<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2019 14:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2019 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ยอมแล้วจ้า!! “สรรพากร” ถอยรื้อเกณฑ์รีดภาษีดอกเบี้ยฝาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย. 62นายปิ่นสาย สุรัสวดี โฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า จะดำเนินการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเก็บภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ 15% และออกประกาศใหม่ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าประชาชนผู้ฝากเงินเกิดความตื่นตระหนกและสับสนว่ากรมสรรพากรจะเข้าไปเก็บดอกเบี้ยจากเงินฝากจากทุกบัญชี จากเดิมที่เว้นภาษีสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ ที่ไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี โดยประกาศใหม่จะแก้ไขในประเด็นการแสดงความยินยอมส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งยอมรับว่าตามประกาศเดิมสร้างความยุ่งยาก และกระทบกับคนจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2562 กรมได้หารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะการแสดงความยินยอมส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝาก ให้กระทบกับผู้ฝากเงินส่วนใหญ่น้อยที่สุด โดยเฉพาะกลุ่ม 99% ที่มีดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไม่ถึง 20,000 บาทต่อปี ที่อาจจะต้องหาวิธีแสดงความยินยอมที่มีความยืดหยุ่น เช่น ให้กลุ่มที่ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่า 20,000 บาทต่อปี ซึ่งมีสัดส่วนน้อยกว่า 1% มาลงทะเบียนแสดงความไม่ยินยอมให้ส่งข้อมูลบัญชีเงินฝากแทน ทำให้ผู้ฝากเงินกว่า 99% ไม่ต้องแสดงตน และได้รับการยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝากเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทางสมาคมธนาคารไทยเสนอให้มีการเลื่อนการบังคับใช้ประกาศออกไป เพราะมีผู้ได้รับผลกระทบมาก แต่กรมฯ ให้ไปดูแนวทางว่าจะยืดหยุ่นวิธีการได้อย่างไร โดยเฉพาะการแสดงความยินยอม ซึ่งอาจจะต้องมีการคิดกลับข้างกันเพื่อไม่ให้คนส่วนใหญ่เดือดร้อน ซึ่งในประกาศฉบับใหม่ของกรมฯ จะแยกชัดเจนระหว่างแสดงความยินยอมส่งข้อมูลกับการเสียภาษี เพราะหากมาแสดงตัวว่าไม่ต้องการให้ส่งข้อมูล แต่ถ้าดอกเบี้ยเข้าเกณฑ์ ก็ต้องเสียภาษีตามปกติ&amp;rdquo;นายปิ่นสาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ได้หารือกับกรมสรรพากรและให้ข้อมูลว่าปัจจุบันมีลูกค้าบัญชีเงินฝากกว่า 80 ล้านบัญชี หากต้องขอให้ลูกค้าแสดงความยินยอมส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝาก คาดว่าจะไม่สามารถทำรอบการจ่ายดอกเบี้ย มิ.ย.นี้ และจะมีลูกค้าส่วนใหญ่ต้องได้รับผลกระทบจากประกาศของกรมสรรพากรถูกหักภาษีดอกเบี้ยเงินฝากจากทุกบัญชีทันที ซึ่งสมาคมเสนอว่า ถ้าไม่สามารถเลื่อนเวลาบังคับใช้ประกาศออกไปได้ กรมสรรพากรจะมีวิธีการยืดหยุ่นหลักเกณฑ์ในการแสดงความยินยอมของลูกค้าบัญชีเงินฝากด้วยวิธีใดได้บ้างโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ สมาคมธนาคารจะทำงานร่วมกับกรมสรรพากร เพื่อหาวิธีการให้ลูกค้าได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เช่น กลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่สามารถมาแสดงความยินยอมได้ จะทำแบบรายการแสดงความยินยอมแบบเดียว เพื่อใช้กับทุกธนาคาร และจะแสดงความยินยอมเพียงครั้งเดียวครอบคลุมทุกบัญชีหรือไม่ รวมทั้งจะมีการส่งแจ้งข้อมูลแบบรายบุคคลไปถึงลูกค้าให้มาแสดงความยินยอมหรือไม่ อยู่ระหว่างการหารือวิธีการ แต่ในขณะนี้ สมาคมธนาคารยังไม่มีการแจ้งไปยังลูกค้าให้เข้ามาดำเนินการใด ๆ เพราะต้องรอความชัดเจนจากกรมสรรพากรอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รายงานข่าวจากกรมสรรพากร ระบุว่า สมาคมธนาคารไทยเสนอให้มีการชะลอการบังคับใช้ประกาศออกไป เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการได้ทัน แต่กรมสรรพากรเห็นว่าเรื่องนี้มีการเตรียมตัวมานานในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จึงไม่สามารถชะลอออกไปได้ นอกจากนี้ ทางธนาคารยังเสนอให้ไม่ต้องให้มีการแสดงความยินยอมในการส่งข้อมูลได้หรือไม่ หรือแนวทางที่ธนาคารจะจัดกลุ่มลูกค้าออกเป็นหลายกลุ่ม เช่นกลุ่มที่มีเงินฝากมากกว่า 1 ล้านบาท ต้องส่งข้อมูล กลุ่มที่ต่ำกว่า 5 แสนบาท