<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2020 08:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2020 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์พาณิชย์กำไรงามปี62โกย2.7แสนล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ. 2563 นายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ ปี 2562 สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวลดลงมาอยู่ที่ 2% โดยสินเชื่อธุรกิจ มีสัดส่วน 64.1% ของสินเชื่อรวมหดตัว -0.8% ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการชำระคืนหนี้ในหลายประเภทธุรกิจ โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ หดตัว -1.9% และสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี หดตัว -2.1% ส่วนสินเชื่อที่ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ขยายตัวในหลายประเภทธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภค มีสัดส่วน 35.9% ของสินเชื่อรวม ขยายตัว 7.5% แต่ชะลอลงจากปีก่อนในประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรถยนต์เป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลยังขยายตัวได้ในระดับสูง ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2563 สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์จะยังคงขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางการขยายตัวเศรษฐกิจ และแนวโน้มการขยายสินเชื่อของภาคธุรกิจ ที่ลดสัดส่วนการกู้จากตลาดทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำลง

สำหรับคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นปี 2562 ยอดคงค้างสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 4.65 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมที่ 2.98% โดยระบบธนาคารพาณิชย์มีการบริหารคุณภาพพอร์ตสินเชื่อด้วยการตัดหนี้สูญและการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้น สำหรับสัดส่วนสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (เอสเอ็ม) ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.79% จากทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคบริโภค ส่วนปี 2563 คาดว่าแนวโน้มเอ็นพีแอลจะมีโอกาสขยายตัวถึง 3% ในช่วงกลางปีแต่ธนาคารพาณิชย์จะมีการบริหารจัดการให้อยู่ในระดับต่ำลงในช่วงปลายปี

นายธาริฑธิ์ กล่าวว่า ในปี 2562 ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง ระดับเงินกองทุนและเงินสำรองอยู่ในระดับสูง สามารถรองรับความท้าทายจากความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจได้ ผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับดีขึ้น มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2,845 พันล้านบาท อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio)&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.6% เงินสำรองของระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับสูงที่ 701.2 พันล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 32.4 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 30.8% ซึ่งเป็นผลจากการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุน

ทั้งนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของสินเชื่อรายย่อย ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิลดลงเล็กน้อยจากรายได้ค่าธรรมเนียมการโอนเงินและรายได้ค่านายหน้าขายหลักทรัพย์ โดยอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Return on Assets: ROA)&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.39% จาก 1.11% ในปีก่อน ขณะที่อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM)&amp;nbsp;ทรงตัวที่ 2.73%

สำหรับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา เชื่อว่าธนาคารจะสามารถรองรับหนี้ด้อยคุณภาพที่ปรับเพิ่มขึ้นได้ในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว อาหาร โรงแรม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องบางส่วน ที่มีสัดส่วนสินเชื่อ 10% ของสินเชื่อธุรกิจ และ 6% ของสินเชื่อทั้งระบบ โดยในจำนวนนี้ เป็นสินเชื่อรายย่อยเพียง 1 ใน 3 ซึ่งธนาคารได้เข้าไปดูแลคุณภาพนี้ ผ่านการเสริมสภาพคล่อง เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินต่อไปได้ในช่วงที่มีปัญหาระยะสั้น
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57493</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไรธนาคารพาณิชย์, ธปท., ปี2562</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200218/image_big_5e4b3fc18da52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35388</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2019 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2019 10:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟอร์บส ประกาศ 50 อันดับเศรษฐีไทย ตระกูล &quot;เจียรวนนท์&quot; แชมป์ทรัพย์สิน 9.4 แสนล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 พ.ค.62 ที่ผ่านมา นิตยสารฟอร์บส ไทยแลนด์ ได้ประกาศอันดับ 50 อภิมหาเศษฐีไทย ประจำปี 62 พบว่า ตระกูลและอภิมหาเศรษฐี 10 อันดับแรกของไทย ประกอบด้วย 1.พี่น้องเจียรวนนท์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มูลค่าทรัพย์สิน 941,000 ล้านบาท, 2.