<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75000</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2020 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2020 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวตำบลรับร่อ จ.ชุมพร  จัดเวทีประชาคมแก้ไขปัญหาที่ดิน  ลงมติเสนอเพิกถอนพื้นที่ป่าทับที่ทำกินเกือบ 130,000 ไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จ.ชุมพร/ ชาวตำบลรับร่อ จ.ชุมพร&amp;nbsp; จัดเวทีประชาคมแก้ไขปัญหาที่ดิน&amp;nbsp; ลงมติเสนอเพิกถอนป่าสงวนฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตวป่าฯ ทับที่ทำกินชาวบ้านเกือบ 130,000 ไร่&amp;nbsp; ด้าน รศ.ดร.ธนพร &amp;nbsp;ศรียากุล ที่ปรึกษาฯ งานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เผยรัฐบาลแก้ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562&amp;nbsp; และเตรียมออกประกาศภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้&amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าได้&amp;nbsp; ขณะที่สมสุข&amp;nbsp; บุญญะบัญชา&amp;nbsp; กรรมการ พอช. แนะชาวบ้านหากได้สิทธิในที่ดินอย่าหยุดกระบวนการพัฒนาในพื้นที่&amp;nbsp; ต้องวางแผนร่วมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม &amp;nbsp;ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ &amp;nbsp;และบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำบลรับร่อ&amp;nbsp; อ.ท่าแซะ&amp;nbsp; จ.ชุมพร&amp;nbsp; มี 23&amp;nbsp; หมู่บ้าน&amp;nbsp; มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 230,000 ไร่&amp;nbsp; สถาพพื้นที่เป็นภูเขาสูง &amp;nbsp;ที่ราบสูง &amp;nbsp;ที่ราบระหว่างภูเขา &amp;nbsp;และที่ลาดเชิงเนินสลับกันไปทั่วทั้งพื้นที่&amp;nbsp; มีพื้นที่บางส่วนอยู่ติดชายแดนประเทศเมียนมาร์ &amp;nbsp;ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก &amp;nbsp;โดยเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; กาแฟ &amp;nbsp;ปาล์มน้ำมัน &amp;nbsp;ยางพารา &amp;nbsp;ทุเรียน &amp;nbsp;ฯลฯ มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เนื่องจากมีการประกาศเขตป่าสงวนฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตวป่าฯ ทับที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านจำนวน 13,446 แปลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมเนื้อที่&amp;nbsp; 129,592 ไร่&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากประกาศดังกล่าวเป็นเหตุทำให้ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน &amp;nbsp;ไม่สามารถนำที่ดินไปจดจำนอง&amp;nbsp; หรือใช้เป็นหลักทรัพย์ให้เกิดประโยชน์อื่นใดได้&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังขาดงบประมาณที่จะพัฒนาพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวตำบลรับร่อจึงได้รวมตัวกันเรียกร้องให้ทางราชการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; แต่ยังไม่บรรลุผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่&amp;nbsp; 19 สิงหาคม 2563 &amp;nbsp;ที่โรงเรียน ตชด.บ้านพันวาล &amp;nbsp;ต.รับร่อ &amp;nbsp;อ.ท่าแซะ &amp;nbsp;จ.ชุมพร &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลรับร่อ &amp;nbsp;และภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกพื้นที่ &amp;nbsp;ได้จัดเวทีประชาคมแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชนในตำบลรับร่อ &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 5,000 คน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการจัดเวทีประชาคมครั้งนี้&amp;nbsp; พี่น้องชาวตำบลรับร่อได้ร่วมลงชื่อและมีมติร่วมกันเสนอให้เพิกถอนเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อและป่าสลุย (บางส่วน) ในพื้นที่ตำบลรับร่อ &amp;nbsp;ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เพื่อให้ประชาชนที่ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินได้รับเอกสารแสดงสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน&amp;nbsp; สามารถทำประโยชน์และอยู่อาศัย &amp;nbsp;เกิดความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; รวมไปถึงการประกอบอาชีพ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507&amp;nbsp; มาตรา 7&amp;nbsp; กำหนดว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;การเปลี่ยนแปลงเขตหรือการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติป่าใด ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้กระทำได้โดยออกกฎกระทรวง &amp;nbsp;และเฉพาะกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเพิกถอนบางส่วนให้มีแผนที่แสดงแนวเขตที่เปลี่ยนแปลง หรือเพิกถอนนั้นแนบท้ายกฎกระทรวงด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีเวที &amp;ldquo;เสวนาสาธารณะการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่า สู่การสร้างความมั่นคงของชุมชนท้องถิ่น&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผู้ร่วมเสวนาได้แก่&amp;nbsp; รศ.ดร.ธนพร &amp;nbsp;ศรียากุล ที่ปรึกษาประจำสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;คณะทำงานเฉพาะกิจขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;นางสาวสมสุข &amp;nbsp;บุญญะบัญชา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)&amp;nbsp; นายอวยพร &amp;nbsp;มีเพียร &amp;nbsp;นายก อบต.รับร่อ &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ธนพร ศรียากุล ที่ปรึกษาประจำสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี คณะทำงานเฉพาะกิจขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์&amp;nbsp; กล่าวว่า &amp;nbsp;นโยบายที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำที่ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นความสำคัญเร่งด่วน ก็คือปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ &amp;nbsp;แต่ด้วยสภาพตัวของกฎหมาย พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และพระราชบัญญัติป่าสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 เนื้อหาหลักคือ ห้ามคนอยู่ในป่า &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ธนพร ศรียากุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสภาพความเป็นจริง &amp;nbsp;พี่น้องประชาชนทำมาหากินอยู่กับป่า อยู่กันมาตั้งแต่ก่อนจะมีการประกาศเขตป่า แต่กลายเป็นว่า พระราชบัญญัติ 2 ฉบับ &amp;nbsp;ทำให้ประชาชนกลายเป็นคนผิด &amp;nbsp;จนทำให้เป็นปัญหาที่ค้างคามาโดยตลอด &amp;nbsp;จนกระทั่งปี พ.ศ.2541 มีการใช้มติคณะรัฐมนตรี &amp;nbsp;วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2541 เป็นมติที่พยายามจะแก้ไขปัญหานี้ &amp;nbsp;ด้วยมาตราการทางบริหาร &amp;nbsp;แต่เนื่องจากมติ ครม.ไม่ได้มีสถานภาพเท่ากับพระราชบัญญัติ &amp;nbsp;และที่สำคัญก็คือ&amp;nbsp; ตั้งแต่ใช้มติ ครม. 30 มิถุนายน 2541 &amp;nbsp;จนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลากว่า 20 ปี&amp;nbsp; ยังไม่เคยพิสูจน์สิทธิใครได้เลย &amp;nbsp;แสดงให้เห็นว่ามติ ครม. ไม่อาจจะใช้แก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.ธนพรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ธนพร กล่าวต่อไปว่า &amp;nbsp;รัฐบาลปัจจุบันได้แก้กฎหมายพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; พ.ศ.2562&amp;nbsp; และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 &amp;nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหานี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;วิธีการแก้ไขปัญหานี้ &amp;nbsp;ข้อที่ 1 คือ ภาครัฐต้องยอมรับความจริงว่าในป่าอนุรักษ์มีพี่น้องเข้าไปทำมาหากินและอยู่อาศัยจริง &amp;nbsp;ซึ่งแตกต่างจากพระราชบัญญัติเดิม พ.