<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2019 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2019 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปี61 แบงก์โกยกำไร 2 แสนล.ธปท.แนะเข้มปล่อยกู้บ้าน-รถ เหตุหนี้เสียพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ก.พ. 2562 นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ในปี 2561 ขยายตัว 6% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขยายตัว 4.4% สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 คาดว่าสินเชื่อธนาคารพาณิชย์จะขยายตัวได้ในระดับ 6-7% ดีขึ้นจากปี 2561 และเป็นการขยายตัวในทุกกลุ่มสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของสินเชื่อธุรกิจ ขยายตัว 4.4% โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ไม่รวมธุรกิจการเงิน ขยายตัว 4.1% ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอี ขยายตัว 4.5% ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวที่ 9.4% มาจาก สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัว 7.8% โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2561 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.7 หมื่นล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้า เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี เป็นผลมาจากการระบายอสังหาริมทรัพย์ก่อนมาตรการควบคุมสินเชื่อบ้าน (แอลทีวี) จะมีผลบังคับใช้ในเดือน เม.ย.2562ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ขยายตัว 12.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคุณภาพสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ ในปี 2561 สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 2.93% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 2.91% มียอดเอ็นพีแอลคงค้างอยู่ที่ 4.43 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 1.4 หมื่นล้านบาท โดย ธปท.อยู่ระหว่างติดตามเอ็นพีแอลในกลุ่มที่อยู่อาศัยและกลุ่มรถยนต์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่ 3.25% และ 1.66% จึงอยากให้สถาบันการเงินพิจารณาภาระหนี้ต่อการกู้ให้รัดกุม โดยธปท.จะเข้าไปดูแต่ก็ยังไม่มีมาตรการควบคุมอะไรออกมาเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2561 ธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 2.07 แสนล้านบาท ขยายตัว 10.8% จากปีก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยตามสินเชื่อที่ขยายตัว และลดค่าใช้จ่ายในการกันสำรอง โดยธนาคารยังมีเงินสำรองในระดับสูงที่ 6.68 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เงินสำรองที่มีต่อเงินสำรองพึงกันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 193.3%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29248</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไรธนาคารพาณิชย์, ปี2561, สมชาย เลิศลาภวศิน, หนี้เสีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190216/image_big_5c677fffc5502.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2019 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2019 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลงทุนตปท.หนุนกำไรบจ.เติบโต13.3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ม.ค. 2562 &amp;nbsp;นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปี 61 เติบโต 13.3% จากปี 60 อยู่ที่ 982,000 ล้านบาท ถือเป็นการเติบโตต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 10% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 1.5-3% เนื่องจาก บจ.ไทยได้เข้าไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นมีประมาณ 200 บริษัท ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศถึง 46% ของรายได้รวม และบจ.ไทยมีการระดมทุนในตลาดรอง เพื่อนำเงินไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันพบบจ.ได้นำเงินไปลงทุนต่างประเทศมากกว่าต่างประเทศที่นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หุ้นที่มีกำไรโตมากสุด กลุ่มเทคโนโลยี เติบโต 40.5%, กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เติบโต 26.1%, กลุ่มบริการ เติบโต 17.9%, กลุ่มทรัพยากร เติบโต 15%, กลุ่มธุรกิจการเงิน เติบโต 13.9% และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเติบโต 6.2% ส่วนกลุ่มอุตสาหกรามที่กำไรติดลบ คือกลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ติดลบ 2.3% และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ติดลบ10.5%&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ กล่าวว่า แผนงานบริษัทปี 62 เตรียมเปิดสาขารูปแบบมินิบิ๊กซีเพิ่มอีก 300 สาขา จากปัจจุบันที่มีกว่า 800 สาขา กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยคาดว่าปีนี้กำลังซื้อจะฟื้นตัวต่อเนื่อง ผ่านการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวและมาตราภาครัฐจะเข้ามาสนับสนุนการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้กับผู้ใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตทั่วประเทศ ซึ่งบริษัทก็เตรียมเจ้าหน้าที่รองรับให้บริการลูกค้าไว้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แผนการดำเนินงานธุรกิจ ปี 62 จะเสนอให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาช่วงเดือน ก.พ.นี้ โดยยุทธศาสตร์ของบริษัทยังคงเน้นการเติบโตในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่อยู่บริเวณคาบสมุทรอินโดจีน เนื่องจากยังมีการเติบโตและกำลังซื้อที่ขยายตัวได้ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายปีนี้จะมีรายได้เติบโตมากกว่า 10% โดยเป็นผลจากยอดขายที่ตั้งเป้าหมายมียอดขายที่ดิน 1,600 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 61 ที่จะมียอดขายที่ดิน 1,000 ไร่ และการเซ็นสัญญาหนังสือแสดงเจตจำนงอีก 200 ไร่ รวมถึงมีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้น 570 เมกะวัตต์ โดยมีโครงการโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟเข้าระบบ 2 แห่ง เริ่มจ่ายไฟฟ้าแล้วช่วงไตรมาสแรก ปี 62 และรอจ่ายไฟเข้าระบบเพิ่มอีกช่วงปลายปี 62 ส่วนธุรกิจโลจิสติกส์จะเติบโตตามธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรยุทธ ทวีกุลวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า บริษัทคาดว่าในช่วงเดือน ต.ค.64 จะมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.5-2 ล้านคนต่อวัน จากปัจจุบันมีจำนวน 800,000 คนต่อวัน เนื่องจากช่วงดังกล่าว บริษัทจะมีจำนวนเส้นทางให้บริการเดินรถเพิ่มเป็น 133 กิโลเมตร จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ,สายสีชมพู,สายสีเหลือง และสายสีทอง โดยคงเป้าหมายแผน 5 ปี รายได้และกำไรสุทธิจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 30% หลังมีเส้นทางเดินรถเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีพร้อมเข้าประมูลให้บริการเดินรถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยคาดภาครัฐจะเริ่มเปิดขายซองประมูลช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.62 และรถไฟฟ้ารางเบาเส้นทาง บางนา-ตราด-สุวรรณภูมิ พร้อมทั้งศึกษาเข้าประมูลรถไฟฟ้ารางเบาภูเก็ต และเชียงใหม่อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27837</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไร บจ., ปี2561, ภากร ปีตธวัชชัย, ลงทุนต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d1e8f19d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2019 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2019 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าชายแดนยังพุ่งแรง ตัวเลขแตะ 1.4 ล้านล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ม.ค. 2562 นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย ปี 2561 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,392,629 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.58% เป็นการส่งออก 778,292 ล้านบาท ลดลง 0.76% และการนำเข้า 614,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.87% เกินดุลการค้า 163,954 ล้านบาท และหากแยกเป็นการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ มีมูลค่า 1,124,673 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.01% เป็นการส่งออก 650,909 ล้านบาท ลดลง 0.54% นำเข้า 473,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.99% เกินดุลการค้า 