<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 10:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 10:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;WFH- โควิด&#039; ฉุด กินเจ กร่อย กสิกรคาดใช้จ่ายหดตัว 8.2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์โควิดในประเทศที่ดีขึ้น ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันที่ลดลงมาต่ำกว่าระดับ 1 หมื่นคนในบางวัน การเร่งและกระจายการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน จนนำมาสู่การคลายล็อกดาวน์กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงเริ่มต้นไตรมาสสุดท้ายของปี การผ่อนคลายข้อจำกัดสำหรับการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ครอบคลุมหลายจังหวัดมากขึ้น สะท้อนว่าภาวะซบเซาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจน่าจะผ่านจุดเลวร้ายที่สุดจากโรคโควิดมาแล้ว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาสถานการณ์ต่างๆ พบว่า ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่อาจจะกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่สำคัญเฉพาะหน้าคือ สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนว่าจะยกระดับความรุนแรงมากขึ้นเพียงใด เนื่องจากเหตุการณ์ยังไม่ยุติ ฤดูฝนยังไม่สิ้นสุด และมีการคาดการณ์ว่าอาจจะยังมีพายุอีก 1-2 ลูกเข้ามาหลังจากนี้ นอกจากนี้ การเร่งตัวขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลกท่ามกลางเงินบาทที่อ่อนค่า ก็เป็นอีกตัวแปรที่จะส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานในประเทศให้ขยับสูงขึ้น ซึ่งจากทั้งสองปัจจัยดังกล่าว ไม่เพียงจะมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เดิมก็เปราะบางอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ความไม่สะดวกในการเดินทางและการขนส่งในพื้นที่ประสบภัย ความเสียหายต่อพืชผลเกษตร ก็ยังเป็นแรงกดดันด้านต้นทุนและราคาสินค้าโดยเฉพาะผัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบตามมาต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเวลานี้ที่เทศกาลกินเจกำลังจะมาถึง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมีมุมมองที่ค่อนข้างระมัดระวังต่อสถานการณ์และบรรยากาศในการจับจ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 6-14 ตุลาคม 2564 นี้ โดยคาดว่า ในช่วงเทศกาลกินเจปี 2564 คนกรุงเทพฯ จะมีเม็ดเงินค่าใช้จ่ายตลอดช่วงเทศกาลคิดเป็นมูลค่า 3,600 ล้านบาท หดตัว 8.2% เมื่อเทียบกับเทศกาลกินเจปีก่อน ซึ่งนอกจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ข้างต้นแล้ว คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่น่าจะยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน แม้ว่าผลการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า คนกรุงเทพฯ 55% ยังคงสนใจเข้าร่วมเทศกาลกินเจ แต่มีการปรับลดจำนวนวันในการกินเจลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากความไม่สะดวกในการบริโภค เนื่องจากเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปสู่การ Work From Home และลดการออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการเข้าถึงแหล่งจับจ่ายที่คุ้นเคยในปีก่อนๆ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจร้านอาหารข้างทางบริเวณสถานที่ทำงาน ทั้งแบบตักขายและนั่งทานในร้านอาจได้รับผลกระทบจากความกังวลของผู้บริโภคในเรื่องของความปลอดภัยและไม่สะดวกในการออกไปจับจ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ธุรกิจค้าปลีกกลุ่มร้านสะดวกซื้อ รวมถึงร้านอาหารที่จำหน่ายอาหารผ่านช่องทางเดลิเวอรี่หรือออนไลน์คาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะการสั่งซื้อจากกลุ่มร้านอาหาร Food Chain ที่หันมาเพิ่มเมนูอาหารเจ/วีแกนมากขึ้น เพื่อรุกตลาดผู้บริโภคที่รักสุขภาพ รวมถึงร้านค้าปลีกสะดวกซื้อที่มีการวางจำหน่ายอาหารเจ/วีแกน ที่หลากหลายขึ้นและมีการจัดส่งเดลิเวอรี่ ทั้งแบบดั้งเดิม (เช่น อาหารเจสำเร็จรูปพร้อมทาน/แช่เย็น นมถั่วเหลือง น้ำผัก-ผลไม้) และรูปแบบใหม่ๆ อย่างผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากกลุ่มโปรตีนทางเลือก สะท้อนได้จากคนกรุงเทพฯ กว่า 81% ที่คาดว่าจะกินเจในปีนี้ สนใจจะเลือกรับประทานเมนูอาหารที่เป็นกลุ่มโปรตีนทางเลือก เพราะอยากลองทาน มีเมนูที่หลากหลาย และหาซื้อได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี แม้ว่าปีนี้คนกรุงเทพฯ จะสนใจอยากลองทานอาหารเจกลุ่มโปรตีนทางเลือกมากขึ้น