<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก๊งมอดไม้-จนท.รัฐ ตัดต้นยางป่าสงวน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แก๊งมอดไม้เหิมเกริมลอบตัดต้นยางนาอายุ 200 ปี ในป่าสงวนแห่งชาติ &amp;ldquo;บ้านโตนชี&amp;rdquo; ต.อ่าวตง &amp;ldquo;บิ๊กป่าไม้&amp;rdquo; สายตรงสั่งการป่าไม้ภาคใต้ เข้ายึดของกลางกว่า 38 ท่อน เตรียมส่งขายมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท รวบคนขับรถ 10 ล้อได้เพียงรายเดียว ซัดทอด &amp;ldquo;เจ๊ผอม&amp;rdquo; ทำตามใบสั่งกลุ่มผู้มีอิทธิพล เชื่อทำเป็นขบวนการ เจ้าหน้าที่รัฐมีเอี่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. ของวันที่ 15 ส.ค.64 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ฯ ตรัง ภายใต้การอำนวยการของ นายชีวะภาพ ชีวะธรรม และนายจิระศักดิ์ ชูความดี รองอธิบดีกรมป่าไม้ สั่งการให้ นายศุภชัย สุกใส ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 4 (ภาคใต้) พร้อมด้วย นายสมนึก กุลหลัด หน.หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้สิเกา หน.ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ตรัง สนธิกำลังเข้าตรวจสอบภายในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าไสป่าแก่ หมู่ 9 บ้านโตนชี ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง หลังรับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีการลักลอบแอบตัดไม้ยางนาและขนย้ายท่อนไม้ จึงส่งสายลับเข้าไปตระเวนสืบหาเบาะแสข้อเท็จจริง พร้อมด้วย จ่าเอกสุวัฒน์ สัญวงษ์ นายอำเภอวังวิเศษ นายประวี กัญชนะกาญจน์ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นายสรรชัย ตั้งคำ หรือใหญ่ฉุด ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 และกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ตรัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างทางพบรถบรรทุก 10 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีเขียว ทะเบียน 71-6323 พระนครศรีอยุธยา ข้างรถเขียนว่า &amp;ldquo;บุญทรัพย์ขนส่ง จำกัด&amp;rdquo; ภายในรถบรรทุกไม้ยางท่อน จำนวน 12 ท่อน ตกลงไปในลำคลอง สะพานไม้หัก คาดว่าสะพานที่ก่อสร้างด้วยไม้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้ ในที่เกิดเหตุพบ นายสมพร จามะรีย์ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 122 หมู่ 1 ต.ภูฝ้าย อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เป็นคนขับรถ 10 ล้อคันดังกล่าว ก่อนเจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวมาสอบปากคำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นได้เดินทางไปยังเป้าหมายซึ่งเป็นสวนยางพาราถูกบุกรุก ไม่มีเอกสารสิทธิ ปลูกอยู่ภายในป่าสงวนแห่งชาติป่าไสป่าแก่ หมู่ 9 บ้านโตนชี ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำติดกับน้ำตกร้อยชั้นพันวัง มีบ้านไม้ปลูกอยู่จำนวน 1 หลังแบบถาวร แต่ไม่พบผู้อาศัย ตรวจสอบพื้นดินบริเวณภายในสวนยางพังเสียหายยับเยินจากการบดทับของล้อรถบรรทุก ทั้งนี้ พบต้นยางนา อายุกว่า 200 ปี ขนาดกว่า 2 คนโอบ ถูกโค่นเหลือแต่ตอ จำนวน 7 ต้น และพบไม้ที่ถูกตัดเป็นท่อนรอขนย้ายรวมทั้งหมด จำนวน 38 ท่อน ท่อนละ 3 เมตร ปริมาตร 30 ลูกบาศก์เมตร กระจายอยู่ภายในสวนจำนวนหลายจุด และพบรถแบ็กโฮ ยี่ห้อ โคบิวโค้ สีเหลือง และรถยนต์กระบะมีรั้ว ยี่ห้อโตโยต้า ไม่มีทะเบียน มีลวดสลิงอยู่ในรถพร้อมเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้อไม้อยู่ในกระเป๋า เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สอบสวน นายสมพร จามะรีย์ คนขับรถ 10 ล้อ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาเพียงรายเดียว ให้การว่า วันที่ 12 ส.