<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>88080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2020 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2020 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด&#039;ฉายาสภา&#039;ปี63 ปธ.ชวน &#039;ครูใหญ่ไม้เรียวหัก&#039;ด้าน&#039;สิระ-เต้&#039;ยกเป็นคู่กัดแห่งปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 ธ.ค. 2563 ที่ประชุมร่วมกันของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ได้มีความเห็นร่วมกันในการตั้งฉายาของรัฐสภา เพื่อเป็นการเป็นการสะท้อนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีข้อสรุปดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.สภาผู้แทนราษฎร : ปลวกจมปลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลวกเป็นสัตว์ที่มีการแบ่งงานกันทำเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด สำหรับสภาผู้แทนราษฎรแล้วมีส.ส.ที่ทำงานดุจปลวกที่ทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเองด้วยการใช้สภาเป็นเครื่องมือเพื่อชิงอำนาจและทำลายล้างฝั่งตรงข้าม ยิ่งนานวันก็จมปลักกลับการทำงานแบบเดิม ไม่ใช้สภาเพื่อประโยชน์ในการระดมสมองและแก้ปัญหาให้กับประชาชน หนำซ้ำตลอดปีมานี้การประชุมสภาฯล่มกลางคันหลายครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าส.ส.ชุดนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการประชุมสภาฯทั้งที่เป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เช่นนี้ ส.ส.ในฐานะคนทำงานจึงเปรียบเป็นปลวกที่จมปลักไม่พัฒนาและจะยิ่งกัดกินหลักการของประชาธิปไตยให้พุกร่อนเข้าไปทุกที &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.วุฒิสภา : สภาปรสิต
ในทางวิทยาศาสตร์มีคำอธิบายถึง &amp;#39;ปรสิต&amp;#39; ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยผู้อื่นหรือเซลล์ชนิดอื่นเป็นที่พักอาศัยและแหล่งอาหาร และบางครั้งทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่ใช้ประโยชน์นั้นหรือเซลล์ภายในจนเจ็บป่วยหรือถึงกับเสียชีวิต เมื่อกลับมามองในมิติทางการเมืองแล้วจะพบว่าวุฒิสภาชุดนี้ก็มีสภาพไม่ต่างปรสิตที่อาศัยอยู่ในรัฐสภา นอกจากไม่มีผลงานที่เห็นด้วยตาเปล่าเหมือนปรสิตแล้วยังนำมาซึ่งพิษภัยแก่การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย โดยเฉพาะการพยายามใช้เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญมาเป็นข้ออ้างเพื่อชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนทำให้เกิดการตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภาพิจารณาก่อนรับหลักการไปจนถึงการลงชื่อเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ฉายา &amp;#39;ปรสิต&amp;#39; จึงเหมาะกับวุฒิสภาชุดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. &amp;lsquo;ชวน หลีกภัย&amp;#39; ประธานสภาผู้แทนราษฎร: ครูใหญ่ไม้เรียวหัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกครั้งที่ &amp;#39;ชวน หลีกภัย&amp;#39; ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุมสภาไม่เคยถูกกังขาถึงความเป็นกลางแม้แต่ครั้งเดียว และตลอดปีที่ผ่านมาก็ยังยึดแนวทางดังกล่าวไว้ได้อย่างมั่นคง นอกเหนือไปจากการพยายามควบคุมการประชุมสภาแล้ว ประธานสภายังสวมบท &amp;#39;ครูใหญ่&amp;#39; ที่ถือไม้เรียวคอยกวดขันวินัยของส.ส.ที่หย่อนยานอีกด้วย เช่น การตักเตือนส.ส.ให้สวมหน้ากากในห้องประชุมสภา เพื่อคุมการระบาดของโควิด 19 หรือการขอความร่วมมือส.ส.ให้ความสำคัญกับการประชุมสภา เป็นต้น แต่ปรากฎว่าส.ส.การ์ดตกทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการละเลยการสวมหน้ากากอนามัย หรือแม้แต่อเรื่องเล็กๆอย่างขอความร่วมมือส.ส.งดนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามารับประทานในห้องประชุมก็ไม่เป็นผล และที่ร้ายแรงที่สุด คือ เหตุการณ์สภาล่ม ซึ่งเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าต่อให้ประธานสภาจะยึดมั่นหลักการแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจสร้างเปลี่ยนแปลงได้เพราะส.ส.ส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญ เหมือนกับครูใหญ่ที่มีไม้เรียวและต่อให้ฟาดแรงจนไม้เรียวหักคามือ ส.ส.ก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. &amp;#39;พรเพชร วิชิตชลชัย&amp;#39; ประธานวุฒิสภา: &amp;quot;หัวตอ รอออเดอร์&amp;quot;