แต่ก็ยังคงกังวลในเรื่องของปัจจัยทางด้านราคา รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการ (ปริมาณสารอาหาร และแคลอรี่) ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจซื้อมาทาน โดยเฉพาะในภาวะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังเปราะบาง และด้วยราคาของโปรตีนทางเลือกที่ค่อนข้างสูงกว่าเมื่อเทียบกับอาหารเจมื้อปกติ จึงมีผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค ดังนั้น หากผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และทำกลยุทธ์การตลาดให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในจุดนี้ได้ ก็น่าจะช่วยหนุนให้ตลาดอาหารกลุ่มโปรตีนทางเลือกมีแนวโน้มเติบโตขึ้น โดยเฉพาะการทำโปรโมชั่นด้านราคา ซึ่งนอกจากจะช่วยจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อสินค้าแล้ว ยังอาศัยช่วงเทศกาลกินเจทำการตลาดให้สินค้าเป็นที่รู้จักและหันมาทดลองทานมากขึ้น โดยเฉพาะภายหลังจากหมดเทศกาลก็ยังสามารถหารับประทานได้ง่าย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มอื่นๆ ก็อาจจะต้องวางแผนกลยุทธ์ด้านการตลาดให้เหมาะสมกับสภาพตลาด เพื่อให้ธุรกิจยังคงมียอดขายอาหารเจเข้ามาบ้างในช่วงเทศกาล เช่น เน้นความคุ้มค่าคุ้มราคา ชูจุดขายเมนูสุขภาพ หรือเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคทั้งในเรื่องของการสร้างสรรค์เมนู การเลือกวัตถุดิบ ช่องทางการสั่งซื้อ ตลอดจนบริการส่งสินค้าตามวันเวลาที่ลูกค้าสะดวก เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มองไปข้างหน้า ด้วยพฤติกรรมของคนไทยในภาพรวมที่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น จึงมีกลุ่มผู้บริโภคที่เริ่มหันมาบริโภคอาหารวีแกน และไม่ได้จำกัดเฉพาะเทศกาลกินเจเท่านั้น ทำให้คาดว่า โอกาสของตลาดอาหารวีแกนในไทยจะยังสามารถขยายตัวได้อีกในระยะข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนผู้บริโภควีแกนไทย (รวมถึงมังสวิรัติและเจ) ราว 9 ล้านคน และน่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามเทรนด์บริโภคอาหารวีแกนโลก สะท้อนได้จากแนวโน้มสัดส่วนของประชากรไทยที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์น่าจะขยับขึ้นจาก 12.0% ในปี 2560 เป็น 15% ได้ภายในปี 2564 แต่การจะเพิ่มจำนวนผู้บริโภค รวมถึงอัตราการบริโภคได้มากหรือน้อยนั้น คงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะในเรื่องของราคา รสชาติ ความหลากหลายของสินค้า ตลอดจนช่องทางการจัดจำหน่าย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้บริโภค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118307</URL_LINK>
                <HASHTAG>กินเจ, ปี 2564, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059573bc4b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2021 10:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2021 10:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกรถยนต์ปี 2564 มีโอกาสฟื้นตัว คาดทำตัวเลข890,000 – 950,000 คัน ขยายตัว 21%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค. 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการส่งออกรถยนต์ของไทยปีนี้แม้จะฟื้นตัวดีขึ้นจากปีก่อน โดยสาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักในกลุ่มโอเชียเนียและเอเชียที่กลับมาฟื้นตัวดีขึ้น นำโดยออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน และเวียดนาม เป็นต้น ขณะที่ค่ายรถญี่ปุ่นเองมีการโยกให้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกรถยนต์มากขึ้น โดยเฉพาะส่งกลับญี่ปุ่น ทำให้ล่าสุดในปี 2563 ญี่ปุ่นกลายมาเป็นผู้นำเข้ารถยนต์จากไทยอันดับ 2 จากที่อยู่อันดับ 9 ในปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ทิศทางตัวเลขส่งออกต่อจากนี้ยังไม่อาจวางใจเนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มีความไม่แน่นอนสูง 2 ด้านประกอบกัน ได้แก่ (1) แนวโน้มของการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศคู่ค้าต่างๆ ของไทย ซึ่งแม้ส่วนใหญ่จะสามารถควบคุมการระบาดได้ดีขึ้นในปัจจุบัน ทว่าการระบาดที่ยังไม่สิ้นสุดโดยเฉพาะเชื้อกลายพันธุ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่เพียงจะส่งผลต่อความต้องการนำเข้าที่ลดลงในบางประเทศ แต่ยังอาจมีผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์ด้วยหากต้องมีการปิดโรงงานผลิตรถยนต์หรือชิ้นส่วน