<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96453</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมหม่อนไหมพัฒนาการเพิ่มผลผลิตใบหม่อนด้วยปุ๋ยหมักมูลไหมร่วมกับเชื้อไมคอร์ไรซา เร่งเดินหน้าถ่ายทอดให้เกษตรกรหม่อนไหม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมหม่อนไหมใช้ประโยชน์ของเสียจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตามแนวคิด Zero Waste&amp;nbsp; พัฒนาการทำปุ๋ยหมักมูลไหมร่วมกับเชื้อไมคอร์ไรซา ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตใบหม่อน มุ่งขยายผลถ่ายทอดสู่เกษตรกรหม่อนไหมทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม&amp;nbsp; เปิดเผยว่า การใช้ปุ๋ยหมักเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ก็สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้&amp;nbsp; ซึ่งปัจจุบัน การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีการนำมูลไหมซึ่งเป็นของเสียที่ได้จากการเลี้ยงไหมมาใช้ทำปุ๋ยหมัก ตามแนวคิดการทำให้ขยะเหลือน้อยที่สุด หรือเท่ากับศูนย์ จนไม่มีขยะเหลือเป็นมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิผล (Zero Waste)&amp;nbsp; เดิมมีวิธีกำจัดมูลไหมรวมทั้งเศษใบและกิ่งหม่อนที่เหลือทิ้ง ด้วยการนำมูลไหมและเศษเหลือทิ้งไปใส่ต้นหม่อนโดยตรง หรือนำมูลไหมและเศษเหลือทิ้งไปตาก 1-2 แดด แล้วนำไปใส่ต้นหม่อน ซึ่งวิธีดังกล่าวทำให้เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคของหนอนไหม เพราะมูลไหมและเศษเหลือทิ้งอาจเป็นพาหะของโรคของหนอนไหมที่ติดมาจากโรงเลี้ยงได้ เช่น โรคซอตโต้ (เชื้อแบคทีเรีย) โรคเกรสเซอรี่ (เชื้อไวรัส) โรคมัสคาดีน (เชื้อรา) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กรมหม่อนไหม จึงได้ทดลองผลิตปุ๋ยหมักมูลไหมร่วมกับเชื้อไมคอร์ไรซา ซึ่งเป็นเชื้อราชีวภาพที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชในการเพิ่มผลผลิตใบหม่อน&amp;nbsp; และเมื่อนำปุ๋ยหมักที่ทดลองนี้ไปใช้ในแปลงหม่อนสาธิต โดยนำไปใส่รอบ ๆ ทรงพุ่ม หลังการตัดแต่งกิ่งหม่อน ในอัตราส่วน 1 ตัน/ไร่/ปี&amp;nbsp; พบว่ามีผลผลิตใบหม่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 37 ลดต้นทุนการผลิตได้ถึงร้อยละ 27 และจากการวิเคราะห์ปุ๋ยหมักมูลไหม ปรากฏว่า มีไนโตรเจน ร้อยละ 0.95 ฟอสฟอรัสร้อยละ 0.5 โพแทสเซียม ร้อยละ 0.86 และอินทรีย์วัตถุ ร้อยละ 28.69 สามารถใช้เป็นวัตถุดิบแทนปุ๋ยคอกในการทำปุ๋ยหมักได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้กับเกษตรกร โดยนำร่องในจังหวัดเชียงราย เลย ชัยภูมิ ลพบุรี และศรีสะเกษ และมีแผนพัฒนาขยายผลให้ครอบคลุมศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้ง 21 ศูนย์ทั่วประเทศ ภายในปี 2565 รวมทั้งพัฒนาต่อยอดทางการค้า โดยให้จุดถ่ายทอดเทคโนโลยีแปลงสาธิตและเกษตรกรในชุมชนร่วมกันผลิตปุ๋ยหมักมูลไหมนี้เป็นสินค้า บรรจุถุง 2 ขนาด คือ ขนาด 2 กิโลกรัม และขนาด 10 กิโลกรัม เพื่อนำไปจำหน่ายต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วิธีการดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดขยะซึ่งเป็นของเสียจากการเลี้ยงไหม ให้สภาวะสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดีขึ้น ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตใบหม่อนแล้ว ยังช่วยส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้ครัวเรือนของเกษตรกรและชุมชนให้มีเศรษฐกิจที่ดีและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บรรลุเป้าหมายตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเชื่อมโยงกับเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติด้วย&amp;rdquo; อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกษตรกรที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมหม่อนไหม โทรศัพท์ 0 2558 7924-6 ต่อ 402 หรือติดต่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวได้ที่ สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1-6 หรือศูนย์หม่อนไหมเครือข่ายใกล้บ้าน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96453</URL_LINK>
