<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107901</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด14ชื่อชิงตุลาการศาลปกครองสูงสุด &#039;เลขาฯปปช.&#039;ยังมีลุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด ในฐานะประธานกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ได้ลงนามในประกาศ ก.ศป.เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นในการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด จากการเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.-21 พ.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น และมีสิทธิเข้ารับการประเมินประสบการณ์ในการทำงานหรือผลงานทางวิชาการ จำนวน 14 ราย ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบรรยาย นาคยศ รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง, นายสมชาย กิจสนาโยธิน, พล.ท.สุรพงศ์ เปรมบัญญัติ อดีตหัวหน้าสำนักตุลาการทหาร, นายสัมฤทธิ์ ไชยวงศ์ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, นางพรทิภา ไสวสุวรรณวงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), นายสมเกียรติ ขำนุรักษ์, นายบุญเสริม นาคสาร ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหาร สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, นายประหยัด เสนวิรัช นายกสมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค, นายวินิตย์ ผลดี, นางภิรมย์ ศรีประเสริฐ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยนแห่งชาติ, นายสุรพันธ์ บุรานนท์ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง, พล.อ.เชษฐา ตรงดี ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก และนายวิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากนี้ผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นจะต้องยื่นเอกสารหลักฐานตามประกาศ ก.ศป.กำหนด รวมทั้งเขียนข้อเสนอเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ ให้คณะกรรมการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดพิจารณาต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107901</URL_LINK>
                <HASHTAG>14รายชื่อ, ปิยะ ปะตังทา, ศาลปกครองสูงสุด, เลขาฯป.ป.ช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_6061891fdfbca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2019 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2019 16:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่องค่าใช้&#039;มือถือ-แท็บแล็ต&#039;ของศาลปกครอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย.2562 - นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด ในฐานะประธานกรรมการบริหารศาลปกครองได้ออกระเบียบ ก.บ.ศป.ว่าด้วยวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2562 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ โดยระเบียบดังกล่าวมีทั้งหมด 16 ข้อ โดยเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการจัดหามือถือและแท็บแล็ต รวมถึงการกำหนดค่าใช้บริการในแต่ละตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเนื้อหาที่น่าสนใจเริ่มที่ข้อ 7 ระบุว่า ให้สำนักงานจัดวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่ข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งตามบัญชีแนบท้ายระเบียบนี้โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า ประหยัด และเหมาะสม หากข้าราชการผู้ใดดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่งให้สำนักงานจัดวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 8 ในกรณีมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการที่สำนักงานต้องจัดวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่ข้าราชการนอกเหนือจากบัญชีแนบท้ายระเบียบนี้ ให้อยู่ในดุลพินิจของเลขาธิการ ข้อ 9 การใช้วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้ข้าราชการใช้ดุลพินิจในการใช้ โดยคำนึงถึงความประหยัดและประโยชน์ของทางราชการให้ข้าราชการใช้วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ได้รับการจัดให้ตามข้อ 7 ไปจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากราชการ หรือครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญากับผู้ให้บริการ และสำนักงานเรียกให้ส่งคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 10 ให้ข้าราชการส่งวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่คืนสำนักงานทันทีเมื่อถึงกำหนดระยะเวลาตามข้อ 9 วรรคสอง หรือภายในวันที่สำนักงานกำหนดให้ส่งคืน