<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2021 19:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2021 19:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท. โชว์กำไร 63 ลดวูบ 59%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ. 2564 &amp;nbsp;บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT แจ้งตลาดหลักทรัพย์ในปี 2563 มีกำไร 37,765.81 ล้านบาท ลดลง 59.4% &amp;nbsp;จากกำไร 92,950.60 ล้านบาท ในงวดปี 2562 ส่วนรายได้จากการขายอยู่ที่ 1,615,665 ล้านบาท ลดลง 27.2% จากเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ ตามราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายเฉลี่ยที่ลดลง ยกเว้นกลุ่มเทคโนโลยี และวิศวกรรมมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเข้าซื้อ GLOW ของ GPSC&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปี 2563 มี EBITDA จำนวน 225,672 ล้านบาท ลดลง 63,300 ล้านบาท หรือ 21.9% สาเหตุหลักจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ผลการดำเนินงานปรับลดลงตาม ราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง แม้ปริมาณขายจะเพิ่มขึ้นโดยหลักจากโครงการมาเลเซีย และกลุ่ม Partex ภายหลังการเข้าซื้อธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปีก่อน &amp;nbsp;ประกอบกับผลดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่ลดลงอย่างมาก โดยหลักจากขาดทุนสต็อกน้ำมันในปี 2563 จำนวนประมาณ 19,000 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบ ที่ปรับลดลงอย่างมาก จากสิ้นปี 2562 ที่ 67.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 51.1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ณ สิ้นปี 2563 เนื่องจากสงครามราคาน้ำมัน สภาวะอุปทานล้นตลาดของ
น้ำมันดิบ ประกอบกับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะที่ปี 2562 &amp;nbsp;มีกำไรสต็อกน้ำมันประมาณ 2,800 ล้านบาท โดย Market GRM ปรับลดลงจาก 2.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2562 เป็น 0.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2563 ตามส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป กับน้ำมันดิบที่ลดลงในเกือบทุกผลิตภัณฑ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ เนื่องจากราคาขายที่ลดลงตามราคาปิโตรเคมีอ้างอิงในตลาดโลกปรับลดลง และปริมาณขายที่ลดลงจากผลกระทบโควิด-19 ตามการปิดซ่อมบำรุงและปรับลดกำลังการผลิตให้เหมาะสมตามอุปสงค์ที่ลดลงของลูกค้าในปี 2563 และธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซมีผลการดำเนินงานลดลง เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยที่อ้างอิงราคาก๊าซและราคาน้ำมันเตาลดลง และปริมาณขายที่ลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในไตรมาส 4/63 มีกำไร 13,147 ล้านบาท ลดลง 24.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/62 และลดลง 6.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/63 ขณะที่บริษัทมี EBITDA ในไตรมาส 4/63 จำนวน &amp;nbsp;71,614 ล้าบาท เพิ่มขึ้น 4,149 ล้านบาท หรือ 6.1% จากไตรมาส 3/63 สาเหตุหลักจากผลดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมี ที่ในไตรมาส 4/63 ได้แรงสนับสนุนจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ตามสภาพเศรษบกิจโดยรวมที่ฟื้นตัว และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประเทศ รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญในด้านสุขอนามัยมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลดำเนินงานของกลุ่มเทคโนโลยีและวิศกรรมปรับตัวดีขึ้นจากการเข้าซื้อ GLOW ของ GPSC ในช่วงปลายไตรมาส 1/62 &amp;nbsp; PTT ในปี 2564 คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะเฉลี่ยอยู่ที่ 55-60 เหรีญสหรัฐต่อบาร์เรล และค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5-2.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93485</URL_LINK>
