<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2021 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯเปิดตัวเลขรถป้ายแดงปี63ลดลง14%เหตุโควิดป่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ม.ค.64-นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) &amp;nbsp;เปิดเผยถึงสถิติรถจดทะเบียนใหม่ทั่วประเทศภาพรวมปี 63 (เดือนมกราคม &amp;nbsp;&amp;ndash; ธันวาคม 63) พบว่ามีผู้นำรถใหม่ป้ายแดงมาจดทะเบียน รวม 2,638,466 คัน ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับสถิติรถจดทะเบียนใหม่ย้อนหลัง 3 ปี ซึ่งหากเปรียบเทียบเป็นรายปีจะพบว่า ลดลง 13.17%เมื่อเทียบกับปี &amp;nbsp;62 (จำนวนรถจดทะเบียนใหม่ 3,038,943 คัน) ลดลง 14.71%เมื่อเทียบกับปี &amp;nbsp;61 (จำนวนรถจดทะเบียนใหม่ 3,093,791 คัน) และลดลง 13.98%เมื่อเทียบกับปี 60 (จำนวนรถจดทะเบียนใหม่ 3,067,278 คัน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คาดว่าส่วนหนึ่งเพราะความกังวลกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ประชาชนจะมีความมั่นใจในการตัดสินใจครอบครองรถมากขึ้น เมื่อจำแนกการจดทะเบียนใหม่ตามประเภทรถ พบว่า รถที่จดทะเบียนตามพ.ร.บ.ถยนต์ พ.ศ. 2522 มีสถิติดังนี้ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน มีสถิติการจดทะเบียน &amp;nbsp; 559,553 คัน ลดลงจากปีก่อน22.63%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะที่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล มีสถิติการจดทะเบียน &amp;nbsp;226,399 คัน ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 16.45 และรถจักรยานยนต์(จยย.) มีสถิติการจดทะเบียน 1,681,437 คัน ลดลงจากปีก่อน 10.40%ส่วนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน มีสถิติการจดทะเบียน &amp;nbsp;28,962 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 45.05&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถิติรถโดยสารสาธารณะที่จดทะเบียนภายใต้พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 พบว่า รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน หรือ แท็กซี่ มีสถิติการจดทะเบียน &amp;nbsp;3,674 คัน ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 53.82 รถยนต์รับจ้างสามล้อ หรือ ตุ๊กตุ๊ก มีสถิติการจดทะเบียน &amp;nbsp;194 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน25.25%ส่วนรถจักรยานยนต์สาธารณะ มีสถิติการจดทะเบียน &amp;nbsp;2,273 คัน ลดลงจากปีก่อน 44.53% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของรถที่จดทะเบียนตามพ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มีสถิติดังนี้ รถโดยสารประจำทาง มีสถิติการจดทะเบียน &amp;nbsp;2,404 คัน ลดลงจากปีก่อน 35.41%รถโดยสารไม่ประจำทาง มีสถิติการจดทะเบียน &amp;nbsp;3,676 คัน ลดลงจากปีก่อน 52.21%รถโดยสารส่วนบุคคล มีสถิติการจดทะเบียน &amp;nbsp;697 คัน ลดลงจากปีก่อน18.95%ในส่วนของรถบรรทุกไม่ประจำทาง มีสถิติการจดทะเบียน &amp;nbsp;34,019 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9.63%แต่รถบรรทุกส่วนบุคคล มีสถิติการจดทะเบียน &amp;nbsp;35,702 คัน ลดลงจากปีก่อน 5.22%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากสถิติรถจดทะเบียนใหม่ตลอดปี 63 ส่งผลให้จำนวนรถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ 31ธ.ค.63 มีจำนวนทั้งสิ้น 41,471,345 คัน โดยรถจักรยานยนต์สูงสุด &amp;nbsp;21,396,980 คัน รองลงมาคือรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน &amp;nbsp;(รถเก๋ง)10,446,505 คัน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล(กระบะ) &amp;nbsp;6,878,050 คัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (รถตู้) 434,254 คัน รถจักยานยนต์สาธารณะ 170,506 คัน รถแท็กซี่ &amp;nbsp;80,172 คัน ส่วนรถโดยสารมีทั้งสิ้น 151,547 คัน และรถบรรทุก จำนวน 1,173,801 คัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90665</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขนส่ง, จดทะเบียนป้ายแดง, ปี 2563, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210122/image_big_600a861c1a916.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90649</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 13:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2021 13:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออก ธ.