ถ้าเทียบบารมีทางการเมืองระหว่างเมื่อครั้งเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติกับประธานวุฒิสภา ถือว่านับตั้งแต่มาเป็นประมุขสภาสูงบารมีของ &amp;#39;พรเพชร&amp;#39; ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งตอกย้ำด้วยทุกครั้งที่ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในฐานะรองประธานรัฐสภา พบว่าไม่สามารถควบคุมการประชุมให้เป็นที่เรียบร้อยได้เมื่อเทียบกับ &amp;#39;ชวน หลีกภัย&amp;#39; หลายครั้งที่รับมือกับความเขี้ยวทางการเมืองของส.ส.ฝ่ายค้านไม่ไหว ทำให้การประชุมเกิดความปั่นป่วนเป็นระยะ กลายเป็นหัวหลักหัวตอที่สมาชิกรัฐสภาไม่ค่อยให้ความยำเกรง ไม่เพียงเท่านี้ การทำหน้าที่ของประธานวุฒิสภายังไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองเพราะหลายเรื่องในวุฒิสภากลับปล่อยให้ส.ว.เป็นผู้ชี้นำประธานวุฒิสภาแทน ภาพรวมแบบนี้ทำให้ประธานวุฒิสภาเสมือนหัวหลักหัวตอที่ไม่มีใครสนใจแต่มีหน้าที่แค่รับคำสั่งทำงานเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร : สุทิน คลังแสง?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนอื่นต้องบอกว่าฉายาของผู้นำฝ่ายค้านฯที่ปรากฎออกมานั้นเป็นฉายาที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาตั้งขึ้นมาจริงๆ ไม่ได้เขียนผิดแต่อย่างใด เนื่องจากต่างเห็นตรงกันว่าบทบาทการเป็นผู้นำฝ่ายค้านฯนั้น &amp;#39;สมพงษ์&amp;#39; ไม่ได้โดดเด่นสมกับตำแหน่งเท่าใดนัก ตรงกันข้ามกลับเป็น &amp;#39;สุทิน คลังแสง&amp;#39; ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ได้อย่างโดดเด่น หลายต่อหลายครั้งเป็นตัวแทนของฝ่ายค้านไปร่วมประชุมกับฝ่ายรัฐบาลจนทำให้ฝ่ายค้านได้เวลาอภิปรายในสภาอย่างสมน้ำสมเนื้อและสามารถชี้นำสภาในที่ประชุมได้ ผิดกับผู้นำฝ่ายค้านฯตัวจริงที่ยังไม่ทำงานเชิงรุกมากนัก ด้วยเหตุนี้ทำให้อดไม่ได้ว่า &amp;#39;สุทิน คลังแสง&amp;#39; คือ ผู้นำฝ่ายค้าน ไม่ใช่ &amp;#39;สมพงษ์ อมรวิวัฒน์&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ดาวเด่นแห่งปี : สุทิน คลังแสง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2563 ตลอดทั้งปี &amp;#39;สุทิน คลังแสง&amp;#39; ในฐานประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ได้อย่างท็อปฟอร์ม หลายครั้งที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเรื่องสำคัญและส.ส.ฝ่ายค้านจำนวนไม่น้อยที่อภิปรายนอกประเด็นไปไกลและใช้แต่วาทะศิลป์ในการโจมตี แต่ทุกอย่างก็กลับเข้ารูปเข้ารอยเมื่อ &amp;#39;สุทิน&amp;#39; ได้ขึ้นอภิปรายสรุปประเด็น การอภิปรายสรุปของประธานวิปฝ่ายค้านไม่ใช่แค่การอภิปรายสรุปเพื่อให้จบตามหน้าที่เท่านั้น เพรายังหยิบจับประเด็นสำคัญบางเรืองที่ส.ส.ฝ่ายค้านอาจไม่ได้พูดถึงหรือพูดถึงแต่ยังไม่มีความชัดเจน มาขยายความเพื่อให้สภาได้ข้อเท็จจริงเพิ่มมากขึ้น ตำแหน่งดาวสภาประจำปี 2563 &amp;nbsp;จึงตกเป็นของ &amp;#39;สุทิน คลังแสง&amp;#39; ไปอย่างเอกฉันท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.ดาวดับแห่งปี : วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตัดสินตำแหน่งดาวดับแห่งปีในครั้งนี้ถือว่ามีความลำบากเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีข้อเสนอควรให้ &amp;#39;มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์&amp;#39; ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ สมควรได้รับตำแหน่งนี้ด้วยเช่นกัน ภายหลังมงคลกิตติ์แสดงจุดยืนทางการเมืองที่กลับไปกลับมา นึกอยากจะร่วมรัฐบาลก็ประกาศสนับสนุน แต่วันใดไม่อยากสนับสนุนก็ประกาศขอเป็นฝ่ายค้านอิสระ ซึ่งอาจบอกว่าเป็นส.ส.ไร้จุดยืนก็คงไม่ผิดนัก แต่ถึงที่สุดแล้วสื่อมวลชนรัฐสภามีความเห็นว่าควรให้ตำแหน่งดาวดับเพียงคนเดียว และตำแหน่งนั้นเป็นของ &amp;#39;วิสาร เตชะธีราวัฒน์&amp;#39; ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ใช้มีดปลอกผลไม้กรีดแขนกลางที่ประชุมสภา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาทางกาเมือง ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพราะเป็นการชี้นำให้ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังเป็นส.ส.หลายสมัยและดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อนที่สมควรเป็นแบบอย่างที่ดี แต่กลับแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพื่อหวังผลทางการเมือง จึงหวังว่าตำแหน่งดาวดับที่สื่อมวลชนมอบให้จะทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.คู่กัดแห่งปี : &amp;#39;สิระ เจนจาคะ&amp;#39; และ &amp;#39;มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์&amp;#39;