ศ. 2504 ซึ่งห้ามไม่ให้มีคนเข้าไปอยู่ในป่าอนุรักษ์ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อที่ 2 เมื่อมีปัญหานี้จริง &amp;nbsp;มติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 สำรวจมา 20 กว่าปี &amp;nbsp;สำรวจไม่เสร็จสักทีว่ามีคนอยู่ในป่าทั้งหมดกี่คน&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีแปลงทั้งหมดกี่ไร่ &amp;nbsp;กี่งาน &amp;nbsp;กี่ตารางวากันแน่ &amp;nbsp;ดังนั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงให้กรมอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา&amp;nbsp; สำรวจการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งกฎหมายได้บังคับไว้เลยคือให้สำรวจให้เสร็จภายใน 240 วัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เพราะฉะนั้นประเด็นที่อยากจะพูดในวันนี้คือ ประเด็นที่หนึ่ง &amp;nbsp;รัฐบาลเริ่มต้นกฎหมายฉบับนี้&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงว่า&amp;nbsp; คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ &amp;nbsp;และมีคนอาศัยทำมาหากินอยู่ในพื้นที่ป่าตามกฎหมายจริง &amp;nbsp;ซึ่งแตกต่างจากปี 2504 อย่างสิ้นเชิง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประเด็นที่สอง &amp;nbsp;รัฐบาลเห็นบทเรียนจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน&amp;nbsp; 2541 ว่า &amp;nbsp;สำรวจ 20 ปีไม่เสร็จ &amp;nbsp;ดังนั้นสำรวจ 240 วัน &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ต้องสำรวจให้เสร็จ &amp;nbsp;อันนี้เป็นบทเร่งรัดเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง&amp;rdquo; รศ.ดร.ธนพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ธนพร กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;มีการหารือร่วมระหว่างสำนักบริหารงานนโยบายของนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;กรมอุทยานแห่งชาติ &amp;nbsp;กระทรวงทรัพยากรฯ &amp;nbsp;คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) &amp;nbsp;โดยมีบทสรุปร่วมกันคือ 240 วัน &amp;nbsp;คือบทสรุปเร่งรัดเจ้าหน้าที่ &amp;nbsp;เพราะเรากลัวว่าเจ้าหน้าที่จะทำช้า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เพราะฉะนั้นพี่น้องที่มาเข้าร่วมรับฟังในวันนี้&amp;nbsp; ถ้าใครมีที่ดินอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ &amp;nbsp;ครบ 240 วัน &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 ถ้าใครตกหล่นจริงๆ มาไม่ทันจริงๆ ให้ไปพบหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า &amp;nbsp;ไปให้เขาไปเก็บข้อมูลเพิ่มได้ &amp;nbsp;เรามีเวลาจนถึงร่างพระราชกฤษฏีกำหนดคุณสมบัติของพี่น้องประชาชนจะออก ซึ่งคาดว่าจะออกไม่เกินวันที่ 31 ตุลาคม 2563 นี้&amp;nbsp; ตอนนี้พี่น้องชาวบ้านยื่นแล้วกว่า 95 % &amp;nbsp;&amp;nbsp;ขั้นตอนต่อไป &amp;nbsp;พอสำรวจเสร็จแล้วก็จะนำไปสู่การอนุญาตให้ชาวบ้านทำมาหากินและอยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;รศ.ดร.ธนพร กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมสุข &amp;nbsp;บุญญะบัญชา &amp;nbsp;กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า &amp;nbsp;หลังจากที่เราได้สิทธิแล้ว อย่าไปหยุดกระบวนการงานพัฒนาในพื้นที่&amp;nbsp; ต้องมาออกแบบผังชุมชนในอนาคตร่วมกัน &amp;nbsp;ไม่ว่าเรื่องของป่าไม้ &amp;nbsp;พื้นที่ทำกิน ลูกหลานเกิดมาเขาจะต้องมีความมั่นคงในเรื่องที่ดิน &amp;nbsp;สร้างระบบครอบครัว &amp;nbsp;สังคม&amp;nbsp; ระบบนิเวศน์ &amp;nbsp;อำนาจในการบริหารจัดการ &amp;nbsp;รวมไปถึงเศรษฐกิจในชุมชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราจะสร้างตรงนี้ได้อย่างไร&amp;nbsp; ที่ดินที่เราได้มาจึงจะยั่งยืน ทั้งของส่วนรวม &amp;nbsp;และส่วนตัว &amp;nbsp;พวกเราต้องเป็นตัวช่วยสำคัญในการออกแบบ &amp;nbsp;แต่ละพื้นที่&amp;nbsp; แต่ละชุมชนนำมาโยงกัน &amp;nbsp;สร้างระบบพัฒนา ให้เหมือนกับการพัฒนาประเทศเล็ก &amp;nbsp;ชนิดที่คนอยู่ได้ &amp;nbsp;มีรายได้มากกว่ารายจ่าย &amp;nbsp;มีการทำเกษตรกรรมในรูปแบบที่เหมาะสม &amp;nbsp;ไม่ไหลไปตามตลาด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;การผลิต&amp;nbsp; ถ้าต่างคนต่างทำเราจะสู้คนอื่นไม่ได้ &amp;nbsp;แต่ถ้าเราทำทั้งท้องถิ่น &amp;nbsp;คิดร่วมกัน &amp;nbsp;ต่อรองร่วมกัน &amp;nbsp;วางแผนร่วมกัน &amp;nbsp;นำผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเราในแต่ละเรื่อง &amp;nbsp;เราจะสร้างรูปแบบการพัฒนาแนวใหม่ &amp;nbsp;ตรงนี้อยากจะฝากให้พวกเราคิดต่อ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นางสาวสมสุขกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมสุขกล่าวต่อไปว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;สิ่งที่เราคิดต่อเมื่อมันชัดเจนขึ้น &amp;nbsp;จะเป็นตัวมาบอกว่าหน้าตาของสิทธิและการจัดการพื้นที่ในเรื่องของที่ดินและเรื่องอื่นๆ จะเป็นอย่างไร &amp;nbsp;การพัฒนาจะเกิดขึ้นได้หรือไม่&amp;nbsp; ขึ้นอยู่กับทิศทางที่เราจะไปข้างหน้าด้วย &amp;nbsp;และจะยั่งยืนหรือไม่ &amp;nbsp;เราจะฟื้นฟูทุกสิ่งทุกอย่างได้หรือไม่ &amp;nbsp;ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการจัดกระบวนการของพวกเราเพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;แต่จุดนี้เราจะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ในทุกด้าน &amp;nbsp;ทั้งด้านเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม &amp;nbsp;ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ &amp;nbsp;การบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม &amp;nbsp;การพัฒนาคน &amp;nbsp;ความรู้&amp;nbsp; การศึกษา ฯลฯ&amp;nbsp; ทุกอย่าง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การกระจายอำนาจไม่ใช่แต่เรื่องท้องถิ่น &amp;nbsp;กระจายโดยหน่วยงานก็ได้ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ป่าพื้นที่ไหนก็ให้คนที่นั่นเขาทำ &amp;nbsp;แต่มีเป้าหมายอันเดียวกัน &amp;nbsp;ทำให้เกิดระบบกระจายอำนาจในทุกๆ หน่วยงาน &amp;nbsp;ทุกๆ รูปแบบ &amp;nbsp;ซึ่งตำบลรับร่อจะเป็นตัวสร้างแนวทางการพัฒนานี้ให้กับหน่วยงานทั้งหลายให้กับประเทศไทย &amp;nbsp;ถ้าเรายังคงเดินหน้าต่อไป &amp;nbsp;เราจะต้องไปถึงเป้าหมายของเราได้อย่างเต็มที่&amp;rdquo;&amp;nbsp; นางสาวสมสุขกล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอวยพร &amp;nbsp;มีเพียร &amp;nbsp;นายก อบต.รับร่อ&amp;nbsp; กล่าวว่า การจัดเวทีเสวนาดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจาก 1.ด้วยการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2522 ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 871 (พ.ศ.2522) ได้กำหนดพื้นที่ในตำบลรับร่อให้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ ป่าสลุย จำนวน 104,202 ไร่ โดยมีราษฎรครอบครอง ทำประโยชน์ และเป็นที่อยู่อาศัยจำนวน 9,001 แปลง ในเนื้อที่ 73,362 ไร่ จากประกาศดังกล่าวเป็นเหตุทำให้ราษฎรไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินซึ่งพื้นที่ดังกล่าว&amp;nbsp; โดยภาครัฐมิได้จำแนกประเภทที่ดินหรือกันออกจากพื้นที่ป่าให้ชัดเจนเป็นปัจจุบัน &amp;nbsp;ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกประกาศครอบคลุมไปด้วยพื้นที่ป่า ส่งผลกระทบในหลายๆ ด้าน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอวยพร &amp;nbsp;มีเพียร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น &amp;nbsp;ขาดการพัฒนาในชุมชน เนื่องจากติดระเบียบและข้อบังคับของราชการ &amp;nbsp;ไม่สามารถนำงบประมาณมาพัฒนาชุมชนได้ทันต่อความต้องการและความเดือดร้อนของประชาชน ประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากจากงบประมาณแผ่นดินและขาดโอกาสจากนโยบายต่างๆ ที่ภาครัฐกำหนดขึ้น เป็นต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำ ขาดความเสมอภาคในสังคม เกิดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นเพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางของกฎหมาย &amp;nbsp;สอดคล้องกับความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชน 1. จึงเสนอให้เพิกถอนเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อและป่าสลุย (บางส่วน) ในพื้นที่ ต.