<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2021 18:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 18:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวดอยแม่สลอง ปลื้มปลูกต้นไม้ 26 ปีสู่ป่าผืนใหญ่ 3.5 พันไร่ แหล่งอาหารพึ่งพายุคโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค.64 - เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) อาสาสมัคร ผู้อาวุโส และเยาวชนในพื้นที่ร่วมกับชาวบ้านบนดอยแม่สลอง ได้ร่วมตีแปลงป่าเพื่อสำรวจเก็บข้อมูลความสมบูรณ์ของป่ากว่า 3.5 พันไร่ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นป่าที่ชาวบ้านร่วมกันดูแลและปลูกไว้เมื่อกว่า 26 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันป่าผืนนี้กลายเป็นแหล่งอาหารและสารพัดการใช้ประโยชน์ของชุมชนใน 3 หมู่บ้านคือบ้านป่าคาสุขใจ บ้านจะบูสีและบ้านพนาสวรรค์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ร่วมกันดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาเจอะ หม่อโปกู่ ผู้ใหญ่บ้านป่าคาสุขใจกล่าวว่า การเข้ามาสำรวจป่าในครั้งนี้เพื่อในอนาคตข้างหน้าจะได้มีป่าอยู่คู่กับชุมชน โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าชุมชน เพื่อไม่ให้ใครมาทำลายหรือเข้ามาทำกินในพื้นที่ป่า พวกเราต้องการอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังต่อไป เพื่อคนรุ่นหลังจะได้ไม่เหนื่อย และสืบทอดกันในรุ่นต่อไป โดยชาวบ้านสามารถมาเก็บของป่าไปบริโภคได้ และช่วยกันป้องกันไม่ให้มีการตัดไม้ในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อมรรัตน์ หรือนาสึกะ รัตนาชัย อดีตสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.)และผู้นำชาวบ้านจะบูสี กว่าว่ากล่าวว่ารู้สึกว่าดีใจและภูมิใจทุกครั้งที่เห็นป่าผืนนี้ เพราะเป็นป่าที่ชาวบ้านและมูลนิธิ พชภ.ร่วมกันปลูก ฟื้นฟู และดูแลจนกลายเป็นป่าใหญ่ที่เป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน ทั้งๆ ที่แต่เดิมบริเวณนี้เป็นเป็นภูเขาหัวโล้น ผ่านมาร่วม 30 ปี กลายเป็นป่าที่มีความหลากหลายและชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้งพืชอาหาร เช่น หน่อไม้ รถด่วนและพืชใช้สอย เช่น เอาไม้มาทำฟืนหรือไม้ซ่อมแซมบ้าน ในขณะที่หมู่บ้านอื่นซึ่งไม่มีป่าต้องไปซื้อ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รู้สึกภูมิใจที่พวกเราได้ร่วมกันปลูกป่าและดูแล ทำให้ได้ใช้ประโยชน์ในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่ สมัยก่อนไม่มีที่หาฟืนเพราะเราไม่มีป่าของตัวเอง บริเวณรอบๆ เป็นภูเขาหัวโล้น แต่ตอนนี้มองไปทางไหนก็สดชื่น พวกเราชาวจะบูสีได้ทำเรื่องท่องเที่ยวพานักท่องเที่ยวมาเดินป่าด้วย แถมมีสมุนไพรมากมายให้เราเก็บใช้สอย&amp;rdquo; น.ส.นาสึกะกล่าว และว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 หมู่บ้านจะบูสีได้ปิดหมู่บ้าน และชาวบ้านสามารถอยู่ได้จนแทบไม่ต้องพึ่งพาภายนอกเนื่องจากมีอาหารอยู่ในป่าแต่พวกเราก็มีกติการ่วมกันมาโดยตลอด เช่น ห้ามตัดไม้ขาย เก็บหน่อไม้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.