<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.พิชาย&#039;ชำแหละความผิดพลาดรัฐบาลประยุทธ์ทำให้สถานการณ์โควิดก้าวสู่ภาวะ chaos</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

09 ก.ค.64 - รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณะบดีพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) โพสตข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
สถานการณ์โควิดไทยกำลังก้าวสู่ภาวะ chaos
แบบแผนการแพร่ระบาดโควิดในเวลานี้ เป็นการระบาดแบบทั่วหน้า หรือ ระบาดไปทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นกลุ่ม ๆ แบบเดิม&amp;nbsp; สิ่งนี้เกิดขึ้น เพราะความผิดพลาดและไร้ประสิทธิภาพอย่างรุนแรงในการจัดการโควิด19 ของรัฐบาลประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 แหล่งตรวจโรคไม่เพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1&amp;nbsp; มีประชาชนจำนวนรอคิวล้นทะลัก นอนรอข้างถนน เพื่อตรวจว่า ตนเองติดเชื้อโควิดหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 คนจำนวนมากเดินไปหาโรงพยาบาลหลายแห่ง แต่ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. แหล่งรักษาพยาบาลไม่พอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1&amp;nbsp; คนจำนวนมากเมื่อรู้ว่า ตนเองเป็นโควิด ไม่อาจหาสถานพยาบาลเข้ารักษาได้&amp;nbsp; หลายคนนอนตายคาบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2&amp;nbsp; มีผู้ป่วยหนักจำนวนมาก ที่รอเครื่องช่วยหายใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.3 โรงพยาบาลเกือบทุกแห่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลประกาศว่าเตียงเต็ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.4&amp;nbsp; มีความพยายามเพิ่มโรงพยาบาลสนาม&amp;nbsp; แต่ดูล่าช้า&amp;nbsp; และไม่พอ&amp;nbsp; จึงออกมาตรการให้ประชาชนจำนวนหนึ่งที่อาการไม่หนักมากรักษาตนเองที่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.5&amp;nbsp; มีนโยบายปิดแคมป์แรงงาน&amp;nbsp; ทำให้เกิดการแพร่กระจายของโควิดไปทั่วประเทศ จะเห็นได้ชัดว่า&amp;nbsp; หลังปิดแคมป์คนงาน ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วันจากระดับ 3-4 พันคนต่อวัน&amp;nbsp; กลายเป็น 7- 9 พันคนต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3. วัคซีน
&amp;nbsp; 3.1&amp;nbsp; วัคซีนหลักบางตัวที่ใช้มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอในการหยุดยั้งการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; โควิดได้&amp;nbsp; แม้จะฉีดแล้วสองเข็ม ก็ยังมีคนติดเชื้อจำนวนมาก ดังนั้นวัคซีนนี้ไร้สมรรถนะในการหยุดยั้งการระบาดของโรค&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระนั้นรัฐบาลก็ยังยืนยันการใช้วัคซีนตัวนี้ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าในภายหลังจะมีการสั่งวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมากกว่ามาใช้บ้างแล้วก็ตาม&amp;nbsp; แต่ไม่เพียงพอและล้าช้ามาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเลือกใช้วัคซีนที่คุณภาพต่ำในช่วงต้นของรัฐบาลเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักของการใช้วัคซีนคือ การป้องกันการติดเชื้อ&amp;nbsp; ส่วนการบรรเทาความรุนแรงของการเจ็บป่วยเป็นเป้าหมายรองเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมารัฐบาลมักนำเป้าหมายรองมาตอกย้ำเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดของตนเอง
&amp;nbsp; 3.2&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์การเลือกกลุ่ม และจัดลำดับความสำคัญกลุ่มเป้าหมายในการฉีดวัคซีนผิดพลาด&amp;nbsp; และไม่คงเส้นคงวา&amp;nbsp; ทั้งยังมีการให้โควต้าแก่ข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองบางคน&amp;nbsp; ก็ยิ่งทำให้ยุทธศาสตร์สับสน&amp;nbsp; และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการใช้วัคซีนเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109120</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด, ปิดแคมป์คนงาน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb47e547e51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รถเครน!