รับร่อ ตามความในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เพื่อให้ประชาชนที่ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินได้รับเอกสารสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สามารถทำประโยชน์และที่อยู่อาศัย เกิดความมั่นคงในการปะกอบอาชีพ เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายก อบต.รับร่อกล่าวถึงข้อเสนอจากประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.นอกจากนี้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร ด้านทิศเหนือ &amp;nbsp;ซึ่งกำหนดบริเวณที่ดินให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ.2537 &amp;nbsp;ในพื้นที่ ต.รับร่อ &amp;nbsp;มีเนื้อที่ทั้งหมด 80,601 ไร่ &amp;nbsp;มีราษฎรครอบครองทำประโยชน์และเป็นที่อยู่อาศัยแล้วจำนวน 2,751 แปลง ในเนื้อที่ 19,847 ไร่ จึงเสนอให้เพิกถอนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรมกรมกรมหลวงชุมพรด้านทิศเหนือ (บางส่วน) ในพื้นที่ ต.รับร่อ ตามความในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ด้วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรมกรมหลวงชุมพรด้านทิศใต้ ซึ่งประกาศไว้ในพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ.2537 &amp;nbsp;เนื้อที่ทั้งหมด 72,263 ไร่ &amp;nbsp;มีราษฎรครอบครองทำประโยชน์และเป็นที่อยู่อาศัยแล้วจำนวน 1,694 แปลง ในเนื้อที่ 36,383 ไร่ &amp;nbsp;จึงประสงค์ให้เพิกถอนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรมกรมหลวงชุมพรด้านทิศใต้ (บางส่วน) ในพื้นที่ ต.รับร่อ ตามความในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกันในส่วนที่เพิกถอนออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อและป่าสลุย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จใรกรมกรมหลวงชุมพรด้านทิศเหนือ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรมกรมหลวงชุมพรด้านทิศใต้ จึงขอจัดสรรที่ดินเป็นนิคมสหกรณ์ ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 โดยจัดสรรที่ดินตามพื้นที่ครอบครองทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนรายละไม่เกิน 50 ไร่ การบริหารจัดการให้เป็นการจัดการร่วมของชุมชนท้องถิ่นเพื่อความมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า สอดคล้องกับวิถีชีวิต สิทธิชุมชน วัฒนธรรม ประเพณี และบริบทพื้นที่ต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พื้นที่ป่าสงวนฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ที่ชาวตำบลรับร่อเสนอให้เพิกถอนมีเนื้อที่รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 129,592 ไร่&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนที่ดินที่ชาวบ้านครอบครองรวม 13,446 แปลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75000</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.ชุมพร, ที่ดิน, ป่า, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200820/image_big_5f3de7539b879.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29807</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2019 11:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2019 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สายัณห์ สุขสงัด” ประธานเครือข่ายราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า หรือ รสทป. พลิกป่าฟื้น คืนวิถีตาลโตนดสู่ชุมชน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แม้ตัวเลขการเดินทางของชีวิตผ่านมายังมาไม่ถึง 60 ปี แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตกลับมากมาย และพลิกผันได้อย่างเหลือเชื่อ จากคนผู้ตัดต้นไม้ทำลายป่า กลายมาเป็นผู้สร้างและพิทักษ์ป่า และกำลังนำพาชุมชนที่อยู่อาศัยไปสู่วิถีที่งดงาม