ซึ่งปัจจัยเรื่องการระบาดของโควิดที่ยังมีอยู่นี้เป็นความเสี่ยงหลักที่จะมีผลต่อการส่งออกรถยนต์ของไทยในระยะข้างหน้ามากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ (2) ปัญหาการขาดแคลนชิปอิเล็กทรอนิกส์ แม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าน่าจะทยอยคลี่คลายตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้ หลังผู้ผลิตชิปญี่ปุ่นรายใหญ่ที่ค่ายรถในไทยนำเข้ามาประกอบเป็นหลักนั้นคาดว่าจะกลับมาส่งมอบได้มากขึ้นหลังฟื้นจากปัญหาไฟไหม้โรงงาน ทว่า การขาดแคลนชิปจากโรงงานผลิตหลักอื่นของโลกที่ยังไม่คลี่คลายอาจส่งผลต่อการวางแผนจัดสรรชิปไปยังโรงงานต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วโลกได้ โดยในเบื้องต้นศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปัญหาดังกล่าวอาจไม่กระทบไทยนัก เนื่องจากมีเพียงรถยนต์บางรุ่นเท่านั้นที่เจอปัญหา ขณะที่ไทยมีจุดแข็งสำคัญจากการเป็นหนึ่งในฐานผลิตต้นทุนต่ำหลักของค่ายรถญี่ปุ่นโดยเฉพาะเพื่อการส่งออก ทำให้ในภาวะที่ค่ายรถต่างต้องบริหารต้นทุนการผลิตมากกว่าปกติ การจัดสรรชิปจึงมีโอกาสมายังไทยเป็นกลุ่มแรกๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากปัจจัยเสี่ยงหลัก 2 ด้านดังกล่าวแล้ว ยังมีความท้าทายชั่วคราวที่กดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบรถยนต์ที่อาจกระทบต่อราคารถยนต์ส่งออกได้ เช่น ราคาเหล็ก ทองแดง และพลาสติกที่เพิ่มขึ้น แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าผู้ประกอบการน่าจะสามารถบริหารจัดการผ่านแนวทางต่างๆ ได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ผลผลิตของวัตถุดิบเหล่านี้ ที่หากเกิดภาวะขาดแคลน ก็จะกระทบต่อการส่งออกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระยะข้างหน้า นอกจากเรื่องเทคโนโลยีรถยนต์ ZEV (Zero Emission Vehicle หรือรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์) ที่ไทยต้องเร่งพัฒนาขึ้นแล้ว การส่งออกรถยนต์ไทยในตลาดหลักเดิมยังอาจต้องเจอกับการแข่งขันจากแหล่งผลิตอื่นมากขึ้นด้วย รวมไปถึงมาตรการที่จะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกซึ่งมีทิศทางเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การไม่ได้เข้าร่วมบาง FTA ในอนาคตอาจทำให้ไทยส่งออกได้น้อยลงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ในระยะไม่เกิน 10 ปีจากนี้ เพื่อรักษาตำแหน่งศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของภูมิภาค ไทยไม่เพียงจะต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวทันตลาดโลกที่กำลังเข้าสู่ยุครถยนต์ ZEV เท่านั้น แต่การสร้างโอกาสส่งออกในอนาคตก็เป็นเรื่องสำคัญด้วย ซึ่งไทยอาจต้องเตรียมรับมือกับอุปสรรคสำคัญในอนาคต 3 ด้าน ดังต่อไปนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(1) การต้องแข่งขันกับรถยนต์ที่ผลิตจากฐานผลิตต้นทุนต่ำอื่นๆ ซึ่งหากพิจารณาใน 5 ตลาดส่งออกหลักของไทยที่ครองส่วนแบ่งมูลค่าการส่งออกกว่า 57% อันได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน เป็นต้น พบว่าไทยเริ่มเผชิญกับคู่แข่งขันที่เพิ่มขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ส่งออกจากฐานผลิตในอินโดนีเซีย รถยนต์สัญชาติจีนจากฐานผลิตจีนที่ได้รับการตอบรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรถยนต์สัญชาติตะวันตกที่ย้ายฐานผลิตไปยังยุโรปตะวันออกซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่ามากขึ้น และศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในอนาคตเมื่อก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ ZEV ความเสี่ยงดังกล่าวนี้จะยิ่งเพิ่มขึ้น เนื่องจากฐานผลิตเหล่านี้ต่างมีจุดแข็งสำคัญที่ไทยยังไม่มี คือ การเป็นฐานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ ZEV ในระดับต้นน้ำ คือ เซลล์แบตเตอรี่ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(2) ประเทศคู่ค้าไทยที่มีฐานผลิตรถยนต์ในประเทศเช่นกันมีโอกาสออกมาตรการใหม่ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของไทยในอนาคต ทั้งเพื่อรักษาฐานผลิตให้ยังอยู่ในประเทศหลังปัจจุบันค่ายรถต่างมุ่งย้ายฐานการผลิตไปรวมที่ศูนย์กลางการผลิตของแต่ละภูมิภาคมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนรวม เช่น ล่าสุดกรณีฟิลิปปินส์ที่ออกมาตรการปกป้องการนำเข้ารถยนต์จากประเทศต่างๆ ตั้งแต่ต้นปี 2564 หลังค่ายรถทยอยย้ายฐานการผลิตออกจากฟิลิปปินส์มารวมศูนย์ที่ไทยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บางประเทศก็ออกมาตรการเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ประชาชนผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น