มาตามนัดบุกยื่นหนังสือถึงกระทรวงแรงงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ค.2564 - นายสุทธิชัย ปิยรัตนวรสกุล นายกสมาคมผู้ประกอบการรถเครนได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว ว่าทางสมาคมได้ไปยื่นหนังสือที่กระทรวงแรงงานแล้วโดยผู้ผู้ประกอบการรถเครน พร้อมคณะได้เข้าพบกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือจากผลกระทบจากมาตรการของ ศบค. โดยมีนายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับหนังสือร้องเรียนที่ได้รับผลกระทบจากกรณีที่ ศบค. ได้มีมติให้ปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง งดการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานในพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้มจำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครปฐม เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด &amp;ndash; 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้มีการร่วมประชุมรับฟังปัญหาจากทางผู้ประกอบการรถเครน เพื่อที่จะหาแนวทางการช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ได้มีคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานประกอบด้วย พล.อ.ต.เฟื่องศักดิ์ เรืองกล, &amp;nbsp;ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ และผู้บริหารสังกัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมรับฟังปัญหาในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องประชุมมิตรไมตรี 2 ชั้น 5อาคารกระทรวงแรงงาน นอกจากนี้ทางสมาคมได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังกระทรวงการคลังและศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ถึงรัฐบาลแล้วเช่นกัน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108928</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงแรงงาน, นายกสมาคมผู้ประกอบการรถเครน, นายสุทธิชัย ปิยรัตนวรสกุล, ปิดแคมป์คนงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e54b0f22421.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108730</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 20:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 20:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เงามืดในอุโมงค์ของอสังหาริมทรัพย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้ออกประกาศที่สร้างความสะเทือนวงการอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล, รวมไปถึง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างมาก นั่นคือการสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง ห้ามการเคลื่อนย้ายคนงานรวมทั้งปิดไซท์งานก่อสร้าง ไม่ให้ดำเนินงานในพื้นที่ดังกล่าวเลยเป็นเวลา 30 วัน&amp;nbsp; ถึงแม้ว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา จะมีประกาศอีกฉบับผ่อนปรนในบางข้อ และให้มีผลย้อนหลังกลับไป 28 มิถุนายน แต่มันได้ก่อผลกระทบมหาศาลไปทั้งวงการแล้ว รวมทั้งทางออกที่ภาคเอกชน ทั้ง ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้พัฒนาโครงการต่างๆ รวมไปถึงแรงงานต่างๆที่ได้รับผลกระทบจะออกมาเสนอแนะ สอบถามการเยียวยาจากภาครัฐ ทั้งสามสมาคมอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้าง ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเร่งออกมาตรการตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของ โดวิด-19 ทุกฝ่ายพร้อมจะเข้าใจและสนับสนุน แต่การเร่งออกประกาศตอนดึกของวันหยุดโดยที่ไม่ได้ให้เวลาฝ่ายที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมและไม่คิดถึงผลกระทบที่ตามมา ย่อมสร้างปัญหาเป็นโดมิโดร้ายแรงต่อมา&amp;nbsp; อย่าลืมว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์มีตัวเลขที่เกือบจะ 10% ของ GDP ประเทศไทย&amp;nbsp; การที่ตัวเลขผลผลิตหายไป 1 เดือน มันสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปตั้งแต่การจ้างแรงงาน การผลิตวัสดุก่อสร้างทั้งระบบ การนำเข้าวัตถุดิบ การจ้างงานทั้งแรงงานและงานอื่นที่เกี่ยวข้อง การรับรู้รายได้จากการโอนอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ซึ่งผลกระทบที่ตามมาจะมีทั้งด้านวิศวกรรมก่อสร้าง และด้านการเงินการบริหารงานทั้งส่วนของผู้รับเหมาก่อสร้างและส่วนของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในส่วนวิศวกรรมมีผลกระทบต่อความปลอดภัยเช่นการหยุดงานชั้นใต้ดินทันทีจะเสี่ยงกับการทรุดตัวของดินและดินสไลด์ หรือน้ำท่วมจากฝนตก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอาคารสูงเช่นงานเทพื้นที่ค้างยังอยู่ งานติดตั้งแผ่น Precast ที่ค้างอยู่ อาจหล่นลงมาได้ หรือหากมีลมกรรโชกแรงๆ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่นไม้แบบในไซท์งานมีโอกาสที่จะปลิวออกมาสร้างความเสียหายกับชุมชนข้างเคียงได้ ส่วนความเสียหายด้านการเงินการบริหารนับเป็นเรื่องใหญ่มาก จากสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างประเมินคร่าวๆว่า การหยุดงานก่อสร้างเพียง 1 เดือน จะสร้างความเสียหายถึง 10,000-12,000 ล้านบาท และหากยังถูกปิดไซท์ต่อไป ตัวเลขก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้อีก อย่าลืมว่าการสร้างโครงการแต่ละโครงการ เจ้าของโครงการส่วนใหญ่ต้องกู้เงินธนาคารมาสร้าง&amp;nbsp; ภาระดอกเบี้ยจึงเกิดขึ้นทุกเดือน ผู้รับเหมาก่อสร้างก็ต้องกู้เงินธนาคารมาลงทุนก่อสร้าง ใช้เครดิตซื้ออิฐ หิน ปูน ทรายมาใช้ก่อสร้าง กู้มีภาระดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่าการที่ต้องหยุดงาน 1 เดือน แต่ทางธนาคารไม่ได้หยุดคิดดอกเบี้ยไปด้วย&amp;nbsp; แปลว่ารายรับหายไปแต่รายจ่ายมีแต่เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมอีก รวมทั้งภาระก้อนใหญ่ที่สุด คือการดูแลอาหารการกินและความเป็นอยู่ของคนงานในแคมป์ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้&amp;nbsp; ลำพังแค่ค่าอาหารต่อหัว ทุกมื้อทุกวันนี่ก็นับว่าเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นก้อนใหญ่แล้ว เพราะคนงานรายวันโดนสั่งหยุดงานก็ไม่มีรายได้อยู่แล้ว&amp;nbsp; การที่รัฐประกาศว่าจะดูแลค่าใช้จ่ายให้ส่วนหนึ่ง คือ 50% แต่ไม่เกิน 7,500 บาท ต่อหัว แปลว่าภาระที่เหลือต้องตกอยู่กับผู้รับเหมาก่อสร้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&amp;nbsp; ยังไงก็ต้องช่วยดูแลเรื่องอาหาร ยังไงก็ต้องมีออกเงินล่วงหน้าให้&amp;nbsp; อย่าลืมว่าไม่ใช่ 7,500 บาทต่อคนจะอยู่รอดได้ เพราะปกติ คนงานมีภาระต้องเลี้ยงดู พ่อแม่ ลูกๆกันต่อเป็นทอดๆอีก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความล่าช้าและขั้นตอนการเบิกจ่ายที่ไม่ชัดเจนและล่าช้าจะยิ่งตอกย้ำปัญหาเพิ่มขึ้นอีก กระทรวงแรงงานประกาศว่าจะช่วยจ่ายเงินค่าแรงคนงานตามระบบประกันสังคมทุก 5 วัน อยากให้ลองจับตาดูว่าถึงเวลาจริงๆ การเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือในส่วนนี้จะใช้เวลาเดินทางมาถึงมือคนงานจริงๆ ในเวลากี่วันนับจากวันประกาศ&amp;nbsp; ค่าใช้จ่ายที่ผู้รับเหมาก่อสร้างต้องแบกภาระเพิ่มยังรวมไปถึง ค่าเช่าที่ดินปลูกบ้านพักคนงาน ค่าเช่าที่ดินทำสำนักงานสนาม ค่าไฟฟ้าบ้านพักคนงานที่แต่ละเดือนมหาศาล ค่าน้ำประปาที่ยิ่งคนงานไม่ได้ทำงาน อัตราการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ค่าเช่าเครื่องจักรเช่น ทาวเวอร์เครน รถเครน รถตักทั้งหลายที่จอดแน่นิ่งอยู่ในไซท์ไม่ได้ทำงาน แต่ต้องจ่ายค่าเช่า รวมไปถึง การที่เดือนนี้ไม่ได้ทำงานก็จะไม่มีผลงานไปเบิกเงิน&amp;nbsp; เงินจะหายจากในระบบไปเลย 1 เดือนที่จะส้รางผลกระทบกับกระแสเงินสดอย่างมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หากรัฐบาลคิดไตร่ตรองผลกระทบต่อเนื่องให้ดีก่อน ก็คงไม่น่าจะมีประกาศฉบับนี้ออกมา แต่ตอนนี้ไม่ทันแล้วเมื่อประกาศออกมามีผลบังคับใช้แล้วอยากจะเสนอให้รัฐบาลคิดต่อให้เป็นระบบในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเป็นแหล่งแพร่เชื้อจากแคมป์คนงานที่รัฐบาลตั้งข้อหาให้ โดยขอให้รีบถือโอกาสนี้ในการเข้าตรวจเชิงรุก แคมป์คนงาน คัดกรองคนงานที่ติดและไม่ติด รวมถึงแคมป์ที่ไม่มีปัญหาการแพร่เชื้อ ให้รีบกลับมาทำงานต่อได้โดยเร็วที่สุดโดยให้มีข้อบังคับด้านสาธารณสุขที่เข้มงวดกับแคมป์และไซท์งานให้ปฏิบัติตามมาตรฐานการป้องกันโรคติดต่อ ไซท์ไหนทำไม่ได้ก็สมควรโดนปิด แต่หากไซท์ไหนที่ดูแลอย่างดีแล้วก็ไม่ควรได้รับผลกระทบแบบเหมาเข่งแบบนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญคือควรเร่งจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพไปฉีดให้แก่คนงานก่อสร้างกลุ่มนี้โดยเร่งด่วนที่สุด&amp;nbsp; ถ้าภาครัฐยังไม่คิดวิธีแก้ไขและป้องกันปัญหาอย่างเป็นระบบในทุกๆมิติสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างโดยเร่งด่วนแล้ว&amp;nbsp; ตังเลข GDP และตัวเลขเศรษฐกิจของไตรมาสสามที่จะถึงนี้ คงต้องทำใจเตรียมเห็นตัวเลขติดลบอีกรอบได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอภาส ถิรปัญญาเลิศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108730</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ปิดแคมป์ก่อสร้าง, ปิดแคมป์คนงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e3043ab3fca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 11:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจส่อแววสะดุดหลังคลัสเตอร์แรงงานติดโควิดอื้อ แนะยับยั้งการระบาดกลุ่มแรงงานต่างด้าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ชี้แรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน &amp;nbsp;ติดเชื้อโรคโควิด-19 จากการระบาดระลอกสาม (1 เมษายน &amp;ndash; 28 มิถุนายน 2564) &amp;nbsp;กว่า 3.6 หมื่นคน คิดเป็น 16% ของผู้ติดเชื้อในไทย ส่วนใหญ่เป็นคลัสเตอร์โรงงานอุตสาหกรรมและแคมป์คนงานก่อสร้าง หากไม่ยับยั้งการติดเชื้ออาจลามสู่แรงงานส่วนอื่น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าเดิมได้ แนะนายจ้างเร่งนำแรงงานต่างด้าวขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายและเร่งฉีดวัคซีน พร้อมทั้งเสนอภาครัฐอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว และพิจารณาแนวทางควบคุมการระบาดแรงงานต่างด้าวอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของโรคโควิด-19 ในไทยระลอกสาม พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศสะสม 2.2 แสนคน และยังไม่มีทิศทางจะลดลงในช่วงเวลานี้ ttb analytics วิเคราะห์การแพร่ระบาดเจาะลึกไปยังกลุ่มแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้าน &amp;nbsp;เนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กลุ่มแรงงานต่างด้าวเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากมีจำนวนแรงงานรวมกันกว่า 2.1 ล้านคน และอยู่ในภาคธุรกิจที่ไทยขาดแคลนแรงงาน โดยการวิเคราะห์จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ &amp;nbsp;1. แรงงานต่างด้าวในไทยที่อยู่ในภาคธุรกิจและพื้นที่ต่าง ๆ &amp;nbsp;2. สถานการณ์การติดเชื้อของแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้านในไทย และ 3. ข้อเสนอแนะผู้ประกอบการและภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้านมีจำนวน 2.1 ล้านคน กระจายอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจทั่วประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ttb analytics ศึกษาโครงสร้างการจ้างงานของประเทศไทย (ณ เดือนพฤษภาคม 2564) พบว่าแรงงานในประเทศมีจำนวน 40 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงานไทยจำนวน 37.7 ล้านคน และแรงงานต่างด้าว 2.3 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้าน (เมียนมาร์ กัมพูชา และลาว) 2.1 ล้านคน หรือคิดเป็น 91% ของแรงงานต่างด้าวทั้งหมด เมื่อพิจารณาการจ้างงานแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้านในไทย พบว่าภาคธุรกิจที่จ้างแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้านสูงสุด คือ ภาคก่อสร้างและการผลิต มีสัดส่วนการจ้างแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้าน 15% และ 10% ตามลำดับ โดยคิดเป็น 28% ของจีดีพี ในขณะที่ภาคการค้าและบริการ มีสัดส่วนการจ้างแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้าน 5% และ 3% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาการจ้างงานแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้าน ด้วยพื้นที่ที่มีการระบาดตามประกาศของ ศบค.ล่าสุด พบว่าพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (10 จังหวัดสีแดงเข้ม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (4.57 แสนคน) สมุทรสาคร (2.18 แสนคน) สมุทรปราการ (1.24 แสนคน) ปทุมธานี (1.11 แสนคน) นนทบุรี (0.85 แสนคน) นครปฐม (0.78 แสนคน) สงขลา (0.4 แสนคน) ปัตตานี (0.07 แสนคน) ยะลา (0.02 แสนคน) และนราธิวาส (0.01 แสนคน) มีสัดส่วนแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้าน 9.3% ของแรงงานรวม หรือจำนวน 1.12 ล้านคน เทียบกับพื้นที่อื่น ๆ ที่มีสัดส่วนอยู่เพียง 5.7% หรือ 0.96 ล้านคน เท่านั้น จะเห็นได้ว่าแรงงานเหล่านี้ทำงานในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อลักษณะกลุ่มคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งหากมีการแพร่ระบาดมากขึ้น จะทำให้ภาคธุรกิจดังกล่าวอาจหยุดชะงักลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์การติดเชื้อโรคโควิด-19 ระลอกสาม แรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้านติดเชื้อกว่า 3.6 หมื่นคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกสาม นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน - 28 มิถุนายน 2564 พบว่าการติดเชื้อในประเทศสะสมรวมกว่า 2.2 แสนคน โดยจำนวนการติดเชื้อดังกล่าว เมื่อแยกเฉพาะแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้าน พบว่ามีการติดเชื้อสะสมกว่า 3.6 หมื่นคน หรือ คิดเป็น 16% ของจำนวนผู้ติดเชื้อในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาแหล่งเกิดคลัสเตอร์การติดเชื้อของแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้าน พบว่าส่วนใหญ่กว่า 