ไม่ต้องส่งข้อมูล เป็นต้น ซึ่งกรมสรรพากรก็รับข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ในส่วนของธนาคารกรุงเทพนั้นยืนยันลูกค้าไม่ได้รับผลกระทบ จึงไม่อยากให้ลูกค้าเกิดความตื่นตระหนก เพราะที่ผ่านมาได้ดำเนินตามกฎระเบียบมาโดยตลอด ซึ่งธนาคารได้มีการหารือกันในเรื่องนี้มากว่า 1 ปีแล้ว ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาใด ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธนาคารก็จะกำชับให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงข้อมูลที่ถูกกต้องให้กับลูกค้าได้รับทราบ เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันอย่างถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้าเงินฝากออมทรัพย์อยู่ 10 ล้านบัญชี วงเงิน 1 ล้านล้านบาท&amp;rdquo; นายชาติศิริ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ อย่างธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นั้น แม้จะมีฐานเงินฝากออมทรัพย์สูง แต่ทั้ง 2 ธนาคารได้รับการยกเว้นการเสียภาษีรายได้ที่ได้จากอัตราดอกเบี้ยออยู่แล้ว เนื่องจากเป็นธนาคารที่มีพันธกิจเฉพาะด้านที่ต้องการให้เกษตรกรและเยาวชนออมเงินให้มากขึ้น แต่ทั้ง 2 ธนาคารก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับกรมสรรพากรในการส่งข้อมูลเงินฝากต่างๆ ให้แน่นอน และที่ผ่านมามีลูกค้าจำนวนมากสอบถามถึงประเด็นดังกล่าว ก็ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ ในฐานะประธานกรรมการสภาสถาบันการเงินของรัฐ เปิดเผยว่า ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐจะมีการประชุมเรื่องดังกล่าวกันในต้นเดือน พ.ค.นี้ เพื่อทำความเข้าใจและหาแนวทางในการดำเนินการตามประกาศของกรมสรรพากรที่ออกมา ซึ่งเชื่อว่าจะทันต่อการบังคับใช้ของกรมสรรพากรอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34271</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิ่นสาย สุรัสวดี, ภาษีสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากบัญชีออมทรัพย์, ยอมถอย, โฆษกกรมสรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190207/image_big_5c5b9f6a40eba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2019 08:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2019 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าออนไลน์มีหนาว!ดีเดย์กม.อีเพย์เมนต์จี้รายงานบัญชีถี่ยิบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มี.ค. 2562 นายปิ่นสาย สุรัสวดี รักษาการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ.2562 เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (เนชันแนล อีเพย์เมนต์) ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 มี.ค.นี้ เป็นต้นไป โดยกฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-วอลเล็ต) ต้องนำส่งข้อมูลธุรกรรมลักษณะเฉพาะให้กรมสรรพากร ได้แก่ มียอดฝากหรือโอนเงินเข้าบัญชีตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปี และยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป หรือมียอดฝากหรือโอนเงินเข้าบัญชีตั้งแต่ 3 พันครั้งต่อปีขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมี อี-แท็กซ์ อินวอยซ์ และอี-รีซิฟท์ เปิดให้ผู้ประกอบการจัดทำใบกำกับภาษีและใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์ส่งมาให้กรมสรรพากรได้เอง รวมถึงเปิดให้ผู้จ่ายเงินสามารถเลือกจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านธนาคาร หรือคนกลาง ตลอดจนยังเปิดระบบ อี-ไฟลิ่ง เพิ่มช่องทางการยื่นแบบภาษีออนไลน์ในภาษีทุกประเภท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการรายงานข้อมูลผู้มีบัญชีธุรกรรมลักษณะเฉพาะจะครอบคลุมทั้งข้อมูลบัญชีบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลทั้งคนไทยและต่างชาติ &amp;nbsp;ซึ่งสถาบันการเงินต้องเริ่มเก็บข้อมูลบัญชีปี 2562 เพื่อรายงานให้กรมสรรพากรภายในเดือนมี.ค.2563 เป็นต้นไป และปฏิบัติเป็นประจำทุก ๆ ปี โดยข้อมูลธุรกรรมเฉพาะที่กำหนดจะนับเฉพาะยอดรับโอน-เงินขาเข้าในบัญชีเท่านั้น ไม่รวมการโอนออกหรือถอนออกไป รวมถึงจะนับยอดรวมการโอนของทุกบัญชี ที่มีเจ้าของเปิดบัญชีในธนาคารเดียวกันรวมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อกรมสรรพากรได้รับการรายงานข้อมูลธุรกรรมลักษณะเฉพาะจากสถาบันการเงินแล้ว จะมีการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีบิ๊กดาต้า และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อแยกแยะข้อมูลของผู้เสียภาษีเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่เสียภาษีอยู่แล้วและมีความเสี่ยง 2.