<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นดิ่งในรอบ22ปี คาดดีขึ้นหลังลุยฉีดวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค.64 ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติศาสตร์ในรอบ 22 ปี 8 เดือน กังวลพิษโควิดรอบ 3-กระจายวัคซีนไม่แน่นอน-การเมืองมีเสถียรภาพน้อยลง คาดจะปรับตัวในเดือน มิ.ย.หลังปูพรมฉีดวัคซีนทั่วประเทศ กระตุ้น ศก.ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน หวังจีดีดีโตกว่า 2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค.อยู่ที่ 44.7 จากเดือน เม.ย.64 ซึ่งอยู่ที่ 46.0 โดยดัชนีลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 38.9 จาก 40.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 41.3 จาก 42.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 53.9 จาก 54.7
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่ ความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตต่อประชาชนและภาคธุรกิจ, การกระจายวัคซีนโควิด-19 ที่ยังไม่แน่อน, สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผย GDP ไตรมาส 1/64 ติดลบ 2.6% และปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 64 เหลือโต 1.5-2.5%, ราคาน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มขึ้น, ความกังวลเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ, กังวลภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้รายได้ไม่สอคล้องค่าครองชีพ, เงินบาทแข็งค่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจในประเทศ, การฉีดวัคซีนในประเทศเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5%, การส่งออกเดือน เม.ย. ขยายตัว 13%, ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน พ.ค.64 ถือว่าต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 22 ปี 8 เดือน นับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในเดือน ต.ค.41 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดในประเทศรอบที่ 3 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบกับความกังวลในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีเสถียรภาพน้อยลง และการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่ล่าช้า ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมากนัก และขาดแรงกระตุ้นในการฟื้นตัว แม้ว่ามาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; และโครงการต่างๆ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้ปรับตัวดีขึ้นทั่วประเทศในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เห็นสัญญาณการซื้อสินค้า การท่องเที่ยวที่มีการชะงัก การจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ซึ่งการระบาดของโควิดส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค การล็อกดาวน์บางธุรกิจมีผลต่อภาพรวมการใช้จ่ายและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจคาดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคน่าจะเริ่มปรับตัวขึ้นในเดือน มิ.ย. หลังจากที่เริ่มมีปฏิบัติการปูพรมฉีดวัคซีนต้านโควิดกันทั่วประเทศในเดือนนี้&amp;nbsp; แม้ปริมาณวัคซีนอาจจะมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน แต่การฉีดวัคซีนก็ดำเนินการเป็นวงกว้าง และมีแผนการฉีดวัคซีนที่เป็นรูปธรรม ในขณะที่กำลังจะมีวัคซีนทางเลือกยี่ห้ออื่นๆ เข้ามาในประเทศมากขึ้น เพิ่มเติมจากวัคซีนยี่ห้อหลักที่ใช้ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระยะกลาง คือ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ซึ่งผู้บริโภคมีความกังวลว่าสถานการณ์จะไม่นิ่ง การอภิปรายต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สถานการณ์ตอนนี้ คนมีความกังวลเงินในกระเป๋า และได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบโควิด แต่หากการเมืองยังมีเสถียรภาพ ก็คาดว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเริ่มดีขึ้นได้หลังจากนี้&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวด้วยว่า หากการฉีดวัคซีนโควิดในประเทศทำได้มากขึ้นในเดือน มิ.ย., ก.ค.นี้ ประกอบกับรัฐบาลยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 3 นี้ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท รวมถึงการดำเนินการตามแผน Phuket Sandbox และการส่งออกไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง ก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโต 2% เป็นอย่างน้อย และคาดว่าการส่งออกไทยในปีนี้จะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 7% และหากสามารถรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ราว 31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกที่จะเป็นตัวช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้ไวขึ้น เพราะมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทุก 1% จะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดเพิ่มขึ้น 6-8 แสนล้านบาท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105977</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, ปูพรมฉีดวัคซีน, พิษโควิด, ลดลงต่ำสุด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c21b23ced22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103500</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุงตู่ถ่วงวอล์กอิน! เด็กภท.ของขึ้นซัดชาติหน้าก็ทำไม่ได้/สั่งผู้ว่าฯปูพรมฉีด7มิ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; เอาใจผู้ประกันตนมาตรา 33 ยันต้น&amp;nbsp; มิ.ย.ตะลุยฉีดวัคซีน &amp;ldquo;กทม.&amp;rdquo; เป็นพื้นที่หลักมี 45 จุด ส่วน 9&amp;nbsp; จังหวัดเศรษฐกิจมี 22 จุด คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติร่อนหนังสือถึง ผวจ.ทุกจังหวัด สั่งปูพรมดีเดย์แทงเข็ม 7&amp;nbsp; มิ.ย. &amp;ldquo;เด็กภูมิใจไทย&amp;rdquo; ของขึ้นจวกลุงตู่ แค่วอล์กอินยังแก้ไม่ได้แล้วเป้า 50 ล้านคนจะไหวหรือ &amp;ldquo;เสกสกล&amp;rdquo; ตบปากทันควัน เป็นพรรคร่วมรัฐบาลแต่ไม่ให้เกียรติ &amp;quot;โฆษก พปชร.&amp;quot; อัดซ้ำน่าจะเข้าใจหัวอกคนทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 17.27 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้โพสต์บนเพจประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha ถึงเรื่องการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 ว่า เป็นกลุ่มแรงงานที่มีความสำคัญกลุ่มหนึ่ง&amp;nbsp; เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีอาชีพต้องสัมผัส ต้องเจอคนจำนวนมาก&amp;nbsp; อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจของประเทศ&amp;nbsp; การเตรียมฉีดวัคซีนให้กลุ่มผู้ประกันตนนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง และภาคเอกชน&amp;nbsp; โดยจะพร้อมฉีดตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนนี้
พล.อ.ประยุทธ์โพสต์อีกว่า ได้กำชับให้ทำการฉีดให้ต่อเนื่องและรวดเร็วที่สุด เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการฟื้นตัวได้โดยเร็ว สำหรับแนวทางการกระจายวัคซีนมีดังนี้ 1.สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน&amp;nbsp; ร่วมมือกับภาคเอกชน และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการดำเนินการ โดยกลุ่มผู้ประกันตนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยในกลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง จะให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ดำเนินการ เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวได้ลงทะเบียนผ่านหมอพร้อมไปแล้ว 2.สำนักงานประกันสังคมจะประสานกับนายจ้างของแต่ละบริษัทให้ส่งข้อมูลลูกจ้างที่จะฉีดวัคซีน เพื่อทำการจัดสรรเวลาการฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ประกันตน โดยระยะแรกจะเน้นการฉีดวัคซีนสำหรับผู้ประกันตนใน กทม. และระยะถัดไปจะเร่งฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ประกันตนใน 9 จังหวัดเศรษฐกิจ จากนั้นจะฉีดวัคซีนให้ผู้ประกันตนในจังหวัดที่เหลือต่อไป ที่สำคัญคือ จำนวนวัคซีนต้องเพียงพอกับจำนวนคน หากไม่ได้ทั้งหมดก็จะจัดสรรทยอยให้ตามลำดับความเร่งด่วน