ด้วยการเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ห้วยลึกโมเดล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสายัณห์ สุขสงัด &amp;nbsp;ที่บางคนเรียกว่า ประธานสายัณห์ เนื่องจากได้รับการคัดเลือกเป็นประธานเครือข่ายราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) ระดับประเทศ ส่วนบางคนก็เรียกว่า นายกฯ สายัณห์ เพราะเป็นอดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล บ้านห้วยลึก พูดเสียงเหน่อตามสไตล์คนบ้านลาด เมืองเพชรบุรี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ไม่ว่าจะเรียกขานว่าอะไรก็ตาม&amp;nbsp; นายสายัณห์ สุขสงัดผู้นี้ คือ หนึ่งในผู้ที่เคยตัดไม้ทำลายป่ามายาวนาน จนป่าไม่มีจะให้ตัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ประธานสายัณห์ เล่าให้ฟังว่า พิ้นเพเป็นคนบ้านห้วยลึกซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับตำบลไร่สะท้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เกิดในครอบครัวยากจน &amp;nbsp;เรียนหนังสือจบแค่ชั้นป.4 ต้องช่วยพ่อแม่เลี้ยงวัว โดยครอบครัวและชาวบ้านห้วยลึกเกือบพันหลังคาเรือนมีอาชีพเดียวกันคือตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะไม้หวงห้าม เช่น ไม้เต็ง ไม้แดง ฯลฯ นำมาเผาถ่านขายเลี้ยงชีพกันมายาวนาน แต่ละวันตัดต้นไม้คนละเป็นสิบๆ ต้น &amp;nbsp;ประธานสายัณห์จำได้ว่าตนเองตัดไม้มาตั้งแต่อายุ 13-14 ปีจนกระทั่งปีพ.ศ.2538&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเวลานั้นป่าไม้ถูกตัดทำลายกลายเป็นเขาหัวโล้นไปหมด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;จนวันหนึ่งเจ้าหน้าที่บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และแม่ทัพ มาบอกกับชาวบ้านว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยชีวิตราษฎรและผืนป่า อยากให้พวกเราหยุดตัดไม้ทำลายป่าแล้วหันมาช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อทำให้ผืนป่าของเรากลับมาและเป็นการทำความดีถวายในหลวงเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติเป็นปีที่ 50 เมื่อปีพ.ศ.2538 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พวกผมและชาวบ้านฟังแล้ว ตัดสินใจเลยว่า เราต้องเลิกตัดไม้ทำลายป่า เพราะเหตุผลแรกเลยคือ เรารักในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินี&amp;nbsp; ซึ่งคนไทยทุกคนรักพระองค์ท่านทั้งสองพระองค์ &amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นับตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านห้วยลึกทุกคนพร้อมใจกันหยุดตัดไม้ทำลายป่าแล้วหันไปทำงานอาชีพอื่น เช่น รับจ้าง ทำงานโรงงาน ทำไร่ทำนาและเริ่มหันฟื้นฟูอาชีพดั้งเดิมที่สร้างรายได้ เช่น การทำน้ำตาลโตนด&amp;nbsp; การปลูกพืชผักปลอดสารพิษ เพราะคิดว่าต้องทำตามพระราชดำรัสของพระราชินี สิ่งใดที่ในหลวงและพระราชินีบอกชาวบ้านย่อมเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์เพราะพระองค์ท่านรักและเป็นห่วงราษฎรทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ชาวห้วยลึกกว่า 1,000 คนช่วยกันปลูกต้นไม้อย่างจริงจัง และตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านสร้างป่าชุมชน พิทักษ์ป่าเพื่อในหลวงและพระราชินี &amp;nbsp;ใช้เวลาว่างและนัดหมายกันปลูกป่าจนถึงทุกวันนี้ พื้นที่กว่า1,000 ไร่กลายเป็นผืนป่าและเมื่อหยุดตัดต้นไม้ ต้นไม้ก็กลับฟื้นคืนมา &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากการเข้าร่วมเป็นราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า หรือ รสทป.เพื่อเริ่มปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนเมื่อปี2543 ประธานสายัณห์ได้ทำหน้าที่ประธานบริหารสภาตำบลห้วยลึกและดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยลึก &amp;nbsp;และทุ่มเทเรื่องการปลูกป่าอย่างต่อเนื่องมาตลอดโดยผสานความร่วมมือระหว่างกลุ่มรสทป.อื่นๆ &amp;nbsp;จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานเครือข่ายรสทป.