นุชจรีย์ สิงห์คราช นักวิชาการอิสระด้านนิเวศวิทยา &amp;nbsp;กล่าวว่าการตีแปลงป่าในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายของต้นไม้ ว่าในพื้นที่มีต้นไม้อะไรบ้าง โดยจะดูว่าป่าผืนนี้ช่วยลดโลกร้อนได้อย่างไรและในป่าผืนนี้สามารถเก็บคาร์บอน ได้เท่าไหร่ อีกวัตถุประสงค์แฝงก็คือ ต้องการให้เด็กๆ ในพื้นที่ ได้เรียนรู้ผืนป่าในพื้นที่โดยได้รับการสืบทอดจากผู้ใหญ่มาให้ความรู้และนำไปสืบทอดต่อเพื่อให้ได้รู้จัดต้นไม้ในท้องถิ่น โดยหลังจากที่ได้มีการสำรวจตีแปลงป่าแล้ว จะมีการนำผลที่ได้จากการตีแปลงว่าใน 1 แปลงมีต้นไม้ชนิดใดบ้าง แล้วนำมาคำนวนถึงค่าการดูดซับคาร์บอน นอกจากนี้ยังเป็นตัวชี้วัดเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ป่าเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายเมยัง อมรศิริเลิศทิพย์ ชาวบ้านป่าคาสุขใจซึ่งเป็นหัวหน้าทีมในการปลูกป่าเมื่อปี 2538 กล่าวว่า เมื่อก่อนชาวบ้านมาอยู่มีแต่หญ้าคา ซึ่งอยู่ไม่ได้เพราะป่าคือแหล่งอาหารจึงได้หารือร่วมกันว่าจะหาต้นกล้ามาปลูก และฟื้นฟูป่า จนถึงปัจจุบันประมาณ 26 กว่าปีแล้ว จนได้ผืนป่าสมบูรณ์ ทำให้ชาวบ้านมีพืชสมุนไพร อาหารการกิน ส่วนการตัดไม้จะต้องแจ้งถึงความจำเป็นกับคณะกรรมการหมู่บ้านก่อนจึงจะสามารถตัดได้ นอกจากนี้ในป่ายังพบว่าสัตว์ป่า เช่น ลิง ไก่ป่า หมูป่า &amp;nbsp;เข้ามาอาศัยอยู่ ซึ่งคณะกรรมการหมู่บ้านก็ได้มีข้อตกลงห้ามล่าสัตว์ในป่าชุมชนเพื่ออนุรักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114861</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, ดอยแม่สลอง, ป่าชุมชน, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, สำรวจป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210828/image_big_612a21b7b4044.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 17:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2021 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯยึดหลัก&#039;ป่าอยู่ได้ คนอยู่ดี&#039; ดันเพิ่มป่า-เพิ่มเศรษฐกิจ จัดสรรป่าชุมชนกว่า 6 ล้านไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

02 เม.ย.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความก้าวหน้าในการดูแลประชาชนให้มีพื้นที่ทำกินและยกระดับความเป็นอยู่ว่า ภายใต้การบริหารราชการของ พล.อ.ประยุทธ์ จัทน์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เดินหน้าการพัฒนาที่ดินเพื่อประชาชนมีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินอย่างมั่นคง อีกทั้งมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่า โดยยึดหลัก &amp;ldquo;ป่าอยู่ได้ คนอยู่ดี&amp;rdquo; ซึ่งรัฐบางได้ริเริ่มนโยบายใหม่ที่ครอบคลุมหลายมิติ ดังเห็นได้จาก การแก้ไขกฎหมาย พระราชบัญญัติป่าชุมชน ช่วยไม่ให้ชาวบ้านที่เก็บของป่ามาขายต้องถูกจับเหมือนในอดีต และให้อำนาจชาวบ้านในชุมชนในการตัดสินใจดูแลและใช้ประโยชน์จากป่าไม้ของชุมชนตัวเอง ณ ปัจจุบัน มีการประกาศจัดตั้งป่าชุมชนไปแล้ว 11,327 ป่าชุมชน พื้นที่ 6.29 ล้านไร่ และมีแผนการจัดตั้งป่าชุมชนใหม่ในปี 2564 อีก 300 ป่าชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มากไปกว่านั้น รัฐบาลยังได้ ปลดล็อก พระราชบัญญัติป่าไม้ อนุญาตให้ประชาชนปลูกไม้หวงห้าม 158 ชนิดในพื้นที่ของตัวเอง โดยไม่ถือเป็นไม้หวงห้ามอีกต่อไป ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น อีกทั้งรัฐบาลยังได้เปิดให้ลงทะเบียน &amp;ldquo;ปลูกไม้มีค่า&amp;rdquo; กับกรมป่าไม้ ถ้าปลูกในที่ดินของตัวเอง มีเอกสารสิทธิถูกต้อง ก็สามารถทำไม้ ตัด แปรรูป ส่งออก หรืออื่น ๆ ได้ แต่ถ้าขึ้นอยู่ในป่า ยังถือเป็น &amp;ldquo;ไม้หวงห้าม&amp;rdquo; ปัจจุบันนี้ประชาชนปลูกไม้มีค่าและลงทะเบียนกับกรมป่าไม้แล้ว 7 หมื่นกว่าราย เนื้อที่รวม ล้านกว่าไร่ โดยมีโครงการคู่ขนานไปด้วย คือ ประชาชนสามารถนำไม้มีค่า ที่กำหนดไว้ 58 ชนิด (เช่น สัก ประดู่ พะยูง เต็ง มะค่าโมง เป็นต้น) ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรได้อีกด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีต้องการให้ประชาชนมี่ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินอย่างมั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กลไกภาครัฐจึงต้องขับเคลื่อนในทิศทางที่ส่งเสริมโอกาสแก่ประชาชน ลดความขัดแย้ง ไม่ขัดกฎหมาย แนวคิด &amp;ldquo;ป่าอยู่ได้ คนอยู่ดี&amp;rdquo; จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและประชาชน ทั้งนี้ แม้จะพบปัญหาเรื่องการใช้ที่ดินซ้ำซ้อนอยู่ในบางพื้นที่ ในภาพรวมของการดำเนินการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้ชุมชนให้สามารถอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ /ป่าชายเลน /ที่สปก. /ที่ราชพัสดุ /ที่สาธารณะประโยชน์ นับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน จัดสรรให้แล้ว 60,419 ราย 74,612 แปลง คิดเป็นพื้นที่ 665,000 ไร่ และไม่ใช่เพียงแค่นั้น รัฐบาลยังได้ดำเนินการอย่างบูรณาการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงน้ำ ไฟฟ้า และถนน รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาอาชีพที่เหมาะสม เช่น การปลูกต้นไม้ในพื้นที่เป็นอาชีพเสริม เพื่อชุมชนมีรายได้เพี่มจากโครงการคาร์บอนเครดิตอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98081</URL_LINK>
                <HASHTAG>การอนุรักษ์ป่า, น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, ป่าชุมชน, พล.อ.ประยุทธ์ จัทนร์โอชา, ไม้หวงห้าม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603e01499bc2c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80153</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2020 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2020 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการร้อง&#039;บิ๊กตู่&#039;ตั้งคนกลางสางปัญหาชาวบ้านกลางถูกจนท.รัฐรังแก ชี้หยุดปัญหาก่อนบานปลาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.63- ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล อดีตกรรมการปฏิรูป (คปร.) และเจ้าของงานวิจัยเพื่อการปรับปรุงแก้ไขนโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้ กราบเรียน พณ.ท่านนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประชาชนถูกเจ้าหน้าที่รัฐรังแก ไม่ได้รับความเป็นธรรมครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านกลาง ต. บ้านดง อ.แม่เมาะ ลำปาง ชุมชนต้นแบบดีเด่นในเรื่องวิถีวัฒนธรรมคนอยู่กับป่า การจัดการต้นน้ำ การจัดการไฟป่า และระบบเกษตรยั่งยืน ได้รับรางวัลและการประกาศเกียรติคุณยกย่องจากหน่วยงานรัฐและองค์กรสิ่งแวดล้อมระดับสากลมากมาย โดนข่มเหงรังแกจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไม่เป็นธรรม ชาวบ้านเขาทำเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ เก็บหาอาหาร สมุนไพร ไม้ใช้สอยจากป่าชุมชนที่เขาดูแลและมีระเบียบชุมชนควบคุมอย่างดี การตัดไม้มาใช้ซ่อมแซมบ้านมาสร้างบ้านจะทำได้ตามความจำเป็นแก่การอยู่อาศัย ซึ่งเรื่องอย่างนี้เป็นที่เข้าใจและยอมรับทางนโยบายระดับประเทศจนตราเป็นกฎหมายมารองรับแล้ว แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็ยังไปจับกุมยึดไม้ดำเนินคดีกับเขาอยู่อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องหลังเรื่องนี้เพราะความขัดแย้งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน ชาวบ้านเขารักษาป่าไม่ยอมให้ประกาศพื้นที่ป่าชุมชนเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ปี 2558 ชาวบ้านเคยแจ้งความกรณีมีคนภายนอกมาตัดไม้ไปขายแต่เรื่องก็เงียบหาย หน่วยงานรัฐไม่จัดการ เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องไม่พอใจ หาช่องทางกฎหมายรังแกเขาเรื่อยมา จนเขาเดือดร้อนทนไม่ได้แล้ว การปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลทำลายป่า แล้วมาหาเรื่องกับชุมชนต้นแบบรักษาป่าอย่างกรณีบ้านกลางอย่างนี้ ถือเป็นเรื่องการบริหารงานจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ผิดพลาดร้ายแรงมากนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านนายกฯ ครับ ชุมชนอยู่กับป่าดีๆในประเทศไทยและในโลกมีเหลือไม่มากแล้วนะครับ เขาคุ้มครองรักษาป่ามานาน ทนต่อการพิสูจน์มาหลายชั่วคนแล้ว รัฐต้องปกป้องชุมชนเขา คุ้มครองความดีของเขา อย่าปล่อยให้หน่วยงานราชการที่มีผลประโยชน์องค์กรแอบแฝงไปข่มเหงรังแกทำร้ายเขา เป้าหมายการป่าไม้ของชาติคือการรักษาป่าที่เหลือและสร้างป่าใหม่ให้สมบูรณ์และเพียงพอกับการปกป้องคุ้มครองสภาวะแวดล้อมนะครับไม่ใช่การประกาศป่าทุกผืนให้เป็นเขตอุทยานฯหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ฯ เพื่อที่จะตั้งด่านเก็บเงินผู้ผ่านทาง และแสวงหาผลประโยชน์จากการอนุญาตต่างๆนาๆ นะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอเรียนด้วยความห่วงใยว่า หากเหตุการณ์ขัดแย้งกรณีบ้านกลางนี้ไม่อาจคลี่คลายไปในทางที่ดี ชาวบ้านคงจะไม่มีทางเลือกอื่นใดที่ดีไปกว่าการต่อสู้ตอบโต้กับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมอย่างนี้และเมื่อเกิดการต่อสู้แล้ว ก็มักจะทวีรุนแรงขึ้น ยากแก่การแก้ไขอย่าให้ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนลุกลามรุนแรงจนขยายวงออกไปเลยครับกว่า 4,000 ชุมชนเชียวนะครับที่อยู่ในเขตป่าจะเอาเขามาเป็นพวก ช่วยรัฐดูแลรักษาป่า หรือจะทำลายล้างสลายชุมชนเขา ผลักเขาออกไปให้เป็นศัตรูกับรัฐสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่กำลังทำอยู่คืออย่างหลัง สร้างความแตกแยกในสังคม ถ้าชุมชนเขาคิดและปฏิบัติการต่อต้านเป็นศัตรูกับรัฐจริงๆ รัฐบาลเอาไม่อยู่หรอกครับ คิดให้ดีๆนะครับพิสูจน์ความจริงอย่างเที่ยงธรรมดีกว่าครับ ว่าชุมชนร้ายหรือเจ้าหน้าที่เลว หรือดี/เลวทั้งสองฝ่าย พิสูจน์ได้แก้ไขได้ไม่ยากเลยนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งคนกลาง ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ในกระทรวง ท.ส. และไม่ใช่ชาวบ้านคู่ขัดแย้ง ไปหาความจริง สรุปประเด็นปัญหาและสาเหตุ และเสนอแนวทางและวิธีการแก้ปัญหา ทั้งระดับพื้นที่ นโยบาย และระดับกฎหมายให้ครบถ้วนและแก้ปัญหาได้จริงโดยเร็วความขัดแย้งก็จะคลี่คลาย ยุติได้ด้วยสันติวิธียิ่งถ้าทำดีๆ ความขัดแย้งก็อาจจะแปลงเปลี่ยนเป็นความร่วมมือ ความสร้างสรรค์ได้ครับ อย่าปล่อยให้ชุมชนดีถูกรังแกถูกทำลายด้วยอำนาจรัฐที่ถูกใช้อย่างฉ้อฉลเลยครับท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80153</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์, บ้านกลาง, ป่าชุมชน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ลำปาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201011/image_big_5f82c1997290f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62148</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟังเสียงชุมชน ทำไมหญิงกะเหรี่ยงต้องไปช่วยดับไฟป่าจนเสียชีวิต วอนสังคม-ภาครัฐเข้าใจให้ความเป็นธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย.63 - นายพฤ โอโดเชา ตัวแทนชุมชนกะเหรี่ยงบ้านป่าคา อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวถึงความสูญเสียจากเหตุการณ์ไฟป่าเชียงใหม่ทำให้ชาวบ้านที่เข้าไปดับไฟป่าเสียชีวิต หนึ่งในนั้นคือ นางต๊ะนี กิจเจริญพัฒน์&amp;nbsp;หญิงชาวกะเหรี่ยงอำเภอจอมทอง เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา โดยนายพฤ กล่าวว่า ทำไมผู้หญิงกะเหรี่ยงไปดับไฟแลัวตาย (ไม่ชำนาญแล้วไปทำไม)กับคำถามนี้ ปีที่แล้วผู้หญิงที่อ.