ค.64 ที่ผ่านมา ได้รับการว่าจ้างจาก นายโจ และเจ๊ผอม (ไม่ทราบชื่อ-สกุล) ให้มาขนย้ายไม้ออกจากพื้นที่ในราคา 7,000 บาท เวลาประมาณ 19.00 น. ได้เข้าไปขนไม้ โดยมีนายโจเป็นคนขับรถแบ็กโฮ ทำการคีบไม้ขึ้นรถบรรทุก 12 ท่อน และขับออกมาในเวลา 23.00 น. ขณะข้ามสะพานปรากฏว่าสะพานไม้รับน้ำหนักไม่ไหว ตกลงไปในลำคลอง จากนั้นได้มีคนไปตาม &amp;ldquo;เจ๊ผอม&amp;rdquo; มาดูสะพาน โดยไม่มีบุคคลใดอยู่ในที่เกิดเหตุ มีเพียงชาวบ้านบางคนที่จะข้ามสะพานไปกรีดยางพารา แต่ข้ามไม่ได้ เนื่องจากสะพานหัก &amp;ldquo;เจ๊ผอม&amp;rdquo; จึงนำตนออกไปจากพื้นที่เดินทางไปบ้านของ &amp;ldquo;เจ๊ผอม&amp;rdquo; พื้นที่ บ้านต้นโพธิ์ ต.นาวง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง และได้แจ้งกับตนว่าจะทำการยกรถขึ้นในวันรุ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวัฒน์ สัญวงษ์ นายอำเภอวังวิเศษ กล่าวว่า บริเวณนี้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของคลองชี ซึ่งเป็นสายหลักของอำเภอ ที่ผ่านมาตนกำชับฝ่ายปกครองท้องที่ในสังกัดเสมอในเรื่องให้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญ และหากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ตนจะดำเนินการอย่างเฉียบขาด ส่วนเรื่องที่มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้เซ็นรับอนุญาตนั้น ก็ให้เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนต่อไป หากมีความผิดจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นายศุภชัย สุกใส ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 4 (ภาคใต้) กล่าวว่า ไม้ดังกล่าวมูลค่าทางตลาดคาดประมาณ 1 ล้านบาท เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก ที่นี่ถือเป็นแหล่งต้นน้ำชาวบ้าน พฤติการณ์ของกลุ่มตัดไม้นั้นทำกันมานานแล้ว อาจจะมีนายทุนนอกพื้นที่เข้ามาหาซื้อไม้ โดยจะมีชาวบ้านในพื้นที่เป็นนายหน้าอีกทีหนึ่ง คอยติดต่อหาซื้อไม้ จากข้อมูลที่ทราบ &amp;ldquo;เจ๊ผอม&amp;rdquo; น่าจะเป็นคนเข้ามาซื้อและหาไม้ โดยอาศัยช่องโหว่ของมาตรา 7 ที่กรมป่าไม้ แก้ไขเพื่อช่วยเหลือราษฎรให้สามารถตัดไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ได้ แต่จะต้องเป็นไม้ที่ปลูกขึ้นเอง ไม่ใช้ไม้จากธรรมชาติ คนร้ายจึงอาศัยช่องว่างตรงนี้ นำไม้ในป่าเข้าไปสวมทะเบียน สันนิษฐานว่าจะนำไม้ออกไปให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เซ็นรับรอง เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานเชิงลึกว่างานนี้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีเอี่ยวในการร่วมกระทำผิด เนื่องจากนำเครื่องจักรมาในพื้นที่ แต่กลับไม่มีใครรับรู้เรื่องราว และมีการตัดโค่นทำลายตั้งแต่เริ่มแรกที่เข้ามายึดถือครองพื้นที่ แต่ต่อมาไม้ยางนาเป็นสินค้าที่มีราคาเป็นที่ต้องการของตลาดผู้ค้าไม้ จึงได้มีการโค่นต้นไม้ยางนาเพื่อเป็นสินค้าตามที่ต้องการของตลาด นำไปจำหน่ายในลานรับซื้อไม้พื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี เบื้องต้นได้นำตัวผู้ต้องหาจำนวน 1 ราย พร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.วังวิเศษ และทำการสืบสวนขยายผลถึงกลุ่มผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113512</URL_LINK>
                <HASHTAG>38 ท่อน, ค่ากว่า 1 ล้านบาท, ตัดต้นยาง, บ้านโตนชี, ป่าสงวน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อายุ 200 ปี, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แก๊งมอดไม้-จนท.รัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_611a4e9e20885.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100132</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2021 21:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งสอบที่ดินสำนักหลวงปู่องค์ดำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทสจ.บุรีรัมย์ส่ง จนท.หน่วยป้องกันรักษาป่าเข้าตรวจสอบที่ดินสำนักปฏิบัติธรรม &amp;ldquo;หลวงปู่องค์ดำ&amp;rdquo; ชี้ถ้าบุกรุกสร้างในที่ป่าสงวนฯ หรือไม่ได้ขอใช้พื้นที่ถูกต้องตามขั้นตอน เอาผิดตาม กม.