เช่น กลุ่มอียูที่มีแผนปรับมาตรฐานไอเสียขึ้นเป็นระยะโดยในปี 2568 ก็จะปรับขึ้นสู่ยูโร 7 &amp;nbsp;ดังนั้นเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าไทยอาจต้องเร่งสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยรักษาระดับต้นทุนรวมที่ต่ำกว่าฐานผลิตอื่น โดยแนวทางหนึ่ง คือ ส่งเสริมให้ใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้นในการผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(3) FTA บางความตกลงที่หากไทยไม่เข้าร่วมอาจกระทบต่อโอกาสส่งออกรถยนต์ในอนาคต เมื่อ FTA ช่วยลดต้นทุนโดยรวมลงได้ โดยเฉพาะในยุคที่ค่ายรถต่างต้องทุ่มเงินลงทุนไปกับการแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไม่หยุด ในอีกด้าน FTA ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับค่ายรถและผู้ผลิตชิ้นส่วนด้วยในกรณีเกิดวิกฤตต่างๆ เช่น ภัยธรรมชาติ เนื่องจากช่วยให้การปรับโยกการผลิตชั่วคราวระหว่างประเทศสมาชิกเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วยต้นทุนต่ำ FTA จึงเป็นปัจจัยที่มีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจเลือกลงทุนในแต่ละประเทศของค่ายรถ โดยหากพิจารณาเฉพาะในมุมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า FTA กับกลุ่มอียู และกลุ่ม CPTPP เป็นความตกลงที่ควรเร่งนำมาพิจารณา โดยเฉพาะเมื่ออียูมีโอกาสจะกลายมาเป็นตลาดส่งออกรถยนต์ ZEV ให้กับไทยได้ในอนาคต ขณะที่ CPTPP ไม่เพียงเพิ่มตลาดส่งออกใหม่แต่ยังอาจดึงดูดการลงทุนเพิ่มได้ หลังสหรัฐฯ อังกฤษ เกาหลีใต้ จีน และไต้หวัน กำลังพิจารณาเข้าร่วม ขณะที่อีกด้านก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการที่เวียดนาม และอินโดนีเซียจะกลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญในการเป็นฐานผลิตรถยนต์ ZEV เพื่อส่งออกของค่ายรถต่างๆ ในอนาคตด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเข้ามาลงทุนในไทยของค่ายรถจีนที่คาดว่าจะทยอยเพิ่มขึ้นนับจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าอาจเป็นหนึ่งในหนทางที่ช่วยเปิดตลาดส่งออกให้เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงต่อการสูญเสียตลาดจากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะหลังการเกิด Technology Disruption ครั้งใหญ่ในวงการยานยนต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันรถยนต์สัญชาติจีนเริ่มเป็นที่ยอมรับของตลาดโลกมากขึ้น ทำให้การส่งออกโดยเฉพาะรถยนต์นั่งจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปี 2559 ที่ส่งออกได้เพียง 500 ล้านดอลลาร์ฯมาเป็น 1,000 ล้านดอลลาร์ฯในปี 2563 และตลาดส่งออกหลัก 4 อันดับแรกของไทย (ไม่รวมจีน) ต่างก็เปิดรับรถยนต์จากจีนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน พบว่าในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งกลุ่มทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ รถยนต์จากจีนก็มีส่วนแบ่งถึงมากกว่า 50% ของการส่งออกรถยนต์นั่งจากจีนทั้งหมดด้วยในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้รถยนต์แบรนด์จีนจะเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในตลาดโลก แต่ฐานผลิตรถยนต์จีนนอกประเทศกลับยังมีไม่มาก ปัจจุบันจึงเริ่มเห็นค่ายรถจีนเข้ามาตั้งโรงงานประกอบในไทยมากขึ้นเพื่อรองรับการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาสำหรับส่งออก และมีโอกาสจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต เนื่องจากไทยเป็นฐานผลิตต้นทุนต่ำที่มีความพร้อมทุกด้านเหนือฐานผลิตอื่นในภูมิภาค โดยจะเริ่มเห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2564 นี้ ซึ่งแม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะมองว่า การเข้ามาลงทุนจากจีนช่วง 2 ปีจากนี้จะยังไม่ช่วยพยุงการส่งออกของไทยให้เพิ่มขึ้นสู่จุดที่เต็มศักยภาพนัก เนื่องจากกำลังการผลิตในระยะแรกน่าจะยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกยังมีแรงกดดันจากการระบาดของโควิด-19 อยู่ ทว่าตั้งแต่ปีที่ 3 ไปมีโอกาสที่แบรนด์รถยนต์จีนที่ลงทุนในไทยจะช่วยดันตัวเลขส่งออกให้เพิ่มสูงขึ้น พร้อมทำให้กำลังการผลิตรถยนต์ในประเทศขยายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความต้องการรถยนต์ ZEV เพิ่มมากขึ้นในตลาดโลก เนื่องจากค่ายรถจีนหลายค่ายมีความพร้อมในการพัฒนารถยนต์ ZEV อยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัฐบาลจีนกับตลาดหลักรถยนต์ ZEV อย่างสหรัฐฯ ยุโรป และออสเตรเลียที่ยังต้องติดตาม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกรถยนต์จากจีน ทำให้ค่ายรถยนต์จีนมีโอกาสปรับยุทธศาสตร์เร่งขยายการลงทุนออกนอกประเทศมากขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อไทย ในการขึ้นเป็นฐานผลิตรถยนต์จีนพวงมาลัยขวาเพื่อส่งออกไปตลาดเหล่านี้แทนจีน แต่ก็ยังมีประเด็นที่ค่ายรถจีนต้องเตรียมการสร้างห่วงโซ่ผู้ผลิตชิ้นส่วนของตนเองเพื่อรองรับการผลิต เนื่องจากอาจเป็นการยากที่จะใช้ห่วงโซ่อุปทานของค่ายรถสัญชาติอื่นที่มีประเด็นภูมิรัฐศาสตร์กับจีน นอกจากนี้ หากการส่งออกรถยนต์จีนจากไทยทำได้ดีก็มีโอกาสที่ไทยเองอาจโดนเพ่งเล็งและเผชิญกับมาตรการกีดกันการค้าเพิ่มขึ้นจากประเทศเหล่านี้ได้ในอนาคตในฐานะที่เป็นฐานผลิตรถยนต์จีนซึ่งเป็นคู่กรณีในความขัดแย้งนี้ได้ ดังนั้น เพื่อลดโอกาสที่ไทยจะต้องเผชิญความเสี่ยงต่างๆในระยะยาว การสร้างให้ไทยเป็นฐานผลิตที่มีความพร้อม ในการดึงดูดการลงทุนรถยนต์ ZEV ไม่ว่าจะจากชาติใด ด้วยศักยภาพในการผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพแต่ยังรักษาระดับต้นทุนต่ำไว้ได้เมื่อเทียบกับฐานผลิตอื่นเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104563</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปี 2564, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ส่งออกรถยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087c2cb8b0e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100407</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดกดนักท่องเที่ยวต่างชาติวูบคาดเหลือแค่ 1.2 ล้านคน &#039;หอการค้าฯ&#039;หนุนเปิดภูเก็ต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เมษายน 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การระบาดของโควิด-19 ในประเทศระลอกที่ 3 นี้ คงจะใช้ระยะเวลานานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา กว่าที่สถานการณ์จะกลับมาผ่อนคลายลง เนื่องจากการระบาดครั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันสูงกว่าการระบาดในรอบก่อน และเป็นเชื้อกลายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติบางกลุ่ม ที่มีแผนจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยในช่วงไตรมาส 2 นี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;quot;ผลจากการระบาดของโควิดระลอกที่ 2 และ 3 ส่งผลกระทบทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ยังอยู่ระดับต่ำ โดยประเมินว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 น่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยประมาณ 3.5 หมื่นคน&amp;quot; บทวิเคราะห์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งผลทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ น่าจะต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยมองว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี 2564 จะมีประมาณ 2.5 แสนคน - 1.2 ล้านคน เป็นการปรับลดประมาณการจากเมื่อเดือนมีนาคม 2564 ที่มองว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยประมาณ 2 ล้านคน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังประเมินแนวโน้มตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติครึ่งหลังของปี 64 ว่า ยังมีความเปราะบางสูงจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการระบาดของโควิด-19 ในประเทศระลอกใหม่นี้ที่มีความรุนแรงกว่ารอบก่อน ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบถึงความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายผ่อนคลายการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทางการได้วางแผนไว้ให้มีความล่าช้าออกไปอีกครั้ง หลังจากที่แผนงานต่างๆ ต้องถูกเลื่อนไปจากการระบาดในช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ขณะที่ประเด็นการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศ ยังสามารถทำได้จำกัด เนื่องจากตามแผนการจัดหาวัคซีนที่จะเริ่มฉีดให้กับประชาชนทั่วไป จะเริ่มทยอยนำส่งมาในช่วงครึ่งหลังของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ แม้ในประเทศไทยสามารถควบคุมการระบาดในประเทศได้ แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับการระบาดของโควิดในต่างประเทศอีกเช่นกัน รวมถึงนโยบายการสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศในแต่ละประเทศด้วย และที่สำคัญเหตุการณ์โควิดที่ระบาดเป็นระยะเวลานาน ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ &amp;nbsp;กล่าวด้วยว่า ในขณะที่ภาคบริการ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่ยังไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศได้ในช่วงนี้ จึงอยากเสนอให้ภาครัฐดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับ 31 บาท/ดอลลาร์ เพื่อเป็นแรงหนุนให้กับภาคการส่งออกของไทย ขณะเดียวกัน สนับสนุนการใช้มาตรการ &amp;quot;ภูเก็ต Sandbox&amp;quot; ซึ่งจะเป็นสัญญาณในการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจากภูมิประเทศของภูเก็ตที่เป็นเกาะ ทำให้มีความสามารถในการควบคุมการระบาดได้ง่ายกว่า ประกอบกับแผนการฉีดวัคซีนต้านโควิดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ภูเก็ตให้ได้อย่างน้อย 50% ในเดือนมิ.ย.นี้ ก็จะยิ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100407</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักท่องเที่ยวต่างชาติ, ปี 2564, ภูเก็ต Sandbox, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, หอการค้า, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082327e7d546.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90957</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 15:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อสมท’ปรับโครงสร้างใหม่ยังโฟกัสสื่อโทรทัศน์และวิทยุลุยหาพาร์ทเนอร์พัฒนาที่ดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;25 ม.ค. 2564 นายสิโรตม์ รัตนามหัทธนะ กรรมการ และ รักษาการในตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2564 บมจ. อสมท จะขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ &amp;ldquo;เป็นผู้นำเสนอเนื้อหาที่น่าเชื่อถือ เที่ยงตรง และรวดเร็ว Provider of trustworthy, accurate and timely content&amp;rdquo; มุ่งนำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เสริมสร้างความฉลาด เพื่อสร้างสังคม &amp;nbsp; ตื่นรู้ ผ่านทุกช่องทางที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และรับผิดชอบต่อสังคม ภาพรวมในปีนี้ บมจ. อสมท จะมุ่งเน้นสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจสื่อดั้งเดิมที่มีอยู่คือธุรกิจสื่อโทรทัศน์และธุรกิจสื่อวิทยุ ซึ่ง อสมท มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านสื่อสารมวลชน&amp;nbsp;รวมถึงความพร้อมของอุปกรณ์ในการแพร่ภาพและกระจายเสียง โดยดำเนินการแพร่ภาพออกอากาศ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลระดับชาติจำนวน 39 สถานีหลัก และ 129 สถานีเสริม&amp;nbsp;ทั่วประเทศ ตลอดจนความพร้อมในการให้บริการของเครือข่ายสถานีวิทยุ อสมท ที่มีมากถึง 62 สถานี&amp;nbsp;ซึ่งสามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ฝ่ายบริหาร บมจ.อสมท จึงต้องการพัฒนาธุรกิจเดิม ให้มีความแข็งแรง เพื่อรักษารายได้และเรตติ้ง ก่อนปรับระบบการผลิตให้มีความเป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้นในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันธุรกิจสื่อโทรทัศน์และวิทยุส่วนใหญ่จะปรับตัวให้เป็นสื่อดิจิทัลแพลตฟอร์มมากขึ้น แต่ข้อเท็จจริงยังเป็นที่ประจักษ์ว่าตัวเลขของคนที่รับชมโทรทัศน์ และวิทยุไม่ได้น้อยลงจากเดิมมาก &amp;nbsp;แต่กลับมีการเติบโตและมีการแข่งขันที่สูงขึ้นในทุกปี ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำมากที่สุดในตอนนี้คือ การพัฒนาธุรกิจเดิมที่เรามี ให้น่าสนใจ และหลากหลายเพื่อสอดรับกับคนทุกกลุ่ม รวมถึงเตรียมแผนปรับตัวให้พร้อมกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงในอนาคต&amp;rdquo; นายสิโรตม์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสิโรตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะต้องเผชิญกับภาวะการชะลอตัวของเศษฐกิจอันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ประกอบกับการเกิดขึ้นของสื่อดิจิทัลภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วและรุนแรง ทำให้ บมจ.