ในกรณีที่ข้าราชการพ้นจากตำแหน่งเพราะพ้นจากราชการประสงค์จะใช้หมายเลขเดิมให้แจ้งสานักงานเพื่อดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 11 วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สำนักงานได้รับคืนตามข้อ 10 ให้สำนักงานบริหารการใช้วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่ข้าราชการที่ยังไม่ได้รับการจัดวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระเบียบนี้ แต่หากยังมีวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่เหลืออยู่อีก ให้สำนักงานบริหารการใช้วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อประโยชน์ของทางราชการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 12 ให้สำนักงานเบิกจ่ายค่าใช้บริการวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่ข้าราชการได้ไม่เกินอัตราตามบัญชีแนบท้ายระเบียบนี้ โดยให้รวมค่าใช้บริการแท็บเล็ตในวงเงินดังกล่าวไว้ด้วย เว้นแต่ในกรณีมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ให้เลขาธิการใช้ดุลพินิจกำหนดอัตราค่าใช้บริการให้แก่ข้าราชการเกินกว่าอัตราตามบัญชีแนบท้ายระเบียบนี้ ในวงเงินเมื่อรวมกับอัตราค่าใช้บริการตามบัญชีแนบท้ายระเบียบนี้แล้วไม่เกิน 3,000 บาท ต่อเดือนต่อคน ค่าใช้บริการให้เบิกจ่ายได้ภายในวงเงินไม่เกินตามวรรคหนึ่ง สำหรับค่าใช้บริการส่วนเกินให้ข้าราชการที่ได้รับการจัดวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง โดยให้สำนักงานดำเนินการเรียกเก็บเงินส่วนที่เกินวงเงินอัตราที่กำหนดจากข้าราชการที่ได้รับการจัดวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อสมทบจ่ายเป็นค่าใช้บริการตามใบแจ้งหนี้ หากไม่สามารถเรียกเก็บได้ทันให้เบิกจ่ายจากเงินงบประมาณประจำปีไปก่อน และดำเนินการเก็บเงินส่วนที่เกินวงเงินจากข้าราชการดังกล่าวเพื่อส่งคืนสำนักงานโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 14 ในกรณีที่วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ลงทะเบียนครุภัณฑ์ของสานักงานไว้แล้วเกิดการสูญหายหรือเสียหายอันเกิดจากการกระทำของข้าราชการที่ได้รับการจัดวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ข้าราชการผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการทุกกรณีในกรณีชดใช้เป็นวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องเป็นวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างเดียวกันหากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้ชดใช้เป็นวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยมีสภาพ คุณภาพ และลักษณะไม่ด้อยกว่า และใช้งานแทนได้เช่นเดียวกับวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูญหายหรือเสียหาย การชดใช้ค่าเสียหายเป็นวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามวรรคสอง ให้มีการตรวจรับตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการว่าด้วยการพัสดุ และแจ้งสำนักงานเพื่อกำหนดหมายเลขทะเบียนทรัพย์สินให้กับวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ได้รับชดใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูญหาย ให้เจ้าหน้าที่พัสดุลงจ่ายพัสดุนั้นออกจากทะเบียนทันทีแล้วแจ้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค แล้วแต่กรณีทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันลงจ่ายตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการว่าด้วยการพัสดุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 15 ในกรณีวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่เสียหายที่พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกิดจากการกระทำของข้าราชการที่ได้รับการจัดวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้ทำการซ่อมบำรุงให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้ได้ดีอยู่เสมอ โดยให้เบิกจ่ายจากเงินงบประมาณประจำปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45976</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานศาลปกครองสูงสุด, ปิยะ ปะตังทา, ระเบียบ ก.บ.ศป., ราชกิจจานุเบกษา, วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190917/image_big_5d80abc37d840.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45371</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลปกครองเปิดระบบไกล่เกลี่ยยุติข้อพิพาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลปกครองเปิดระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หวังเป็นทางเลือกใหม่ให้คู่กรณียุติข้อพิพาทโดยเร็ว ถูกต้องตามกฎหมาย คาดลดคดีในศาลได้ร้อยละ 40
