายภาครัฐจะต้องประสานกันเพื่อลดผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจ รักษาศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจ และเอื้อให้เกิดการปรับตัวไปสู่โลกใหม่หลัง โควิด-19 เช่น นโยบายการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์จะมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสนับสนุนการจ้างงานและช่วยธุรกิจ รวมถึงรักษาระดับศักยภาพการเติบโต นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง และดำเนินมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อเพิ่มเติมและนโยบายด้านอุปทานปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งธุรกิจ ทุน และแรงงาน ให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจใหม่หลังการระบาด&amp;rdquo; ดร.จิตเกษมกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พยัพ แจ้งสวัสดิ์ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก กล่าวว่า ภาคตะวันออกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ประกอบด้วย จ.ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นกลุ่ม EEC และกลุ่มที่ 2 คือ จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี และสระแก้ว ทำให้มีที่แตกต่างจากกลุ่มที่ 1 ภาคอุตสาหกรรม มีผลต่อการจ้างงาน การขาดแคลนแรงงานต่างด้าวที่กลับประเทศเพราะโควิด-19 และแรงงานที่มีทักษะขั้นสูง ยังส่งผลถึงโครงการลงทุนของภาครัฐที่เป็นการลงทุนใหม่ ต้องเลื่อนระยะเวลาการเบิกจ่ายออกไป และบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ จนทำให้ภาคเอกชนบางส่วนชะลอการลงทุนออกไปก่อน ดังนั้น ข้อเสนอในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การเดินหน้าต่อเนื่องในโครงการเขตพัฒนาพิเศษตะวันออก (EEC) เพราะจะทำให้เกิดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีธุรกิจดำเนินต่อเนื่องและการจ้างงาน การจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐต้องให้มีการจัดซื้อจาก SME เฉพาะในไทย ไม่น้อยกว่า 30% ซึ่งผ่านมติ ครม.เแล้ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านธีรินทร์ ธัญญวัฒนากุล ประธานหอการค้าจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ความจริงเราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยก่อนช่วงโควิด-19 ตั้งแต่สงครามการค้า ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; พอโควิด-19 ยิ่งทำให้สภาพเศรษฐกิจทั้งประเทศได้รับผลกระทบหนัก อย่างพัทยาสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 70-80% นักท่องเที่ยวหาย 100% แต่ในความโชคร้ายก็ยังเป็นความโชคดีของภาคตะวันออก เพราะมีพื้นที่ใกล้กับกรุงเทพฯ พอเปิดล็อกดาวน์ได้ฟื้นตัวทิศทางที่ดีขึ้น โรงแรมทยอยเปิด ร้านอาหารพอได้ขายในวันเสาร์-อาทิตย์ ดังนั้น บทบาทของหอการค้าในการช่วยให้เศรษฐกิจในพื้นที่ขับเคลื่อนไปได้ โดยส่งเสริมเรื่องของนวัตกรรม ดิจิตอล เทคโนโลยีให้กับ SME ให้เข้าถึงได้ง่าย และสามารถนำไปใช้ได้จริงอย่างยั่งยืน แจกทุนคูปองดิจิตอล จำนวน 10,000 บาทให้กับผู้ประกอบรายเล็ก-ขนาดกลาง สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ในการจัดการบริหารร้านให้เป็นระบบ เพื่อเข้าสู่การแข่งขันทางการตลาด ซึ่งจะสร้างสมดุลสภาพเศรษฐกิจให้เข้มแข็งได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางรอดด้านเกษตร พูลลาภ อุไรงาม เกษตรและสหกรณ์จังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า โควิด-19 ทำให้เราเห็นได้ชัดมากขึ้นว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทำให้ภาคเกษตรไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ก่อนโควิดสนับสนุนเกษตรกรให้ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ทั่วประเทศกว่า 2 แสนราย เข้าสู่ช่วงวิกฤติโควิด-19 เกิดโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อรองรับแรงงานที่กลับมายังบ้านเกิด และพัฒนาเกษตรกรเดิมที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป ได้เพิ่มศักยภาพและพัฒนาการเกษตรด้วยนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี ซึ่งนอกจากสร้างงาน สร้างรายได้ ยังช่วยรักษาดิน น้ำ ป่า ให้สมบูรณ์ โดยได้มีการเปิดรับสมัครเข้ามาแล้วตั้งแต่สิงหาคมประมาณ 30% และต้องดำเนินการคัดเลือกอีกในขั้นตอนต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พงษ์อนันต์ จันทร์ไพร ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง แสดงความคิดเห็นว่า กิจกรรมหรือแคมเปญที่&amp;nbsp; ททท.ได้จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว อย่าง กินทุเรียนก่อนใครไประยอง ชวนคนมาเที่ยวสวนผลไม้ เมื่อเราต้องรับมือกับวิกฤติโควิด-19 ทำให้เกิดโอกาสในการขายเป็นกินทุเรียนก่อนใคร สั่งออนไลน์จากระยอง ผลตอบรับที่ดีมาก จะประเมินผลเพื่อจัดทำแคมเปญต่อเนื่อง ส่วนปัญหาการท่องเที่ยวชุมชนที่อยากแลกเปลี่ยน ทุกคนมีสมาร์ทโฟน สามารถจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม หรือร้านอาหารต่างๆ ผ่านเอเยนต์ออนไลน์หรือแอปพลิเคชันที่ไม่ใช่ของคนไทย ผลประโยชน์ไม่เข้าประเทศ เสนอให้ภาครัฐส่งเสริม SME พัฒนาแอปพลิเคชันของคนไทยเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจในประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ คณะวิชาการโครงการ &amp;quot;คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ&amp;rdquo; จะรวบรวมงานทางวิชาการและความคิดเห็นของประชาชนเพื่อเสนอต่อรัฐบาลและประชาชนภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ นอกจากนี้ ได้เปิดแพลตฟอร์มออนไลน์ให้คนไทยแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มายังมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ www.pidthong.org อีกช่องทางด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80951</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิดใหม่ไทยก้าวต่อ, นสพ.