36% ติดเชื้อจากสถานที่ทำงาน และ 25% จากพื้นที่เสี่ยง เช่น ตลาด ชุมชนแรงงานต่างด้าวที่แออัด โดยตัวเลขการติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่การระบาดระลอกสามช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นมา และเมื่อเจาะลึกเชิงพื้นที่ของการติดเชื้อพบว่าจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้านติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ เพชรบุรี ปทุมธานี และสมุทรสาคร มียอดการติดเชื้อสะสมคิดเป็น 72% ของการติดเชื้อแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้าน ซึ่งการติดเชื้อส่วนใหญ่จะเป็นคลัสเตอร์โรงงานอุตสาหกรรม แคมป์คนงานก่อสร้าง และในตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ที่มีแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้านทำงานอยู่จำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ที่มีการติดเชื้อของแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้านสูงจะอยู่ในจังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ และเมื่อเทียบสัดส่วนการติดเชื้อของแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้านต่อการติดเชื้อรวมในพื้นที่นั้น ๆ พบว่าพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้านติดเชื้อมาก ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ปทุมธานี ชลบุรี และนนทบุรี ซึ่งมีสัดส่วนการติดเชื้อของแรงงานต่างด้าวต่อผู้ติดเชื้อในพื้นที่รวม เท่ากับ 60% 41% 37% 27% &amp;nbsp;17% และ 12% ตามลำดับ ทั้งนี้ หากไม่เร่งยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิดในกลุ่มแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้านในพื้นที่ดังกล่าว จะนำไปสู่การระบาดวงกว้างต่อแรงงานที่เหลือ รวมถึงในพื้นที่ชุมชนพื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่อาศัยของแรงงานต่างด้าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนะผู้ประกอบการและภาครัฐ นำแรงงานต่างด้าวขึ้นทะเบียนให้ถูกกฎหมาย และเร่งฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดการปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 ในหมู่แรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน เนื่องจากแรงงานเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะภาคการผลิตและก่อสร้าง หากไม่บริหารจัดการยับยั้ง จะก่อให้เกิดการแพร่ระบาดไปยังแรงงานกลุ่มอื่น ๆ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานได้ นอกจากนี้ สายการผลิตในโรงงานและการก่อสร้างจะหยุดชะงัก ส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นลูกโซ่ตามมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประกอบการหรือนายจ้างที่มีแรงงานต่างด้าวในกิจการ หากแรงงานต่างด้าวทำงานมานาน แต่ยังไม่ถูกกฎหมาย ควรเร่งนำแรงงานต่างด้าวเหล่านั้นขึ้นทะเบียน เพื่อให้ภาครัฐสามารถจัดสรรวัคซีนได้และเมื่อแรงงานต่างด้าวขึ้นทะเบียนแล้ว ให้เร่งฉีดวัคซีน โดยพิจารณาขอจัดสรรจากรัฐ หรือ จัดหาเอง เพื่อป้องกันการติดเชื้อจนก่อให้เกิดคลัสเตอร์ในสถานประกอบการ รวมถึงจัดสถานที่ทำงาน และที่พักของแรงงานไม่ให้แออัดมากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาครัฐสามารถอำนวยความสะดวกด้านการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย ซึ่งจะทำให้ทราบจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ชัดเจน สามารถควบคุมและพิจารณาจัดสรรวัคซีนได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ภาครัฐควรจัดการขบวนการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเข้าประเทศอย่างเด็ดขาด เนื่องจากอาจเป็นกลุ่มเสี่ยงที่นำเชื้อโรคเข้ามาแพร่กระจายในหมู่แรงงานต่างด้าวด้วยกัน รวมถึงพิจารณาแนวทางการควบคุมการระบาดในแรงงานต่างด้าว อาทิ 1) คัดกรองแรงงานแข็งแรงที่มีความจำเป็นในงานสำคัญออกจากที่พักไปอยู่สถานที่ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เพื่อขับเคลื่อนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าได้ 2) วางแนวทางมาตรฐานการเคลื่อนย้ายแรงงานจากที่พักอาศัยเดินทางไปปฏิบัติงานในโรงงานหรือแคมป์ก่อสร้าง โดยควบคุมไม่ให้ปะปนกับประชาชนทั่วไป 3) พิจารณาจัดสรรฉีดวัคซีนให้แรงงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและมีโอกาสติดเชื้อสูง 4) ตรวจหาเชื้อซ้ำในสถานประกอบการและชุมชนที่แรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่เป็นประจำ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108379</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มแรงงานต่างด้าว, ปิดแคมป์คนงาน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9c67fc503e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟม. ย้ำงานก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินยังปลอดภัย100%แม้ถูกสั่งปิดแคมป์คนงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2ก.