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 กันยายนนี้ นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด แถลงข่าวเปิดระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง โดยระบุว่า ศาลปกครองได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 และระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง พ.ศ.2562 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อนำระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมาเป็นทางเลือกใหม่ให้กับคู่กรณีในการระงับข้อพิพาท เชื่อว่าจะเป็นผลดีทำให้คู่กรณีสามารถยุติข้อพิพาทที่มีต่อกันได้ด้วยความเรียบง่าย รวดเร็ว และถูกต้องตามกฎหมาย จึงหวังว่าระบบการไกล่เกลี่ยจะเป็นประโยชน์ทั้งแก่ประชาชน หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นคู่กรณี และส่งเสริมการอำนวยความยุติธรรมทางปกครองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายบุญอนันต์ วรรณพานิชย์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในฐานะประธานกรรมการยกร่างอนุบัญญัติการเตรียมความพร้อมศาลปกครองในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อธิบายถึงหลักการไกล่เกลี่ยว่า คดีที่สามารถไกล่เกลี่ยได้มี 4 ประเภท 1.คดีพิพาทที่เกี่ยวกับการละเลยหรือล่าช้าต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ 2.คดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ 3.คดีพิพาทที่เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และ 4.คดีพิพาทอื่น ซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณากำหนดในระยะต่อไป โดยทั้งหมดต้องเป็นคดีที่เป็นการฟ้องคดีครั้งแรกเท่านั้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระบวนการไกล่เกลี่ย คู่กรณีสามารถยื่นคำขอต่อศาล หรือศาลเห็นเองว่าคดีดังกล่าวควรมีการไกล่เกลี่ย ซึ่งต้องอยู่ภายใต้ความสมัครใจของคู่กรณี ส่วนผู้ไกล่เกลี่ยจะเป็นตุลาการศาลปกครองที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับสำนวนคดีเป็นผู้ดำเนินการ โดยไม่มีรูปแบบ พิธีการหรือขั้นตอนที่เคร่งครัด เพื่อช่วยให้คู่กรณีสามารถสื่อสารความต้องการและข้อจำกัดของทุกฝ่ายได้อย่างเต็มที่ ภายใต้ระยะเวลาการดำเนินการใน 90 วันนับแต่วันนัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาทครั้งแรก ทั้งนี้ คู่กรณีไม่สามารถนำกระบวนไกล่เกลี่ยไปยื่นอุทธรณ์คดีได้ รวมถึงหากประวิงเวลาในการไกล่เกลี่ย ตุลาการผู้ไกล่เกลี่ยสามารถรายงานต่อองค์คณะให้ยุติการไกล่เกลี่ยได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุญอนันต์กล่าวอีกว่า ผลของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หากสำเร็จและทำให้คดีเสร็จสิ้นไปทั้งหมด และศาลตรวจดูแล้ว ข้อตกลง หรือสัญญาประนีประนอมยอมความ ถ้าเห็นว่าถูกต้องตามกฎหมายก็จะมีคำพิพากษาตามยอม ซึ่งก็จะมีผลบังคับผูกพันกับหน่วยงานของรัฐเช่นเดียวกับคำพิพากษาปกติ แต่หากไกล่เกลี่ยข้อพิพาททำสำเร็จในบางประเด็น ศาล ก็จะจดรายงานแสดงข้อความแห่งข้อตกลงในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไว้ และพิจารณาประเด็นที่ยังพิพาทต่อไป แล้วนำมารวมพิพากษาไปในคราวเดียวกัน แต่หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ ศาลก็จะดำเนินการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการนำระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมาใช้จะสามารถลดจำนวนคดีในปกครองลงได้ 30-40 เปอร์เซ็นต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับลักษณะของคดีที่กฎหมายห้ามมีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไว้ ได้แก่ คดีที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน &amp;nbsp;คดีที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อสถานะของบุคคล หรือมีผลกระทบในทางเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ ข้อพิพาทที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อการบังคับกฎหมาย หรือการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่อยู่นอกเหนือสิทธิ อำนาจหน้าที่ หรือความสามารถของคู่กรณี.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45371</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญอนันต์ วรรณพานิชย์, ปิยะ ปะตังทา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190909/image_big_5d7656812de79.