อสมท ต้องปรับแผนธุรกิจ รวมถึงปรับโครงสร้างองค์กรและกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในปี 2563 ที่ผ่านมา บมจ. อสมท ได้เปิดโครงการร่วมใจจากองค์กร (MSP) เพื่อปรับลดจำนวนบุคลากรให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจในอนาคต ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าวสามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านบุคลากรได้มากถึง 25 % ขณะที่ปี 2564 ฝ่ายบริหารได้บูรณาการการทำงานของส่วนงานขาย&amp;nbsp;และส่วนงานการตลาดให้มีเป้าหมายในการสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์ของ อสมท และเตรียมใช้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; กลยุทธ์ Strategic Partnership ในการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะทางการเงินของ อสมท&amp;rdquo; นายสิโรตม์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เราจะมุ่งเน้นการสร้างรายได้จากการพัฒนาสินทรัพย์ที่ดินที่ อสมท มีอยู่ให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจ อาทิ การพัฒนาโครงการบนที่ดินย่านรัชดา-พระราม 9 หลังจากปีที่ผ่านมา บมจ.อสมท&amp;nbsp; ได้เปิดให้นักลงทุนและบุคคลที่สนใจร่วมเสนอแนวคิดในการพัฒนาที่ดินกรรมสิทธิ์ของ อสมท บนพื้นที่ 50 ไร่ ติดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อให้การพัฒนาที่ดินเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเชื่อว่าจะได้&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักลงทุนเข้ามาพัฒนาที่ดินฯ ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;สำหรับแฟนรายการของช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 ในปี 2564&amp;nbsp; บมจ.อสมท ได้ส่งรายการแนว ส่งเสริมความรู้และสาระบันเทิง หลากหลายแนวตลอดทั้งสัปดาห์ พร้อมซีรีส์ดังจากทุกมุมโลก&amp;nbsp; ทั้งเอเชียฟอร์มยักษ์ พรีเมียมจากประเทศอังกฤษ ตลอดจนซีรีส์อินเดียยอดนิยม ในส่วนของธุรกิจวิทยุ อสมท ได้วางแผนธุรกิจเพื่อรองรับการเรียกคืนคลื่นความถี่ที่อาจจะมีขึ้นในปี 2565 โดยให้แต่ละคลื่น&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เตรียมความพร้อมในการนำเสนอเนื้อหาสาระใน Platform ออนไลน์มากขึ้น นำเสนอข้อมูลข่าวสาร&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือการนำเสนอในรูปแบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90957</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปี 2564, อสมท, แผนธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201112/image_big_5fac84da70863.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90537</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท.เผยตั้งเป้าปี’64 ยอดผลิตรถยนต์ฟื้น 1.5 ล้านคัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค. 2564 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าส.อ.ท.ประมาณการผลิตรถยนต์ปี 2564 อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 73,030 คัน คิดเป็น 5.12% จากปี 2563 อยู่ที่ 1,426,970 คัน โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 750,000 คัน เพิ่มขึ้น 45,374 คัน คิดเป็น 6.44% จากปี 2563 ผลิตได้ 704,626 คัน และเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 750,000 คัน เพิ่มขึ้น 27,656 คัน คิดเป็น 3.83% จากปีก่อนผลิตได้ 722,344 คัน ซึ่งยอมรับว่ายังมีความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไทยและคู่ค้ายังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับการผลิตรถยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศบางแห่งขาดชิ้นส่วนบางชิ้น ทำให้ต้องชะลอการผลิตบางรุ่นลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังปรับประมาณการผลิตรถจักรยานยนต์ปี 2564 อยู่ที่ 1.86 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 244,681 คัน คิดเป็น 15.15% จากปี 2563 ผลิตได้ 1,615,319 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 1.56 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 263,719 คัน คิดเป็น 20.34% จากปีก่อนผลิตได้ 1,296,281 คัน ขณะที่การผลิตเพื่อส่งออกคาดอยู่ที่ 300,000 คัน ลดลง 19,038 คัน คิดเป็น 5.97% จากปีก่อนผลิตได้ 319,038 คัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยอดผลิตรถยนต์ปี 2563 ที่ผลิตได้ 1,426,970 คัน แม้จะลดลงเมื่อเทียบกับปี 2562 ทั้งยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศที่ลดลง 26.03% อยู่ที่ 722,344 คัน คิดเป็นสัดส่วน 50.62% และยอดผลิตเพื่อส่งออกลดลง 32.06% อยู่ที่ 704,626 คัน คิดเป็นสัดส่วน 49.38% ของยอดผลิตทั้งหมด แต่ยอดผลิตทั้งปีก็ยังสูงกว่าที่คาดว่าจะผลิตได้ 1,400,000 คัน ถือเป็นสัญญาณบวก สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจผ่านกำลังซื้อของประชาชน&amp;rdquo;นายสุรพงษ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เห็นได้จากยอดขายในประเทศเดือนธ.