177,145 ล้านบาท และการค้าผ่านแดนกับ 3 ประเทศ มูลค่า 267,956 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.68% เป็นการส่งออก 127,383 ล้านบาท ลดลง 1.91% นำเข้า 140,573 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.24% ขาดดุลการค้า 13,191 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การค้าชายแดนแยกเป็นรายประเทศ พบว่า มาเลเซียยังครองความเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย มูลค่า 571,928 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.29% เป็นการส่งออก 293,808 ล้านบาท ลดลง 5.97% นำเข้า 278,120 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.29% ตามมาด้วย สปป.ลาว มูลค่า 213,619 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.17% เป็นการส่งออก 128,867 ล้านบาท ลดลง 1.83% นำเข้า 84,752 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.83% เมียนมา มูลค่า 193,327 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.88% เป็นการส่งออก 105,212 ล้านบาท ลดลง 3.45% นำเข้ามูลค่า 88,114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.92% และกัมพูชา มูลค่า 145,799 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.39% เป็นการส่งออก 123,022 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.93% นำเข้า 22,778 ล้านบาท ลดลง 3.24%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการค้าผ่านแดน จีนตอนใต้เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย มูลค่า 103,451 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.74% เป็นการส่งออก 32,922 ล้านบาท ลดลง 11.61% นำเข้า 70,529 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.40% รองลงมา คือ สิงคโปร์ มูลค่า 86,195 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.29% เป็นการส่งออก 36,789 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.88% นำเข้า 49,406 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.60% และเวียดนาม มูลค่า 78,310 ล้านบาท ลดลง 1.63% เป็นการส่งออก 57,672 ล้านบาท ลดลง 7.25% นำเข้า 20,639 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.43%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในปี 2562 แม้ต้องรับมือกับปัจจัยกดดันหลายด้าน โดยเฉพาะสงครามการค้า ที่ใช้มาตรการทางภาษีโต้ตอบกันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก ความผันผวนของค่าเงิน โดยเฉพาะเมียนมาที่อ่อนค่าลงมาก ตลอดจนภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งของไทย สปป.ลาว และเมียนมา แต่การค้าชายแดนก็ยังคงขยายตัวได้&amp;rdquo;นายอดุลย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอดุลย์กล่าวว่า สำหรับการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 2562 กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่มูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% ซึ่งถือเป็นเป้าที่ท้าทายอีกปีหนึ่ง โดยกรมฯ มองเห็นปัญหาและอุปสรรคอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าที่ยังไม่มีข้อยุติ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ความไม่มีเสถียรภาพของค่าเงินของแต่ละประเทศ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น กรมฯ จึงได้จัดกิจกรรมเพิ่มเข้าไปมากขึ้น เพื่อผลักดันการค้าให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27546</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, ปี2561, มูลค่าการค้าชายแดน, อดุลย์ โชตินิสากรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a8ffd6335f5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25407</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2018 08:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2018 08:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิด้าโพลระบุ ประชาชนมองปี61 คุณภาพชีวิตทรงตัว แถมปัญหาการเมือง เศรษฐกิจเพิ่มขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ธ.