ตระกูลจิราธิวัฒน์ กลุ่มเซ็นทรัล มูลค่าทรัพย์สิน 670,000 ล้านบาท, 3.นายเฉลิม อยู่วิทยา ธุรกิจเครื่องดื่มกระทิงแดง มูลค่าทรัพย์สิน 635,000 ล้านบาท, 4.นายเจริญ สิริวัฒนภักดี กลุ่มไทยเบฟเวอเรจ มูลค่าทรัพย์สิน 517,000 ล้านบาท, 5.นายสารัชถ์ รัตนาวะดี มูลค่าทรัพย์สิน 166,000 ล้านบาท กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (กัลฟ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 6.นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ ผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลอดอากร มูลค่าทรัพย์สิน 150,000 ล้านบาท, 7.นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของธุรกิจโรงพยาบาล เครือกรุงเทพดุสิตเวชการ มูลค่าทรัพย์สิน 108,000 ล้านบาท, 8.ตระกูลโอสถานุเคราะห์ บมจ.โอสถสภา มูลค่าทรัพย์สิน 95,700 ล้านบาท, 9.นายวานิช ไชยวรรณ ประธานกรรมการ บมจ.ไทยประกันชีวิต มูลค่าทรัพย์สิน 90,900 ล้านบาท, 10.นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานกรรมการบริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (อีเอ) มูลค่าทรัพย์สิน 90,300 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา กลุ่มบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของไทยเผชิญ ความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้ง เดือนมี.ค.62 ทำให้มีส่วนบั่นทอนบรรยากาศความเชื่อมั่น ฉุดค่าเงินบาท และดึงดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยรวมของมหาเศรษฐีในทำเนียบปรับตัวลงเล็กน้อยอยู่ที่ 160,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.14 ล้านล้านบาท จากเมื่อปีที่แล้วที่ 162,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 1 ใน 3 ของมหาเศรษฐีที่มีรายชื่อปรากฏอยู่ในทำเนียบปีนี้ มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากปี 61 โดยผู้ที่มั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือนายสารัชถ์ รัตนาวะดี นักธุรกิจใหญ่ด้านพลังงาน ที่ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 166,000 ล้านบาท จากเดิม 57,400 ล้านบาท ทำให้ติดอันดับ 5 เป็นครั้งแรก เนื่องจากราคาหุ้นกัลฟ์ เพิ่มขึ้น 57% ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากโครงการโรงไฟฟ้าใหม่เริ่มดำเนินการ, ตระกูลโอสถานุเคราะห์ อยู่อันดับ 8 มีทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้น ภายหลังนำเอาบริษัท โอสถสภา ผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลังอายุ 128 ปี เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเดือน ต.ค.61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ปีนี้มีมหาเศรษฐีหน้าใหม่อีก 4 ราย ได้แก่ นายชัยวัฒน์ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเครือเบทาโกร บริษัทอาหารและอุตสาหกรรมเกษตร อันดับ 23 มูลค่าทรัพย์สิน 57,400 ล้านบาท, นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา วัย 33 ปี &amp;nbsp;ซีอีโอกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ มูลค่าทรัพย์สิน 150,000 ล้านบาท ถือเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดในทำเนียบ ที่สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาผู้ล่วงลับ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา, นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ ปรากฏชื่อในทำเนียบเป็นครั้งแรก อันดับ 29 มูลค่าทรัพย์สิน 35,100 ล้านบาท หลังจากที่นายชาตรี โสภณพนิช ผู้เป็นพ่อเสียชีวิต เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนตระกูลมาลีนนท์ บมจ.บีอีซีเวิลด์ อันดับ 47 มูลค่าทรัพย์สิน 19,100 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากการตรวจสอบ 50 อันดับแรก ยังพบว่า นายสันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ติดอันดับ 14 มีมูลค่าทรัพย์สิน 71,800 ล้านบาท, น.ส.ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป &amp;nbsp;อันดับ 15 &amp;nbsp;มีมูลค่าทรัพย์สิน 67,000 ล้านบาท, นายทักษิณ ชินวัตร &amp;nbsp;อันดับ 19 มีมูลค่าทรัพย์สิน 60,600 ล้านบาท ส่วนนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ติดอันดับ 30 มีมูลค่าทรัพย์สิน 34,100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับนี้ใช้ข้อมูลทางการเงินและการถือครองหุ้น ที่ได้รับมาจากทางครอบครัวและปัจเจกบุคคล ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นักวิเคราะห์ และหน่วยงานกากับดูแลหลายแห่ง รวมถึงทรัพย์สินของครอบครัวและทรัพย์สินที่ถือครองโดยสมาชิกครอบครัวในหลายรุ่น โดยมูลค่าทรัพย์สินในบริษัทมหาชนคำนวณจากราคาหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 26 เม.ย.62 ส่วนทรัพย์สินในบริษัทที่ถือครองส่วนตัวประเมินค่าโดยเปรียบเทียบกับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเดียวกันที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35388</URL_LINK>