ค.ฟื้นกลับมาได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ส่งผลปี63 ติดลบ6%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค.2564 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนธ.ค.2563 มีมูลค่า 20,082.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.71% กลับมาเป็นบวกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนของปี 2563 และมีอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 22 เดือน นับจากก.พ.2562 ที่เพิ่มขึ้น 5.65% การนำเข้ามีมูลค่า 19,119.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.62% เกินดุลการค้า 963.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการส่งออกทั้งปี 2563 มีมูลค่า 231,468.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 6.01% ซึ่งถือว่าทำได้ดีกว่าที่คาดไว้ว่าจะติดลบประมาณ 7% การนำเข้ามีมูลค่า 206,991.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 12.39% เกินดุลการค้ารวม 24,476.5 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกทั้งปี 2563 กลับมาติดลบได้น้อยลง เป็นผลมาจากการส่งออกของไทยที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2563 เพราะได้รับผลดีจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้น ทำให้มีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อประเทศส่งออก ทั้งไทยและประเทศอื่นๆ ที่ส่งออกได้ดีขึ้น ขณะที่สินค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ อาหาร สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ ยังเป็นกลุ่มเติบโตได้ดี และยังมีการฟื้นตัวของสินค้ากลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่กลับมาขยายตัวเป็นบวก ส่วนยานยนต์และชิ้นส่วน ติดลบน้อยลง และเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านตลาดส่งออก ทั้งปี 2563 ตลาดหลักลดลง 1.8% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 9.6% แต่ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป 15 ประเทศ ลด 6.7% และ 12.7% ตลาดศักยภาพสูง ลด 8.4% จากการลดของอาเซียนเดิม 5 ประเทศ 12.2% CLMV ลด 11.1% จีน เพิ่ม 2% อินเดีย ลด 25.2% ฮ่องกง ลด 3.6% เกาหลีใต้ ลด 10.3% ไต้หวัน ลด 5.6% ตลาดศักยภาพระดับรอง ลด 13.1% โดยทวีปออสเตรเลีย ลด 7.6% ตะวันออกกลาง ลด 13% แอฟริกา ลด 19.4% ลาตินอเมริกา ลด 19% สหภาพยุโรป 12 ประเทศ ลด 6.4% กลุ่ม CIS รวมรัสเซีย ลด 21.1% แคนาดา ลด 3% ตลาดอื่นๆ ลด 34.3% แต่สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 42.1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า สำหรับการส่งออกในปี 2564 กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าจะขยายตัวเป็นบวก 4% มูลค่า 240,727 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเฉลี่ยต่อเดือนต้องส่งออกให้ได้เดือนละ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมองว่าอาจจะขยายตัวได้ถึง 5% มูลค่ารวม 243,042 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 20,253 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะปีนี้ มีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน แม้โควิด-19 จะระบาดอีก แต่ก็มีการล็อกดาวน์แบบจำกัด ทำให้ผลกระทบไม่รุนแรงเหมือนรอบแรก และยังได้แรงหนุนจากการกระจายวัคซีนโควิด-19 การกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ ทำให้มีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับนโยบายการค้าสหรัฐฯ กลับมายึดกติกาองค์การการค้าโลก (WTO) ช่วยให้ความขัดแย้งจากสงครามการค้าผ่อนคลาย รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ที่จะบังคับใช้ช่วงครึ่งปีหลัง 2564 จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าของประเทศสมาชิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัจจัยลบ ยังคงเป็นเรื่องค่าเงินบาทที่อยู่ในทิศทางแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับสกุลเงินของคู่แข่งในภูมิภาค ทำให้การแข่งขันด้านราคายากขึ้น มีปัญหาอุปสรรคจากการขาดแคลนตู้สินค้า ทำให้มีต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น และอุปสรรคในการเจรจาความตกลงการค้า เช่น ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ที่ไทยยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ทำให้ส่งออกในอนาคตเสี่ยงที่จะเสียแต้มต่อคู่แข่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90649</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปี 2563, พิมพ์ชนก วอนขอพร, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f43c9d7426a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2020 09:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2020 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกร.คาดจีดีพี 63 โต 2.5-3% อ้อนรัฐลดค่าไฟ -ประกันสังคม กระตุ้นเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ม.ค. 2563&amp;nbsp;นายกลินท์&amp;nbsp;&amp;nbsp;สารสิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;สถาบัน(กกร.) ที่ประกอบด้วยสภาหอฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)และสมาคมธนาคารไทย เมื่อวันที่&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ม.ค. ว่า กกร.ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ท่ามกลางปัจจัยกดดันหลายด้านที่ต่อเนื่องจากปีก่อนโดยเฉพาะสงครามการค้า และปัจจัยลบเพิ่มเติมกรณีความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านล่าสุด จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) ปีนี้จะเติบโตได้ราว&amp;nbsp;2.5-3%&amp;nbsp;การส่งออกคาดว่าจะเติบโตระดับ&amp;nbsp;0&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;ติดลบ&amp;nbsp;2%&amp;nbsp;&amp;nbsp;และเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ&amp;nbsp;0.8-1.5%&amp;nbsp;ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่อาจยืนสูงที่ระดับ&amp;nbsp;70&amp;nbsp;เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเป็นเวลา&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เดือน

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;จีดีพีปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;เราคาดการณ์ว่าเติบโต&amp;nbsp;2.5%&amp;nbsp;&amp;nbsp;การส่งออกลดลง&amp;nbsp;2.5%&amp;nbsp;และเงินเฟ้ออยู่ที่&amp;nbsp;0.7%&amp;nbsp;ซึ่งยอมรับว่าในปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ภาพรวมก็ยังคงมีหลายปัจจัยที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะที่เข้ามาเป็นปัจจัยเพิ่มขึ้นในกรณีความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่เราเองก็เกรงว่าจะทำให้ระดับราคาน้ำมันสูงขึ้น ขณะเดียวกันภาวะภัยแล้งที่รุนแรงอาจกระทบต่อแรงซื้อในประเทศจึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลภาวะเศรษฐกิจ&amp;rdquo;นายกลินท์ กล่าว

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกทั้งที่รัฐมีเร่งรัดการใช้จ่าย และมีการใช้งบประมาณไปมาก รวมถึงการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ที่ขณะนี้มีเอกชนให้ความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะมีสัญญาณที่การลงทุนจากต่างชาติจะมีการย้ายฐานมาจากจีน ญี่ปุ่น และไต้หวันมากขึ้น&amp;nbsp;และการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะยังเติบโต โดยเฉพาะท่ามกลางความตึงเครียดก็อาจจะเป็นโอกาสการท่องเที่ยว&amp;nbsp;ทั้งนี้ยังส่งผลจากการค้าชายแดนที่รัฐบาลนั้นเปิดให้มีความสะดวกและสนับสนุนการค้าขายมากขึ้น

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายสุพันธุ์&amp;nbsp;มงคลสุธี ประธานส.อ.ท.&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;กกร.เห็นว่า ภาครัฐควรมีนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม โดย กกร. เสนอให้ภาครัฐดำเนินการ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มาตรการเพิ่มเติมดังนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;1.ลดค่าใช้จ่าย ที่ประกอบด้วย ลดค่าไฟ ให้เฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีและบ้านพัก รวมถึงคอนโด ลงมา 5%&amp;nbsp;เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจทั้งหมด&amp;nbsp;,&amp;nbsp;เร่งรัดการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)&amp;nbsp;ให้รวดเร็วภายในเวลา 30 วัน&amp;nbsp;,&amp;nbsp;ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรใหม่เพื่อการผลิตซึ่งประเทศไทยผลิตเองไม่ได้ ลงเหลือ 0% เป็นระยะเวลา 1 ปี และลดการจ่ายเงินประกันสังคมของผู้ประกันสังคม ทั้งลูกจ้าง และนายจ้าง ลง 50%&amp;nbsp;เป็นระยะเวลา 6 เดือน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการ และลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินและค่าการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ล้านบาทให้เป็น&amp;nbsp;0.01%&amp;nbsp;เป็นระยะเวลา&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;2.เสนอให้มีการขุดบ่อกักเก็บน้ำในรูปแบบของแก้มลิงในแต่ละหมู่บ้าน (ประมาณ 70,000 หมู่บ้าน) เพื่อช่วยแก้วิกฤติภัยแล้งในระยะยาว โดยใช้แรงงานในท้องถิ่น ทั้งนี้ หากภาครัฐสามารถจัดสรรพื้นที่ราชพัสดุที่เหมาะสมในการขุดบ่อได้ ก็จะช่วยลดเวลาในการเวนคืนได้มาก