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>18 ปีศาลปกครอง รับคดีพิจารณา1.5แสนคดี มหาดไทยแชมป์ถูกร้อง ตามด้วยศึกษาธิการ คมนาคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.62- &amp;nbsp;ที่สำนักงานศาลปกครอง นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธานแถลงผลการดำเนินงานของศาลปกครองครบรอบ 18 ปี จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2561 ศาลได้รับคดีเข้าสู่การพิจารณาจำนวน 149,469 คดี เป็นคดีที่ประชาชนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น 105,783 คดี และเป็นคดีอุทธรณ์รวมถึงฟ้องตรงต่อศาลปกครองสูงสุด 43,686 คดี ซึ่งศาลได้พิจารณาคดีแล้วเสร็จ 125,292 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 83.82&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแยกเป็นศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเสร็จ 93,932 คดี คิดเป็นร้อยละ 88.80 ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาคดีแล้วเสร็จ 31,360 ร้อยละ 71.79 โดยในปี 2561 มีตัวเลขคดีรับเข้า 11,689 คดี ซึ่งถือเป็นปีที่ 4 ที่ศาลปกครองมีคดีรับเข้ามากกว่า 10,000 คดี โดยเป็นคดีรับเข้าในศาลปกครองชั้นต้น 7,668 คดี ศาลปกครองสูงสุดรับเข้า 4,021 คดี ซึ่งในปีนี้ศาลปกครองชั้นต้นสามารถพิจารณาคดีได้แล้วเสร็จ 7,026 คดี คิดเป็นร้อยละ 91.62 ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาคดีได้แล้วเสร็จ 2,705 คดี คิดเป็นร้อยละ 67.27&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหน่วยงานที่ถูกฟ้องคดี 5 อันดับแรก คือ กระทรวงมหาดไทย 1,873 คดี กระทรวงศึกษาธิการ 1,018 คดี กระทรวงคมนาคม 680 คดี สำนักนายกรัฐมนตรีหรือหน่วยงานในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี 452 คดี กระทรงเกษตร 354 คดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศาลปกครองได้กำหนดนโยบายและทิศทางในการดำเนินงานของศาลโดยกำหนดให้ปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและการให้บริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งก็ได้ดำเนินภารกิจสอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว โดยได้เร่งรัดพิจารณาคดีค้างนานเกิน 2 ปี ให้แล้วเสร็จในปี 2561 และเร่งรัดบังคับคดีปกครองให้เป็นไปตามคำพิพากษาเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายให้แก่คู่กรณีได้ทันการณ์ โดยในปี 2561 สามารถยุติการบังคับคดีได้จำนวน1,045 คดี และในปีงบประมาณ 2562 ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย.2561 สามารถยุติการบังคับคดีได้แล้ว 150 คดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้มีการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ประกาศต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่ เช่น ประกาศใช้ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2561 ซึ่งมีการปรับปรุงการพิจารณาคดีบริหารคดีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้สามารถยื่นฟ้องคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดการพิจารณาคดีในกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน และมีการประกาศใช้ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ซึ่งกำหนดให้อธิบดีศาลปกครองชั้นมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนคดีพิจารณาโดยเร่งรัดได้ หากมีกฎหมายกำหนดเวลาในการพิจารณาพิพากษาไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งศาลก็ได้นำระเบียบดังกล่าวมาใช้บังคับกับกรณีที่ กสทช.ระงับการออกอากาศของช่องวอยซ์ทีวีไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และขณะนี้มีการแก้ไข พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12 )พ.ศ. ... ที่เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง ซึ่งอยู่ระหว่างนายกฯ นำขึ้นทูลเกล้า หากมีการบังคับใช้ก็จะเป็นการส่งเสริมให้คู่กรณีมีทางเลือกในการระงับข้อพิพาทในคดีทางปกครอง และขณะนี้ได้ดำเนินการสรรหาตุลาการในศาลปกครองสูงสุดและในศาลปกครองชั้นต้นเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณคดีของศาลปกครองในแต่ละแผนก พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการบริหารจัดการคดีและให้บริการกับประชาชนผ่านช่องทางศาลปกครองอิเล็กทรอนิกส์ เสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆทั้งในและต่างประเทศเพื่อยกระดับความร่วมมือของศาลปกครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปี 2562 ศาลปกครองจะก้าวเข้าสู่การบริหารจัดการยุคดิจิตอล ซึ่งจะมุ่งให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชน ความเป็นมืออาชีพ ความน่าเชื่อถือ ความเป็นประชาธิปไตย ความสะดวกรวดเร็ว และประสานงานอย่างเป็นเครือข่ายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30543</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครบรอบ 18 ปี, ประธานศาลปกครองสูงสุด, ปิยะ ปะตังทา, ศาลปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190305/image_big_5c7e1fb3a4c14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
