<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;กายฟิต-จิตดี-มีออม&quot; ต้องร่วมมือทุกภาคส่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มูลนิธิไฟเซอร์-คีนัน&amp;rdquo; ร่วมแถลงสรุปผลการดำเนินโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; ครบ 3 ปีสิ้นสุดโครงการที่จัดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมประชากรวัย 45+ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ชีวิตเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ตลอดระยะเวลา 3 ปี พบว่า ทั้งในกลุ่มเป้าหมายในกรุงเทพฯ และอุบลฯ มี &amp;ldquo;กายฟิต-จิตดี&amp;rdquo; เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 90 พฤติกรรมและภาวะเสี่ยงต่อโรค NCDs ลดลง อีกทั้งเกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agents) ในชุมชน กว่า 40 คน ต่อยอดสู่ 27 โครงการขนาดย่อมเพื่อพัฒนาชุมชน พร้อมผลักดันภาครัฐหรือผู้กำหนดนโยบายด้านผู้สูงวัยระดับประเทศเร่งเครื่องในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยคุณภาพอย่างยั่งยืนเทียบเท่านานาประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ (ซ้าย), ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ (ขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ&amp;rdquo; ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย&amp;rdquo; (Pfizer Thailand Foundation) และ &amp;ldquo;มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย&amp;rdquo; (Kenan Foundation Asia) เล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมและการพัฒนาสังคมไทยไปสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ จึงได้ร่วมกันพัฒนาโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข (Pfizer Healthy Aging Society)&amp;rdquo; โดยมีเป้าหมายหลักคือ การสร้างรูปแบบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมสำหรับประชากรวัยก่อนสูงอายุและวัยสูงอายุ เพื่อนำไปสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;กายฟิต จิตดี มีออม&amp;rdquo; ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี (พ.ศ.2559-2562) ในพื้นที่เป้าหมายคือ กรุงเทพมหานคร (เขตคลองเตย และเขตบางขุนเทียน) และอุบลราชธานี (อำเภอเมือง และอำเภอวารินชำราบ) โดยเป็นการทำงานที่เชื่อมโยงทั้งระดับประเทศและชุมชน มีการคัดเลือกผู้ที่มีอายุระหว่าง 45-59 ปี (pre-seniors) ใน 4 กลุ่มหลัก คือ อาสาสมัครสาธารณสุข, ครู, บุคลากรสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ภาครัฐระดับท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เข้าร่วมภารกิจหลักของโครงการคือ การพัฒนาศักยภาพกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้าง &amp;ldquo;ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agents)&amp;rdquo; ที่ได้รับความรู้และทักษะจำเป็นเกี่ยวข้องกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความมั่นคงทางการเงิน ผ่านการอบรมและกิจกรรมภายใต้หัวข้อต่างๆ ได้แก่ โรคติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases) โภชนาการ (Nutrition) สุขภาพจิต (Mental Health) ความตระหนักรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) การจัดสภาพแวดล้อมเอื้อต่อผู้สูงอายุ สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ชุมชน เป็นต้น ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ได้กลายมาเป็นผลผลิตด้านบุคลากรที่สำคัญกว่า 41 คน ที่ได้ร่วมสร้างสรรค์โครงการที่ช่วยพัฒนาชุมชนของตนเองถึง 27 โครงการ และจะนำเอาองค์ความรู้ไปพัฒนากลุ่มหรือชุมชนของตนให้มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนได้ต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน &amp;ldquo;ปิยะบุตร ชลวิจารณ์&amp;rdquo; ประธานอำนวยการ มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย กล่าวว่า &amp;ldquo;ภาพรวมการดำเนินงานโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า-ทัน-สุข&amp;rdquo; มุ่งหมายสร้าง &amp;ldquo;ผู้นำการเปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; ที่จะมีพฤติกรรมเชิงบวกด้านสุขภาพ การเงิน และเป็นต้นแบบให้กับชุมชนที่ตนอยู่ร่วม ด้วยความคาดหวังหลัก 3 ประการด้วยกันคือ (1) เพื่อพัฒนาศักยภาพ &amp;ldquo;ผู้นำการเปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; ทั้งด้านการตระหนักรู้ทางสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ (2) เพื่อปรับเปลี่ยนให้เกิดทัศนคติที่ดี สร้างพฤติกรรมสุขภาพเชิงบวก ที่มีส่วนช่วยลดปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มก่อนสูงอายุและผู้สูงวัย และ (3) เพื่อสร้างแบบปฏิบัติที่ดีในการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัย ที่มีความยั่งยืนและปรับใช้ในบริบทสังคมไทยได้ โดยมีการดำเนินงานใน 4 องค์ประกอบหลัก คือ การสร้างความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้อง (Stakeholders Engagement) การพัฒนาศักยภาพ (Strengthening Capacity) การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ (Promotional Campaign) และการติดตามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพบผลลัพธ์ว่า &amp;ldquo;กายฟิต&amp;rdquo; - ผู้เข้าร่วมโครงการมากกกว่าร้อยละ 90 มีความรู้ (Knowledge) เรื่องการออกกำลังกายว่าต้องทำต่อเนื่อง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที มีความรู้เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ ความดันโลหิตสูง มีทัศนคติ (Attitude) ที่ดีต่อการดูแลสุขภาพ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม (Practice) เช่น กว่าร้อยละ 86 มีการตรวจร่างกายประจำปี กว่าร้อยละ 80 ออกกำลังกายแบบง่าย อาทิ เดินแกว่งแขน ทำงานบ้าน อัตราการบริโภคอาหารติดมันและเครื่องในสัตว์ และอาหารรสหวานลดลง &amp;ldquo;จิตดี&amp;rdquo; - ผู้เข้าร่วมโครงการเป็นกลุ่มบุคคลที่มีสุขภาพจิตที่ดีเป็นพื้นฐาน และจากการประเมินด้วย TMHI-15 พบว่า กว่าร้อยละ 60 มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ไม่มีภาวะซึมเศร้า และสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีออม&amp;rdquo; - ผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่าร้อยละ 80 มีความรู้ด้านการออมเงินผ่านธนาคาร การประกันภัย การประกันชีวิต รวมถึงมีทัศนคติที่ดีหรือเห็นด้วยว่าการวางแผนการใช้เงิน การวางแผนการเงินเพื่อดูแลสุขภาพ การทำบัญชีรายเดือนนั้นมีความจำเป็น โดยร้อยละ 60-75 มีทัศนคติที่ดีที่ต้องการการจัดทำบัญชีใช้จ่าย บัญชีครัวเรือน แต่พบว่ามีเพียงร้อยละ 10-20 ที่สามารถทำได้จริง ร้อยละ 35-50 มีการวางแผนทางการเงินล่วงหน้าทุกเดือน มีการวางแผนการออมเพื่อการเกษียณร้อยละ 49 ในขณะที่ยังมีสูงถึงร้อยละ 25 ที่ยังไม่มีการออมเพื่อการเกษียณ และยังพบว่ามีภาวะหนี้สินถึงร้อยละ 61 โดยผู้นำการเปลี่ยนแปลงจะต้องใช้ระยะเวลาในสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดการวางแผนการเงินที่ดีเพิ่มขึ้นในชุมชนของตนเอง ส่วนในด้านอื่นๆ พบว่า กว่าร้อยละ 60 มีความรู้ความเข้าใจต่อสถานการณ์ผู้สูงอายุที่ปัจจุบันมีมากกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนประชากร ซึ่งกว่าร้อยละ 75 มองว่าผู้สูงอายุไม่ได้เป็นภาระ สามารถเป็นที่ปรึกษาได้ มากกว่าร้อยละ 90 ที่เชื่อมั่นว่าสามารถเสียสละเวลาและแรงงานเพื่อร่วมกิจกรรมในชุมชน และสามารถสื่อสารเพื่อรณรงค์การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในชุมชนได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สุภาพร มหาพลตระกูล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน สุภาพร มหาพลตระกูล ผู้จัดการโครงการไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;ปัจจัยที่เป็นตัวแปรสำคัญที่ใช้ได้ผลในระยะเวลา 3 ปี คือ 1.การคัดเลือกคนที่มีจิตอาสา ตั้งแต่เรื่องของการออมเงิน การทำเพื่อส่วนรวม กระทั่งเมื่ออบรมได้รับความรู้แล้ว กลุ่มของผู้นำเหล่านี้ก็อยากที่จะส่งต่อความรู้ต่างๆ ในการดูแลสุขภาพไปสู่ผู้อื่น 2.ได้รับความร่วมมือจากกว่า 40 องค์กรในการทำงานร่วมกัน 3.