แม่แจ่มเสีย ปีนี้ผู้หญิงอ.จอมทอง คำตอบคือ เพราะผู้หญิงกะเหรี่ยงนั้นจะหวนแหน ผืนป่า วิถีในหมู่บ้าน ห่วงลูกหลาน มากกว่าผู้ชายบางคนด้วยซ้ำไปครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้หญิงกระเหรี่ยงทุกคนชำนาญ นำผู้ชายดับไฟป่าปินหน้าผาด้วยซ้ำไป พวกเธอจริงใจกับการหวนแหนการปกป้อง การเป็นห่วง ทำให้ผู้หญิง ทุ่มเท แรงใจแรงกายเพราะคือชีวิตคือธรรมชาติ ไม่อยากให้สิ่งเลวร้ายเข้ามาย่ามกรายหาคนในหมู่บ้านหาลูกหลานในชุมชน แต่ในข้อกังวลต่างๆทั้งหลายเหล่านี้มีความกลัวหลบอยู่ข้างหลัง เมื่อกลัวก็สู้เพื่อจะได้มาซึ่งความปลอดภัยมั่งคง แต่สู้ขณะไหนสิทธิคนกับป่าดูเหมือนยิ่งห่างเหิน รัฐยิ่งขโมยสิทธิไป ใช้กฎหมายปิดกั้นวิถีคนกับธรรม ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นหลังพิงสุดท้นยของความจน รัฐยื้อไปเรื่อยโดยใช้เราเป็นเหยื่อเพื่อจะหุบทรัพยาการแต่เพื่ยงผู้เดียว เบื้องหลังผลประโยชน์คงตรึมกับใครคงทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนไฟป่าก็คือ หนึ่งในนั้นที่เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจใช้สั่งการ เช่น หากชาวบ้านปกป้องไฟป่าไว้ไม่ได้ ทางการจะหาว่าชาวบ้านเผาป่าเองไร้สำนึก นำมาซึ่งการฉวยโอกาสยึดป่าของชาวบ้าน และใช้เหตุการณ์นี้กีดกันวิถีชุมชนคนกับป่าหลากหลายวิธีที่กดดันชาวบ้าน เช่น แรงกดดันจากสังคม (ชาวเขาทำไร่เลื่อนลอย ชาวเขาต้ดไม้ทำลายป่า ชาวบ้านหาของป่าแล้วเผาป่า ชาวเขาไม่ใช่ชาวเรา เผาป่าเผาชาติ สีเขียวชาตินิยม) ทั้งที่มีเบื้องหลังอีกหลายเรื่องที่หลบซอนทับซ้อนกันอยู่แต่ไม่เปิดเผย ทำให้คนในชุมชนชาวบ้านต้องแบกรับภาระนี้ ซึ่งเป็นแบบนี้มานานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดับไฟจึงเป็นการกู้วิถีชาวบ้านคืนอย่างหนึ่งเฉพาะหน้า แต่หาดดูดีๆแล้วจะเห็นว่าชาวบ้านทำดีขนาดไหนก็ไม่ดีพอสักทีในสายตาสำหรับคนในเมืองหรือผู้มีอำนาจ คนเมืองบางทีก็ไม่ให้เวลาให้ความสำคัญพอที่จะสนใจ ทางออกคือต้องรับรู้ร่วมกัน คือประชาธิปไตยพื้นฐานที่จะต้องเข้ามาจับต้องเพราะคือทรัพยากรที่ทุกคนควรมีส่วนราวมเรื่องจึงจึงจะมีทางออกและไปด้วยกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนชาวบ้านอย่างเรา เฉพาะหน้าเพื่อจะได้มีสิทธิมีชีวิตอยู่ในอ้อมกอดของธรรมชาติต่อไป ตามบรรพชนต่อไปเราจึงสู้ตามเกมที่เขาวางไว้ทางก็แคบลงและวิกฤตขึ้นส่งผลกระทบถึงชีวิตมากขึ้นดั่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีทางเลือกให้กับชาวบ้านมาก หากไม่ยอมไปเป็นลูกจ้างในเมืองก็สู้อย่างลำบากที่ในหมู่บ้านขอผืนป่ากันและอาจตายล่มสลายได้โดยหลายรูปแบบที่ได้จากแรงกดทับของสังคมดังที่กล่าวมานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งที่ป่าที่การวิถีของชาวกะเหรี่ยง ปกาเกอะญอที่ดูแลป่าทรัพยากรธรรมชาติด้วยทุนตัวเองเหล่านี้ มีประโยชน์ทางอ้อมทางตรงกับทุกคนกับโลกใบนี้ ท่านพอจะเข้าใจไหม ขอบคุณครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และต้องเข้าใจอย่างหนึ่งคือ ไฟป่าในภูเขานั้น เกิดเหตุไม่คาดฝันได้เสมอแม้จะชำนาญ เช่นควัน ออกซิเจน แรงลมที่พัดเปลี่ยน