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;3. แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค นอกเหนือจากการพัฒนาเขต&amp;nbsp;EEC&amp;nbsp;เช่น ภาคเหนือ (NEC)&amp;nbsp;จะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการผลิตอาหาร และCreative Economy&amp;nbsp;ภาคอีสาน(NEEC)&amp;nbsp;ศูนย์กลางการท่องเที่ยว อาหาร และ&amp;nbsp;Logistics hub&amp;nbsp;ภาคใต้ (SEC)&amp;nbsp;พัฒนา ให้เป็นเมืองอัจฉริยะและท่องเที่ยว รวมถึงอุตสาหกรรมฮาลาล เป็นต้น

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;4. ให้ กกร. เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อปรับปรุงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้คล่องตัวมากขึ้น และสนับสนุนสินค้าไทยมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54152</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., จีดีพี, ปี 2563, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181205/image_big_5c07434b710b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2020 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2020 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงพาณิชย์เคาะเป้าหมายส่งออกปี 63  เล็งโต 1-3 %</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ม.ค. 2563&amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) กระทรวงพาณิชย์ ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ในช่วงกลางเดือนม.ค.63 สนค.เตรียมเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาเป้าหมายมูลค่าการส่งออกปี 63 รวมถึงแนวทางที่จะส่งเสริมและผลักดันการส่งออกเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเตรียมเสนอให้พิจารณาเป้าหมาย 3 ระดับคือ มูลค่าส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น 1%, 2% และ 3% เมื่อเทียบกับปี 62 แต่รัฐบาลต้องการผลักดันให้ได้ถึง 3% &amp;nbsp;เพื่อให้เศรษฐกิจไทยปี 63 ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ไม่ต่ำกว่า 2.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;เป้าหมายมูลค่าการส่งออกแต่ละระดับ คือ ตั้งแต่ 1-3% สนค.ได้เสนอแนวทางการผลักดันไว้ด้วย ว่า ถ้าต้องการจะขายตัวให้ได้ &amp;nbsp;1% หรือ 2% หรือ 3% จะต้องส่งเสริมและผลักดันอย่างไร โดยเฉพาะในตลาดเป้าหมาย 18 ประเทศทั่วโลก ที่รมว.พาณิชย์ตั้งเป้าหมายจะเดินทางไปเจรจาขายสินค้าด้วยตัวเอง จะเอาสินค้าอะไรไปขาย และในแต่ละเดือนต้องส่งออกให้ได้เท่าไร จึงจะบรรลุเป้าหมาย ซึ่งข้อมูลที่เตรียมนำเสนอนั้น สนค.ประเมินจากความต้องการซื้อของประเทศต่างๆ ทั่วโลก และจะเอาข้อมูลนี้เสนอให้รมว.พาณิชย์ใช้ประกอบการเดินทางไปขายสินค้าใน 18 ประเทศด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ก็จะต้องหารือกับผู้ส่งออกเพื่อประเมินสถานการณ์ในแต่ละตลาด จากนั้นจึงเอาข้อมูลทั้งหมดมาประชุมร่วมกับทูตพาณิชย์ เพื่อกำหนดเป็นเป้าหมายการส่งออกอย่างเป็นทางการต่อไป โดยเป้าหมายมูลค่าการส่งออก ที่สนค.เตรียมเสนอให้ที่ประชุมกรอ.พาณิชย์พิจารณานั้น ยังไม่ถือว่าเป็นเป้าหมายอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการซื้อสินค้าจากทั่วโลกในปี 63 พบว่า ยังมีความต้องการซื้อสินค้าอยู่มาก แต่บางสินค้า ไม่ได้นำเข้าจากไทย แต่นำเข้าจากคู่แข่งไทย เช่น ยางพาราและผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่ประเทศผู้นำเข้าจะนำเข้าจากจีน และประเทศเพื่อนบ้านของไทย ดังนั้น จึงต้องหาทางผลักดันการส่งออกของไทยเข้าไปทดแทนให้ได้ ซึ่งการเดินทางไปเจรจาขายสินค้าด้วยตนเองของรมว.