                <HASHTAG>Zero Waste, กรมหม่อนไหม, นายปราโมทย์ ยาใจ, ปุ๋ยหมัก, ศูนย์หม่อนไหม, สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_6052d1eb7dafb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2019 19:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2019 19:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. จับมือรัฐดึงนวัตกรรมสร้างมูลค่าผักตบชวาแปลงเป็นปุ๋ยหมัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กฟผ.ดึงนวัตกรรมเครื่องร่อนปุ๋ยอินทรีย์ผลิตปุ๋ยหมักจากผักตบชวาช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมลดปริมาณผักตบชวาบริเวณเขื่อนปากมูลจ.อุบลราชธานีต่อยอดสร้างรายได้ให้ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย. 62 - ว่าที่ร.ต. ไพฑูรย์จงจินากูลรักษาราชการแทนนายอำเภอโขงเจียมจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ &amp;ldquo;ผักตบชวาสวะที่มีคุณค่า&amp;rdquo;โดยร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานีหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 56 มณฑลทหารบกที่ 22 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยแม่โจ้จังหวัดเชียงใหม่โครงการชลประทานอุบลราชธานีกรมชลประทานหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดเขื่อนปากมูลอุบลราชธานีกรมประมงสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 กรมวิชาการเกษตรประชาชนในพื้นที่อำเภอโขงเจียมและอำเภอสิรินธรรวมทั้งมีนายธนภัทรฉัตรสุวรรณหัวหน้ากองโรงไฟฟ้าเขื่อนสิรินธรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)และพนักงาน กฟผ.ร่วมกิจกรรม ณบ้านหัวเห่วอำเภอโขงเจียมจังหวัดอุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศานิต &amp;nbsp;นิยมาคม ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน ในฐานะรองโฆษก กฟผ. เปิดเผยว่า โครงการ&amp;ldquo;ผักตบชวาสวะที่มีคุณค่า&amp;rdquo;ได้นำนวัตกรรมการผลิตปุ๋ยหมักจากผักตบชวาแบบไม่พลิกกลับกองซึ่งเป็นผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้และนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เครื่องร่อนปุ๋ยอินทรีย์ของกฟผ. มาร่วมแก้ไขปัญหาผักตบชวาที่มีปริมาณหนาแน่นในเขื่อนปากมูลอ.โขงเจียมจ.อุบลราชธานีที่มีปริมาณผักตบชวาประมาณ 4,200 ตัน/ปีซึ่งเป็นสาเหตุหลักของน้ำเน่าเสียส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำและทำให้เสียทัศนียภาพในด้านการท่องเที่ยวโดยนำผักตบชวามาผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองเพื่อสร้างคุณค่าและก่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชนในพื้นที่ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีสำหรับเพาะปลูกอีกทั้งยังส่งผลให้คุณภาพดินเพาะปลูกในชุมชนดีขึ้นและยังช่วยสร้างรายได้จากการจำหน่ายปุ๋ยหมักเป็นสินค้าของวิสาหกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการ &amp;ldquo;ผักตบชวาสวะที่มีคุณค่า&amp;rdquo;ได้นำแนวทางธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business Model) มาปรับใช้โดย กฟผ. สนับสนุนเงินลงทุนบางส่วนเครื่องจักรและจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับวิสาหกิจชุมชนปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 2 กลุ่มได้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาบ้านหัวเห่วอ.โขงเจียมและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานผัง 16 บ้านคำวังยางอ.สิรินธรจ.อุบลราชธานีทั้งนี้ในปี 2562 ชุมชนมีเป้าหมายที่จะนำผักตบชวาจำนวน 400 ตันมาทำปุ๋ยหมักจำนวน 120 ตันโดยจะแบ่งปุ๋ยหมักให้สมาชิกตามสัดส่วนการร่วมลงทุนค่ามูลสัตว์เพื่อนำไปใช้ในการเพาะปลูกจำนวน 60 ตันและวิสาหกิจชุมชนนำไปจำหน่ายในรูปของผลิตภัณฑ์ดินอินทรีย์จำนวน 60 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กฟผ. มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมพลังงานเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทยอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมาควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้าและเขื่อนกฟผ. และ กฟผ. มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาปริมาณผักตบชวาในพื้นที่พร้อมต่อยอดสร้างรายได้และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; รองโฆษก กฟผ. กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38391</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ปุ๋ยหมัก, ผักตบ, ศานิต  นิยมาคม, อุบลราชธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190612/image_big_5d00f27eea200.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