ไทยโพสต์, ปิดทองหลังพระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201018/image_big_5f8ba2e892c1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80074</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2020 18:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2020 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ห้วยลึก&#039;จากบ้านบนดอยแล้งน้ำทั้งปี สู่แหล่งผลิตพืชผักเมืองหนาวเชียงใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การพัฒนาตลาดม้งให้มีระเบียบ สร้างเอกลักษณ์ สร้างรายได้ชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จุดอ่อนของหมู่บ้านบนดอย บ้านห้วยลึก ตั้งแต่ขาดแคลนน้ำตลอดทั้งปี หน้าแล้งแหล่งน้ำตื้นเขิน ไม่มีน้ำจากต้นน้ำมาเติม ทำให้แหล่งน้ำที่อยู่ต่ำกว่าที่อยู่อาศัยแห้งขอด ส่วนน้ำบริโภคที่มาจากแหล่งประปา หน้าแล้งน้ำแห้ง หน้าฝนน้ำขุ่น ชาวบ้านต้องซื้อน้ำกิน จนกระทั่งวิกฤติการเกษตร ผลผลิตข้าวไร่ไม่ได้ดั่งใจ เพราะไม่มีน้ำ หมู่บ้านขาดการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม ปัญหามากมายถูกคลี่ออกมา เมื่อสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริเข้ามาดำเนินโครงการพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามพระราชดำริ (พชร.) ในบ้านห้วยลึก หมู่ที่ 7 ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อชักชวนชาวบ้านคิดและร่วมจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้านของตัวเองตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นทิศทางที่พัฒนาหมู่บ้านให้มั่นคงและพ้นความยากจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อนุรักษ์ป่าต้นน้ำให้สมบูรณ์ อีกมิติสำคัญในแผนพัฒนาหมู่บ้านห้วยลึก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บ้านห้วยลึกตั้งอยู่บนระดับความสูง 600-900 เมตร&amp;nbsp; มี 343 หลังคาเรือน ประชากรมีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ 6 ชนเผ่า ทั้งม้ง, อาข่า, ลาหู่, ลีซู, กะเหรี่ยง ฯลฯ&amp;nbsp; ชาวบ้านน้อมนำโครงการร้อยใจรักษ์ ในพระดำริฯ มาพัฒนาหมู่บ้าน โดยมีสถาบันปิดทองหลังพระฯ รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงสนับสนุน เกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา วางเป้าหมายสำคัญคือ ต้องการให้ชาวบ้านมีโอกาสทำมาหากิน มีปัจจัยสร้างรายได้ และแก้ปัญหายาเสพติด โดยมีทีมงานสำคัญ เรียกว่า &amp;ldquo;อัลเทอร์เนทีฟ ดีเวลลอปเมนท์&amp;rdquo; หรือเรียกว่า &amp;ldquo;เอดี&amp;rdquo; ประกอบด้วย เอดี 1 นักพัฒนาทางเลือก, เอดี 2 อาสาสมัครพัฒนาของหมู่บ้าน และเอดี 3 ชุดของหน่วยงานทหาร ช่วยกันพัฒนาดำเนินโครงการขยายผลร้อยใจรักษ์ในพระราชดำริ โดยไม่มีปฏิบัติการทางทหาร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิยะนุช ไชยวิชู นักพัฒนาทางเลือก (เอดี 1) โครงการขยายผลร้อยใจรักษ์ กล่าวว่า หลังจากผ่านการอบรมได้จัดประชาคมสอบถามความคิดเห็นของชาวบ้านว่า จะรับโครงการมาพัฒนาหมู่บ้านหรือไม่ ชาวบ้านเห็นตรงกัน โดยมีเป้าหมายว่า &amp;ldquo;ชุมชนเข้มแข็ง วัฒนธรรมชนเผ่า ใฝ่การศึกษา อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม&amp;quot; เริ่มพัฒนาเรื่องน้ำก่อน หมู่บ้านห้วยลึกมีจำนวนประชากรเยอะ น้ำไม่พอใช้ เครื่องสูบน้ำมีจำนวนไม่มาก ส่งน้ำได้ไม่ทั่วถึง นำมาสู่การปรับปรุงประปาหมู่บ้านเป็นโครงการแรก ปรับปรุงท่อส่งน้ำ รื้อระบบ วางท่อส่งน้ำใหม่ ติดตั้งระบบกรองน้ำ ชาวบ้านมีน้ำสะอาดดื่มทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ส่วนการบริหารจัดการน้ำชุมชน มีกฎระเบียบการใช้น้ำในหมู่บ้าน ติดตั้งมิเตอร์น้ำเพื่อจัดเก็บค่าใช้น้ำ ควบคู่กับการค้นหาแหล่งน้ำเพิ่มเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในชุมชน และปรับปรุงแหล่งน้ำเดิมที่ตื้นเขินเพื่อให้มีน้ำใช้ด้านการเกษตร สำรวจแหล่งขุดเจาะบ่อบาดาลในหมู่บ้าน แล้วยังมีโครงการระบบสูบน้ำด้วยโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟและน้ำมัน ชุมชนบ้านห้วยลึกยังเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ช่วยกันดูแลให้อุดมสมบูรณ์ ไม่บุกรุก รวมถึงทำพิธีเลี้ยงผีต้นน้ำ พิธีบวชป่าตามความเชื่อ ช่วยป้องกันการตัดไม้เพิ่มเติม&amp;quot; ปิยะนุช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปิยะนุช ไชยวิชู นักพัฒนาทางเลือก (เอดี 1) โครงการขยายผลร้อยใจรักษ์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักพัฒนาทางเลือกกล่าวด้วยว่า ที่หมู่บ้านยังพบปัญหาและความต้องการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาลตลาดม้งของชุมชนให้ได้มาตรฐาน จึงมีการปรับปรุงสถานที่ ภูมิทัศน์ จัดโซนขายสินค้าให้เป็นระเบียบ รวมถึงส่งเสริมท่องเที่ยวตลาดม้ง ทำให้ตอนนี้ตลาดสะอาด สร้างรายได้ให้ชุมชน เราช่วยกันพัฒนาตลาดม้ง หนุนท่องเที่ยว มีอาชีพเกิดขึ้น พ่อค้า แม่ค้าใส่ชุดม้งสร้างเอกลักษณ์ เสน่ห์ของตลาด กำหนดมาตรฐานสินค้า ควบคู่ส่งเสริมการตลาดออนไลน์เพิ่มช่องทางขายสินค้าของหมู่บ้าน อีกประเด็นที่ไม่ละเลยการจัดการขยะชุมชน บ่อทิ้งขยะของหมู่บ้าน ยังจัดการอย่างไม่ถูกต้อง ฉะนั้น ต้องช่วยกันลดปริมาณขยะลง ชุมชนสะอาด เราเน้นให้ชาวบ้านลดใช้ปุ๋ยเคมี ลดพลาสติก ส่งเสริมการคัดแยกขยะ รวมถึงอบรมทำปุ๋ยหมักจากขยะเปียก เศษอาหาร ช่วยลดค่าซื้อปุ๋ยเคมี ส่วนการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร แต่ละครัวเรือนรวมตัวกันวางแผนและผลิตพืชผักทั้งไว้กินในครัวเรือน เหลือขาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิยะนุช กล่าวต่อว่า บ้านห้วยลึกไม่มีพื้นที่ทำนา เพราะเป็นดอย และทำข้าวไร่ไม่ได้ผลผลิต เพราะไม่มีน้ำและมีแมลงศัตรูพืช จึงต้องไปซื้อข้าวเปลือกจากภายนอกมาเก็บไว้สีกิน จากแผนพัฒนาหมู่บ้านห้วยลึกมีการประสานความร่วมมือ หน่วยงานภายนอกเข้ามาสนับสนุน เช่น มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมอาชีพ และการตลาดรับซื้อผลผลิตของชุมชน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงสนับสนุนงบประมาณพัฒนาและองค์ความรู้ด้านการพัฒนา ส่วนใหญ่ชาวบ้านมีอาชีพปลูกผักสลัด ผักกาดขาว ปลูกกะหล่ำ มะเขือเทศ แตงกวา พืชสมุนไพร แล้วยังมีดอกไม้ต่างๆ เพาะกล้ากุหลาบ ปลูกดอกเบญจมาศ ผลผลิตเหล่านี้เป็นพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ หากผลผลิตตกเกรด ยังอาศัยตลาดม้งเป็นสถานที่วางขายสินค้าแก่นักท่องเที่ยวและหมู่บ้านใกล้เคียงได้ ชาวบ้านห้วยลึกมีจุดแข็งวัฒนธรรมเผ่าม้งเข้มแข็ง มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ พัฒนาต่อยอดได้ อย่างผู้หญิงปักผ้า เย็บเสื้อชนเผ่าให้คนในครอบครัวใส่ ก็มีการอบรมทำให้ผลิตภัณฑ์มีรูปแบบที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น เพื่อขายให้นักท่องเที่ยวที่นี่อยู่ใกล้ดอยหลวงเชียงดาว ถ้ำแกลบ ถ้ำงวงช้าง มีนักท่องเที่ยวคึกคัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;งานปักผ้า เย็บผ้าชนเผ่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาต่อยอดเพิ่มรายได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนมีบทบาทสำคัญ ปลุกชาวบ้านให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง รวมกลุ่มกัน พึ่งตนเอง ยกระดับจากหมู่บ้านที่ไม่พออยู่พอกินให้ลืมตาอ้าปากได้ อภิเดช แซ่จาง ผู้ใหญ่บ้านห้วยลึก หมู่ที่ 7 กล่าวว่า หมู่บ้านของเราติดชายแดน เป็นทางผ่านของยาเสพติด เป็นหมู่บ้านพื้นที่ของ ป.