พาณิชย์ จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยผลักดันได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าส่งออกดาวรุ่งของไทยในปี 63 จะมีทั้งผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยตลาดที่มีศักยภาพนำเข้า ได้แก่ สหรัฐฯ จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ซาอุดิอาระเบีย, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ &amp;nbsp;ฝรั่งเศส ฯลฯ, ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน สหรัฐฯ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน ฯลฯ, เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ตลาดศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีไก่แปรรูป ตาดศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร จีน เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฮ่องกง, เครื่องนุ่งห่ม ตลาดศักยภาพ เช่น สหรัฐฯ เบลเยี่ยม จีน สหราชอาณาจักร ฯลฯ, รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ตลาดศักยภาพ เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เบลเยี่ยม กัมพูชา ฯลฯ, เครื่องดื่ม ตลาดศักยภาพ เช่น กัมพูชา เมียนมา จีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ฯลฯ, อาหารสัตว์เลี้ยง ตลาดศักยภาพ เช่น สหรัฐฯ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย ไต้หวัน ฯลฯ, เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ตลาดศักยภาพ เช่น สหรัฐฯ จีน มาเลเซีย เวียดนาม ฯลฯ, เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เครื่องครัว และของใช้ในบ้านเรือน ตลาดศักยภาพ เช่น สหรัฐฯ จีน เดนมาร์ก ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวต่อถึงค่าเงินบาทแข็งค่าว่า จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยแน่นอน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งจะทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง และกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ ดังนั้น รัฐบาลควรหาทางช่วยเหลือภาคเกษตรกรด้วย เพื่อบรรเทาผลกระทบ แม้โครงการประกันรายได้ จะช่วยลดผลกระทบได้ระดับหนึ่ง เพราะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายผลผลิตได้สูงขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53732</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ปี 2563, พิมพ์ชนก วอนขอพร, สนค., เป้าหมายส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190902/image_big_5d6cc513ab261.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53622</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/01/2020 08:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/01/2020 08:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พี่ศรี&#039;ปะกาศลั่น!ปี63จะตรวจสอบนักการเมือง&#039;ชังชาติ-พังชาติ&#039;เข้มงวดขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ม.ค.63- นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ปี 2563 จะเป็นปีที่ข้าฯจะตรวจสอบนักการเมืองที่&amp;quot;ชังชาติ&amp;quot; และ&amp;quot;พังชาติ&amp;quot; ที่ฝ่าฝืนกม.ให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ขอบอก....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53622</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชังชาติ-พังชาติ, ตรวจสอบนักการเมือง, นายศรีสุวรรณ จรรยา, ปี 2563</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191121/image_big_5dd5ea4b1e0b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/01/2020 06:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/01/2020 06:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;สวัสดีปีใหม่!สัญญาปี63ทำทุกชั่วโมงในทุกวันให้มีค่ามากที่สุด ไม่หยุดทำเพื่อชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ม.ค.63-เพจประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha ของ นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความระบุว่า ปี 2563 นี้ผมจะมุ่งมั่นเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่างๆ และสร้างสิ่งใหม่ๆ สัญญาจะทำทุกชั่วโมงในทุกวันให้มีค่ามากที่สุด ผมจะไม่หยุดทำเพื่อชาติและประชาชน ตราบเท่าที่มีแรงกายและแรงใจ ...#สวัสดีปีใหม่พี่น้องคนไทยทุกคนขอให้มีแต่ความสุขตลอดปี 2563 ครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53619</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำงานเพื่อชาติ, ปี 2563, สวัสดีปีใหม่, เพจประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200101/image_big_5e0bdb4a6a29a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