ค.2564 รายงานข่าวจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่าตามที่ได้มีประกาศข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2558 (ฉบับที่ 25) ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2564 และประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 34) ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2564 โดยสรุปว่า ให้ปิดสถานที่ก่อสร้าง หรือพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างหรือสถานที่ก่อสร้าง รวมทั้งให้หยุดงานก่อสร้างและห้ามการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงาน เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในเวลาต่อมาได้ปรากฏข่าวในสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ต่างๆ ว่า งานขุดระดับลึกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นดินอ่อนและมีระดับน้ำใต้ดินที่สูงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะต้องมีการควบคุมระดับน้ำใต้ดินในช่วงระหว่างการก่อสร้างอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้โครงสร้างใต้ดินมีเสถียรภาพและมีความปลอดภัย หากต้องหยุดงานก่อสร้างอย่างกระทันหัน อาจทำให้เกิดการวิบัติและเป็นอันตรายต่อสาธารณชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม รฟม.ย้ำว่าการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินของ รฟม. มีความปลอดภัย 100% โดยปัจจุบันงานก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งรถไฟฟ้าใต้ดินได้ดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมดแล้ว ส่วนงานก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินทุกสถานีได้ดำเนินการเทคอนกรีตชั้น Base Slab เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดย รฟม. ได้กำชับให้ผู้รับจ้างงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าทุกสายของ รฟม. ปฏิบัติตามประกาศข้อกำหนดฯ ฉบับที่ 25 และประกาศกรุงเทพมหานครฯ ฉบับที่ 34 อย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อาจจะมีงานรื้อย้ายสาธารณูปโภคของโครงการรถไฟฟ้าที่อาจได้รับผลกระทบจากการหยุดงานก่อสร้างบ้าง เช่น งานวางท่อสาธารณูปโภคใต้ดินโดยใช้วิธีขุดเจาะลากท่อในแนวราบ หรือ &amp;nbsp;Horizontal Directional Drill (HDD) ที่อาจจะต้องดำเนินการขุดเจาะใหม่หลังจากที่มีการผ่อนปรนให้สามารถเข้าดำเนินการก่อสร้างได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108375</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), ก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน, ปิดแคมป์คนงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de965a4f557.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 08:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คมนาคม ร่อนหนังสือสั่งหน่วยงานในสังกัด &#039;ปิดแคมป์คนงาน-หยุดก่อสร้าง-ห้ามเคลื่อนย้ายแรงงาน&#039;ภายใน30 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 มิ.ย.2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม โดยนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ได้ทำหนังสือถึงหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด เรื่อง แนวทางปฏิบัติตามข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 25) หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2564 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อ 2 ของข้อกำหนดฯ ฉบับที่ 25 ได้ระบุถึงการกำหนดมาตรการเร่งด่วนพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยให้มีการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดในกลุ่มแรงงานก่อสร้าง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ปิดสถานที่พักอาศัย หยุดการก่อสร้าง และห้ามการเดินทางเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 30 วัน และข้อ 7 การใช้เส้นทางคมนาคมและตรวจคัดกรองการเดินทางในพื้นที่ 10 จังหวัด แบ่งเป็น จังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา และสงขลา รวมถึงเส้นทางเข้าออก กทม. และจังหวัดในปริมณฑล 5 จังหวัด ได้แก่ จ.นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และสมุทรสาครนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า เพื่อให้การดำเนินการตามข้อกำหนดดังกล่าว ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดแนวทางปฏิบัติให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.กรมเจ้าท่า (จท.) กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กรมท่าอากาศยาน (ทย.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พิจารณาสั่งการหน่วยงานในกำกับทั่วประเทศ ให้สนับสนุนการดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อควบคุมการเดินทาง และเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามเขตจังหวัดอย่างเข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขบ. ประสานบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และผู้ประกอบการเดินรถให้ความร่วมมือกับจังหวัด เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทยในทุกพื้นที่ 10 จังหวัด ตามที่ข้อกำหนดระบุไว้ เพื่อกำหนดรายละเอียดมาตรการในการตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจ หรือจุดสกัดเพื่อคัดกรองการเดินทางข้ามเขตจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. จท., -ขบ.- กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ดำเนินการออกมาตรการสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ให้บริการ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรอง ป้องกัน ดูแล ผู้โดยสาร ตามมาตรการ D-M-H-T-T-A ของสาธารณสุขขั้นสูงสุด และเคร่งครัดในการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.สำนักงานการนินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ดำเนินการแจ้งสายการบินให้ความร่วมมือกับ ทย., บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และจังหวัดที่เป็นจุดหมายปลายทางการเดินทางและต้นทาง เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการที่จังหวัดนั้นๆ กำหนดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และมีความสะดวกในการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.กรณีที่หน่วยงานมีโครงการที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างในเขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑลที่ได้รับคำสั่งให้หยุดการก่อสร้างเป็นการชั่วคราว หากตรวจสอบแล้วมีความจำเป็นต้องดำเนินการก่อสร้างใดให้แล้วเสร็จก่อน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชน ที่สัญจรผ่านใกล้พื้นที่ก่อสร้างในระหว่างช่วงเวลาที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดฯ ให้ประสานผู้ว่าราชการ กทม. หรือผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดปริมณฑล เพื่อขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม จึงขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติของกระทรวงคมนาคมอย่างเคร่งครัด รวมทั้งพิจารณาออกมาตรการที่จำเป็น หรือคำสั่งให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดการเคลื่อนย้ายการเดินทาง ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ พร้อมทั้งให้ปฏิบัติตามมาตรการในการตรวจคัดกรอง ป้องกัน ดูแล ตามมาตรการ D-M-H-T-T-A แล้วรายงานผลการดำเนินการให้กระทรวงคมนาคมทราบ เพื่อสรุปรายงานเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อโปรดทราบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมาตรการ D-M-H-T-T-A นั้น คือ เว้นระยะห่างระหว่างกันและหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น&amp;nbsp;(D-Distancing)&amp;nbsp;สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา&amp;nbsp;(M-Mask wearing)&amp;nbsp;จัดให้มีจุดบริการเจลแอลกออฮอล์ล้างมืออย่างทั่วถึงเพียงพอ และล้างมือบ่อยๆ&amp;nbsp;(H-Hand washing)&amp;nbsp;ตรวจอุณหภูมิร่างกาย&amp;nbsp;(T-Temperature)&amp;nbsp;ตรวจหาเชื้อ&amp;nbsp;(T-Testing)&amp;nbsp;ใช้แอปพลิเคชันไทยชนะและหมอชนะ&amp;nbsp;(A-Application)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107991</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, ปิดแคมป์คนงาน, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bf2f985bbc9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107927</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด 11 ข้อสรุปแนวทางปฏิบัติช่วงปิดแคมป์ เตรียมทำคนงานผิดกฎหมายให้ถูกต้อง ได้สิทธิตรวจโควิด และรอรับวัคซีนที่จะขอแบ่งโควต้าฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานผลการประชุมร่วมระหว่าง สมาคมผู้ประกอบการก่อสร้าง กับ นายสุชาติ ชมกลิ่น&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&amp;nbsp; พร้อมผู้แทนกรุงเทพมหานคร โดยข้อสรุปดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.