แน่ เจ้าตัวล่องหน ด้านพระมหาไพรวัลย์ดึงสติอย่าหลงเชื่อมหาโจร ทำตัวเหนือโลก อวดอ้างอิทธิฤทธิ์ เป็นเห็บหมัดเกาะศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคืบหน้ากรณีที่ชายอ้างตัวเป็นหลวงปู่พุทธะเทพสุริยะจักรวาล หรือหลวงปู่องค์ดำ ที่นุ่งห่มผ้าคล้ายจีวรเหมือนพระแต่เป็นสีดำ อยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมหินเพิง ตั้งอยู่บนบริเวณป่าท้ายหมู่บ้านเขาย้อยพัฒนา ม.16 ต.โคกมะม่วง อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งหลังจากมีหญิงสาวชาวจังหวัดชัยภูมิได้เข้าแจ้งความในพื้นที่ชัยภูมิว่า มารดาซึ่งมีอาชีพเป็นข้าราชการครูหนีมาอยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมดังกล่าว เกรงว่าแม่จะถูกหลอกเพราะเงินเดือนแม่เกือบ 1 แสนบาทไม่เหลือ ถึงขั้นสร้างสำนักไว้หลังบ้านที่ จ.ชัยภูมิ ด้วย จนนำไปสู่การตรวจสอบว่า หลวงปู่พุทธะ หรือหลวงปู่องค์ดำตามที่ลูกศิษย์หรือชาวบ้านที่ศรัทธาเรียก เชื่อมโยงกับลัทธิใดหรือมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่ และพื้นที่ที่ตั้งสำนักปฏิบัติธรรมหรือที่พักสงฆ์ดังกล่าวถูกต้องหรือไม่นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 20 เม.ย. นายสุรชัย แสงศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.บุรีรัมย์ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ บร.1 (ปะคำ) ลงพื้นที่ไปตรวจสอบบริเวณสำนักปฏิบัติธรรมหรือที่พักสงฆ์ของหลวงปู่พุทธะ หรือหลวงปู่องค์ดำ ว่าตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ เพราะจากข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของ ส.ป.ก. ดังนั้นต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ประเภทใด แต่หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจริง และไม่มีการขออนุญาตใช้พื้นที่อย่างถูกต้องตามขั้นตอน ต้องแจ้งความเอาผิดตามกฎหมายเพราะถือเป็นการบุกรุกป่าสงวนฯ ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่สร้างในบริเวณดังกล่าวโดยไม่ถูกต้อง ต้องทำการรื้อทำลายตามกระบวนการ อย่างไรก็ตาม ขอเวลาตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจนอีกครั้งเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศสำนักปฏิบัติธรรมหลวงปู่พุทธะเทพสุริยะจักรวาลเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่มีลูกศิษย์เข้ามากราบไหว้เหมือนปกติ ส่วนบุคคลที่อ้างตัวเป็นหลวงปู่พุทธะนั้นเข้าไปธุดงค์ในป่าตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 20 เม.ย. และยังไม่กลับออกมาที่สำนักสงฆ์แต่อย่างใด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเพจเฟซบุ๊ก พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระภิกษุชื่อดังแห่งวัดสร้อยทอง ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความเตือนว่า #โปรดระวังพวกมหาโจร จากปรากฏการณ์ที่มีผู้วิเศษผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดอย่างที่พวกโยมได้เห็นกันแล้ว อาตมาอยากจะเตือนและขอร้องให้ช่วยกันจับตาดูคนพวกนี้ด้วยนะ คนพวกนี้ไม่เพียงแต่ทำตัวเป็นพวกเหนือโลก อวดอ้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ร้อยแปดพันเก้า (ที่ฮิตสุดคือรักษาโรคได้โดยไม่ต้องใช้ยา) แต่คนพวกนี้ยังมีลักษณะเป็นมหาโจรในพระศาสนาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนพวกนี้มักจะขโมยธรรม ขโมยความเลื่อมใสศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อพระพุทธเจ้า ต่อพระศาสนา หรือแม้แต่ต่อพระอริยสงฆ์อย่างหน้าด้านๆ บ้างอ้างเป็นองค์หลวงปู่เกจิกลับชาติมาเกิด บ้างอ้างว่าเป็นพระโพธิสัตว์ลงมาจุติเพื่อช่วยมนุษย์ บ้างอ้างว่าได้บรรลุธรรมสิ้นกิเลสแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระมหาไพรวัลย์ระบุอีกว่า อาตมาอยากให้ช่วยกันสังเกตนะ คนพวกนี้แรกเริ่มมักใช้ความเชื่อของพระพุทธศาสนาทำให้คนศรัทธาหรือหลงเข้าใจผิด