ป.ส. ประชากร 1,800 คน ชาย 900 คน หญิงกว่า 800 คน ส่วนมากเป็นวัยทำงาน พื้นที่การเกษตรกว่า 2,000 ไร่ ยังไม่พอแก่การทำมาหากินในหมู่บ้าน ต้องเช่าพื้นที่หมู่บ้านอื่นๆ ทำการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; รายได้ของหมู่บ้านทั้งหมดที่โครงการร้อยใจรักษ์คืนข้อมูลมา ทำให้เพิ่งทราบว่าภายใน 1 ปี หมู่บ้านมีรายได้ 120 ล้านบาท แต่หนี้สินก็สูงถึง 90 ล้านบาท ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ จากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว การพัฒนาหมู่บ้าน นอกจากส่งเสริมอาชีพหลักทำการเกษตร ปลูกผักเมืองหนาว ซึ่งกว่า 200 หลังคาเรือนเป็นสมาชิกโครงการหลวง ที่นี่เป็นแหล่งปลูกเบญจมาศที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งของไทย ชาวบ้านเก่งแล้ว หาตลาดเองด้วย เพราะผลผลิตมากกว่าโควตาโครงการหลวง จึงมีรายได้สองทาง ช่วงโควิดยังขนพืชผักลงไปแบ่งปันคนเมืองด้วย ตามแผนยังส่งเสริมชาวบ้านปลูกมะม่วง ลำไย แทนข้าวโพด ไม่เพียงสร้างรายได้ ยังดีต่อดิน น้ำ ป่า ฟื้นฟูระบบนิเวศบนที่สูงให้กลับมา&amp;quot; อภิเดชฉายภาพการแก้ปัญหาในหมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อภิเดช แซ่จาง ผู้ใหญ่บ้านห้วยลึก หมู่ที่ 7&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้านชาวม้ง บอกอีกว่า ภายในชุมชนยังมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงหมู ลูกหมูดำ เพราะแต่ละปีทุกบ้านจะต้องนำมาใช้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของศาสนาไม่ต่ำกว่า 10 ตัว ถ้าสามารถเลี้ยงหมูด้วยตัวเองจะลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว เบื้องต้นต้องรวมกลุ่มให้ได้ 10 คนขึ้นไป ด้านปศุสัตว์ยังส่งเสริมเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง ไก่ไข่ เลี้ยงปลา เป้าหมายอยากให้เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างศักยภาพในการต่อรอง ทั้งกลุ่มผู้เลี้ยงหมู กลุ่มปักผ้าเย็บผ้า กลุ่มชาวสวนมะม่วง แต่อุปสรรคอุปนิสัยคนม้งชอบแยกตัวทำงาน ทำธุรกิจของตัวเอง จึงละลายพฤติกรรมด้วยการจัดประชุมประจำเดือน นั่งคุยให้ความรู้กับชาวบ้าน ระดมสมองปลดหนี้ ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่าต้องหมดหนี้ให้ได้ แผนพัฒนาหมู่บ้านครอบคลุมทุกด้าน ทำให้ชาวบ้านห้วยลึกมีทางเลือก สร้างรายได้ ไม่ต้องพึ่งพายาเสพติด เชื่อว่าหมู่บ้านของตนจะเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาชุมชม โดยที่ชุมชนรู้ เข้าใจ ปัญหาของตนเองก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ภัทรา เกิดอาชาชาญ เกษตรกรรุ่นใหม่ร่วมพัฒนาตามแนวพระราชดำริ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภัทรา เกิดอาชาชาญ อายุ 26 ปี เกษตรกร กล่าวว่า ครอบครัวปลูกเบญจมาศส่งโครงการหลวง แล้วยังทำสวนมะม่วง สวนลำไย หลังพัฒนาระบบน้ำในหมู่บ้านตามแผน ทำให้มีน้ำใช้ทำเกษตรเพียงพอ น้ำประปาก็สะอาด ลดค่าใช้จ่ายซื้อน้ำไปได้ นอกจากทำเกษตร ตนยังมีอาชีพค้าขายในตลาดม้ง เมื่อปรับปรุงตลาด มีการจัดโซน กำหนดราคากลาง ติดป้ายราคาชัดเจน เพื่อไม่ให้ตัดราคากันเอง ทำให้ค้าขายได้มากขึ้น หนี้สินลดลง จะไม่ก่อหนี้เพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตนและลูกบ้านเห็นด้วยกับการทำแผนพัฒนาหมู่บ้านห้วยลึก เพราะหนึ่งปีที่ผ่านมาทุกหน่วยงานช่วยส่งเสริมชาวบ้านให้มีความรู้ แนะนำเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำให้พึ่งพาตัวเอง ไม่ตกอยู่ในวงจรหนี้สิน&amp;quot; ภัทรา กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80074</URL_LINK>
                <HASHTAG>นสพ.ไทยโพสต์, บ้านห้วยลึก, ปิดทองหลังพระ, โครงการพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามพระราชดำริ (พชร.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201010/image_big_5f81945185295.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69893</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2020 20:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2020 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปิดทองหลังพระ&#039;พัฒนาทุเรียนสามจังหวัดชายแดนใต้ ปีที่ 3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ไทย กลายเป็นสินค้าส่งออกสร้างรายได้ที่สำคัญให้กับไทย และมีตลาดหลักที่ประเทศจีน ซึ่งในช่วงโควิด-19 ความต้องการทุเรียนของประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่แหล่งผลิตทุเรียนหลักไม่ได้มีแต่ภาคตะวันออก ทั้งระยอง จันทบุรีและตราดเท่านั้น แต่พื้นที่ 3&amp;nbsp; จังหวัดชายแดนใต้ ก็นับว่าเป็นอีกแหล่งผลิตทุเรียนชั้นดีของประเทศ ที่ปัจจุบันสามารถส่งออกไปจีนได้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้พาไปเยี่ยมชมการผลิตทุเรียนของพี่น้อง จ.ยะลาและนราธิวาส ซึ่งก่อนหน้านี้ปิดทองฯ ได้เข้าไปดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการทุเรียนคุณภาพ หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตรให้มีคุณภาพตามศาสตร์พระราชาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อเนื่องสู่ปีที่ 3 โดยยึดหลักแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า ทุเรียนที่ยะลานับว่าเป็นหนึ่งผลิตผลที่สำคัญของจังหวัด ก็พร้อมเริ่มต้นฤดูเก็บเกี่ยวตั้งแต่มิถุนายน และคาดว่าการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ จะช่วยให้การส่งออกสะดวกขึ้น พื้นที่ จ.ยะลาปลูกทุเรียนใน 8 อำเภอ เพราะมีสภาพแวดล้อมและอากาศที่เหมาะสม เนื้อทุเรียนของที่นี่มีลักษณะเด่น คือ เนื้อแห้ง เหนียว เนียนนุ่มหอม พันธุ์ที่นิยมปลูกคือ หมอนทอง ซึ่งเป็นพันธุ์หลักส่งออก และพันธุ์ทางเลือก ได้แก่ มูซานคิงส์ โอฉี่หรือหนามดำ พวงมณี ฯลฯ รวมกว่า 73,000 ไร่ ผลผลิตในปีนี้พร้อมการเก็บเกี่ยวกว่า 53,000 ไร่ หรือได้ผลผลิตประมาณ 53,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 10,000 ตัน ซึ่งเป็นผลจากการที่เกษตรกรเข้าร่วมโครงการทุเรียนคุณภาพ ที่ปิดทองฯ เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือ ส่งผลให้มีเกษตรกรอื่นๆ หันมาปลูกทุเรียนมากขึ้นด้วย โดยในปี 2563 มีเกษตรเข้าร่วมโครงการ ทั้งสิ้น 447 ราย และมีทุเรียนเข้าร่วมกว่า 20,000 ต้น ซึ่งมากที่สุดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และคาดว่าตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2563 จะมีผลผลิตทุเรียนคุณภาพประมาณ 1,640 ตัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผอ.สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า การดำเนินโครงการในปี 2563 มีเกษตรกรที่เข้าร่วม&amp;nbsp; 625 ราย มากสุดที่ จ.ยะลา รองลงมาคือ จ.นราธิวาสและ จ.ปัตตานี รวมต้นทุเรียน 29,201 ต้น คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 1,800 ตัน แบ่งเป็นเกรด AB ที่เป็นมาตรฐานส่งออกไม่มีหนอน ประมาณร้อยละ 85&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รองลงมาคือ เกรด C ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 160 ล้านบาท มากกว่า 2 เท่าของปี 2562 ซึ่งเป็นการประมาณการผลผลิตและรายได้เฉพาะที่จำหน่ายให้กับโครงการ ทั้งนี้ เป้าหมายของโครงการในปี 2564&amp;nbsp; คาดว่าจะมีทั้งเกษตรกรหรือจำนวนต้นทุเรียนของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเป็น 2 เท่าของปี 63 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายการัณย์ กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมรับซื้อทุเรียนคุณภาพ 3 จังหวัดชายแดนใต้ล็อตแรก ในวันที่ 18 มิถุนายน 2563 มีเกษตรกรนำเข้ามาขาย 31 ราย แบ่งเป็นทุเรียนเกรด AB 4,930 กิโลกรัม รวม 493,000 บาท เกรด C 2,814 กิโลกรัม รวม 225,120 บาท และตกไซต์ 2,254 กิโลกรัม รวม 135,240 บาท ซึ่งก็คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่ที่สำคัญคือการป้องกันหนอนเจาะผลทุเรียน เพราะทุเรียนที่ปลูกบนภูเขา จะต้องเจอกับปัญหานี้ จึงต้องเน้นการดูแลในระยะผลผลิตออก ฉีดพ่นสารป้องกันแมลงค่อนข้างถี่ แต่ทำตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร และหยุดใช้ 20 วัน ก่อนเก็บเกี่ยว โดยเกษตรกรจะได้รับการดูแล คำปรึกษาในการแก้ปัญหาเบื้องต้น จากอาสาทุเรียน ถือเป็นฟันเฟืองจักรสำคัญของโครงการ เพื่อให้เกษตรกรปฏิบัติตามคู่มือการผลิตทุเรียนคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำจัดวัชพืชสวนทุเรียน การให้น้ำ ใส่ปุ๋ย การป้องกันโรคและแมลง ฯลฯ รวมทั้งเป็นผู้ที่เก็บข้อมูลนำไปสู่การประมวลผล และประเมินสถานการณ์เป็นระยะตั้งแต่กระบวนการผลิต การเก็บเกี่ยว และรวมถึงเป็นตัวเชื่อมการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่สถาบันกับเกษตรกรตลอดกระบวนการของโครงการ เพื่อให้ได้ทุเรียนที่มีคุณภาพและมีฐานข้อมูลในการพัฒนาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผลผลิตทุเรียนในสวน 3 จังหวัดชายแดนใต้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าเกษตรกรทุเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้มีแรงจูงใจที่สำคัญในการหันมาใส่ใจทุเรียน ดูแลตามมาตรฐานของโครงการ คือการมีตลาดรองรับที่แน่นอน และราคารับสูงกว่าตลาดทั่วไป และความต้องการของตลาดในจีนยังมีปริมาณมาก โดยราคาตลาดทั่วไป ทุเรียนเกรด AB ราคาอยู่ประมาณ 80-85 บาท ซึ่งเราจะรับซื้อเพิ่มขึ้น 20-25% ประมาณ 100 บาท/กิโลกรัม ส่วนเกรด C ราคา 80 บาท/กิโลกรัม และตกไซต์ราคา 60 บาท/กิโลกรัม อย่างการรับซื้อล็อตแรก คาดว่า 100% ขายได้ทั้งหมด เพราะเป็นทุเรียนมีคุณภาพ แต่ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญคือ หนอนเจาะทุเรียน จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการปรึกษาและหาทางออก แต่ที่ขนส่งทุเรียนไปยังประเทศจีนปราศจากหนอน ดังนั้น จากจุดรับซื้อที่ล้ง จ.ยะลา ก็จะถูกขนส่งไปยังล้งในเครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.ชุมพร ทำการคัดแยกอีกหนึ่งรอบ และบรรจุบกล่องขึ้นเรือที่ท่าแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ส่งต่อไปยังตลาดปลายทางประเทศจีน โดยใช้เวลาประมาณ 7 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อาแว แบรอ เกษตรกรยะลา ร่วมพัฒนาทุเรียนคุณภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนินเขา ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกทุเรียน โดยมีนายอาแว แบรอ อายุ 56 ปี&amp;nbsp; เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทุเรียนคุณภาพต่อเนื่อง 2 ปีเป็นเจ้าของ ซึ่งได้เล่าให้ฟังว่า ปลูกทุเรียนมา 25 ปีแล้ว บนพื้นที่ 8 ไร่ ส่วนใหญ่จะปลูกพันธุ์หมอนทอง ก้านยาว ชะนี และมีทุเรียนเบญจพรรณบ้างเล็กน้อย ก่อนเข้าร่วมโครงการก็ปลูกทุเรียนแบบปล่อย ไม่ได้สนใจมากนัก ทำให้ผลผลิตมีหนอนเจาะเมล็ดมาก ผลเล็กไม่ได้ขนาด ต้นไม่สมบูรณ์ เพราะไม่รู้ความเรื่องโรคแมลง ไม่รู้วิธีป้องกันและรักษา ทำให้ขายทุเรียนได้กิโลกรัมละ 20 บาท หรือขายตามราคาคนที่มารับซื้อ เท่าไหร่ก็ขาย พอได้เข้าร่วมโครงการครั้งแรกในปี 2562 พันธุ์ทุเรียนที่นำเข้าร่วมคือ หมอนทอง จำนวน 42 ต้น แต่ก็ยังไม่ได้คุณภาพมากนัก ส่วนใหญ่เป็นเกรดต่ำ ทำให้สูญเสียรายได้ไปมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ผลผลิตที่ผมนำไปขายระหว่าง 8 กรกฎาคม-15 กันยายน 2562 ขายได้ 3,622 กิโลกรัม เป็นเกรด AB&amp;nbsp; 1,184 กิโลกรัม เกรด C 1,729 กิโลกรัม และตกไซส์ 709 กิโลกรัม มีรายได้ 242,919 บาท เฉลี่ยรายได้ต่อต้น 6,073 บาท คิดเป็นเกรดคุณภาพ AB เพียงร้อยละ 33 เพราะยังขาดเรื่องของระบบน้ำและการดูแล พออาสาทุเรียนเข้ามาช่วยดูแลในปีนี้ จึงเข้าร่วมโครงการต่อเนื่อง รวมต้นทุเรียนทั้งหมด 56 ต้น และมีการจดบันทึกการดูแลเอง รวมไปถึงการทำตามมาตรฐานของโครงการทุกขั้นตอน และคาดว่าปีนี้จะได้ผลผลิต 1 ล้านบาทแน่นอน ทำให้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ดีขึ้นด้วย&amp;quot; อาแว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69893</URL_LINK>