                <HASHTAG>50 อภิมหาเศษฐีไทย, ตระกูลเจียรวนนท์, ปี2562, ฟอร์บส ไทยแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190509/image_big_5cd3a293c691b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27658</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2019 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2019 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไนท์แฟรงค์ ชี้อสังหาฯปี 62 ชะลอตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค. 2562 นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 คาดว่าจะชะลอตัวจากสถานการณ์ตลาดโดยรวม ทั้งนี้คาดว่าไตรมาสแรกของปีนี้ ราคาเสนอขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่แล้ว ด้วยแรงหนุนจากการเปิดตัวของโครงการในหลายทำเลทั้งในและพื้นที่รอบซีบีดี นอกจากนี้ในไตรมาสแรกอัตราการโอนกรรมสิทธิ์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากผู้ซื้อต้องการโอนให้เสร็จก่อนนโยบายกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะถูกบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2562 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานครในปี 2561 มีการเปิดตัวโครงการใหม่สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดรวมทั้งสิ้นประมาณ 65,000 ยูนิต ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 11% ส่งผลให้อุปทานสะสมของคอนโดมิเนียมเฉพาะในกรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี 2552 &amp;ndash; 2561 อยู่ที่ประมาณ 500,000 ยูนิต ทั้งนี้จากการศึกษาของฝ่ายวิจัยอสังหาริมทรัพย์ ไนท์แฟรงค์ฯ พบว่าไตรมาส 3/2561 มีการเปิดตัวโครงการใหม่สูงที่สุดคือ 25,000 ยูนิต ในขณะที่ไตรมาสสุดท้ายของปีมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดประมาณ 17,000 ยูนิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีการเปิดตัวหนาแน่นในเขตชานเมืองโดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน ซึ่งอุปทานใหม่ในพื้นที่ดังกล่าวคิดเป็น 57% ของหน่วยเปิดใหม่ทั้งหมดในไตรมาส 4 ปี 2561 เมื่อมองภาพรวมทั้งปี พบว่าเขตชานเมืองโดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายแทบทุกสายยังคงเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ส่วนทำเลเด่นที่ ได้แก่ ถ.สุขุมวิทตั้งแต่ช่วงอโศก &amp;ndash; เอกมัย ถ.พหลโยธินตามแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย (หมอชิต-คูคต) พระราม 9 &amp;ndash; รัชดาภิเษก ลาดพร้าว &amp;ndash; รามคำแหง และจรัญสนิทวงศ์ &amp;ndash; เพชรเกษม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านยอดขาย พบว่ายอดขายเฉลี่ยของโครงการเปิดใหม่ในกรุงเทพมหานคร อยู่ที่ประมาณ 55% โดยคอนโดมิเนียมขายดีส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ซีบีดี 51% และโซนรอบซีบีดีมี 64% ในขณะที่คอนโดเปิดใหม่ย่านชานเมืองมียอดขายประมาณ 50% ขณะที่ภาพรวมด้านราคาเสนอขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรของยูนิตเปิดใหม่ อยู่ที่ 150,641 บาทต่อตร.ม. ปรับตัวลดลง 6% โดยราคาเสนอขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรของคอนโดใหม่ในเขต CBD อยู่ที่ 250,000 บาทต่อตร.ม. ลดลง 8%และพื้นที่รอบ CBD อยู่ที่ 120,000 บาทต่อตร.ม. ลดลง 7%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27658</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชะลอตัว, ปี2562, แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์, ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181114/image_big_5bebe269b04a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2019 00:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2019 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยพาณิชย์ หั่นประมาณการณ์จีดีพี62เหลือเพียง 3.8%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ม.ค. 2562 นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intlelligence Center (EIC) ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสแรก ของปี 2562 ว่า ธนาคารได้มีการปรับประมาณการณ์จีดีพีลดลงเหลือ 3.8% จากเดิม 4.2% เนื่องจากความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก ภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัวลงซึ่งเป็นผลมาจากสงครามการค้า ส่งผลให้การส่งออกของไทยในปีนี้ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามในปีนี้เศรษฐกิจของไทยยังคงมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการใช้จ่ายภายในประเทศโดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐมีการขยายตัวและมีความชัดเจนมายิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวนจากหลายๆปัจจัย อย่างไรก็ตามในปีนี้ทิศทางเศรษฐกิจโลกเชื่อว่าจะยังขยายตัวจากการที่สหรัฐมีเศรษฐกิจที่เติบโตดีแต่ชะลอลงจากแรงส่งจากนโยบายปฏิรูปภาษีที่ลดลง ยูโรโซนและญี่ปุ่นเติบโตในอัตราที่ชะลอลงด้วยเช่นกัน ส่วนทิศทางนโยบายทางการเงินของเฟด ซึ่งคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ประมาณ 2 ครั้ง คาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นนโยบายดอกเบี้ย เป็นต้น&amp;rdquo;นายยรรยง กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว ธนาคารมองว่ายังเป็นอีกหนึ่งภาคธุรกิจที่จะเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวได้ในทิศทางที่ดี ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะมีอัตราการขยายตัวได้ที่ประมาณ 5.7% ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนกลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ ซึ่งจะเป็นการสนับที่สำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีมีการเติบโต ส่วนการบริโภคภาคครัวเรือนคาดว่าจะมีการเติบโตในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไปตามอัตราการว่างงานที่ต่ำ การฟื้นตัวอย่างช้าๆของรายได้และมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในปี 2562 นี้ ธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจของไทยยังคงมีอัตราการเติบโตได้ในทิศทางที่ดี โดยมีปัจจัยบวกจากการลงทุนต่อเนื่องในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ การลงทุนของภาคเอกชนที่ได้รับแรงส่งจากการใช้กำลังการผลิตที่มีแนวโน้มดีขึ้น การย้ายฐานการผลิตมายังไทยของธุรกิจต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า การบริโภคของภาคครัวเรือนที่เติบโตามการฟื้นตัวของรายได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมไปถึงมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ และ การกลับมาการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องคอยเฝ้าจับตามองนั้นมาจาก การค้าโลกที่ชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจประเทศสำคัญ ความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ กับ จีน ความไม่แน่นอนทางการเมืองในภูมิภาคสำคัญโดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป เสถียรภาพทางการเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะการเงินโลกที่ตึงตัว ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวช้าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในบางอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26109</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ปี2562, ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสแรก, ยรรยง ไทยเจริญ, ไทยพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190109/image_big_5c34d8a3bfd00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4393</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2018 17:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2018 14:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปี62คนกรุงเตรียมจ่ายเพิ่ม&#039;ค่าบำบัดน้ำเสีย&#039;อัตรา80%ค่าน้ำประปา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 &amp;nbsp;มี.ค.61-นายคำรณ โกมลศุภกิจ สมาชิกสภากทม. ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง จัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสีย กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการฯ ว่า ทางฝ่ายบริหารเสนอแก้ร่างข้อบัญญัติเดิม ใน 3 ประเด็นได้แก่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.แบ่งพื้นที่บำบัดน้ำเสียเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย 1.1 บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ในอัตราไม่เกิน 2 บาทต่อ 1 ลบ.ม. 1.2 หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ มูลนิธิ สถานศึกษาและสถานที่ประกอบธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ใช่โรงงาน ในอัตราไม่เกิน 4 บาทต่อ 1 ลบ.ม. 1.3 โรงแรม โรงงาน หรือสถานประกอบการขนาดใหญ่ ในอัตราไม่เกิน 8 บาทต่อ 1 ลบ.ม. &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเก็บเฉพาะพื้นที่ที่มีแหล่งบำบัดน้ำเสีย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.แก้ไขค่าธรรมเนียม จากเดิมที่กำหนดให้ จ่ายค่าบำบัดน้ำเสียเท่ากับค่าน้ำประปาที่ใช้ เป็น จ่ายค่าบำบัดน้ำเสียในอัตราร้อยละ 80 ของค่าน้ำประปา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เสนอแนวทางให้เอกชน หรือ หน่วยงานภายนอก เป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการหารือกับ การประปานครหลวง สำหรับเป็นผู้จัดเก็บมาอย่างต่อเนื่อง แต่จนขณะนี้ยังคงไม่ได้ข้อสรุป อย่างไรก็ตาม จะมีการประชุมเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งในวันที่ 22 มี.ค. ก่อนเสนอฝ่ายบริหาร เพื่อดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาดว่ากทม.จะว่าจ้างสถาบันการศึกษา เป็นผู้ดำเนินการ &amp;nbsp;ก่อนส่งผลการรับฟังความคิดเห็นเพื่อ พิจารณาในวาระ 2 และวาระ 3 ก่อนขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต่อไป และคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ข้อบัญญัติดังกล่าวได้ภายในปี 2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ร่างข้อบัญญัติฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า จะบังคับใช้เมื่อพ้น 180 วัน นับจากวันประกาศ เพื่อให้ส่วนราชการเตรียมการ รวมทั้ง ระบุว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องประกาศ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข เรื่องค่าธรรมเนียมการ กำหนดพื้นที่บำบัดน้ำเสีย โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี เนื่องจากเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นภาระเร่งด่วน หากจัดเก็บได้ คาดว่ากทม.จะมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 800-900 ล้านบาท &amp;rdquo; นายคำรณ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4393</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนกรุงเตรียมจ่ายเพิ่ม, จัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสีย, นายคำรณ โกมลศุภกิจ, ปี2562, สมาชิกสภากทม., อัตรา80%ราคาน้ำประปา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e40fc23ed4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