เช่น ทำตัวเหมือนคนเคร่งครัดในการปฏิบัติ ใส่ชุดมอซอ นุ่งผ้าสีเข้ม กินแปลก ทำตัวแก่ ไม่ใส่รองเท้า มีท่าทางเป็นเอกลักษณ์ จีบมือจีบปาก จากนั้นชวนให้ชาวบ้านมาร่วมปฏิบัติธรรมถือศีลนุ่งขาวห่มขาวอยู่สำนักกับตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนพวกนี้แรกเริ่มจะพูดธรรมพูดวินัยที่พระพุทธเจ้าประกาศสั่งสอน แต่หลังจากนั้นเมื่อเริ่มมีคนหลงศรัทธาแล้ว คนพวกนี้จะประกาศว่าสิ่งที่ตนเองสอนเป็นธรรมะของตนเอง เป็นสิ่งที่ตนเองค้นพบ และตรัสรู้ใหม่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องถูกต้อง หรือแม้แต่ตรงตามหลักศีลธรรมอะไรหลังจากที่มีคนศรัทธาแล้ว คนพวกนี้จะเริ่มสร้างตำนาน พูดถึงเรื่องเล่าและปาฏิหาริย์ต่างๆ ของตนเอง (ถ้าไม่พูดเองก็ให้ศิษย์ใกล้ชิดเป็นคนพูด) สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ สามารถรักษาคนป่วยให้หายเป็นอัศจรรย์ อย่างนี้เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนพวกนี้ไม่เพียงขโมยธรรมในพระศาสนาเท่านั้น แต่ยังขโมยความเป็นศาสดาด้วย และอาตมาเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ชาวพุทธอย่างพวกเราไม่ควรนิ่งดูดายนะ อย่าปล่อยมหาโจรพวกนี้เกาะพระศาสนาเหมือนเห็บหมัด และใช้พระศาสนาในการหลอกลวงผู้คนเพื่อสร้างลัทธิของตัวเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100132</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจสอบที่ดินสำนักปฏิบัติธรรม, ป่าสงวน, สำนักปฏิบัติธรรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หลวงปู่องค์ดำ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607ecd01bec64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96303</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 08:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 08:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เด็กบิ๊กป้อม’การันตี’ครัวธนาธร’รุกป่าสงวนไม่ผิด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มี.ค.2564 &amp;ndash; นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า มีพวกกาเหว่าเข้ามาแหย่ถามผมว่า คุณธนาธร คุณแม่และพี่สาวจะมีความผิดฐานบุกรุกที่หลวงไหม? แล้วยังท้าว่าถ้าแน่จริงให้ผมตอบหน่อย!!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะมาแหย่ให้ผมถูกด่าใช่ไหมครับ?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมตอบให้ก็ได้ว่า ไม่ผิด!!!! เพราะซื้อที่ดิน นส. 3 ก.มาโดยสุจริต มีค่าตอบแทน โดยการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว จึงไม่มีเจตนาบุกรุก!!! และถ้าที่ดินนี้ถูกเพิกถอน ก็สามารถเรียกค่าเสียหายจากกรมที่ดิน และผู้ขายให้ร่วมกันชดใช้ได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กาเหว่าจะว่าไง?&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96303</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาเหว่า, ธนาธร, นายไพศาล พืชมงคล, ป่าสงวน, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_60515d41476c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2020 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2020 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านร้องเรียน ท้องถิ่นตัดถนนผ่านป่าสงวนฯ รมว.ทส. เร่งสั่งการกรมป่าไม้ ตรวจสอบพบผิดดำเนินคดีถึงที่สุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้&amp;nbsp; ได้รับแจ้งมีการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่ามีการลักลอบตัดถนนบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าพานพอ ท้องที่ท้องที่หมู่ที่ 2 บ้านนาใน-เขาหินลับ ตำบลบางทอง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ภายหลังได้รับทราบการร้องเรียนดังกล่าว ตนได้สั่งการให้ นายศุภชัย สุกใส ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 4 (ภาคใต้) ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริง และในวันนี้ (4 มี.