                <HASHTAG>การัณย์ ศุภกิจวิเลขการ, ปิดทองหลังพระ, พัฒนาทุเรียน3จังหวัดชายแดนใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200627/image_big_5ef740ca2e32a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วินทร์ เลียววาริณ&#039; สะท้อนสังคมในภาวะวิกฤติได้เห็นหัวใจคนไทยมีจิตสาธารณะ แต่ก็มีคนบ่นด่าไม่เลือกเวลา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย.63 - ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ช่วงหลายสัปดาห์นี้ เพื่อนๆ ผมหลายคนซื้อข้าวของต่างๆ ไปแจกชาวบ้าน บางคนก็ทำอาหารเป็นข้าวกล่องแจกคนที่เดือดร้อนเพราะโควิด ซึ่งมีมากมายและเป็นภาพปกติไปแล้ว บางคนตกงาน บางคนไม่พอกิน ข้าวกล่องเพียงกล่องเดียวมีความหมายมากมายเหลือเกิน วันนี้หมด พรุ่งนี้มีมาแจกใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกเหนือจากกลุ่มเพื่อน ก็มีคนอื่นๆจำนวนมากทำสิ่งที่ตัวเองถนัดเพื่อคนอื่น บางคนเย็บหน้ากากผ้า บางคนทำของโน่นนี่ไปแจก โดยไม่ติดชื่อตัวเองบนสิ่งของ ทำด้วยใจล้วนๆ นี่เป็นอีกครั้งที่เราเห็นหัวใจคนไทยผู้ยังมีจิตสาธารณะ งดงาม และซาบซึ้งใจ แต่แน่ละ เมื่อมีคนปิดทองหลังพระ ก็มีคนที่ยังบ่นไม่เลือกเวลา หาเรื่องด่าได้ทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่าก็ว่าเถอะ ห้วงเวลาที่ข้าศึกอยู่ที่หน้าประตูเมืองมิใช่เวลาคิดบัญชีว่าใครผิดใครถูก แก้ปัญหาดีหรือไม่ดี มันเป็นเวลาที่ทุกคนต้องรวมหัวคิดหาทางแก้ปัญหานี้ให้จบดี จบเร็ว ใครมีไอเดียดีๆ อะไร ก็บอกมา ถ้าจะตีจะด่าใคร รอไว้วันหลังก็ได้ ถ้ายังมีชีวิตรอดจากมหันตภัยนี้ ใครจะรู้ อาจตายก่อนก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่แต่ละคนควรถามตัวเองในวันนี้คือ เราแต่ละคนทำหน้าที่ของเราดีที่สุดแล้วยัง? บางทีคำตอบที่ดีที่สุดคือคำถามของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี เมื่อ 59 ปีก่อน &amp;quot;Ask not what your country can do for you, ask what you can do for your country.&amp;quot; อย่าถามว่าประเทศจะให้อะไรคุณบ้าง ถามตัวเองว่าคุณจะให้อะไรประเทศบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และบางทีหน้าที่ที่ดีที่สุดก็ง่ายที่สุด เช่น การไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดการแพร่เชื้อเท่านั้นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากจะถามว่า เราจะทำอะไรให้บ้านเกิดเมืองนอนแล้ว ยังควรถามอีกคำว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา หรือเราเป็นปัญหาเสียเอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63439</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, จิตอาสา, ช่วยเหลือคนจน, ทำบุญทำทาน, ปิดทองหลังพระ, วินทร์ เลียววาริณ, แจกข้าวกล่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200417/image_big_5e995ab848d5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57453</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดทองหลังพระ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจาก อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ที่กำกับกระทรวงคมนาคม กับ&amp;nbsp; ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.กระทรวงคมนาคม ภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่ช่วยกันผลักดันให้การจ่ายค่าเวนคืนที่ดิน โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96.41 กิโลเมตร (กม.) มูลค่าโครงการรวม 55,927 ล้านบาท จนเป็นผลสำเร็จไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยใช้เวลาเคลียร์ปัญหาจบภายใน 1 เดือน หลังจากโครงการนี้ติดหล่มมานานกว่า 4 ปีจากปัญหาการชดเชยเงินที่เหมาะสมให้แก่ชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกคนหนึ่งที่ต้องยกนิ้วให้ในฐานะ &amp;quot;ผู้ปิดทองหลังพระ&amp;quot; คือ ส.ส. กุ๊ก หรือ ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน&amp;nbsp; ส.ส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย นักการเมืองรุ่นใหม่ในพื้นที่อำเภอท่ามะกา ซึ่งเจ้าตัวผูกพันและรับทราบปัญหาเวนคืนพื้นที่นี้เป็นอย่างดี โดยได้รายงานข้อมูลต่างๆ ให้ &amp;quot;หัวหน้าหนู&amp;quot; และ &amp;quot;เลขาฯ โอ๋&amp;quot; รับทราบอย่างชัดเจนเพื่อนำไปขับเคลื่อนโครงการจนสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะจำนวนเงินค่าเวนคืนที่เหมาะสม ถูกต้อง เป็นธรรม มิเพียงจำนวนเงินค่าเวนคืน แต่ยังรวมถึงค่าเสียสละและเสียโอกาส ที่ชาวบ้านจะได้รับความเสี่ยงที่ต้องไปเริ่มต้นชีวิตในทำเลและสภาพแวดล้อมใหม่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยการทำงานแบบเกาะติดของ ส.ส.กุ๊ก จึงไม่น่าแปลกที่ในวันที่ เสี่ยหนู และ รมต.โอ๋ เดินทางมามอบเงินค่าเวนคืนที่ตำบลตะคร้ำเอน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมาให้แก่ตัวแทนชาวบ้านจำนวน 22 ราย (จังหวัดกาญจนบุรี 20 ราย และจังหวัดราชบุรี 2 ราย) เท่านั้น แต่กลับมีชาวบ้านเดินทางมาร่วมงานไม่น้อยกว่า 3,000 คนเลยทีเดียว ทราบว่าส่วนใหญ่ต้องการขอบคุณนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ อนุทิน รมต.โอ๋ รวมทั้ง ส.ส.กุ๊ก ที่สะสางปัญหาดังกล่าวที่ติดหล่มมาเนิ่นนานให้จบลงได้ และโครงการเดินหน้าเปิดให้บริการปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญชาวบ้านยังฝากขอบคุณรัฐบาล ที่นำความเจริญและสร้างเศรษฐกิจให้ชาวเมืองกาญจน์อีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;ช่างสงสัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57453</URL_LINK>
                <HASHTAG>คันปากอยากเล่า, ช่างสงสัย, ปิดทองหลังพระ, ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200212/image_big_5e440014a98e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2019 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2019 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ชุบชีวิต&#039;ดินแก่นมะกรูด&#039;  สู้วิกฤต&#039;ชะล้างพังทลาย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สภาพปัญหาการชะล้างพังทลายของดินรุนแรงที่แก่นมะกรูด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยอัตราการพังทลายของดินในพื้นที่แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี สูงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ละปีเกษตรกรสูญเสียปริมาณดินในพื้นที่มากกว่า 10-12 &amp;nbsp;ตันต่อไร่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ไม่มีธาตุอาหารที่พืชต้องการ ผลผลิตที่ได้หลังเพาะปลูกไม่เป็นไปตามเป้า มีการคาดการณ์ว่าภายใน 3-5 ปี ข้างหน้า ดินบนแก่นมะกรูดจะเสื่อมโทรมพังทลายลงมามากกว่านี้ &amp;nbsp;วิกฤตถึงขั้นไม่สามารถเพาะปลูกได้หากไม่เร่งแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตนี้ โครงการ&amp;rdquo;หยุดการชะล้างพังทลายของดิน &amp;nbsp;คืนชีวิตให้แผ่นดินแก่นมะกรูด&amp;rdquo; โดยบริษัทบางจากคอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน) สมาคมดินโลก(World Soil Association) กรมพัฒนาที่ดินและสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ &amp;nbsp;จึงเกิดขึ้น &amp;nbsp;ถือเป็นโครงการด้านดินโดยเฉพาะเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ตำบลแก่นมะกรูดซึ่งการชะล้างพังทลายของดินเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวหลายประเทศรณรงค์และแก้ปัญหาอย่างจริงจังนอกจากนี้งานวันดินโลกวันที่5 ธันวาคมพ.