กลุ่มที่เสียภาษีอยู่แล้วแต่ไม่มีความเสี่ยง 3.กลุ่มที่ไม่เคยเสียภาษีและมีความเสี่ยง และ 4.กลุ่มที่ไม่เคยเสียภาษีแต่ไม่มีความเสี่ยง ซึ่งจะมีการเรียกเข้ามาพบเพื่อข้อมูลเพิ่ม &amp;nbsp; โดยกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นการรังแกคนค้าขายออนไลน์ หรือใคร เพราะตามกฎหมายหากใครมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดก็ต้องเสียอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31952</URL_LINK>
                <HASHTAG>กม.อีเพย์เมนต์, กรมสรรพากร, ปิ่นสาย สุรัสวดี, แจ้งบัญชีถี่ยิบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190207/image_big_5c5b9f6a40eba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2019 10:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2019 10:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สรรพากร” จ่อจ้างธนาคารโลกศึกษารูปแบบรีดภาษีอี-บิสซิเนส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค. 256 2นายปิ่นสาย สุรัสวดี โฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยถึงความคืบหน้า ร่างพ.ร.บ.ประมวลรัษฎากร ที่กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการธุรกรรมอีเล็กทรอนิกส์ (อี-บิสซิเนส) ว่า กรมฯ เตรียมว่าจ้างธนาคารโลก มาทำการศึกษารูปแบบหาจัดเก็บภาษีผู้ประกอบการธุรกรรมอีเล็กทรอนิกส์ให้รอบด้านมากขึ้น โดยคาดว่าจะนำข้อสรุปเสนอให้รัฐบาลใหม่ พิจารณาได้ภายในสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ร่างกฎหมายอีบิสซิเนสฉบับปัจจุบันไม่สามารถนำส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาได้ทันภายในรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้น กรมฯ จึงจะมีการปรับใหม่ให้มีการเก็บภาษีได้รอบด้านมากกว่าฉบับปัจจุบัน ที่เรียกเก็บภาษีจากบริการนำเข้าสินค้าอย่างเดียว ซึ่งในกฎหมายฉบับใหม่จะเก็บครอบคลุมภาษีทุกประเภท เช่น ภาษีหักภาษี ณ ที่จ่าย, ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีนิติบุคคล เพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ประกอบการในและนอกประเทศ และทำให้การจัดภาษีของกรมฯมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็น ต้องเร่งทำ เพราะทุกประเทศในโลกประสบปัญหาเช่นเดียวกัน คือ ไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการออนไลน์ได้ เพราะไม่ได้มีการตั้งสำนักงาน หรือจดทะเบียนในประเทศนั้น ๆ เช่น ในสหภาพยุโรปก็พยายามจะร่างกฎมายขึ้นมาเก็บเช่นเดียวกับไทย&amp;rdquo; นายปิ่นสาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ รองโฆษกกรมสรรพากร กล่าวถึงยอดการยื่นแบบแสดงรายได้ภาษีบุคคลธรรมดา ปี 2561ว่า มียอดการยื่นแบบในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2562 แล้ว จำนวน 4 ล้านราย ในจำนวนนี้มียอดขอคืนภาษี 2 ล้านราย คิดเป็นมูลค่า 2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรมสรรพากรได้คืนภาษีไปแล้ว 1.3 ล้านราย เป็นการคืนผ่านพร้อมเพย์ 1 ล้านราย โดยยอดการขอคืนภาษีปีภาษี 2561 เพิ่มขึ้น 15% เนื่องจากปีนี้พฤติกรรมของประชาชนยื่นแบบเร็วขึ้น และส่วนใหญ่ยื่นผ่านอินเตอร์เน็ต และสามารถอัพโหลดเอกสารหลักฐานรายได้ทันที ทำให้กรมสามารถตรวจสอบได้เร็วและคืนภาษีได้ไวขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31397</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิ่นสาย สุรัสวดี, ภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการธุรกรรมอีเล็กทรอนิกส์, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), สรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190207/image_big_5c5b9f6a40eba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2019 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2019 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “สรรพากร” ขยายเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตอีก 8 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;7 ก.