เกือบได้เห็นการวางมวยกลางสภา ภายหลังปฐมบทแห่งความเดือดมาจากกรณีที่ &amp;#39;มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์&amp;#39; ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยศรีวิไลย์ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งเพราะไม่สามารถควบคุมความสงบได้ ต่อมา &amp;#39;สิระ เจนจาคะ&amp;#39; ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวตอบโต้ว่า &amp;quot;การออกมาเรียกร้องเช่นนี้ต้องการผลประโยชน์อะไรหรือไม่ หรือเงินหมด เพราะบริจาคเงินเดือนส.ส.ให้ในสถานการณ์โควิดไปแล้ว ซึ่งหากเงินหมดจริงติดต่อผมได้&amp;quot; เรื่องไม่ได้จบแค่นั้นเพราะ &amp;#39;มงคลลกิตติ์&amp;#39; โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กระบุว่า &amp;quot;เจอสิระที่ไหนจะเอาให้ฟันร่วงหมดปาก&amp;quot; และในที่สุดทั้งสองคนก็ได้เจอหน้ากันจริง โดยเป็นเหตุการณ์ระหว่างที่ &amp;#39;มงคลกิตติ์&amp;#39; กำลังให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบริเวณรัฐสภา และได้พบกับ &amp;#39;สิระ&amp;#39; ทำให้เดินเข้าไปจับแขนสิระแต่สิระสะบัดออก ปรากฎว่า &amp;#39;มงคลกิตติ์&amp;#39; พยายามเดินตามแต่สิระเดินหนี ที่สุดแล้วต้องถึงมือ &amp;#39;ชวน หลีกภัย&amp;#39; ที่ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ปรามทั้งสองฝ่ายว่าต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ของสภาด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
9.เหตุการณ์แห่งปี : การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ได้รับการขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุด โดยเฉพาะการต้องมีเสียงส.ว.สนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เป็นผลให้การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในเดือนก.ย.ไม่สามารถลงมติได้ แต่กลับต้องมาตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ และเมื่อกลับมาประชุมรัฐสภาอีกครั้งในเดือนพ.ย. ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนนำโดยกลุ่มไอลอว์ได้เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนครั้งแรก การประชุมรัฐสภาเวลานั้นไม่ได้เข้มข้นเฉพาะในสภาเท่านั้น แต่นอกสภาก็เดือดไม่แพ้กัน ภายหลังกลุ่มสนับสนุนและคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา และเกิดการปะทะกันเป็นระยะ อีกด้านหนึ่งตำรวจใช้น้ำผสมสารเคมีควบคุมการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร จนกระทั่งที่สุดแล้วเหตุการณ์นอกสภาสงบลงพร้อมด้วยการลงมติของรัฐสภาที่ไม่เห็นด้วยกับการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขต่อไป ด้วยเหตุนี้การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาจึงเป็นเหตุการณ์แห่งปีไปอย่างไม่ต้องสงสัย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.วาทะแห่งปี : &amp;quot;มันคือแป้ง&amp;quot;
&amp;quot;สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของรัฐนิวเซาท์เวลส์ อ้างว่าเป็นเฮโรอีน 3.2กิโลกรัม มันคือแป้ง&amp;quot; เป็นการชี้แจงของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 27 ก.พ. เวลานั้นร.อ.ธรรมนัส ถูกกังขาถึงความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งว่ามีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ จนนำมาสู่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่าการดำรงตำแหน่งของตนเองถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ อย่างไรก็ตาม ร.อ.ธรรมนัส กลับเป็นรัฐมนตรีที่ได้รับความไว้วางใจจากสภาฯน้อยที่สุดเพียง 269 เสียง โดยที่ร.อ.ธรรมนัส ได้ลงคะแนนไว้วางใจตัวเอง จากเหตุการณ์นี้เองทำให้คะแนนความนิยมของรัฐบาลลดลงและสื่อต่างประเทศก็ได้มีการเปิดเผยข้อมูลการจับกุมร.อ.ธรรมนัสในอดีตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11.คนดีศรีสภา : ยกเลิกตำแหน่งนี้ถาวร