ศ.2562 จะจัดภายใต้ธีม&amp;ldquo;Stop Soil Erosion, Save Our Future &amp;rdquo; หรือปกป้องอนาคตหยุดการชะล้างพังทลายของดินเพื่อตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร และเกียรติชัย ไมตรีวงษ์ ปลูกหญ้าแฝกในแปลงเกษตรกรแก่นมะกรูดที่ร่วมโครงการ&amp;rdquo;หยุดการชะล้างพังทลายของดินฯ&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ &amp;nbsp;และนายกสมาคมดินโลกกล่าวว่าประเทศไทยเผชิญปัญหาการชะล้างพังทลายของดินเพราะสภาพดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนยิ่งมีการเปิดหน้าดินโล่ง &amp;nbsp;บวกกับความลาดชัน &amp;nbsp;เมื่อมีฝนตกหรือลมแรงจะมีโอกาสชะล้างพังทลายของดินสูงมากการเพาะปลูกไม่ได้ผลมีการเก็บศึกษาวิจัยเก็บข้อมูลพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศกว่า150 ล้านไร่สูญเสียหน้าดินจากการชะล้างของฝนประมาณ108 ล้านไร่ &amp;nbsp;เป็นตัวเลขที่ไม่น้อยมูลค่าความสูญเสียสองล้านล้านบาทต่อปีหากไม่ทำให้ดินกลับคืนความอุดมสมบูรณ์ประเทศจะไม่เหลืออะไรเลย &amp;nbsp;ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักด้านดินมาตลอดพระชนมชีพเพื่อพลิกฟื้นดินให้สมบูรณ์และอุ้มน้ำได้รวมถึงปลูกพืชโดยไม่มีต้นทุนทรงเผยแพร่แนวพระราชดำรินี้ทั่วโลกให้รางวัลพระองค์เชิดชูพระอัจฉริยภาพด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ทั่วโลกวิตกกังวลความเสื่อมโทรมของดินต่อไปผู้คนจะอดอยากขาดแคลนอาหารเพราะดินเพาะปลูกไม่ได้การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องไม่ทิ้งใครให้อดอยาก &amp;nbsp;หรือZero Hunger &amp;nbsp;สมาคมดินโลกมีมติตรงกันภายใน3 ปีนี้ต้องหยุดมลพิษในดิน แม้กระทั่งพลาสติกหยุดการชะล้างพังทลายดินปีหน้าต้องร่วมกันทำให้ดินมีความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพืชพรรณจุลินทรีย์ไส้เดือนไม่ใช่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เห็นกัน&amp;ldquo; ดร.วิวัฒน์ย้ำ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่เกษตรกรรมสูญเสียหน้าดินจากการชะล้างพังทลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพื้นที่ ต.แก่นมะกรูดที่มีปัญหาคุณภาพดินวิกฤต ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีโครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ ต.แก่นมะกรูดอ.บ้านไร่จ.อุทัยธานีตามแนวพระราชดำริโดยมีความร่วมมือจากเครือข่ายที่ศรัทธาในแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยมีสถาบันปิดทองหลังพระฯเป็นแม่งานหลั กแก้ปัญหาชะล้างพังทลายของดินตามศาสตร์พระราชา &amp;nbsp;มีการอบรมหลักกสิกรรมธรรมชาติให้เกษตรกร &amp;nbsp;ใช้จอบแทนรถไถเพื่อไถพรวนหน้าดินทำไร่ ทำนาขั้นบันไดและคลองไส้ไก่กักเก็บน้ำเก็บตะกอนไม่หลากไปที่อื่น ปลูกหญ้าแฝกฝายชะลอน้ำ &amp;nbsp;และปลูกป่า 5 ระดับสูงกลางเตี้ยเรี่ยดิน จนถึงระดับใต้ดิน ซึ่งวิธีการนี้ความอุดมสมบูรณ์ของดินกลับมาผลผลิตสูงขึ้น 3-4 เท่าและสามารถปลดหนี้ได้จากที่คิดฆ่าตัวตายที่สำคัญไม่บุกรุกป่าเพิ่มเพื่อหาที่ๆดินดีกว่าเมื่อมีตัวอย่างเกษตรกรที่เพาะปลูกผลผลิตงอกงามเกิดการขยายผลในพื้นที่สืบสานศาสตร์พระราชาและส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกว่า&amp;ldquo;เกษตรกรรมยั่งยืน&amp;rdquo; รัฐจะต้องส่งเสริมและพัฒนาอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; องค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาติ(FAO) ร่วมกับรัฐบาลไทยจัดให้มีการมอบรางวัลวันดินโลก หรือWorld Soil Day Award ให้แก่ประเทศองค์กรบุคคลที่อนุรักษ์ดินปีแรกองค์กรจากบังคลาเทศได้รางวัลจากการแก้ดินเค็มและกัดเซาะชายฝั่งปี62 นี้หวังจะให้พื้นที่แก่นมะกรูดเป็นต้นแบบการชุบชีวิตดินที่เสื่อมสภาพโดยมีเครือข่ายรัฐเอกชน อบจ. กลุ่มเกษตรกรชนเผ่ากระเหรี่ยงร่วมทำระบบอนุรักษ์ดินน้ำทำเกษตรกรรมยั่งยืนหยุดชะล้างพังทลายของดินอนาคตมีองค์กรทั่วโลกเดินทางมาศึกษาเรียนรู้และน้อมนำศาสตร์พระราชาไปปรับใช้&amp;ldquo; ดร.วิวัฒน์ กล่าวย้ำให้แก่นมะกรูดนำร่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สร้างฝายเก็บกักน้ำในพื้นที่สูงเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดินตามศาสตร์พระราชา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เกียรติชาย&amp;nbsp;ไมตรีวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มงานวางแผนยุทธศาสตร์และพัฒนาความยั่งยืนองค์กรบางจากฯ กล่าวว่า บางจากฯได้รับคำชักชวนจากสถาบันปิดทองหลังพระฯ ร่วมพัฒนาพื้นที่แก่นมะกรูดในเรื่องสำคัญประกอบด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์และตั้งกลุ่มอาชีพมีการแปรรูปกล้วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากระบบเกษตรกรรมยั่งยืนรวมถึงจะส่งเสริมการปลูกอ้อยชนิดคั้นน้ำในแก่นมะกรูด &amp;nbsp;ส่งมาจำหน่ายให้ร้านของบางจากได้เป็นช่องทางกระจายสินค้าเกษตรและต่อยอดท่องเที่ยววิถีเกษตรและวัฒนธรรมในพื้นที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวอุดหนุนสินค้าชุมชนช่วยให้ชาวบ้านซึ่งเป็นชุมชนบนพื้นที่สูงให้มีรายได้มากขึ้น &amp;nbsp;และล่าสุดในปีนี้ร่วมโครงการด้านดินเพราะดินเป็นแหล่งเพาะปลูกเกิดอาชีพเนื่องในโอกาส35 ปีจะร่วมแก้ปัญหาชะล้างพังทลายของดินด้วยศาสตร์พระราชาพาไปอบรมทำโคกหนองนาเก็บน้ำทุกหยดที่ตกลงมา เราติดอาวุธให้เกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; &amp;nbsp;ความรุนแรงของปัญหาชะล้างพังทลายของดินทำให้ปีนี้ต้องเร่งรักษาหน้าดินให้ดีเลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืชทำดินให้ดีให้มีปุ๋ยมากขึ้นโดยไม่ใช้สารเคมี &amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงการนี้จะน้อมนำศาสตร์พระราชาทำงานนำร่องกับ4 ครอบครัวพื้นที่4 แปลงรวม22 ไร่ทำลักษณะโครงการวิจัย มีติดตามวัดผลและติดตามการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการหยุดชะล้างหน้าดินร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินตลอด3 ปีออกแบบพื้นที่ทำโคกปลูกป่า3 อย่างประโยชน์4 อย่างนาขั้นบันไดขุดหลุมขนมครกสวนเกษตรมีฝายกักเก็บน้ำในที่สูง&amp;ldquo; &amp;nbsp;เกียรติชายกล่าวถึงการคืนชีวิตให้&amp;rdquo;ดิน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คิกออฟโครงการ&amp;rdquo;หยุดการชะล้างพังทลายของดิน &amp;nbsp;คืนชีวิตให้แผ่นดินแก่นมะกรูด&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีร่วมประกาศเจตนารมณ์หยุดชะล้างพังทลายของดินแก่นมะกรูด กล่าวว่า อุทัยธานีเป็นแหล่งต้นน้ำสะแกกรังพื้นที่80% ของจังหวัดเป็นป่าและเขาสูงมีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพทั้งยังเป็นที่ตั้งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ &amp;nbsp;8 อำเภอในจังหวัดยึดอาชีพเกษตรกรสำหรับการดำเนินโครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ต.