พ. 2562 นายปิ่นสาย สุรัสวดี รักษาการตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ประกาศขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตออกไปอีก 8 วัน เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2562 -31 ม.ค. 2564 เพื่อช่วยให้ผู้เสียภาษีได้รับความสะดวก รวดเร็ว ในการยื่นแบบฯ ได้ทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี และการนำส่งภาษี จะครอบคลุมภาษีหลายรายการ อาทิ การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา &amp;nbsp;ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.91 และ ภ.ง.ด.94 ซึ่งสามารถยื่นรายการทางอินเทอร์เน็ตได้ถึงวันที่ 9 เม.ย. 2562 จากปกติยื่นได้ถึง 1 เม.ย. รวมถึงภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.50 ภ.ง.ด.52 ภ.ง.ด.55 ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.54 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 และ ภ.พ.36 ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภ.ธ.40 ก็จะได้รับการขยายเวลาตามประมวลรัษฎากรผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ www.rd.go.th ออกไปอีก 8 วันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิ่นสาย กล่าวว่า การขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีทางอินเทอร์เน็ท เพื่อต้องการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือนำส่งภาษียื่นแบบแสดงรายการผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน กรมฯยังขอรณรงค์ให้ผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา &amp;nbsp;ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.91 ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์และลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งผู้เสียภาษี จะได้รับเงินคืนภาษีอย่างถูกต้อง สะดวก และรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อมูลสถิติการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี และการขอคืนภาษีในปีภาษี 2560 พบว่าผู้ขอคืนภาษี ส่วนใหญ่มีการผูกบัญชีเงินฝากธนาคารด้วยเลขประจำตัวประชาชน เพื่อรับเงินผ่านระบบการโอนเงินแบบ พร้อมเพย์มากกว่า 70% &amp;nbsp;และปัจจุบันกรมฯ ได้ปรับปรุงกระบวนการให้บริการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารผ่านระบบการโอนเงินแบบผ่านพร้อมเพย์นั้น จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี ลดภาระในการเดินทางไปธนาคารเพื่อนำเช็คไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ไม่ต้องรอรับเช็คคืนภาษีทางไปรษณีย์ รวมทั้งเป็นการแก้ปัญหาเรื่องเช็คคืนภาษีส่งไม่ถึงมือผู้รับหรือเช็คคืนภาษีสูญหายอีกด้วย&amp;rdquo; นายปิ่นสาย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28529</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตออกไปอีก 8 วัน, ขยายเวลายื่นภาษี, ปิ่นสาย สุรัสวดี, โฆษกกรมสรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190207/image_big_5c5b9f6a40eba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เทอีก8พันล. ขึ้นเงินเดือนอสม. ปัดแจกแลกเสียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ครม. &amp;quot;ซานต้าตู่&amp;quot; เทกระจาด ควักอีก 1.6 พันล้านบาทลุยมาตรการช็อปช่วยชาติ ซื้อ 3 สินค้า &amp;ldquo;ยางล้อ-OTOP-หนังสือ&amp;rdquo; ลดหย่อนภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท ระหว่าง 15 ธ.ค.2561 ถึง 16 ม.ค.2562 ขณะที่ 6 กระทรวงพร้อมใจคลอดโครงการของขวัญปีใหม่ประชาชน พร้อมเอาใจ อสม.เพิ่มค่าตอบ 1,000 บาท เริ่ม ธ.ค.นี้ และอนุมัติ 763 ล้านให้ รพ.ตำบล ด้าน โฆษกรัฐบาลปัดหาเสียงเลือกตั้ง แค่งานรูทีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปิ่นสาย สุรัสวดี โฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2561 เห็นชอบมาตรการช็อปช่วยชาติหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท ที่ซื้อสินค้า 3 ประเภท ระหว่างวันที่ 15 ธ.ค.2561 ถึง 16 ม.