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาไม่ได้มอบตำแหน่งคนดีศรีสภาให้กับสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ปรากฎว่ามีสมาชิกรัฐสภาคนใดที่จะเป็นแบบตัวอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น สื่อมวลชนประจำรัฐสภา จึงมีความเห็นร่วมกันว่าสมควรยกเลิกตำแหน่งนี้เป็นการถาวร จนกว่าในอนาคตจะมีสมาชิกรัฐสภาที่มีความประพฤติที่เหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าวต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88080</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูใหญ่ไม้เรียวหัก, ฉายารัฐสภา, ฉายารัฐสภา ปี 2563, ปี2563, วุฒิสภา : สภาปรสิต, สภาผู้แทนราษฎร : ปลวกจมปลัก, หัวตอ รอออเดอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201217/image_big_5fdb3288071f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2020 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2020 20:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สต็อกน้ำมันทำผลประกอบการปตท.วูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค.2563 นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดไปทั่วโลกของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกต้องหยุดชะงัก ประกอบกับกลุ่มโอเปกและพันธมิตรไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการปรับลดกำลังการผลิตด้วย &amp;nbsp;จนทำให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงจาก 67.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงต้นไตรมาส 1 ปี 2563 &amp;nbsp; &amp;nbsp; มาอยู่ที่ 23.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงสิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 &amp;nbsp;ทำให้กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและ &amp;nbsp; &amp;nbsp; การกลั่นมีผลประกอบการลดลง จากการขาดทุนสต็อกน้ำมันอยู่ที่ 35,695 ล้านบาทตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงมากอย่างรวดเร็ว และจากส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทั้งโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์กับวัตถุดิบที่ลดลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจพลังงาน จึงทำให้ผลประกอบการโดยรวมของ ปตท. ในไตรมาสแรกของปี 2563 ที่ผ่านมา ปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปตท.เชื่อมั่นว่า จะสามารถรับมือช่วงสถานการณ์วิกฤต ด้วยการบริหารจัดการการทำธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ พร้อมปรับรูปแบบการดำเนินงานอย่างเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ประจำปี 2563 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 483,567 ล้านบาท ลดลง 67,307 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.2 เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานไตรมาสของ 1/2562 &amp;nbsp;และมีกำไรจากการดำเนินงาน EBITDA อยู่ที่ 32,385 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 59.8 &amp;nbsp;จากไตรมาส 1/2562 &amp;nbsp;สาเหตุหลักจากผลประกอบการที่ลดลงของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่ได้รับผลกระทบสูงจากการขาดทุนสต็อกน้ำมันตามที่กล่าวข้างต้น สำหรับกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานลดลง เป็นผลจากราคาและปริมาณการขายของโรงแยกก๊าซฯ และราคาขายที่อ้างอิงราคาน้ำมันเตาในกลุ่มอุตสาหกรรมลดลง ส่วนผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจน้ำมันก็ลดลงจากการขาดทุนของสต็อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและปริมาณขายที่ลดลง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันของอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลก ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองของหลายประเทศ ส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันในการเดินทาง และการขนส่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ การดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรมกลับมีปัจจัยเชิงบวก จากการเข้าซื้อบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) (GLOW) ของ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) รวมถึงธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นจากรายได้การขายที่เพิ่มขึ้นของบริษัท Murphy Oil Corporation และบริษัท Partex Holding B.V. ของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยภายนอกจะส่งผลให้ผลประกอบการ ปตท. ในช่วงไตรมาสแรกลดลง กลุ่ม ปตท. ยังเชื่อมั่นถึงศักยภาพความรวดเร็วขององค์กรในการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบทั้งจากสถานการณ์โควิด-19 และสงครามราคาน้ำมัน โดยมีมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายตามนโยบาย &amp;ldquo;ลด ละ เลื่อน&amp;rdquo; ในการบริหารจัดการการทำธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ การบริหารสภาพคล่องทางการเงิน &amp;nbsp;บริหารความเสี่ยงด้านราคา ด้านอุปสงค์ อุปทาน สินค้าคงคลัง รวมถึงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและงบประมาณองค์กรอย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังได้ทำการทดสอบความสามารถการรับวิกฤตและความท้าทายในรูปแบบต่างๆ &amp;nbsp;(Stress Test) และ แผนการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation Plans) รวมถึงจัดตั้งทีม PTT Group Vital Center เพื่อวางแผนและบริหารจัดการภาพรวมของกลุ่ม รับมือช่วงสถานการณ์วิกฤต พร้อมปรับรูปแบบการดำเนินงานเพื่อให้กลุ่ม ปตท. สามารถเตรียมรับทุกสถานการณ์ในอนาคตและให้ทุกภาคส่วนมั่นใจในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวเดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65669</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไรลด, บมจ.ปตท., ปี2563, ผลประกอบการไตรมาส 1, สต็อกน้ำมันดิบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9f6ad8efce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63893</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2020 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2020 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยภาพรวมการส่งออกสินค้าไทยในช่วงไตรมาสที่ 1/2563 ขยายตัวเป็นบวก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เมษายน 2563 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยรายงานพบมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในไตรมาสที่ 1/2563 พลิกกลับมาขยายตัวในรอบ 5 ไตรมาส ที่ 0.9% เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน &amp;nbsp;YoY จากแรงหนุนของการส่งออกทองคำและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวดี ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างมากเป็นปัจจัยกดดันต่อมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในเดือนมี.ค. 2563 อยู่ที่ 22,405 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัว 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผิดจากที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์กันไว้ว่าจะหดตัว โดยแรงหนุนการส่งออกสินค้าไทยในเดือนมี.ค. 2563 มาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูงต่อเนื่อง ตามความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น หลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนมี.ค. 2563 หากหักการส่งออกทองคำแล้ว มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยขยายตัว 0.2% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่กลับมาขยายตัวดีที่ 8.6% YoY ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากการเป็นตลาดส่งออก Hard Disk Drive (HDD) ทดแทนจีนที่ปิดโรงงานการผลิตชั่วคราวในช่วงเดือนก.พ. 2563 อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าจะขยายตัวดีในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 จากการปิดโรงงานการผลิตชั่วคราวของจีนและความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นจากการ Work from home หลังหลายประเทศทั่วโลกประกาศล็อกดาวน์ ในขณะที่การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 มีแนวโน้มจะกลับมาหดตัว หลังปัจจัยชั่วคราวหมดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยชั่วคราวอย่างการเหลื่อมเดือนของการส่งคืนอาวุธยุทธปัจจัย รวมถึงรถถังและยานรบหุ้มเกราะที่นำเข้ามาในเดือนก.พ. 2563 เพื่อฝึกร่วมผสมทางทหารระหว่างกองทัพไทยกับสหรัฐฯ ในช่วงวันที่ 25 ก.พ. &amp;ndash; 6 มี.ค. 2563&amp;nbsp;
ทั้งนี้การส่งออกสินค้าไทยที่กลับมาขยายตัวในเดือนมี.ค. 2563 ช่วยหนุนภาพรวมการส่งออกสินค้าไทยในช่วงไตรมาสที่ 1/2563 ให้ขยายตัวเป็นบวก ในขณะที่การนำเข้าสินค้าของไทยช่วงไตรมาสที่ 1/2563 หดตัวร้อยละ 1.9 จากการนำเข้าสินค้าทุนที่ลดลง ส่งผลให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดุลการค้าในไตรมาสที่ 1/2563 ยังคงเกินดุลที่ 3,933.7 ล้านดอลลาร์ฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองต่อมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในปี 2563 ว่าจะหดตัว 5.6% &amp;nbsp;แม้ว่าการส่งออกสินค้าอาหารคาดว่าจะยังขยายตัวได้ดีจากอานิสงส์ความต้องการในตลาดโลก แต่ปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย ส่งผลให้ความต้องการสินค้าไทยในตลาดโลกโดยรวมลดลงไปด้วย ประกอบกับห่วงโซ่การผลิตหยุดชะงัก จากการประกาศล็อกดาวน์ของหลายประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ แม้ว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าไทยจะหดตัว 5.6% แต่ถ้าเทียบมูลค่าเฉลี่ยรายเดือนที่ 19,371 ล้านดอลลาร์ฯ จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2559&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63893</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออก, ปี2563, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ, ไตรมาส 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5e9fadd7b8d8e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61900</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2020 10:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2020 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ฟอร์บส์&#039; เปิดทำเนียบ 50 อภิมหาเศรษฐีไทยปี63 อันดับ 1 เป็นของ&#039;พี่น้องเจียรวนนท์&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3 เม.ย.2563 &amp;nbsp;นิตยสารฟอร์บส์ ไทยแลนด์ ได้ประกาศอันดับ 50 อภิมหาเศรษฐีไทย ประจำปี 63 &amp;nbsp; โดยทางผู้จัดอันดับระบุว่า ใช้ข้อมูลการถือหุ้นและการเงินที่ได้รับจากตระกูลและบุคคลต่างๆ ตลาดหลักทรัพย์และนักวิเคราะห์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานกำกับดูแล&amp;nbsp; โดยทำเนียบนี้ต่างจากทำเนียบมหาเศรษฐีพันล้านอื่นๆ &amp;nbsp;เพราะฟอร์บส์ ไทยแลนด์ นับรวมทรัพย์สินของตระกูลด้วย ซึ่งรวมถึงทรัพย์สินที่ใช้ร่วมกันในเครือญาติตระกูลใหญ่ที่มีสมาชิกหลายรุ่น เราคำนวณทรัพย์สินของบริษัทมหาชนโดยอิงกับราคาหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 13 มีนาคม 2563 ส่วนทรัพย์สินของบริษัทเอกชนจะประเมินมูลค่าโดยเทียบกับบริษัทอื่นที่คล้ายกันซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การคำนวณทรัพย์สินจากเหรียญสหรัฐฯ มาเป็นสกุลเงินไทย ใช้อัตราแลกเปลี่ยนจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 32.663 บาทต่อเหรียญ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพบว่า ตระกูลและอภิมหาเศรษฐี 10 อันดับแรกของไทย ประกอบด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.พี่น้องเจียรวนนท์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มูลค่าทรัพย์สิน 892,000 ล้านบาท &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.นายเฉลิม อยู่วิทยา ธุรกิจเครื่องดื่มกระทิงแดง มูลค่าทรัพย์สิน 660,000 ล้านบาท,&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.นายเจริญ สิริวัฒนภักดี กลุ่มไทยเบฟเวอเรจ มูลค่าทรัพย์สิน 343,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ตระกูลจิราธิวัฒน์ กลุ่มเซ็นทรัล มูลค่าทรัพย์สิน 310,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.นายสารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (กัลฟ์) มูลค่าทรัพย์สิน 222,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ ผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลอดอากร มูลค่าทรัพย์สิน 124,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.ประจักษ์ ตั้งคารวคุณประธานกรรมการ บมจ.ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) มูลค่าทรัพย์สิน 101,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.ตระกูลโอสถานุเคราะห์ บมจ.โอสถสภา มูลค่าทรัพย์สิน 98,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.นายวานิช ไชยวรรณ ประธานกรรมการ บมจ.ไทยประกันชีวิต มูลค่าทรัพย์สิน 91,500 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร และนางดาวนภา เพชรอำไพ ผู้บริหาร กรรมการผู้จัดการ บมจ.เมืองไทย ลิสซิ่ง มูลค่าทรัพย์สิน 86,600 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดีจากทั้งนี้ จากปัญหาเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งได้เริ่มชะลอตัวแล้วจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ต้องถูกกระหน่ำซ้ำเติมจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้บุคคลร่ำรวยที่สุดจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส ประจำปีนี้ มีทรัพย์สินรวมกันลดลงถึง 914,480 ล้านบาท เป็นการลดลงถึง 18% เหลือเพียง 4,311,120 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาแม้ว่ารัฐบาลจะได้ประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าประมาณ 522,560 ล้านบาท ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ก็ยังทรุดหนักโดยปรับตัวลดลงต่อเนื่องไปแล้วเกือบ 1 ใน 3 เทียบจากเดือนเม.ย.ปี62 เป็นผลให้มหาเศรษฐี 38 คนในทำเนียบมีทรัพย์สินสุทธิลดลง ในจำนวนนี้มี 6 คนที่ความมั่งคั่งลดลงกว่า 32,660 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กดอ่านอันดับ 50 อภิมหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2563&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61900</URL_LINK>