โครงการก่อสร้าง (วันจันทร์ที่ 28/6/64)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ปิดการก่อสร้างระยะเวลาหนึ่งเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ในสถานที่ก่อสร้าง ต้องไม่มีคนทำงานเด็ดขาด ทีมงาน ,เจ้าของ และที่ปรึกษา ก็เข้าไม่ได้ ยกเว้น รปภ. อยู่รักษาความปลอดภัยในโครงการได้ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- กรณีมีความจำเป็นต้องเข้าไปจัดการด้านความปลอดภัย ให้ขออนุมัติจากเขตเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- จะมีเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร เทศกิจ โยธา เข้าตรวจพื้นที่ ทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.อาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ขอให้ทางบริษัทรับผิดชอบจัดเตรียมเรื่องอาหารให้คนงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ส่วนเขตจะสนับสนุนเป็นถุงยังชีพซึ่ง จะนำมาให้เป็นระยะๆ หลังจากได้รับบริจาคมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- หากไม่เพียงพอให้ทำหนังสือร้องขอผ่านสมาคมก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ผู้ป่วยที่รักษาหาย จะกลับเข้าแคมป์ ให้ยื่นใบรับรองแพทย์ให้กับทางทหาร เจ้าหน้าก่อนเข้า กรณีจะกลับต่างจังหวัด ให้ระบุในใบรับรองแพทย์สามารถเดินทางกลับบ้านได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.วัคซีน มีแผนฉีดวัคซีนให้ฟรี แต่ยังไม่มีกำหนด ทั้งคนไทย/ต่างด้าว ( รมต.รับปากว่าจะขอมาในโควต้าฉุกเฉิน) และไม่ฉีดให้ครอบครัวคนงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ค่าชดเชยรายได้ ให้ติดตามกับกระทรวงแรงงาน , สนง.ปกส.เขต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- จ่าย ชดเชยให้ 50% ของค่าจ้างตามมาตรการชดเชยเยียวยากรณีว่างงานเพราะเหตุสุดวิสัย เนื่องจากถูกปิดตามคำสั่ง ศบค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-โดนลูกจ้าง&amp;nbsp; ที่สถานที่ก่อสร้าง ถูกคำสั่งปิด ก็สามารถขอรับความช่วยเหลือข้อนี้ได้ โดย ฝ่ายบุคคลของบริษัท ดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- แรงงานจะจ่ายให้เป็นเงินสดทุกๆ 5 วัน โดยประสานงานกับผู้รับผิดชอบ ของแต่ละบริษัท โดยตรวจนับรายชื่อคนงานพร้อมกันและจะจ่ายให้เฉพาะกลุ่มคนงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมเท่านั้น ...นอกระบบไม่จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- คนงานที่อยู่นอกแคมป์ ให้ชี้แจงยันกับแรงงานเพื่อพิจารณา หากเป็นคนงานในระบบจะได้รับเงินช่วยเหลือเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ระหว่างปิดแคมป์ แรงงานจะตรวจโควิดให้ฟรีภายในแคมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.ระหว่างปิดแคมป์ แรงงานจะเร่งจัดทำบัตร สีชมพูให้คนงานที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด และ นายจ้างจะต้องรับผิดชอบจ่ายค่าประกันสุขภาพให้คนงาน เฉลี่ย 500-700 บาท เพื่อเปลี่ยนสภาพเป็นคนงานถูกต้องทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. แคมป์คนงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- มีคำสั่งให้ปิดแคมป์พักคนงานเป็นเวลาหนึ่งเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ห้ามเคลื่อนย้ายคนงานที่มีอยู่ในแคมป์เด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ห้ามให้คนงานออกนอกแคมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ในกรณีเจ็บป่วย ต้องรับการรักษา ต้องแจ้งรายชื่อ คนที่จะไปรักษาพร้อมผู้ติดตาม ให้ทางเขตทราบก่อน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.พนักงาน , คนงานที่ลงทะเบียนฉีดวัคซีนไว้และเมื่อถึงกำหนด ให้นำรายชื่อแจ้งที่แรงงาน เพื่อประสานงาน จนท.สธ. มาฉีดให้ที่แคมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.การประเมินความเสี่ยงด้านการควบคุมการระบาดของแคมป์ จะประเมินทุกๆ 15 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.กรณีมีปัญหาเรื่องสัญญา , ค่าปรับ อยากให้รัฐบาลออกระเบียบใดๆ ให้ ส่งหนังสือผ่านทางสมาคมก่อสร้าง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107927</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิดแคมป์คนงาน, สมาคมผู้ประกอบการก่อสร้าง, แนวทางปฏิบัติช่วงปิดแคมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210527/image_big_60af6c418ee41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