เชื้อไฟแรงไฟไม่แน่นอน การจุดไฟตัดไฟหากจุดประสานสื่อสารกันผิดพลาดในป่ากลางคืนยิ่งอันตราย เก่งขนาดไหนตายได้ทุกเวลากับไฟ ไม่ควรใช้อำนาจเหนือกว่า แล้วลอยนวลมากระทำกับคนอยากจนจริงใจกับวิถีธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องเรื่องนี้จึงสะท้อนถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่กดทับ ไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงแต่หมายรวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์คนยากจนทั่วไป ที่ได้รับเป็นความรุนแรงในรูปแบบ การแตะถ่วงเวลาคือปล่อยให้ตายไปเอง และเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านอยู่กับป่าเรื่อยๆ เพราะรัฐอยากผูกขาดทรัพยากรแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งไม่เป็นธรรมกับชาวบ้านที่อยู่กับป่ามานานแล้ว จึงขอวิงวอนโปรดเข้าใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอแสดงความเสียใจทุกคนที่เสียชีวิตและได้รับอุบัติเหตุด้วยอย่างสุดซื้ง ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62148</URL_LINK>
                <HASHTAG>กะเหรี่ยง, ดับไฟป่า, ป่าชุมชน, พฤ โอโดเชา, วิถีกะเหรี่ยง, หญิงชาวกะเหรี่ยง, ไฟป่าเชียงใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e8983fb0f4a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53139</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องกกต.ปารีณาจุ้นจนท. ปทส.ยันคดีรุกป่าคืบหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เรืองไกร&amp;rdquo; ร้อง กกต.สอบ &amp;ldquo;ปารีณา&amp;quot; ใช้ตำแหน่ง ส.ส.ก้าวก่าย จนท.ป่าไม้เร่งจัดสรรที่ดิน &amp;quot;แม่ธนาธร&amp;quot; เป็นป่าชุมชน ชี้ขัด รธน. ม.185 เสนอให้ส่งศาล รธน.วินิจฉัยสมาชิกภาพ ผบก.ปทส.ยันคดี &amp;quot;ปารีณา&amp;quot; รุกป่า อีกไม่กี่สัปดาห์มีความคืบหน้า &amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; ร่วมประชุมกับเครือข่ายที่ดิน จ.นครฯ-กระบี่ รับทราบข้อเสนอรัฐนำที่ดิน 23 ตำบล 1.2 หมื่นแปลง นำไปปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 23 ธันวาคม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต. ขอให้ตรวจสอบ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ &amp;nbsp;ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กรณีใช้สถานะหรือตำแหน่งหน้าที่ ส.ส.ก้าวก่าย แทรกแซงการพิจารณาของกรมป่าไม้ เกี่ยวกับที่ดินของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ จ.ราชบุรี เพื่อให้ที่ดินดังกล่าวเป็นป่าชุมชน ตามความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่ที่มีการร้องเรียน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเรืองไกรกล่าวว่า กรมป่าไม้ได้มีการส่งเอกสารให้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ตนเองเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย &amp;nbsp;จากเอกสารดังกล่าวซึ่งเป็นรายงานการประชุมของกรมป่าไม้พบว่า นอกจากจะได้มีการสรุปลำดับเหตุการณ์การจัดตั้งป่าชุมนุมหมู่ที่ 14 บ้านหนองน้ำใส ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ที่ชาวบ้านมีการไปร้องเรียน น.ส.ปารีณา ขอให้ตรวจสอบที่ดินของนางสมพร ซึ่งถือหนังสือ นส.2 และ นส.3 เพราะต้องการให้ที่ดินดังกล่าวถูกตั้งเป็นป่าชุมชน จนกระทั่งมีการประชุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ น.ส.ปารีณาก็ได้เข้าไปร่วมประชุมด้วย เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในรายงานการประชุมดังกล่าวระบุถ้อยคำของ น.