                <HASHTAG>PTT, ปตท, ปี63, ผลประกอบการ, ผลประกอบการ 63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e89fa70f17a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53586</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 13:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2019 13:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปริ่มน้ำแต่ไปรอด! &#039;วราวุธ&#039;ฟันธงปี63ท้าทายรัฐบาล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ธ.ค. 62 &amp;ndash; ที่บ้านพักซอยจรัญสนิทวงศ์ 55 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปี 2563 ว่า แม้ที่ผ่านมาจะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ แต่สังเกตได้ว่าแต่ละครั้งที่มีการลงคะแนนในสภาผู้แทนราษฎร หรือการทำงานสำคัญของรัฐบาล แน่นอนอาจจะมีผิดพลาดบ้าง แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม สามารถแก้ปัญหาไปได้ ซึ่งนี่คือสภาพทั่วไปของสภาฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ต่อให้เป็นรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำหรือเสียงมากแค่ไหน ถึงเวลาลงคะแนนมักจะมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา แต่มั่นใจว่าปี 2563 แม้จะเป็นปีที่มีภารกิจและความท้าทายของรัฐบาล แต่ด้วยการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค การทำงานของรัฐมนตรีทุกคน จะสามารถนำรัฐนาวาของ พล.อ.ประยุทธ์ ไปได้ตลอดรอดฝั่ง แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า ในปี 2563 มีการคาดการณ์กันว่าจะมีการชุมนุม และจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า การชุมนุมเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิด เพราะที่ผ่านมาเห็นแล้วว่าการจุดไม่ใช่เรื่องยาก แต่พอจุดมาแล้วจะสามารถคุมประเด็นไม่ให้บานปลายนั้นเป็นเรื่องยาก ตลอดสิบปีที่ผ่านแสดงให้เห็นแล้วว่าท้ายที่สุดมันไปจบลงที่ใด จึงน่าจะเป็นบทเรียนที่ดีให้กับหลายๆ ฝ่ายว่าการชุมนุมประท้วงบนถนนไม่ก่อให้เกิดผลดีขึ้นเลย ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ถือเป็นปกติของสภาฯ ต้องให้กำลังใจฝ่ายค้านด้วย เพราะตลอด 5-6 ปี เราไม่มีสภาฯ ไม่มีการตรวจสอบ จึงเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายค้านจะได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ นำข้อบกพร่องที่รัฐบาลจะต้องปรับปรุงมาถกกันในสภาฯ จึงเป็นอีกเวทีหนึ่งที่จะแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้พอสมควร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53586</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชทพ., ชาติไทยพัฒนา, ท็อป, บิ๊กตู่, ปี63, ปีใหม่, รัฐบาล, วราวุธ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0ae7c2b3071.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 12:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2019 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขาประจำ!สับเละ10ผลงานยอดแย่ ขย่ม&#039;อิเหนาเมาหมัด&#039;อย่าฝืนอยู่ต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ธ.ค. 62 &amp;ndash; นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ขอคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2563 ดังนี้ เศรษฐกิจของโลกอาจจะไม่แย่นัก เนื่องจากความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐจะถดถอยได้ผ่อนคลายลง คนสหรัฐ 67% มีความเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะดีขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ก็ยังทำลายสถิติขึ้นสูงสุดอีกครั้ง ในขณะที่เศรษฐกิจของอียูก็ยังทรงๆ คงต้องจับตาผลกระทบของเบร็กซิตกันต่อไป แต่เศรษฐกิจจีนอาจจะยังไม่ดีนัก การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะต่ำกว่าปีนี้ สงครามการค้าน่าจะยังเป็นปัญหา หนี้เสียในระบบการเงินมีเป็นจำนวนมากจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นให้กับจีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะไม่แย่นัก แต่เศรษฐกิจไทยน่าจะย่ำแย่ต่อเนื่อง จากปัจจัย การส่งออก ยังมีแนวโน้มที่ย่ำแย่ การส่งออกของไทยในปีหน้ายังคงไม่ฟื้น อย่างเก่งก็ทรงๆ เท่าปีนี้ที่ติดลบมาก หรือ ถ้าขยายได้ก็ไม่น่าถึง 1% โดยอาจจะมีแนวโน้มที่ติดลบได้ จากอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกของไทยที่เริ่มจะล้าสมัย และการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ยังมีน้อยมาก การลงทุนที่ลดลงและตกต่ำมาตลอด 5 ปีกว่าส่งผลให้การส่งออกไม่ขยายตัว อีกทั้งปีหน้าไทยจะถูกสหรัฐตัดจีเอสพีในสินค้าหลายรายการอีกด้วย ยิ่งจะทำให้การส่งออกของไทยแย่ลง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
การลงทุนภาคเอกชนทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ ยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้จะมีการโยกย้ายการลงทุนจากประเทศจีนมายังไทยบ้างเพื่อหนีสงครามการค้า แต่ก็ไม่น่าจะมีปริมาณมากนัก และการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงมีไม่มากโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่จะทำให้เกิดคลัสเตอร์แทบจะไม่มีเลย ในขณะที่นักลงทุนไทยยังคงลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวยังคงเพิ่มขึ้นแต่อาจจะไม่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงเหมือนในอดีต แต่การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอาจจะลดลง จากค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาก อีกทั้งไทยยังไม่มีแนวทางที่จะส่งเสริมและชักจูงให้นักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูงเข้ามาเที่ยวในไทยมากเท่าที่ควร&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
การบริโภคของประชาชนยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากรายได้ของประชาชนไม่เพิ่ม แถมยังลดลง รัฐบาลไม่ได้ทำตามนโยบายที่จะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และ ผู้ใช้ แรงงาน ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10%&amp;nbsp; เพิ่มเบี้ยคนชราเป็น 1000 บาท ฯลฯ ตามที่สัญญาไว้ อีกทั้งรัฐบาลไม่ได้มีนโยบายอื่นที่จะเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนอย่างถาวรนอกจากการแจกเงิน ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังคงมุ่งการแจกเงินเป็นหลัก มากกว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลดำเนินอย่างล่าช้า ตลอด 5 ปีกว่าแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ความสามารถในการแข่งขันของไทยจะยังคงย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิชัย กล่าวว่า จากการวิเคราะห์นี้จึงเห็นได้ว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้ายังคงจะซบเซา เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยควรจะต้องมีการเจริญเติบโต 5 % เป็นอย่างต่ำ และยุทธศาสตร์ชาติก็กำหนดเช่นนั้น ซึ่งรัฐบาลสอบตกมาตลอด 5 ปี จึงทำให้เศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ปัญหาที่น่ากังวลสำหรับปีหน้าคือ การว่างงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า 500,000 คน จากการลงทุนที่ลดลงทำให้การจ้างงานไม่เพิ่ม อีกทั้งยังจะมีโรงงานจำนวนมากที่จะปิดตัวเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมของไทยที่เริ่มจะล้าสมัย หนี้เสียในระบบธนาคารจะเพิ่มขึ้น จากรายได้ของประชาชนที่ลดลง และ จากบริษัทห้างร้านที่ธุรกิจย่ำแย่ตามภาวะเศรษฐกิจและต้องปิดตัวลง&amp;nbsp;
ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า ที่ตอนนี้แข็งค่าทะลุ 30 บาทแล้ว&amp;nbsp; จะส่งผลต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย&amp;nbsp; ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนอาจจะทนลำบากกันไม่ไหว และหมดหวังว่ารัฐบาลนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนี้ได้แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อย่างไรก็ดี ตามที่รัฐบาลอ้างว่ามี 3 ผลงาน ที่ดูเหมือนเป็นงานประจำที่รัฐบาลต้องทำอยู่แล้ว ทั้งการพัฒนาระบบคมนาคม การช่วยเกษตรกร การช่วยคนจน จึงอยากย้ำเตือนรัฐบาลว่ารัฐบาลมีผลงานที่ย่ำแย่และเสื่อมเสียให้ประชาชน 10 ผลงาน ดังนี้&amp;nbsp; 1. ผลงานการทำทุกวิถีทางเพื่อจะเป็นรัฐบาลเพื่อสืบทอดอำนาจ โดยใช้ทุกกลยุทธ์โดยไม่คำนึงถึง หลักการ ความถูกต้อง และ จริยธรรม แม้กระทั่งสื่อหลักต่างประเทศหลายสำนักก็ยังวิจารณ์เรื่องนี้&amp;nbsp; 2. ผลงานทำประเทศไทยย้อนยุคถอยหลังกลับไป 30 ปี ตามที่ นิเคอิ รีวิวบอก ด้วยรัฐบาลผสม 19 