                <HASHTAG>50 อภิมหาเศรษฐีไทย, ปี2563, ฟอร์บส์ ไทยแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e86ad9648194.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53640</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/01/2020 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/01/2020 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระสุนตกหลังคาบ้านอีกแล้ว! คะนองยิงปืนขึ้นฟ้าฉลองปีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ม.ค. 63 &amp;ndash; ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครศรีธรรมราชรายงานว่า หลังเที่ยงคืนของวันที่ 1 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นคืนวันฉลองวันขึ้นปีใหม่ 2563 ได้มีการเลี้ยงฉลองปีใหม่กันอย่างสนุกสนานไปทั่วจังหวัดนครศรีธรรมราข แต่ปรากฏว่าได้มีการยิงปืนขึ้นฟ้าจำนวนหลายกระบอกเพื่อฉลองวันขึ้นปีใหม่จำนวนหลายราย ทำให้กระสุนตกใส่หลังคาบ้านชาวบ้านในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช หลายราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายแรก นายจำนง&amp;nbsp; นพกร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ต.นาพรุ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งจากชาวบ้านมีมีเหตุกระสุนปืนที่มีคนยิงฉลองปีใหม่ขึ้นฟ้าตกใส่หลังคาบ้านชาวบ้านในพื้นที่ 2 หลัง คือบ้านเลขที่ 50/4 หมู่ 1 ต.นาพรุ โดยหลังแรกเป็นบ้านของ น.ส.มณีรัตน์&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่างเชื้อ อายุ 24ปี ไปตรวจสอบพบว่ามีรอยรูกระสุน 1 รูที่แผ่นหลังคาบ้าน และพบหัวกระสุนปืนขนาด .38จำนวน 1 หัว โชคดีกระสุนไม่ถูกใคร เนื่องจากไม่มีใครอยู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกหลังเลขที่ 59/4 หมู่ 1 ต.นาพรุ ซึ่งเป็นบ้านของนายยุทธชนะ ฤทธาธร อายุ 43ปี&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบรอยรูกระสุนที่หลังคากระเบื้อง 1 รู พบหัวกระสุนปืน .38 จำนวน 1 หัวตกอยู่ โชคดีกระสุนไม่โดนใคร ขณะที่คนในบ้านจำนวนหลายคนกำลังนั่งฉลองวันขึ้นปีใหม่ในหมู่บ้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายยุทธชนะ เล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังฉลองวันขึ้นปีใหม่ มีการยิงปืนขึ้นฟ้ากันดังลั่นทั่วหมู่บ้าน คาดคนยิงน่าจะเมาเหล้าฉลองปีใหม่แล้วยิงปืนขึ้นฟ้า ทำให้กระสุนปืนหล่นใส่หลังคาบ้านชาวบ้าน2หลัง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก็ต้องเตือนไปให้ผู้ที่ยิงปืนได้โปรดคิดให้ดีก่อนยิงปืนขึ้นฟ้าเพราะอาจจะไม่โชคดีเหมือนครั้งนี้ก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอีกราย กระสุนตกหล่นใส่หลังคาบ้านชาวบ้านในพื้นที่บ้านท่าแพ หมู่ 1 ต.ปากพูน อ.เมือง โชคดีกระสุนเฉียดหน้าแข้งของคนในบ้านบาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบหาเจ้าของกระสุนปืนปริศนาดังกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53640</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระสุนตกใส่หลังคา, ฉลองปีใหม่, นครศรีธรรมราช, ปี2563, ยิงปืนขึ้นฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200101/image_big_5e0c4bf81d6af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53615</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 21:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2019 21:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ในหลวง&#039; พระราชทานพรปีใหม่ 2563 แก่ชาวไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ธ.ค. 62 &amp;ndash;&amp;nbsp; เมื่อเวลา 20.