แก่นมะกรูดเป็นกระบวนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริรัชกาลที่9 &amp;nbsp;บูรณาการแก้ไขปัญหายากจนสอดคล้องกับทิศทางพัฒนาจังหวัดเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเกษตรปลอดภัยการต่อยอดสู่โครงการหยุดการชะล้างพังทลายของดินตามแนวพระราชดำริจะเกิดประโยชน์ มีการปรับปรุงบำรุงดิน &amp;nbsp;ลดการรุกป่าหากดึงเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นจะสร้างภูมิคุ้มกันด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า พื้นที่แก่นมะกรูดมีชาวกะหรี่ยงอยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี2518 &amp;nbsp;ถือเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติรอยต่อพื้นที่อนุรักษ์3 ป่า &amp;nbsp;อดีตชาวบ้านอยู่แบบคู่ขนานกับเจ้าหน้าที่ &amp;nbsp;มีความขัดแย้งไม่ได้รับอนุญาตทำกิน และกำลังจะเผชิญปัญหาเขาหัวโล้นเช่นเดียวกับภาคเหนือและจ.น่าน &amp;nbsp; หากไม่หยุดบุกรุกทำลายป่าเพื่อทำไร่ &amp;nbsp; กระทั่งอบจ. ร่วมกับชาวบ้านและสถาบันปิดทองหลังพระฯ &amp;nbsp;ทำโครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการฯสภาพความเป็นอยู่แก่นมะกรูด เปลี่ยนแปลงทางที่ดีขึ้น &amp;nbsp;ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์จากป่า &amp;nbsp;โดยอาศัยบทบัญญัติในมาตรา19 ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติเป็นฐานในการสร้างความถูกต้องทางกฎหมายให้กับการทำกินบนพื้นที่21,600 ไร่เมื่อกำหนดพื้นที่ได้แล้วก็ขอความร่วมมือ2,000 คนจาก500 ครัวเรือนไม่ให้บุกรุกป่าเพิ่ม &amp;nbsp;และเริ่มทำเกษตรยั่งยืนสืบสานศาสตร์พระราชายังมีเรื่องท่องเที่ยวฤดูหนาวมีนักท่องเที่ยวตอบรับดีมาก &amp;nbsp;ทำรายได้เข้าชุมชนใช้สโลแกน&amp;rdquo;หนาวสุดกลางสยาม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; การหยุดชะล้างพังทลายของดินจะช่วยลดต้นทุนเกษตรกรเพราะทุกวันนี้บางครัวเรือนต้องหว่านข้าวโพด3 ครั้งเมื่อฝนตก &amp;nbsp;เมล็ดพันธุ์ไหลลงคลองต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่อย่างไรก็ตามทิศทางบ้านแก่นมะกรูดจะลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่น อ้อย มันสำปะหลัง &amp;nbsp;แล้วก็สนับสนุนให้ปลูกพืชหลากหลายหลังปลูกพืชไร่กรมพัฒนาที่ดินยังแนะนำให้ปลูกพืชขวางทางลาดเทของพื้นที่ปลูกหญ้าแฝกตามแนวพระราชดำริ ไถกลบตอซังแทนเผาสร้างปัญหาฝุ่นพิษ&amp;ldquo; นายก อบจ. ย้ำต้องร่วมมือลดตัวเร่งการพังทลายดิน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้จอบแทนรถไถปรับพื้นที่เกษตรลดการชะล้างพังทลาย ขุดคลองไส้ไก่ในแปลงเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีเกษตรกรแก่นมะกรูดน้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้มากขึ้นเลิกทำเกษตรเชิงเดี่ยวชีวิตเปลี่ยนคุณภาพดินฟื้นคืน &amp;nbsp;วันนบ ขอสุข ประธานกลุ่มแก่นมะกรูดโมเดล กล่าวว่า เคยทำไร่ข้าวโพดมีแต่หนี้สินจนได้ไปอบรมศาสตร์พระราชากับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาตินำโคกหนองนาโมเดลกับเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้กับพื้นที่ของตัวเองเมื่อปี2559 ปลูกกล้วย ส้ม &amp;nbsp;สตอเบอรี่ และพืชผักสวนครัวเ ช่น ฟักข้าว ชะอม ผักหวานบ้าน &amp;nbsp;ผักหวานป่า &amp;nbsp;พื้นที่ของตน23 ไร่ห่มดินด้วยฟาง &amp;nbsp;ทำคลองไส้ไก่ขุดหลุมขนมครก เก็บน้ำฝนไว้ในพื้นที่ได้มากกว่า80% &amp;nbsp;ล่าสุดปลูกกาแฟรัฐสนับสนุนต้นกล้ากาแฟปัจจุบันแปรรูปขายชื่อกาแฟ&amp;rdquo;ไร่อุ๊ยกื๋อ&amp;rdquo; นักท่องเที่ยวนิยมมากซึ่งต้นกาแฟเป็น1 ในการปลูกป่า5 ระดับ &amp;nbsp;ตามศาสตร์พระราชา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ช่วงแรกที่ทำเกษตรผสมผสานคนไม่เชื่อจนได้ผลผลิตเก็บกินและขายมีรายได้มากขึ้นพืชผลเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับแปลงที่ไม่ได้ทำเพราะดินและน้ำเราดีกว่าคนเริ่มทำตามแต่ยังมีเกษตรกรอีกมากขาดความเข้าใจต้องทำงานขยายผลต่อไปเพราะอนาคตจะต้องเจอกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงมลพิษสารเคมี &amp;nbsp;ปัญหาชะล้างหน้าดินรุนแรงหากทำตามศาสตร์พระราชาจะมีชีวิตอยู่รอดและยั่งยืน&amp;ldquo; วันนบ ชาวกะเหรี่ยงโปว์บ้านแก่นมะกรูดกล่าวในท้ายต้องขับเคลื่อนหยุดชะล้างพังทลายพร้อมเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38570</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, ดร.วิวัฒน์ศัลยกำธร, นสพ.ไทยโพสต์, บริษัทบางจากคอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน), ปัญหาชะล้างพังทลายของดิน, ปิดทองหลังพระ, วันนบ ขอสุข, ศาสตร์พระราชา, สถาบันปิดทองหลังพระฯ, สมาคมดินโลก, เกียรติชัย ไมตรีวงษ์, แก่นมะกรูด, โคกหนองนาโมเดล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190614/image_big_5d03796ae8f95.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเสพติดกับความยากจนทางจิตวิญญาณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจอกับเรื่องดูด-ไม่ดูด...แลนด์สไลด์-ไม่แลนด์สไลด์ในช่วงนี้ เล่นเอาแทบเขียนอะไรไม่ออก คือมันค่อนข้างจะคลื่นเหียนวิงเวียน เมื่อยเนื้อ เมื่อยตัว ระดับยาประดงพระสังข์ทรงช้าง ยัง เอาไม่อยู่ อะไรประมาณนั้น ด้วยเหตุนี้...เปิดฉากสัปดาห์นี้ คงต้องขอฉีกกรอบ เปลี่ยนบรรยากาศ ขออนุญาตชวนไปฟัง-ไปดู สิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ เป็นเนื้อหา-สาระ แทนที่จะวนไป-วนมา กับเรื่องการบ๊วบไป-บ๊วบมา น่าจะ เข้าท่า กว่าเป็นไหนๆ...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;---------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือช่วงปลายสัปดาห์นี้...