พรรค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ผลงานทำให้ประเทศไทยเป็นคนป่วยของอาเซียน และ ยิ่งป่วยหนักโดย 5 ปี เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยต่ำมาก เพียง 3% เท่านั้น และ หลังเลือกตั้งแล้ว กลับลดต่ำลงอีก ปีนี้น่าจะเหลือเพียง 2.5% เท่านั้น และ ปีหน้าก็น่าจะพอๆกันคือประมาณ 2%กว่า เท่านั้น 4. ผลงานแต่งตั้ง บุคคลที่มีประวัติพัวพันยาเสพติดเป็นรัฐมนตรี โดยมีการเสนอข่าวกระจายไปทั่วโลก หลังจากมีข่าวฉาวเรื่องยาเสพติดแล้วก็ยังมีข่าวฉาวเรื่องวุฒิการศึกษา แต่ยังไม่ปลดออกและยังคงดำรงตำแหน่งอยู่จนถึงปัจจุบัน 5. ผลงานที่ สส. ฝ่ายรัฐบาล บุกป่าสงวน แล้วยังไม่ถูกดำเนินคดี โดยก่อนนี้ พรรคพลังประชารัฐยังได้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ในรีสอร์ทที่บุกรุกป่าสงวนอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ผลงานทำให้เกิด มี ส.ส. งูเห่า ที่ไม่เคยมีมานานมากแล้ว โดย ส.ส. ได้ย้ายจากพรรคฝ่ายค้านมาอยู่กับพรรคฝั่งรัฐบาล แถมรัฐบาลยังภูมิใจนำออกโชว์ อย่างไม่ละอายใจ 7. ผลงาน การไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงและให้สัญญากับประชาชนไว้ ทั้ง ค่าแรง 400-425 บาท ราคาสินค้าเกษตร ลดภาษีบุคคลธรรมดา 10% เบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 1,000 บาท ฯลฯ 8. ผลงานที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่มีความรู้ทางเศรษฐกิจ โดยอิเหนาเมาหมัด ที่เคยถามผมแต่ลืมถามตัวเองว่า &amp;ldquo;จบอะไรมา? ถึงบริหารเศรษฐกิจได้ย่ำแย่ขนาดนี้ 9. ผลงานการทำลายความเชื่อมั่นของประเทศจากข่าวสารด้านลบที่กระจายไปทั่วโลก อีกทั้งทำให้ Rule of Law ของประเทศไทยบิดเบือนไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ และยิ่งทำลายความมั่นใจของนักลงทุน 10. ผลงาน ถูกประชาชนแสดงอาการเบื่อให้เห็นต่อหน้า และเป็นตัวแทนของประชาชนจำนวนมากที่เบื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เป็นเพียงผลงานบางส่วนที่ประชาชนเห็นได้ชัด และประชาชนเห็นผลงานที่ย่ำแย่นี้มากกว่า 3 ผลงานที่รัฐบาลพูดถึงที่ดูเหมือนจะเป็นงานประจำ และ อิเหนาเมาหมัด ต้องถามตัวเองมากกว่า ว่ามีผลงานอะไรที่ประชาชนจำได้บ้าง นอกจากการแจกเงินที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมองในการคิดแต่อย่างใด และยังถูกไอเอ็มเอฟและเวิร์ลแบงค์ท้วงติงอีกต่างหากว่าไม่เกิดประโยชน์และไม่พัฒนาความสามารถแข่งขันของประเทศ โดยหวังว่ารัฐบาลจะได้มีเวลาทบทวนและพิจารณาผลงานของตัวเองในช่วงปีใหม่นี้ และถ้าหากรัฐบาลรู้ตัวว่าไม่ไหวก็ไม่ควรจะฝืนอีกต่อไปแล้ว น่าจะให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารจะดีกว่า ประเทศจะได้ไม่ล้าหลังและย่ำแย่ลงไปอีก&amp;rdquo; นายพิชัย ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53585</URL_LINK>
                <HASHTAG>10ผลงานยอดแย่, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, บิ๊กตู่, ปี63, ปีใหม่, รัฐบาล, อิเหนาเมาหมัด, ิอดีตรมว.พลังงาน, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180420/image_big_5ad9527f71d85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2019 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2019 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.พลังงานเตรียมแจกของขวัญปีใหม่ ตรึงค่าไฟ-ลดราคาน้ำมัน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ธ.ค. 62 &amp;ndash; ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงของขวัญปีใหม่จากกระทรวงพลังงาน ว่า ของขวัญปีใหม่ที่จะออกมาในขณะนี้คือ การตรึงค่าไฟ ที่จะเกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 และยังมีเรื่องการลดค่าน้ำมัน B10, E20 ในช่วงเทศกาลปีใหม่ และจะมีการรณรงค์ส่งเสริมอีกหลายเรื่องในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ซึ่งจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52232</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพลังงาน, ของขวัญปีใหม่, ครม., ตรึงค่าไฟ, ปี63, รัฐบาล, ลดราคาน้ำมัน, สนธิรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190730/image_big_5d400b8748dff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