&amp;ldquo;3.การฉีดวัคซีนใน กทม.นั้นจะมีจุดฉีดวัคซีน 45 แห่ง&amp;nbsp; และจุดฉีดวัคซีนใน 9 จังหวัดเศรษฐกิจอีก 22 แห่ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนวาระแห่งชาติ เรื่องการฉีดวัคซีน ผู้ประกันตนทุกคนต้องได้รับการฉีดวัคซีนที่จะทั้งป้องกันโรคให้ตนเอง คนรอบข้าง และผู้เข้ามารับบริการ เพื่อให้กิจการและเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้ทำหนังสือด่วนที่สุด เรื่องแจ้งแนวทางให้บริการวัคซีนโควิด-19 แบบปูพรมทั่วประเทศถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด โดยระบุว่า&amp;nbsp; ตามที่ สธ.ได้มีนโยบายให้ทุกคนในประเทศไทยได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 ตามความสมัครใจครอบคลุมอย่างน้อย 70% ของประชากร กรมควบคุมโรคในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติพิจารณาแล้วขอให้ดำเนินการดังนี้ 1.เตรียมความพร้อมจุดให้บริการวัคซีนทั้งในและนอกโรงพยาบาล 2.กำหนดช่องทางการลงทะเบียนและการเข้ารับวัคซีน 3 ช่องทาง ดังนี้ จองผ่านแอปหมอพร้อม, นัดหมายผ่านสถานพยาบาล หรือ อสม. หรือผ่านองค์กร และลงทะเบียน ณ จุดฉีด ซึ่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพฯ สามารถพิจารณาปรับสัดส่วนได้ตามความเหมาะสม และ 3.จัดระบบการให้บริการฉีดวัคซีนสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น กลุ่มคณะทูตานุทูตและองค์กรระหว่างประเทศ กลุ่มชาวไทยที่จะขอรับวัคซีนก่อนไปศึกษาต่อ ทำงานในต่างประเทศ ทั้งนี้ ให้ฉีดวัคซีนตามแนวทางให้บริการวัคซีนโควิด-19 แบบปูพรมทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ระบาด พร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.แถลงว่า ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กได้หารือถึงเรื่องสำคัญของการฉีดวัคซีน โดยนายกฯ ในฐานะ ผอ.ศบค.เน้นย้ำว่า การฉีดวัคซีนถือเป็นวาระแห่งชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย 70% จะได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนประมาณเดือน&amp;nbsp; ธ.ค.64 ส่วนการกระจายวัคซีนและการบริหารจัดการว่าฉีดที่ไหน ลงทะเบียนอย่างไร ณ จุดใด ขอความร่วมมือประชาชนติดตามการรายงานของแต่ละพื้นที่ เพราะแต่ละจังหวัดได้รับการกระจายวัคซีนตามประชากรของแต่ละจังหวัด
&amp;ldquo;ส่วนของ กทม.ถือเป็นสิ่งที่น่ายินดี ที่ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอาสาเข้ามาช่วยกันในการกระจายวัคซีน&amp;nbsp; โดยในวันที่ 20 พ.ค.นี้จะมีการประชุมหารือเพื่อหาข้อสรุป และประกาศให้ชาว กทม.ได้รับทราบว่าจะมีที่ไหนจุดใดประกาศให้ฉีดได้บ้าง และจะรับลงทะเบียนได้เมื่อไหร่ อย่างไร จะมีรายละเอียดมารายงานให้ทราบอย่างแน่นอน&amp;rdquo; พญ.อภิสมัยกล่าว
พญ.อภิสมัยกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังพูดคุยถึงกลุ่มเสี่ยงบางส่วน เช่น บุคลากรขับขี่รถสาธารณะ โดย กทม.รายงานว่ามีตัวเลขที่มีประชาชนขับรถแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์มารับการฉีดวัคซีน แต่ยังไม่ทั่วถึง จึงจะพยายามทำให้เร็วที่สุด&amp;nbsp; รวมทั้งบุคลากรครู ซึ่งที่ ศบค.เน้นย้ำและห่วงประชาชนที่เป็นพนักงานขนส่งอาหาร ผู้ให้บริการร้านอาหาร ดังนั้นจะพิจารณากระจายวัคซีนลงไปให้ถึงบุคลากรเหล่านี้ด้วย และสิ่งที่นายกฯ ให้ความสำคัญและเป็นห่วงเป็นพิเศษ เนื่องจากตอนนี้พบว่ามีนักเรียนไทยเป็นจำนวนมากที่จะต้องเดินทางกลับไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ทั้งในส่วนของทุนรัฐบาล,&amp;nbsp; ก.พ.และในแต่ละจังหวัดได้ประสานไปแล้วว่า ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดนั้นติดตามบุคคลเหล่านี้ เพื่อจัดสรรให้ได้รับวัคซีนเพื่อให้สามารถกลับไปเรียนต่อได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการวอล์กอินและออนไซต์ลงทะเบียนฉีดวัคซีนหน้างานตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า นายกฯ อยากให้มีการฉีดวัคซีนภายใต้แผนปกติที่นัดเข้ามาผ่านหมอพร้อมและลงทะเบียนก่อน โดย สธ.