ค.2562 ประกอบด้วย ยางล้อรถยนต์ ยางล้อรถจักรยานยนต์ และยางล้อรถจักรยาน ที่ซื้อจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) &amp;nbsp;ซึ่งได้ซื้อยางล้อดังกล่าวจากผู้ผลิตที่ซื้อวัตถุดิบยางจากการยางแห่งประเทศไทย โดยผู้เสียภาษีต้องมีหลักฐานการซื้อสินค้าเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป พร้อมกับคูปองที่กรมสรรพากรเตรียมพิมพ์ไว้รอบแรกให้การยางมอบให้กับผู้ประกอบการ จำนวน 2 แสนเส้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีสินค้าจากโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน โดยต้องมีหลักฐานการซื้อสินค้าเป็นใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป และต้องระบุว่าเป็นรายการซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) &amp;nbsp;และส่วนการซื้อหนังสือ รวมถึงหนังสือที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) แต่ไม่รวมถึงนิตยสารและหนังสือพิมพ์ โดยต้องซื้อจากผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และต้องมีหลักฐานการซื้อสินค้าเป็นใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ พร้อมชื่อนามสกุลผู้ซื้อสินค้า รายการและมูลค่าสินค้าที่ซื้อจากร้านค้าประกอบการยื่นขอหักลดหย่อนภาษีด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มาตรการภาษีนี้จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศ โดยจะก่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ผ่านการอ่านหนังสือ ตลอดจนช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง แม้ว่ากรมสรรพากรคาดว่าจะเสียภาษี 1.6 พันล้านบาท จากการขอลดหย่อนภาษี แต่ก็จะเก็บภาษีทางอื่นเพิ่มขึ้น&amp;quot; โฆษกกรมสรรพากรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการจัดทำโครงการของขวัญปีใหม่เพื่อมอบให้แก่ประชาชน ประจำปี 2562 รวม 6 กระทรวง 1.กระทรวงมหาดไทย มอบของขวัญภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;127 ปีมหาดไทย ทุกหัวใจเราดูแล&amp;rdquo; ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจในการ แบ่งเป็นบำบัดทุกข์ จำนวน 9 โครงการ และบำรุงสุข 13 โครงการ รวมทั้งสิ้น 22 โครงการ อาทิ 1.ร้องเรียนร้องทุกข์ผ่านแอปพลิเคชัน MOI 1567 ในการพัฒนาระบบการรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ของประชาชนให้มีความสะดวกรวดเร็ว สามารถเข้าถึงได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา โดยนำแอปพลิเคชัน MOI 1567 และเว็บไซต์ศูนย์ดำรงธรรม www.damrongdhama.moi.go.th &amp;nbsp;มาเป็นช่องทางในการร้องเรียน ร้องทุกข์ของประชาชนตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.เป็นต้นไป 2.Share happiness: ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน เป้าหมายจำนวน 15,429 ครัวเรือน ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย.2562 เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.หญิงทักษดากล่าวอีกว่า 2.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมี 27 โครงการ/กิจกรรม เช่น ยกเว้นค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Space Inspirium ชลบุรี 3. กระทรวงยุติธรรม เป็นโครงการ/แผนงานมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ อาทิ ลดภาระค่าใช้จ่ายและช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงความยุติธรรม เช่น การขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดของกรมบังคับคดี, มหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาท, การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ผลงานผู้ต้องขัง แนวทางที่ 4 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายใต้ชื่อ พม.เติมสุข ทั่วไทย 2562 5.กระทรวงพาณิชย์ โครงการเทใจ มอบความสุขเทศกาลปีใหม่ 2562 เช่น การลดหนัก จับเต็ม New Year Grand Sale ห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ 1.35 หมื่นสาขา, งานลดราคาสินค้าออนไลน์ thaitrade.com 30%, จัดสายตรวจพิเศษตรวจสอบการจำหน่ายสินค้า, อาหาร, กระเช้าของขวัญให้เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยกเว้นค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 3 แห่ง ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค.2561-1 ม.ค.2562 ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี, พิพิธภัณฑ์สิรินธร จ.กาฬสินธุ์ และศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จ.ขอนแก่น, การลดราคาผลิตภัณฑ์ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ระหว่างวันที่ 23 ธ.ค.2561-5 ม.ค.2562 เป็นต้น