ค.2563 อยู่ที่ 104,089 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.3% ซึ่งเป็นอีกเดือนหนึ่งที่ยอดขายในประเทศเกิน 100,000 คัน หลังหมดโครงการรถยนต์คันแรก สะท้อนเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่น ประกันรายได้เกษตรกร ช้อปดีมีคืน คนละครึ่ง เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยังมีการออกรถยนต์รุ่นใหม่และการส่งเสริมการขายของผู้จำหน่ายรถยนต์ในงานมหกรรมยานยนต์ที่ผ่านมา ซึ่งมียอดจองกว่า 33,000 คัน รวมถึงยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ส่วนการส่งออกเดือนธ.ค.2563 อยู่ที่ 68,481 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.24% โดยเป็นการส่งออกลดลงเกือบทุกตลาด ยกเว้นตลาดเอเชียและตลาดออสเตรเลีย และโอเซียเนีย มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 39,216.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.31% อย่างไรก็ตาม ภาพรวมปี 2563 ยอดขายในประเทศอยู่ที่ 792,146 คัน ลดลงจากปีก่อน 21.4% รถจักรยานยนต์มียอดขาย 1,516,096 คัน ลดลง 11.78% ยอดส่งออกอยู่ที่ 735,842 คัน ลดลง 24.74%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90537</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดรถยนต์, ปี 2564, ส.อ.ท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190407/image_big_5caa062331295.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89160</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2021 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2021 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดกดจีดีพี64เหลือ2.2%หอการค้าแนะรัฐอัด6แสนล.ประคองศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ธ.ค. 2564 &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศ ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น และการระบาดขยายวงกว้างไปหลายจังหวัดทั่วประเทศ จนทำให้รัฐบาลต้องประกาศมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มข้นขึ้นนั้น อาจส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปี 64 เติบโตเหลือ 2.2% จากที่เคยคาดการณ์ไว้เดิมที่ 2.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การแพร่ระบาดขณะนี้ ไม่ได้มีผลกระทบแค่เพียงการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ แต่กระทบถึงภาคการผลิต และภาคการส่งออก รวมทั้งภาคการท่องเที่ยว ซึ่งศูนย์ ประเมินว่าสถานการณ์ไม่ควรยืดเยื้อนานเกิน 3 เดือน โดยรัฐบาลต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปีนี้อย่างน้อย 200,000 ล้านบาทขึ้นไป รวมทั้งต้องมีมาตรการเพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนควบคู่ไปกับกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ซึ่งเห็นว่าแนวทางที่ดีที่สุดคือ &amp;ldquo;มาตรการคนละครึ่ง&amp;rdquo; เพราะช่วยให้มีเม็ดเงินเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อีกอย่างน้อย 2-3 เท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การใช้เงิน 200,000-300,000 ล้านบาทเป็นการช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุด แต่ถ้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ต้องใช้เงิน 400,000-600,000 ล้านบาท ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม แต่ใช้งบจากการขาดดุลงบประมาณที่มีอยู่ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด หากกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว การจัดเก็บรายได้จะเข้ามาตามแผน&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะติดลบหนักได้หากคุมสถานการณ์การระบาดไว้ไม่อยู่ และทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มข้นขึ้น (ฮาร์ด ล็อกดาวน์) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น คาดว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/64 มีโอกาสจะติดลบถึง 11.3% แต่ปัจจุบัน ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 นี้ อาจจะติดลบ 4% และหากสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ภายในไตรมาส 1 ก็มีโอกาสที่จีดีพีไตรมาส 2 จะพลิกกลับมาขยายตัวได้ 8-10%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89160</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวรรธน์ พลวิชัย, ปี 2564, เศรษฐกิจไทย, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210107/image_big_5ff6b0059a635.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