โครงการนี้ได้สร้างความตระหนักให้ทุกคนเห็นว่า เราต้องออกมารณรงค์เพื่อสุขภาพทุกมิติ นั่นจึงทำให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจ และทำให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการเห็นคุณค่าในตัวเอง จึงนำไปสู่การความสำเร็จในโครงการที่จัดขึ้นนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแนวโน้มของการจัดกิจกรรม &amp;ldquo;กายฟิต จิตดี มีออม&amp;rdquo; ต่อเนื่อง หรือร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ในจัดทำโครงการเพื่อผู้สูงอายุนั้น อันที่จริงแล้วมีโอกาสที่จะทำต่อ แต่ทั้งนี้อาจต้องมีการเข้าพบและเจรจากับองค์กรอื่นที่สนใจเป็นรายบุคคล เนื่องจากแต่ละองค์กรมีข้อจำกัดอยู่ เหมือนกับคีนันที่เรามีข้อจำกัด ต่อจากนี้ไปเราเน้นการสร้างเน็ตเวิร์ก หรือเครือข่ายให้ชัดเจน ซึ่งเรามีกิจกรรมในลักษณะนี้อยู่แล้ว ปีที่แล้วเราจัดโครงการเกี่ยวกับผู้สูงอายุช่วงเดือน พ.ย. เรามีคนร่วมงาน 400 คน แต่ปีนี้เราจัดอีก แต่คีนันจะจัดอีกครั้งประมาณหนึ่ง ประมาณเดือนมกราคมปีหน้า เพราะปีงบประมาณของเราเริ่มที่ตุลาคม และปีถัดไปกิจกรรมที่จัดอยู่ในช่วงต้นปีพอดี ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับเอจจิ้งโซไซตี้เช่นกันค่ะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนโครงการย่อยอย่างโครงการ &amp;ldquo;กายฟิต จิตดี มีออม&amp;rdquo; นั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้จัดจะทำโครงการต่อยอดร่วมกับใคร ยกตัวอย่างว่า บริษัทประกันชีวิต ที่ต้องการวางแผนการออมและดูแลสุขภาพให้คนชั้นกลาง อาจเข้ามาต่อยอดกิจกรรมนี้ ซึ่งทางคีนันจะทำงานในส่วนของการเชื่อมโยงในการจัดกิจกรรม ประเมินผล ติดตาม มีรายงานให้ แต่รูปแบบของกิจกรรมที่จัดขึ้นจะแตกต่างออกไป โดยใช้ดิจิตอลเข้ามามีส่วนในการให้ความรู้และดูแลสุขภาพผู้สูงอายุมากขึ้น เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ศรีรัตน์ นาผลงาม)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;ศรีรัตน์ นาผลงาม&amp;rdquo; อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) เขตคลองเตย บอกว่า &amp;ldquo;กิจกรรมที่ทำในฐานะผู้เข้าร่วมโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; นั้น คือการสอนเด็กให้นวดเท้าให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นท่านวดง่ายๆ ที่เด็กสามารถทำให้กับผู้ใหญ่ได้ ซึ่งคน 2 วัยนี้ต่างกันทั้งอายุและมักจะไม่ค่อยได้พูดคุยกัน ซึ่งกิจกรรมนี้ทำให้เกิดความรัก ความผูกพันระหว่างเด็กและผู้สูงอายุ และเด็กที่มาทำกิจกรรมกับเรานั้น เป็นเด็กตั้งแต่อายุ 8-10 ขวบ หลังจากโครงการนี้สิ้นสุดแล้ว แต่พี่จะต่อยอดกิจกรรมนี้โดยที่การสอนเด็กให้นวดผู้สูงอายุก็ยังคงอยู่ และพี่ก็จะสอนหนังสือให้เด็กๆ ที่มาทำกิจกรรมกับพี่ เช่น การสอนเด็กอ่านหนังสือ เพราะเด็กชุมชนคลองเตยอยู่ ป.5 บางคนอ่านหนังสือไม่ออก สอนทำการบ้านเพราะผู้ปกครองของเด็กจะไม่ค่อยมีเวลา และตอนนี้พี่มีน้องๆ จิตอาสาที่มาช่วยสอนหนังสือให้น้องๆ อยู่ 10 คน พี่รู้สึกภูมิใจมากที่ได้ร่วมโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; เพราะเท่ากับว่าเราได้ทำบุญ โดยการช่วยเหลือคนในชุมชนต่อไป และเมื่อทำแล้วก็เห็นผล จากการที่เด็กๆ อ่านออก เขียนได้ และมีอาหารที่ดีรับประทาน&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42782</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ, ปิยะบุตร ชลวิจารณ์, ศรีรัตน์ นาผลงาม, สุภาพร มหาพลตระกูล, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d481c865704b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกระดับคุณภาพชีวิต เตรียมรับสังคมสูงวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันคีนันแห่งเอเซีย ร่วมกับ University of North Carolina&amp;rsquo;s Kenan-Flagler School of Business and the Gillings School of Global Public Health จัดงานเสวนาระดับโลก &amp;ldquo;NextGen Aging-Shaping a Smart Future for an Aging Society&amp;rdquo; ซึ่งเป็นงานประชุมนานาชาติที่มุ่งเพิ่มความรู้และความเข้าใจถึงบทบาทของเทคโนโลยี ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังจะมาถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ปิยะบุตร ชลวิจารณ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการและรองประธานกรรมการ สถาบันคีนันแห่งเอซีย กล่าวว่า &amp;ldquo;จากการที่เราสั่งสมประสบการณ์ด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมของประเทศไทยและระดับภูมิภาคมายาวนานกว่า 22 ปี ผนวกกับพันธมิตรที่เข้มแข็งของเราทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ครั้งนี้เรานำความรู้และความเชี่ยวชาญมาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยเหลือประเทศไทยให้สามารถก้าวผ่านความท้าทายและปัญหาของสถานการณ์การเติบโตของสังคมผู้สูงอายุ จากการศึกษาโดยธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ภายในปี 2574 คาดว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมอุดมไปด้วยผู้สูงอายุ ด้วยจำนวนประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน การจะแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุนั้น จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะช่วยเพิ่มโอกาสและความเป็นไปได้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในหลากหลายรูปแบบ เช่น การดูแลสุขภาพ และการบริการด้านการเงิน เป็นต้น การประชุมครั้งนี้ พันธมิตรของเราทั้งในประเทศและต่างประเทศจะมาแบ่งปันความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ด้านการแพทย์ และร่วมกันค้นหาแนวทางใหม่เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ผู้สูงอายุในประเทศไทย ด้วยความร่วมมือของพันธมิตรที่เข้มแข็งทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ และเมืองไทยประกันชีวิต ได้ให้การสนับสนุนการจัดงานเสวนาระดับโลกในครั้งนี้ และมีความตั้งใจที่จะแบ่งปันความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เช่น เศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข การเงิน และความท้าทายด้านประชากรศาสตร์ของสังคมผู้สูงอายุ เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ดร.ปรเมธี วิมลศิริ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ว่า &amp;ldquo;รัฐบาลได้ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุมาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดตั้งให้เป็นวาระระดับชาติ เพื่อการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ เช่น นโยบายเงินบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ นอกจากนี้ แผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย &amp;lsquo;ไทยแลนด์ 4.0&amp;rsquo; ยังมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุในหลากหลายด้าน ซึ่งการประชุมครั้งนี้รวบรวมปัจจัยและองค์ประกอบสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัยจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีความตั้งใจที่จะปฏิรูปสังคมผู้สูงอายุให้ดีขึ้นผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันทันสมัย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะจาก สสส. กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;จากสถานการณ์ประชากรผู้สูงอายุไทยในปี 2560 มีจำนวน 11.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16.9 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุมากกว่าประชากรวัยเด็ก และจะมีประชากรเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ปีละประมาณ 1 ล้านคน ทุกวันนี้ประชากรไทยก่อนวัยสูงอายุ อายุระหว่าง 40-59 ปี ยังคงไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคต โดยเฉพาะในมิติด้านสุขภาพและความมั่นคงทางรายได้เมื่อยามสูงอายุ รวมถึงผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังมีโรคประจำตัว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมไทยจะต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในทุกมิติ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของสังคม เช่น อัตราการเกิดที่น้อยลงส่งผลถึงการขาดแคลนวัยแรงงานในอนาคต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.