เพิ่มเบี้ย อสม.1,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า ครม.มีมติอนุมัติเพิ่มค่าตอบแทน อสม.จากเดิมที่เคยได้รับ 600 บาท เพิ่มเป็น 1,000 บาท เนื่องจากเห็นว่าไม่ได้มีการพิจารณาเพิ่มค่าตอบมาเป็นระยะเวลา 10 ปี และ อสม.ก็มีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น จะเริ่มขึ้นค่าตอบแทนในเดือนธ.ค.2561 ทั้งนี้ มี อสม.ทั้งประเทศ 1,054,729 คน แบ่งเป็น อสม.ในต่างจังหวัด 1,039,729 คน และ อสม.ในกทม.ประมาณ 10,500 คน วงเงินงบประมาณปกติ 4,218 ล้านบาท เมื่อปรับเพิ่มจะมีวงเงินงบประมาณ 12,656 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครม.ยังมีมติอนุมัติวงเงิน 763 ล้านบาท เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขปัญหาซื้ออุปกรณ์ที่ทันสมัยให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ประมาณ 1,000 แห่ง จากทั้งหมด 9,800 แห่ง เพื่อยกระดับโรงพยาบาลและปรับปรุงให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น รองรับความแออัดของจำนวนผู้ป่วยในแต่ละจังหวัด ซึ่งที่ผ่านมามีการปรับปรุงไปแล้วประมาณ 5,000 แห่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้แต่ละกระทรวงจัดทำโครงการของขวัญปีใหม่มอบแก่ประชาชนนั้น ถือเป็นนโยบายช่วยเหลือและให้เป็นของขวัญแก่ประชาชนอยู่แล้ว และแน่นอนว่าเป็นโครงการตามปกติ โดยใช้งบประมาณตามปกติ ไม่มีอะไรเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงใกล้เลือกตั้ง ก็เป็นกิจกรรมตามปกติที่กระทรวงจัดขึ้นให้แก่ประชาชนอยู่แล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23513</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิ่นสาย สุรัสวดี, พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181204/image_big_5c06911786e52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2018 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2018 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุดจบคนขาย-ซื้อใบกำกับภาษีปลอมออก1ใบผิด1กระทง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ย.2561 &amp;ndash; &amp;nbsp;นายปิ่นสาย สุรัสวดี รักษาการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากรกล่าวว่า กรมสรรพากรได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและจริงจังกับผู้ประกอบการทั้งที่เป็นผู้ออกและผู้ใช้ใบกำกับภาษีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2561 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ได้ร่วมกันกระทำความผิดออกใบกำกับภาษีขายให้กับบริษัท/ห้าง/ร้าน โดยมิได้มีการประกอบกิจการจริง อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายมาตรา 86/13 วรรคหนึ่งแห่งประมวลรัษฎากร ได้ตัดสินลงโทษจำเลยจำคุกกระทงละ 1 ปี ตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร รวม 8 กระทง เป็นโทษจำคุก 8 ปี จำเลยรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ &amp;nbsp;ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เป็นโทษจำคุก รวม 4 ปี ริบของกลาง (ออกใบกำกับภาษีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย 1 ฉบับ เท่ากับความผิด 1 กระทง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ซื้อใบกำกับภาษีไปใช้ ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยโทษทางแพ่ง ต้องรับผิดเบี้ยปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีพร้อมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมายอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนเงินภาษี สำหรับโทษทางอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร.1161 และหากพบเห็นการกระทำใดๆ ที่เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี ขอให้แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลต่างๆ ที่ www.rd.go.th &amp;gt; เมนู &amp;ldquo;การแจ้งแหล่งภาษี&amp;rdquo; เพื่อที่กรมสรรพากรจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22358</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมาย, ปิ่นสาย สุรัสวดี, ผู้ประกอบการ, รักษาการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี, โฆษกกรมสรรพากร, ใบกำกับภาษีโดยมิชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181120/image_big_5bf3c451916a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งกู้ภาพลักษณ์ท่องเที่ยว &#039;บิ๊กตู่&#039;ฮึ่มเชือดจนท.รับทิป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ สั่งกู้ภาพท่องเที่ยวฟัน จนท.