ระดับภาค และเป็นประธานเครือข่ายรสทป.ระดับประเทศ ในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบันเมื่อระบบนิเวศกลับคืนสู่ความสมบูรณ์ ชาวบ้านสามารถเก็บพืชผัก เช่น เห็ด ผักหวานจากป่าในชุมชนและหันมาฟื้นฟูอาชีพดั้งเดิม เพื่อสร้างรายได้ นั่นคือการทำน้ำตาลโตนด ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาดคนรักสุขภาพเป็นอย่างมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ประธานสายัณห์บอกว่า บ้านห้วยลึกมีต้นตาลจำนวนมาก แต่ละต้นมีอายุนับร้อยปี การทำน้ำตาลโตนดถือเป็นวิถีถิ่นของคนในพื้นที่&amp;nbsp; ปัจจุบันน้ำตาลโตนดแท้หาได้ยาก ส่วนใหญ่มีการปลอมปน เนื่องจากน้ำตาลโตนดมีเป็นฤดูกาล ไม่ได้มีตลอดทั้งปี &amp;nbsp;การขึ้นตาลต้องใช้ความชำนาญ และกรรมวิธีต้องใช้ความประณีตและใช้เวลา แต่น้ำตาลที่ออกมามีคุณภาพสูงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านห้วยลึกจึงยังยืนยันที่จะสืบสานการทำน้ำตาลโตนดแท้ให้คงอยู่ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นวิถีชีวิต และแม้กระบวนการทุกอย่างจะยาก แต่ก็ต้องการรักษาวัฒนธรรมของการทำน้ำตาลโตนดไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ว่า สิ่งนี้เคยหายไป และกลับมาอีกครั้งเพราะความสมบูรณ์ของการมีผืนป่า และเป็นอาชีพที่ทำให้เราไม่ต้องไปทำลายป่า &amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบันชาวบ้านตำบลห้วยลึก 3,800 คน หันมารักษาป่ากันทุกบ้าน และมีตัวแทนครอบครัวเข้าร่วมเป็นสมาชิก (รสทป.) จำนวน 120-130 คน เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมชานีนาถในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของ ราษฎรจากผู้บุกรุกทำลายป่ามาเป็นผู้ดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน และให้ &amp;quot;คน&amp;quot; กับ &amp;quot;ป่า&amp;quot; อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ประธานสายัณห์กล่าวต่อว่า ตอนนี้ความสมบูรณ์ของป่า ทำให้เราสามารถทำมาหากินทางการเกษตรได้อย่างมีความสุข ในอนาคตอันใกล้นี้ ตั้งใจจะทำให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อเชิญชวนให้ผู้คนเดินทางศึกษาดูงาน เพื่อดูตัวอย่างจาก &amp;ldquo;ห้วยลึกโมเดล&amp;rdquo; ว่าชีวิตของพวกเราเปลี่ยนไป เพราะพระเมตตาของทั้งสองพระองค์&amp;nbsp; บ้านห้วยลึกมีแปลงป่าปลูกตรงทางขึ้นเขาแด่น ซึ่งเป็นเครื่องหมายเตือนใจว่า ครั้งหนึ่งพวกเราเคยเป็นผู้ตัดไม้ทำลายป่า และบัดนี้ได้เปลี่ยนมาเป็นผู้ปลูกและรักษา ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 &amp;nbsp;ในช่วงฤดูฝน ป่าจะเป็นสีเขียว มีน้ำตกที่สวยงาม มีพืชผัก โดยเฉพาะเห็ดโคน เห็ดเผาะ ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนยังคงรักษาการทำน้ำตาลโตนดแท้ ไว้เพื่อเลี้ยงชีพ รวมทั้งมีอาหารถิ่นอันเป็นผลผลิตจากตาลให้ได้ชิมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้านบนของเขาแด่น สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองเพชรบุรีได้แบบ 360 องศา และบนเขาแด่นยังเป็นสถานที่ทีนักเล่นพาราซูต จากทั่วโลกมาโดดร่มกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;บ้านห้วยลึก อาจจะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวที่เลิศหรูอลังการ แต่ &amp;ldquo;ห้วยลึกโมเดล&amp;rdquo; มีเรื่องราวความยิ่งใหญ่ทางจิตใจของผู้คนที่สามารถเปลี่ยนจาก&amp;rdquo;ผู้ทำลายป่า&amp;rdquo; กลายมาเป็น &amp;ldquo;ผู้สร้างป่าและผู้รักษาป่า&amp;rdquo;ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจอันมีต้นตอมาจากเรื่องจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เรื่องแบบนี้ ฟังกี่ที... ก็ดีต่อใจทุกครั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29807</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมชน, ตาลโตนด, ป่า, รสทป., สายัณห์ สุขสงัด, ห้วยลึกโมเดล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190224/image_big_5c72149a73dc5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