ส.ปารีณาที่แจ้งกับที่ประชุมว่า จะกำชับประสาน เร่งรัด การตรวจสอบดังกล่าวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าชุมชนได้เร็วขึ้น จึงเห็นว่าถ้อยคำนี้เข้าข่ายว่า น.ส.ปารีณาใช้ตำแหน่ง ส.ส.ก้าวก่าย แทรกแซง การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 (1) ต้องมาร้องต่อ กกต. เพราะหาก กกต.เห็นว่าผิดจริง &amp;nbsp;ก็ต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้สมาชิกภาพความเป็น ส.ส.ของนางปารีณาสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (7) ประกอบมาตรา 82 วรรค 4 &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การที่คุณปารีณาดูแลช่วยเหลือประชาชนนั้นถูกต้องแล้ว แต่หมายถึงต้องตั้งกระทู้ญัตติในสภาผู้แทนราษฎร ถามว่าการไปร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้วใช้ถ้อยคำในลักษณะเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่รีบดำเนินการถูกต้องแล้วหรือ จึงต้องมาร้องต่อ กกต.ให้พิจารณา ซึ่งอาจต้องเรียกเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาให้ปากคำว่าการใช้ถ้อยคำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดหรือไม่&amp;rdquo; นายเรืองไกรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ผบ.ปทส.) เปิดเผยถึงกรณีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้แจ้งความเอาผิดต่อ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ รุกล้ำพื้นที่ป่าไม้-ป่าสงวน กว่า 46 ไร่ ใกล้แม่น้ำภาชี และครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.โดยมิชอบ กว่า 683 ไร่ จากการปลูกสร้างโรงเรือนทำฟาร์มไก่เขาสนฟาร์ม ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ที่มีพื้นที่ทั้งหมด 1,700 ไร่ ว่า ภายในไม่กี่สัปดาห์นี้น่าจะมีความคืบหน้าในการทำงานด้านสืบสวนสอบสวนทางคดี เนื่องจากก่อนที่กรมป่าไม้จะมาร้องทุกข์กับ บก.ปทส.นั้น นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ได้ไปแจ้งความกับ สภ.จอมบึง มีการดำเนินคดี น.ส.ปารีณาไว้อยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบ.ปทส.กล่าวว่า เมื่อกรมป่าไม้ได้มาแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา และผู้เกี่ยวข้องในความผิดลักษณะเดียวกัน ตามระเบียบแล้วจึงต้องรายงานเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พิจารณาว่าจะมอบหมายให้หน่วยงานใดเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบเป็นหลัก โดยอาจมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ตั้งคณะทำงานร่วมกับตำรวจภูธร หรือหน่วยใดหน่วยหนึ่ง โดยระหว่างรอคำสั่งทั้ง บก.ปทส. และ สภ.จอมบึง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังคงทำงานควบคู่กันไปไม่หยุดนิ่ง เพียงแต่รายละเอียดบางอย่างนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากต้องรอให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมป่าไม้ รวบรวมข้อมูลต่างๆ มาประกอบสำนวนคดีเพิ่มเติม เพราะฝั่งผู้ถูกกล่าวโทษมีเงื่อนไขข้อแม้เยอะ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีที่มีตัวแทนภาคประชาชนทำเรื่องขอให้ บก.ปทส.ตรวจสอบสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ เนื่องจากรุกล้ำพื้นที่ลำคลองสาธารณะ แม้พื้นที่ดังกล่าวจะมีโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมตรวจสอบการได้มาซึ่งที่ดิน ภ.ท.