เรียกผลประโยชน์ ห้ามรับทิปอำนวยความสะดวกเด็ดขาด &amp;nbsp;เฉ่งคมนาคมไปหาคำตอบรถแดงปะทะแกร็บคาร์ ขณะที่ &amp;quot;กกร.&amp;quot; หนุนรัฐบาลออกมาตรการดับเบิลเอ็นทรีวีซ่า เร่งสร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน หลังยอดนักท่องเที่ยวจีนมาไทยลดวูบร้อยละ 11.8&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงปัญหาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวกรณีที่มีการเรียกรับสินบน เพื่ออำนวยความสะดวกเข้าประเทศ และการปรากฏคลิปทะเลาะกันระหว่างรถแดงกับแกร็บคาร์ที่ จ.เชียงใหม่ ที่ยังเกิดขึ้นซ้ำซากว่า ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวก็เป็นปัญหาทั้งสองฝ่ายด้วยกัน ต้องแก้ไขทั้งสองทาง ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและในส่วนของประชาชนเจ้าของบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย บางทีมันก็เป็นผลกระทบสำคัญเหมือนกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่อยากเรียนว่า การท่องเที่ยวในวันนี้ยังคงสภาพเดิมอยู่ ถึงแม้จะลดลงก็ไม่มากนัก ด้วยปัจจัยความไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย ภัยพิบัติลมฟ้าอากาศต่างๆ ก็เป็นธรรมดาของเรื่องการท่องเที่ยว รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจภายในประเทศของบรรดานักท่องเที่ยวจะมีผลต่อการท่องเที่ยวทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือภาพลักษณ์ของเราที่ต้องดำเนินการ เรื่องนี้ได้สั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง รองนายกฯ ได้สั่งการให้มีการลงโทษ ไล่ออก พักราชการต่างๆ จะต้องทำให้เกิดความจริงจังมากยิ่งขึ้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในส่วนที่ต้องแยกออกจากกันคือเรื่องของวีซ่าต่างๆ การถ่ายรูปต่างๆ ทาง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบ.ตม.คนใหม่ ได้ไปแก้ไขเหล่านี้แล้ว จะต้องไม่มีการเรียกรับทิป จะต้องไม่มีอีกทั้งสิ้นโดยเด็ดขาด ตนสั่งการไปแล้วว่าโทษถึงขั้นออกจากราชการหรือพักงานหรือวินัยต่างๆ ปัญหามันยังคงมีอยู่ เพราะคนไม่ดีก็มีอยู่ ควรต้องแก้ไขให้ได้ ส่วนกรณีของรถแดงวีเอสแกร็บคาร์ที่ จ.เชียงใหม่ ก็ไปแก้ไขให้ได้ มันต้องก็แก้สองอย่าง เจ้าหน้าที่เองถ้าถามว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ผิดไม่ผิดก็ไปว่ากันอีกที กระทรวงคมนาคมต้องไปหาคำตอบมาว่ามันผิดหรือไม่ผิด แต่ในส่วนภาพลักษณ์การล้อมข่มขู่นักท่องเที่ยว มันไม่ถูกต้อง ขอให้ประชาชนช่วยกันด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า กกร.ได้มีการหารือถึงสถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยลดลง โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงร้อยละ 11.8 มีจำนวน 870,000 คน จากเดือนกรกฎาคม ที่มีจำนวน 930,000 คน เหตุจากเหตุเรือล่มที่ภูเก็ต และสภาพเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงปัญหาจากสงครามการค้า แต่ยังเชื่อว่าทั้งปีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาไทยจะถึง 10 ล้านคนตามเป้าหมาย เพราะ 8 เดือนแรกนักท่องเที่ยวจีนมาไทยอยู่ที่ 7.73 ล้านคน หรือขยายตัวร้อยละ 16.5 ซึ่ง กกร.สนับสนุนให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกระทรวงการต่างประเทศ ประสานงานไปยังประเทศจีน เพื่อทำความเข้าใจทั้งเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ต, คลิป รปภ.ทำร้ายนักท่องเที่ยวจีน และปัญหาการเก็บค่าต๋ง ซึ่งต้องหาข้อเท็จจริงโดยเร็ว และสนับสนุนมาตรการดับเบิลเอ็นทรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีน หรือการยื่นขอวีซ่าเข้าไทย 1 ครั้งเดินทางได้ 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนกลับคืนมา เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเป็นกรุ๊ปทัวร์มากกว่านักท่องเที่ยวเดินทางมาด้วยตัวเอง และที่สำคัญ นักท่องเที่ยวจีนมีการใช้จ่ายต่อหัวสูงที่สุดเฉลี่ย 5หมื่นบาทต่อคน เพราะนิยมพักโรงแรม 5 ดาว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การที่กรมสรรพากรประกาศให้มีจุดคืนภาษีมูลเพิ่ม (Down Town VAT Refund) 3 แห่ง จะเพิ่มความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ และส่งผลให้มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นผลดีต่อภาพรวมการท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิ่นสาย สุรัสวดี ผู้อำนวยการกองวิชาการแผนภาษี และรองโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การคัดเลือกให้ผู้ประกอบการให้เป็นผู้คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีแวต) ให้กับนักท่องเที่ยว จากที่มีผู้สมัครเข้ามา 3 บริษัท และผ่านคุณสมบัติเพียง 1 แห่ง คือ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ให้เป็นผู้คืนภาษีแวตให้กับนักท่องเที่ยว ผ่านบริการที่สาขาเซเว่นลิโด้ สาขาเซเว่นแบงค็อกไนท์บาร์ซาร์ และสาขาเซเว่นเยาวราช ซึ่งการพิจารณาเป็นไปด้วยความโปร่งใส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคุณสมบัติผู้สมัครที่สำคัญ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบการไทยมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 25 ล้านบาท เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีแวต เป็นผู้ประกอบการที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิชัดเจนว่ามีการดำเนินธุรกิจเพื่อเป็นตัวแทนการขอคืนภาษีให้กับนักท่องเที่ยว สามารถคืนภาษีแวตให้นักท่องเที่ยวในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ มีระบบไอทีที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบของกรมสรรพากร และที่สำคัญอีกประการคืนต้องเสนอจุดที่คืนภาษีให้กับนักท่องเที่ยวไม่เกิน 3 จุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมสรรพากรจะพิจารณาตามเงื่อนไขเบื้องต้น พบว่ามี 2 บริษัท ขาดคุณสมบัติ โดยบริษัทแห่งหนึ่งไม่ได้มีการระบุว่ามีการดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนคืนภาษีให้กับนักท่องเที่ยวไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ ส่วนอีกหนึ่งบริษัทเสนอจุดคืนภาษีมา 5 จุด ซึ่งเกินกว่าเงื่อนไขที่กำหนดไว้ต้องเสนอมาไม่เกิน 3 จุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่ผ่านมาคัดเลือกก็จะเริ่มให้บริการในระยะทดลอง 6 เดือน เริ่ม 1 ต.ค.2561 ถึง 31 มี.ค.2562 หลังจากนั้นจะมีการประเมินผลทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณใน 4 ด้าน มูลค่าเงินที่หมุนกลับเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ การเจริญเติบโตของยอดขายสินค้า ปริมาณนักท่องเที่ยวที่ขอคืนภาษีแวตลดลงในสนามบิน และคุณภาพบริการ มาทำการศึกษาขอนโยบายทางกระทรวงการคลังต่อไปว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรมสรรพากรมีการประกาศเกณฑ์รับสมัครชัดเจน มีการซักซ้อมทำความเข้าใจกับผู้สมัคร และพิจารณาบนพื้นฐานเอกสารที่ผู้สมัครยื่นมา ไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติ โดยกระบวนการโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยหลังจากนี้จะไม่มีการเปิดรับผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มอีกแล้ว เพราะนี่เป็นโครงการทดลอง ที่ต้องตรวจสอบระบบให้แน่ใจว่ามีการคืนภาษีและนำสินค้าออกจากประเทศไปจริง&amp;quot; นายปิ่นสายกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิ่นสายกล่าวว่า กรมสรรพากรกำหนดให้นักท่องเที่ยวขอคืนภาษีแวตจากทั้ง 3 จุด ที่ผ่านการอนุมัติ ต้องเป็นการซื้อสินค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และขอคืนภาษีได้ไม่เกิน 1.2 หมื่นบาท หรือคิดเป็นมูลค่าสินค้าประมาณ 2 แสนบาท ต่อเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยหนึ่งครั้ง ส่วนการขอคืนขั้นต่ำถูกกำหนดไว้ในการขอคืนภาษีแวตของนักท่องเที่ยวอยู่แล้วว่าต้องซื้อสินค้าไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทต่อร้านต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การนำสินค้าออกนอกประเทศ ก็ยังต้องดำเนินการปกติต้องแสดงสินค้าให้ตรวจที่สนามบินที่มีมูลค่าเกิน 1 หมื่นบาท ไม่รวมภาษีแวต ประเภทสินค้าที่ต้องแสดงได้แก่ อัญมณี ทองรูปพรรณ นาฬิกา แว่นตา ปากกา โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์แบบพกพา กระเป๋า เข็มขัด &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในปีงบประมาณ 2561 มีนักท่องเที่ยวมาขอคืนภาษีแวต 2.5 ล้านราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 54% มูลค่าสินค้า 4.8 หมื่นล้านบาท เป็นมูลค่าภาษีแวตที่ขอคืน 2.5 พันล้านบาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18962</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลินท์ สารสิน, ปิ่นสาย สุรัสวดี, พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181002/image_big_5bb37c7d90a19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