ระหว่างวันที่ 9-10 สิงหาคม โครงการกำลังใจ กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานกิจการในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ร่วมกับศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้ง สสส. และ ปปส. เขาได้จัดรายการสัมมนาขึ้นมารายการหนึ่ง ชื่อว่า การเสพติด-ย้อนอดีตสู่อนาคต : ปัญหาและทางออก (Back to the Future of Addiction : Problems and Solutions) เปิดโอกาสให้ใครต่อใครเข้าไปร่วมฟัง ร่วมแสดงความคิดเห็น โดยไม่ต้องเสียเวลาปลดล็อก-ไม่ปลดล็อก ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; --------------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด การเสพติด ที่ผู้คนในสำนักงานกิจการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอฯ เขาทุ่มเท ปิดทองหลังพระ มานานแล้ว ในการหาหนทางแก้ไข เยียวยา เพื่อบรรเทาเบาบางปัญหาการค้ายา เสพยา ที่ลุกลามไปจนกลายเป็นปัญหา นักโทษล้นคุก อันเนื่องมาจากการเสพยา ค้ายา นี่แหละเป็นหลัก แต่ด้วยการมองลึก มองไกล มองเข้าไปถึง เงื่อนไข และ เหตุปัจจัย ของปัญหา แบบ เข้าถึง-เข้าใจ-และพัฒนา ชนิดครบถ้วนกระบวนความนี่เอง ทำให้สามารถมองทะลุเข้าไปถึง การเสพติด ในลักษณะอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากยาเสพติด หรือสารเสพติด เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ก็ถือเป็น ปัญหา ที่ไม่น้อยไปกว่า ปัญหายาเสพติด อันเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความหนักอก หนักใจ ไม่ว่าต่อสังคมไทยหรือสังคมโลกก็ตามที...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -----------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอาง่ายๆ ว่า...แค่เฉพาะพวก เสพติดมือถือ, เสพติดอินเทอร์เน็ต เท่านี้...ก็สามารถก่อให้ความปวดเศียร เวียนเกล้า ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว สำหรับสังคมยุคใหม่ ที่ต้องกลายสภาพเป็น สังคมก้มหน้า ไม่คิดจะเงยหน้า เหลียวมองใครต่อใครเขามั่งเลย ใส่กันเละ ใส่กันแรง รัก ลุ่มหลง ละเมอ เพ้อหา ไปจนโกรธ เกลียด เคียดแค้น อาฆาตพยาบาท กันชนิดวันละ 3 เวลาหลังอาหาร นั่นยังไม่นับรวมไปถึงพวกเสพติดวัตถุ เสพติดการบริโภค เสพติดลาภ-ยศ-ชื่อเสียง-เงินๆ-ทองๆ ไปจนถึงที่น่าอ้วกแตก อ้วกแตน เอามากๆ คือพวก เสพติดการเมือง อันส่งผลให้เกิดอาการดูดๆ-ดึงๆ กันจนตราบเท่าทุกวันนี้...ฯลฯลฯลฯ...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ------------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บรรดาผู้คนบางส่วน หรือหลายต่อหลายส่วน ในสำนักกิจการในพระราชดำริพระเจ้าหลานเธอฯ ที่คลุกคลีตีโมง อยู่กับเรื่องราวทำนองนี้ เขาจึงเกิดบทสรุปของเขาขึ้นมาเองว่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว...สิ่งที่ถือเป็น สิ่งเสพติด ที่ร้ายแรงที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน ก็คือสิ่งที่เรียกกันว่า ทุนนิยมแบบสุดโต่ง ทั้งหลาย ทั้งปวงนั่นแล ไม่ว่าจะแฝงรูป ก่อรูป ก่อร่าง มาลักษณะไหน อย่างไร ก็ตามที และเพื่อที่จะหาทางแก้ไข บรรเทา เบาบาง ให้ลึกลงไปถึง ต้นเหตุของปัญหา ไปถึง เงื่อนไข และ เหตุปัจจัย แม้จะเป็นเพียงแค่กลไกส่วนหนึ่ง หรือส่วนเล็กๆ น้อยๆ ในกระทรวงยุติธรรม แต่เขาก็พยายามเผยแพร่ ชี้แนะ ชี้นำ ให้เห็นถึงต้นรากของปัญหาเหล่านี้ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอมาโดยตลอด แบบชนิด ปิดทองหลังพระ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่าจะล้นออกมาหน้าพระเมื่อไหร่ หรือตอนไหน...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ----------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเคลื่อนไหวในด้านกิจกรรม อย่างเป็นกิจการ ของกลุ่มคนเหล่านี้...จึงเป็นอะไรที่น่าสนใจเอามากๆ ชนิดที่บรรดาผู้รักบ้าน รักเมือง รักและห่วงใยสังคม อย่างจริงใจและบริสุทธิ์ใจ พึงต้องติดตามให้ความสนใจเอาไว้ให้มากๆนั่นแหละดี โดยเฉพาะในการสัมมนาคราวนี้ ถึงกับลงทุนไปเชื้อเชิญศาสตราจารย์นักจิตวิเคราะห์ชาวแคนาดา ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก คือศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ &amp;ldquo;บรู๊ซ อเล็กซานเดอร์&amp;rdquo; (Dr.Bruce K. Alexander) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเสพติด เคยสร้างห้องทดลองเกี่ยวกับการเสพติดของหนูทดลอง ที่เรียกว่า Rat Park จนถือเป็นมาตรฐานในการแยกแยะภาวะการเสพติดในลักษณะต่างๆ และเคยเผยแพร่ผลงานการวิเคราะห์ วิจัย ออกมาเป็นหนังสือเรื่อง The Globalization of Addiction : A Study in Poverty of the Spirit หรือ โลกาภิวัตน์แห่งการเสพติด-ว่าด้วยการศึกษาถึงความยากจนทางจิตวิญญาณ มาเป็นผู้ร่วมบรรยาย อธิบาย ถึง ความยากจน ในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่ค่อยได้มีใครคิดจะพูดถึงมากมายซักเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเอามากๆ ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ และโลกที่ใครต่อใครต่างต้องกลายเป็น &amp;ldquo;ผู้เสพติด&amp;rdquo; อะไรต่อมิอะไรไม่ว่าในรูปไหน ลักษณะไหน นั่นก็คือ ความยากจนทางจิตวิญญาณ นั่นเอง...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;-------------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกไปจากนั้น...ก็ยังมีอาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เจ้าเก่าและเจ้าเดิมของเรานี่เอง มี พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ฯลฯ ร่วมแจม ร่วมให้ความคิด ความเห็น อันอาจนำไปสู่ความ เข้าใจ-เข้าถึง-และพัฒนา ในเรื่องราวต่างๆ มากบ้าง-น้อยบ้าง ก็แล้วแต่จะว่ากันไป แต่โดยสรุปรวมความแล้ว...ต้องถือว่าน่าจะเป็นประโยชน์ เป็นสาระ กว่าการพูดถึงการดูดๆ-ดึงๆ ในช่วงนี้ ไม่รู้กี่ร้อย กี่พันเท่า ใครที่เบื่อๆ กับการต่อท่อ ต่อสาย การดูดๆ-ดึงๆ ก็ลองไปเปลี่ยนบรรยากาศ ลองไปนั่งฟังการสัมมนาที่ว่านี้ เผลอๆ...อาจพอได้เกิด ความหวัง เกิด กำลังใจ ในการมองไปยังอนาคตเบื้องหน้าของสังคมไทย ได้แบบเน้นๆ เนื้อๆ...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ------------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Anon (อีกครั้ง)... Sorrow looks back, worry looks round, faith looks up.- ความทุกข์มองไปข้างหลัง ความวิตกกังวลมองไปรอบๆ ความหวัง...มองสู่เบื้องบน...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -----------------------------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14757</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, ท่านขุนน้อย, บรู๊ซ อเล็กซานเดอร์, ปัญหายาเสพติด, ปิดทองหลังพระ, พลตรีหญิงพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา, สุลักษณ์ ศิวรักษ์, เสพติดการเมือง, โครงการกำลังใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180113/5a59fd579d53a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