บ.5 ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีก 5 ราย ว่าได้มาโดยชอบหรือไม่นั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงละครองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช อ.เมืองนครศรีธรรมราช ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมและพบปะกับสมัชชาเครือข่ายที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อรับทราบปัญหาความเดือดร้อนจากการครอบครองพื้นที่สิทธิทำกินและที่อยู่อาศัย ในเขตพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.กระบี่ ซึ่งมีปัญหาที่ดินที่จะต้องแก้ไขระหว่างราษฎรในพื้นที่กับหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลได้รับทราบความเดือดร้อน พร้อมเสนอความต้องการของเกษตรกรเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประยุทธ วรรณพรหม ประธานเครือข่ายที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า มีเกษตรกรที่ต้องประสบปัญหาต่อการครอบครองพื้นที่สิทธิทำกินและที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.กระบี่ ซึ่งมีปัญหาที่ดินที่จะต้องแก้ไขระหว่างราษฎรในพื้นที่กับหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ โดยปัจจุบันราษฎรได้เข้าไปอยู่อาศัยเพื่อใช้ประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งการเข้าไปใช้ประโยชน์ที่ดินดังกล่าวราษฎรต้องประสบปัญหากับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบ โดยการจัดประชุมในครั้งนี้ทางสมัชชาเครือข่ายมีความประสงค์ให้ภาครัฐนำที่ดินสาธารณประโยชน์ จำนวน 23 ตำบล 26 พื้นที่ จำนวน 12,000 แปลง ที่ได้ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้วบางส่วน นำไปปฏิรูปที่ดินให้กับเกษตรกร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนที่ยังไม่ได้ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินนั้นขอให้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้กรุณาประสานกับ รมว.มหาดไทย เพื่อนำที่ดินสาธารณประโยชน์ในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 12,000 แปลง เพื่อประกาศเป็นเขตปฏิรูปต่อไป พร้อมทั้งให้มีการประสานไปยัง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติเละสิ่งแวดล้อม เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในสังกัดหยุดการตัดทำลาย รื้อถอนผลอาสินและที่อยู่อาศัยของเกษตรกรจนกว่าปัญหาการครอบครองสิทธิในที่ดินทำกินและอยู่อาศัยจะยุติด้วย&amp;quot; นายประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมราวดี ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เปิดโครงการอบรมหมอดินอาสา ๔.๐ ปีงบประมาณ ๒๕๖๓ ในโอกาสนี้ ร.อ.ธรรมนัสได้ประกอบพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) แก่เกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินในท้องที่ 5 อำเภอ จำนวน 50 ราย เนื้อที่รวมประมาณ 334 ไร่เศษ พร้อมมอบเช็คสินเชื่อเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่กู้ยืมเงิน จำนวน 3 กลุ่ม รวม 14 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 700,000 บาท สำหรับ จ.นครศรีธรรมราช มีพื้นที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน จำนวน 502,805 ไร่ จัดที่ดินให้เกษตรกรไปแล้ว 17 อำเภอ จำนวน 41,812 ราย 54,032 แปลง เนื้อที่รวม 481,132 ไร่เศษ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53139</URL_LINK>
                <HASHTAG>จนท.ป่าไม้, ปารีณา ไกรคุปต์, ป่าชุมชน, สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191223/image_big_5e00d184d1e9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