จะเก็บข้อมูลทำรายงานว่าแต่ละวันมีคนที่นัดเข้ามาฉีดกี่คน ไม่มากี่คน เหลือวัคซีนเท่าไร ซึ่งวัคซีนที่นำออกมาใช้แล้วเอากลับไปสต๊อกไม่ได้ ต้องใช้ให้หมด ดังนั้นคนที่นัดแล้วไม่มาและเหลือ คนที่รับผิดชอบจุดฉีดต้องเตรียมแผนสำรอง อาจเชิญประชาชนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนบริเวณนั้นมาฉีดวัคซีนที่เหลือนี้ ทั้งนี้ยอมรับว่าตนเองพูดเรื่องวอล์กอินเร็วไปนิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายภราดร ปริศนานันทกุล โฆษกพรรคภูมิใจไทย&amp;nbsp; (ภท.) โพสต์เฟซบุ๊กถึงวิธีจัดลำดับการวอล์กอินว่า ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากแม้แต่น้อย แค่กำหนดให้ชัดเจนว่ารับคิวไหน&amp;nbsp; จำนวนเท่าไร คนเขามาคิวเต็มแล้ว เขาก็กลับบ้าน มาวันอื่น เท่านั้น ไม่ใช่คิดแต่ทำไม่ได้ ชาติหน้าก็ทำไม่ได้ แค่คิดว่าทำได้ แล้วหาวิธีให้ทำได้ พรุ่งนี้มันก็ทำได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยก่อนหน้านี้นายภราดรยังโพสต์ว่า &amp;quot;หากยังมัวแต่ยึดติดกับหมอพ้ง หมอพร้อม ประชาชนจะติดโควิดกันหมด เข้าใจไหมลุง คนเขาบอกยังไม่รู้ฟัง ดื้อรั้น ถูลู่ถูกัง ทิฐิมานะสูง&amp;nbsp; เป้า 50 ล้านคน หากไม่อยากให้เป็นแค่ลมปาก ลุงหาวิธีอื่นมาอำนวยความสะดวกให้ชาวบ้านเถอะ แทนที่จะช่วยทำให้มันไว คนเข้าถึงง่าย กลับเป็นตัวถ่วง และสร้างกำแพงให้คนเข้าถึงวัคซีนยา แล้วแบบนี้เป้า 50 ล้านคนลุงจะเสร็จเมื่อไร&amp;nbsp; รึว่าให้คนเขาสร้างภูมิกันเองด้วยการรับเชื้อโควิดกันทั้งประเทศ เห้ออออ #เพลียด่า&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ&amp;nbsp; ได้ออกมาตอบโต้นายภราดรว่า นายภราดรไม่ควรออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการฉีดวัคซีน ทั้งที่เป็น ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลก็น่าจะเข้าใจดีกว่าคนอื่นถึงการทำงานของนายกฯ&amp;nbsp; รัฐบาล และของกระทรวงสาธารณสุขที่รัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรค ขณะเดียวกันประเทศต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย นายภราดรควรพูดช่วยนายกฯ รัฐบาล สร้างการรับรู้ให้ประชาชนถึงการทำงาน แต่ก็กลับทำตัวเป็นฝ่ายค้านออกมาโจมตีนายกฯ เช่นนี้ถือว่าไม่ให้เกียรตินายกฯ อย่างน้อยไม่ให้เกียรตินายกฯ ก็ควรให้เกียรติท่านอนุทิน ในฐานะเป็นลูกพรรคภูมิใจไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะโฆษกพรรค พปชร. กล่าวถึงกรณีโฆษกพรรค ภท.ตำหนิการบริหารจัดการวัคซีนภาครัฐว่า ที่ผ่านมานายกฯ ต้องการสื่อสารให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน เพราะการลงทะเบียนล่วงหน้าเป็นช่องทางที่เหมาะสม ช่วยลดความแออัดได้ ทำให้การบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ ในขณะที่การวอล์กอินอาจทำให้ประชาชนต้องมารอกันเป็นจำนวนมาก ผิดหลักมาตรการควบคุมโควิด-19 ของสาธารณสุขที่จะต้องเว้นระยะห่างและในวิธีการอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ก็ไม่ได้ห้ามเลยทีเดียว เพียงแต่ต้องการให้มีการวางแผนที่ชัดเจนและเป็นระบบก่อน ถึงจะแจ้งให้กับประชาชนทราบ รวมทั้งฟังข้อมูลจากทาง ศบค. เพื่อที่จะได้ไม่เกิดความเข้าใจผิด สิ่งเหล่านี้นายภราดรก็น่าจะทราบถึงปัญหานี้ดีอยู่แล้ว เพราะ สธ.อยู่ภายใต้การบริหารจัดการโดยรัฐมนตรีที่มาจากพรรคภูมิใจไทย และในเวลานี้ภาครัฐเองก็เร่งพยายามที่จะหาแนวทางในการกระจายวัคซีน จึงอยากขอให้เข้าใจหัวอกคนทำงาน มากกว่ามาวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์&amp;quot; โฆษกพรรค พปชร.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์เบรกเรื่องวอล์กอินว่า เป็นการตอกย้ำความล้มเหลว ซึ่งเกิดจากการทำงานที่ไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดี&amp;nbsp; มีชีวิตที่ปลอดภัย แต่ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะผู้คุมอำนาจสูงสุดกลับไม่เคยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้เลย สะท้อนชัดผ่านความขัดแย้งในแนวนโยบายกันเอง โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการวัคซีน ที่รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาและรอบด้าน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103500</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ, ฉีดวัคซีน, ปูพรมฉีดวัคซีน, ผู้ประกันตนมาตรา 33, วัคซีนโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a524ca99428.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