ค. 2561 -ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp; เรื่อง &amp;ldquo;คุณภาพชีวิตของคนไทยในรอบปีที่ผ่านมา และการคาดการณ์ในปี 2562&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19 &amp;ndash; 20 ธันวาคม 2561 โดยสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,254 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของคนไทยในรอบปีที่ผ่านมา และการคาดการณ์ในด้านต่าง ๆ ในปี 2562 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified &amp;nbsp;Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ในปี 2561 เมื่อเทียบกับปี 2560 ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า เท่าเดิม ได้แก่ อันดับ 1 ร้อยละ 53.43 ระบุว่า ด้านการพักผ่อนและการใช้ชีวิตในเวลาว่าง อันดับ 2 ร้อยละ 52.55 ระบุว่า ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน &amp;nbsp; อันดับ 3 ร้อยละ 52.23 ระบุว่า ด้านระดับความสุข อันดับ 4 ร้อยละ 52.15 ระบุว่า ด้านความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว อันดับ 5 ร้อยละ 50.24 ระบุว่า ด้านความสงบสุข ความปรองดอง ความสามัคคีของคนในสังคมและชุมชน อันดับ 6 ร้อยละ 48.96 ระบุว่า ด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจโดยรวม อันดับ 7 ร้อยละ 46.97 ระบุว่า ด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น เช่น สัญญาณโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต น้ำประปา ไฟฟ้า ถนน การคมนาคม ฯลฯ อันดับ 8 ร้อยละ 46.41 ระบุว่า ด้านการบริการและการได้รับสวัสดิการของรัฐด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และเท่าเทียมกัน เช่น ระบบการศึกษา ระบบประกันสุขภาพ การให้บริการของหน่วยงานภาครัฐแก่ประชาชน อันดับ 9 ร้อยละ 45.45 ระบุว่า ด้านเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็นทางการเมือง และอันดับ 10 ร้อยละ 44.34 ระบุว่า ด้านการศึกษา/การทำงาน/ภาวะการมีงานทำ/ &amp;nbsp; &amp;nbsp; การประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ในปี 2561 เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า แย่ลง ได้แก่ อันดับ 1 ร้อยละ 59.81 ระบุว่า ด้านเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ และอันดับ 2 ร้อยละ 41.79 ระบุว่า ด้านปัญหาทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการคาดการณ์ของประชาชนต่อคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ ในปี 2562 ที่ประชาชนส่วนใหญ่คาดการณ์ให้ดีขึ้น ได้แก่ อันดับ 1 ร้อยละ 61.96 ระบุว่า ด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น เช่น สัญญาณโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต น้ำประปา ไฟฟ้า ถนน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การคมนาคม ฯลฯ อันดับ 2 ร้อยละ 61.57 ระบุว่า ด้านระดับความสุข อันดับ 3 ร้อยละ 59.41 ระบุว่า ด้านการบริการและการได้รับสวัสดิการ ของรัฐด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และเท่าเทียมกัน เช่น ระบบการศึกษา ระบบประกันสุขภาพ การให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แก่ประชาชน อันดับ 4 ร้อยละ 58.13 ระบุว่า ด้านความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว อันดับ 5 ร้อยละ 57.18 ระบุว่า ด้านเศรษฐกิจภาพรวม ของประเทศ และด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจโดยรวม ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 56.46 ระบุว่า ด้านการพักผ่อนและการใช้ชีวิต &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเวลาว่าง อันดับ 7 ร้อยละ 54.15 ระบุว่า ด้านการศึกษา/การทำงาน/ภาวะการมีงานทำ/การประกอบอาชีพ อันดับ 8 ร้อยละ 53.11 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านปัญหาทางการเมือง อันดับ 9 ร้อยละ 51.59 ระบุว่า ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อันดับ 10 ร้อยละ 51.28 ระบุว่า ด้านเสรีภาพ ในการแสดงออกความคิดเห็นทางการเมือง และอันดับ 11 ร้อยละ 48.57 ระบุว่า ด้านความสงบสุข ความปรองดอง ความสามัคคีของคนในสังคมและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25407</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นิด้าโพล, ปัญหาการเมือง, ปัญหาเศรษฐกิจ, ปี2561</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181230/image_big_5c281a82265c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2018 21:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2018 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุบสถิติ! ปรับเฉียดพันล้านปั่นหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.2561 - ข่าวสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ฉบับที่ 26/2561 ซึ่งได้ดำเนินการกับผู้กระทำผิด 25 ราย กรณีร่วมกันสร้างราคาหลักทรัพย์ หรือปั่นหุ้น NEWS, MILL, POLAR, NBC, NINE และ NINE-W1 โดยให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องเป็นคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ชำระค่าปรับทางแพ่ง &amp;nbsp;890,789,424 บาทนั้น ถือเป็นการลงโทษทางแพ่งที่สูงที่สุดรับตั้งแต่ก่อตั้ง ก.ล.ต.เมื่อปี 2535 เลยทีเดียว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากสำรวจจากเว็บไซต์ของ ก.ล.ต.ที่เปิดเผยข้อมูลคดีการเปรียบเทียบปรับนั้นจะเห็นส่วนใหญ่อยู่ในระดับแสนถึงระดับหลายสิบล้านบาทเท่านั้น แต่กรณีนี้เป็นครั้งแรกในยุค 4.0 ที่เฉียดระดับพันล้านบาทโดยทีเดียว ซึ่งข้อมูลการเปรียบเทียบปรับที่มีทั้งสิ้น 178 รายการนั้น รายการแรกคือ &amp;nbsp;รายการเมื่อปี 2552 ที่มีการปรับนายศิริชัย รัศมีจันทร์ ในวงเงิน 5 แสนบาทจากกรณีอินไซเดอร์หุ้น ASCON ในขณะที่ปี 2552 ผู้ที่มีถูกปรับมากที่สุด คือ นายเอก พุทธาโกฐิรัตน์ ในกรณีสร้างราคาหุ้น TWZ โดยถูกเรียกปรับ 14,430,242.68 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในปี 2553 นั้น ตามข้อมูลของ ก.ล.ต.เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบปรับนายอานนท์ชัย วีระประวัติ จำนวน 5 แสนบาทในกรณีสร้างราคา SINGHA ซึ่งก็ถือว่ามากที่สุดของปีด้วย ในขณะที่ 2554 นั้นเริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบปรับ นายชัชพงศ์ มัญชุภา จำนวน 685,785.60 บาท ในการอินไซเดอร์หุ้น SLC &amp;nbsp;ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีที่ ก.ล.ต.เปรียบเทียบปรับหลายบุคคลในระดับหลายสิบล้านบาท โดยที่มากที่สุดคือ นายพัฒนพงษ์ ตนุมัธยา ที่ถูกเปรียบเทียบ 48,127,389.54 บาทในการปั่นหุ้น ASCON&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2555 ปรับสูงสุดคือ นายประสงค์ สุวิวัฒน์ธนชัย จำนวน 80,995,415.67 บาทในการปั่นหุ้น UNIQ ปี 2556 ปรับสูงสุดคือ นายศิริวัฒน์ อนันต์คูศรี ในข้อหาอินไซเดอร์ในหุ้น STPI โดยปรับ 15,861,919.29 บาท ในขณะที่ปี 2557 นั้นปรับสูงสุด คือ นายสมเดช ลีสวัสดิ์ตระกูล และน.ส.อังคกาญจน์ ตันติวิรุฬห์ วงเงิน 25,665,197.13 บาท ในการปั่นหุ้น RICH ซึ่งทั้งคู่ไม่ชำระค่าปรับ ก.ล.ต.จึงได้ร้องต่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2558 ที่ถือเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ เมื่อเปรียบเทียบปรับ นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ในกรณีอินไซเดอร์หุ้น MAKRO ซึ่งมีการปรับถึง 30,228,000 บาท ส่วนในปี 2559 นั้นที่เป็นข่าวดังและมีมูลค่ามากที่สุด คือ การสั่งเปรียบเทียบ 9 รายในกรณีปั่นหุ้น UMI โดยเปรียบเทียบปรับถึง &amp;nbsp;447,263,780.45 บาท ซึ่งมี 4 รายที่ไม่ยอมชำระค่าปรับและต้องส่งให้ดีเอสไอดำเนินการต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนมาถึงกรณีล่าสุดที่ปรับถึง 890,789,424 บาทในผู้เกี่ยวข้อง 25 ราย &amp;nbsp;ที่สำคัญการลงโทษครั้งนี้ยังรุนแรงอย่างยิ่ง เพราะเมื่อคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) ปรับทางแพ่งกับผู้กระทำผิดแล้ว ยังมีผลทำให้ผู้กระทำผิดทั้งหมดเป็นผู้มีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน หรือผู้ง่ายๆ คือ ทั้ง 25 รายดังกล่าวจะไม่สามารถนั่งบริหารบริษัทในตลาดหุ้นได้เลย นอกจากนี้ ก.ล.ต.ยังได้รายงานการดำเนินการดังกล่าวต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เนื่องจากความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 อีกด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5822</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ค่าปรับ, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ปั่นหุ้น, ปี2552, ปี2561, สร้างราคา, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, อินไซเดอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8c5742b088.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