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออกยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพรแก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 ความว่า &amp;ldquo;เนื่องในวาระขึ้นปีใหม่&amp;nbsp; &amp;nbsp;พุทธศักราช&amp;nbsp; 2563 ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;อำนวยพรความสุข&amp;nbsp; &amp;nbsp;และความปรารถนาดี&amp;nbsp; &amp;nbsp;แก่ทุก ๆ&amp;nbsp; ท่าน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้มีกำลังกาย&amp;nbsp; &amp;nbsp;กำลังใจ&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสุขภาพที่แข็งแรง&amp;nbsp; &amp;nbsp;สติปัญญา ผ่องใส&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีศรัทธาและความสำนึก&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการประพฤติและดำรงตนในกรอบของความดีงาม&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถูกต้อง&amp;nbsp; &amp;nbsp;และพอเหมาะพอควร&amp;nbsp; &amp;nbsp;มุ่งมั่นที่จะร่วมกันสร้างประโยชน์&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้แก่ประเทศชาติและส่วนรวม
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ในการทำงานใด ๆ&amp;nbsp; ก็ดี&amp;nbsp; &amp;nbsp;ย่อมต้องมีความผิดพลาด&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความบกพร่องเกิดขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นเรื่องธรรมดา หากความบกพร่องนั้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;นำไปสู่การเรียนรู้ที่จะแก้ไข&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรับปรุง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องที่ผ่านมา&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้กลายเป็นบทเรียนแก่ตนเอง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อื่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;และส่วนรวม&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งนั้นจึงจะเรียกว่า&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิดการเรียนรู้&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือเกิดบทเรียน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประสพการณ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสติปัญญา&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลอดจนความรู้ความสามารถ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องกำกับตนเอง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดหรือบกพร่องซ้ำอีก&amp;nbsp; อันจะอำนวยให้บังเกิดผลในอนาคตที่เหมาะสมเหมาะควรนั้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;คือการบังเกิดขึ้นของความเจริญ&amp;nbsp; &amp;nbsp;และความเป็นมงคลอย่างแท้จริง
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเคารพนับถือ&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมด้วยพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร&amp;nbsp; มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช&amp;nbsp; บรมนาถบพิตร&amp;nbsp; &amp;nbsp;จงปกป้องคุ้มครอง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเจริญ&amp;nbsp; &amp;nbsp;และความเป็นมงคล&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลอดพุทธศักราช&amp;nbsp; 2563&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;และตลอดกาลทุกเมื่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ&amp;nbsp; พระบรมราชินี พระราชทานบัตรพระราชทานพรปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช 2563 แก่ปวงชนชาวไทย ด้านหน้าของบัตรพระราชทานพรปีใหม่ มีตราประจำพระราชวงศ์จักรีอยู่กึ่งกลาง ด้านล่างเป็นตราพระปรมาภิไธย วปร และตราพระนามาภิไธย สท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อเปิดบัตรพระราชทานพร ด้านขวา มีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงฉายกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ใต้พระบรมฉายาลักษณ์ระบุพระปรมาภิไธย &amp;quot;พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;quot; และพระนามาภิไธย &amp;quot;สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี&amp;quot; ส่วนด้านซ้ายมีข้อความว่า &amp;quot;พระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ. 2563 &amp;quot; พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53615</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรพระราชทานพรปีใหม่, ปี2563, พระราชทานพรปีใหม่, ร.10, ในหลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b55691cb67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