บุญ วนาสิน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วน นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ปฯ กล่าวว่า &amp;ldquo;บริษัทรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมระดับโลกครั้งนี้ เพื่อแบ่งปันความรู้และงานวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาดูแลผู้สูงอายุ&amp;rdquo; โดยในแง่ของการเตรียมความพร้อมของ ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ปฯ เราได้เริ่มโครงการ &amp;lsquo;Jin Wellbeing County&amp;rsquo; ภายใต้คอนเซ็ปต์เมืองแนวคิดใหม่เพื่อวัยเกษียณ นำนวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพแนวใหม่ หุ่นยนต์อัจฉริยะ Alexa Dream with Robots สายรัดข้อมืออัจฉริยะ และจิณณ์ แอปพลิเคชัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุที่พักอาศัยในโครงการ นอกจากนี้ยังมี &amp;lsquo;โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง&amp;rsquo; ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการตรวจสุขภาพที่แม่นยำและศูนย์การรักษาโรคเฉพาะทาง สำหรับเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ก็ประกอบไปด้วย เครื่องมือ ABI (Ankle-Branchial Index) วัดความยืดหยุ่นของหลอดเลือดเทียบกับอายุ, Body Composition Analyzer ตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกาย Paro Robot หุ่นยนต์เพื่อนแก้เหงาผู้สูงอายุ Apple Watch Series 4 สำหรับ monitor และแจ้งเตือนด้านสุขภาพอย่างละเอียด&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ Dr.Noel P. Greis ตำแหน่ง Director of the Center for Digital Enterprise and Innovation จาก UNC&amp;rsquo;s Kenan-Flagler Business School อธิบายถึงเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่ออนาคตของผู้สูงวัยว่า &amp;ldquo;นวัตกรรมในยุคปัจจุบันมีประสิทธิภาพ ที่จะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ โดยการลดข้อจำกัดของพวกเขา หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุในชีวิตประจำวัน ทุกวันนี้มีการนำผลิตภัณฑ์มากมายที่สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถติดต่อและเชื่อมโยงกับครอบครัวและเพื่อนได้ ทำให้พวกเขาสามารถอาศัยอยู่ที่บ้านและชุมชนได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งยังมีสุขภาพที่แข็งแรง เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ได้พัฒนาควบคู่กับระบบมอนิเตอร์ตามที่พักอาศัย ไม่ใช่แค่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถอาศัยอยู่ในบ้านของตนเองได้อย่างปลอดภัย แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับสังคมอีกด้วย นวัตกรรมด้านดิจิตอลที่สามารถช่วยตรวจสอบสุขภาพทางไกลได้อย่างเสมือนจริง สามารถช่วยลดต้นทุนการดูแลสุขภาพ และช่วยให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านได้นานขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปิดท้ายกันที่ สาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า &amp;ldquo;บริษัทได้ปรับตัวและกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;Customer @ the Heart&amp;rdquo; ด้วยนโยบาย &amp;ldquo;ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric)&amp;rdquo; และใช้มุมมองการคิดนวัตกรรมประกันชีวิตแบบ Outside In เข้าถึงความต้องการที่แท้จริงและตอบโจทย์ลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มลูกค้าที่มีความใส่ใจรักสุขภาพ (Health Awareness) เป็นหลัก ด้วยการนำเสนอการบริการที่หลากหลาย เช่น บริการ &amp;ldquo;MTL Global Connect&amp;rdquo; กรณีลูกค้าเจ็บป่วยต่างแดน สามารถเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องสำรองจ่าย, บริการ &amp;ldquo;Health at Home&amp;rdquo; ที่บริษัทได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัทสตาร์ทอัพของไทย Health at Home ให้บริการดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่บ้าน โดยทีมงานผู้ดูแลที่มีมาตรฐาน พร้อมด้วยระบบ Real-time Analytics เพื่อช่วยให้ครอบครัวของผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุสามารถติดตามการดูแลรักษาได้ตลอดเวลา&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21836</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.ปรเมธี วิมลศิริ, นพ.บุญ วนาสิน, ปิยะบุตร ชลวิจารณ์, ภรณี ภู่ประเสริฐ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181112/image_big_5be975f29911f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