ค.) นายศุภชัย ได้นำชุดเจ้าหน้าที่ป้องกันรักษาป่าลงพื้นที่ตรวจสอบพบพื้นที่ป่าดังกล่าว พบว่ามีการนำรถแบคโฮไถปรับพื้นที่ป่าเพื่อทำเป็นถนนระยะทางยาวรวม 1,986 เมตร กว้าง 6 เมตร ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าพานพอ ยาว 1242.09 เมตร และอยู่ในเขตป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ยาว 551.86 เมตร และอยู่ในเขต สปก. ความยาว 192.50 เมตร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในพื้นที่พึ่งมีการปลูกไม้ผล อายุประมาณ 1-2 ปี เนื้อที่ 3-1-89ไร่ จากการตรวจสอบพบว่าผู้นำท้องถิ่นบริหารส่วนตำบลบางทอง เป็นผู้ดำเนินการในการใช้รถแบคโฮซึ่งเป็นรถส่วนตัวเข้าไปดำเนินการ แต่จากการสอบปากคำบันทึกเป็นหลักฐานองค์การบริหารส่วนตำบลบางทอง และผู้ใหญ่บ้านท้องที่หมู่ที่ 2 (พื้นที่เกิดเหตุ) ให้การว่าไม่ทราบว่าเป็นการดำเนินการของผู้ใด ทั้งนี้ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางทอง ให้ข้อมูลว่าองค์การบริหารส่วนตำบลบางทอง มีโครงการที่จะไถ&amp;nbsp; เพื่อปรับปรุงถนนตามที่เป็นข่าวจริง ซึ่งขณะนี้ได้ทำสัญญาว่าจ้างแล้ว แต่ผู้รับจ้างยังไม่ดำเนินการ พร้อมทั้งได้นำเจ้าหน้าที่ไปชี้จุดที่จะดำเนินการแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนันทนา บุณยานันต์ โฆษกกรมป่าไม้ ได้กล่าวต่อว่า จากกรณีดังกล่าวนี้ ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ว่าได้ตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีการขออนุญาตดำเนินการจากกรมป่าไม้หรือหน่วยงานอื่นแต่อย่างใดตามที่มีการให้การกับเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่จะได้ร่วมกันจัดทำบันทึกดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ พร้อมทั้งกรมป่าไม้จะได้นำข้อมูลทั้งหมดไปประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในภาครัฐ จังหวัดพังงา เพื่อให้มีการตรวจสอบและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำความผิด ในเบื้องต้นหัวหน้าหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ท้ายเหมือง ได้ร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรท้ายเหมือง ตาม ปจว.ข้อ 9 เวลา 20.10 น. ลงวันที่ 4 มีนาคม 2563 คดีอาญาที่ 100/63 ในการดำเนินตามข้อกฎหมายต่อไป และหากพบว่ามีการกระทำผิดจริงกรมป่าไม้ก็จะดำเนินการตามกฎหมายและบทลงโทษสูงสุดเพื่อไม่ให้พื้นที่อื่น ๆ เอาเป็นแบบอย่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59360</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป่าไม้, ป่าสงวน, อรรถพล เจริญชันษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200310/image_big_5e6750e9ec49f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2019 09:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2019 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;ตอก&#039;วิษณุ&#039;ไม่ใช่ศาล จ่อร้องเลขาฯสปก.ฟัน&#039;ปารีณา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ธ.ค. 62 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์สมาคมฯ เรื่อง &amp;quot;วิษณุไม่ใช่ศาล : กฎหมายต้องมีหลักเดียว คือ ทำผิดแล้วต้องถูกลงโทษ ไม่เลือกปฏิบัติ&amp;quot; ระบุว่า ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องฉาวการครอบครองที่ดินผิดกฎหมาย 1,706 ไร่ ที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.ราชบุรี ได้รับการกล่าวหาอยู่นั้นว่า &amp;quot;ที่ดิน ส.ป.ก.ที่ตอนไปเอามานั้นไม่ผิด เพราะถือครองไม่ได้ เมื่อถือครองไม่ได้ก็คืน แต่บางพื้นที่ตอนไปเอามานั้นผิด ดังนั้นเมื่อคืนไปความผิดก็สำเร็จ กฎหมายแต่ละเรื่องไม่ได้ยึดหลักเดียวกันหมด&amp;quot; นั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยขอคัดค้านแนวคิดดังกล่าว และขอยืนยันในหลักการทางกฎหมายว่า &amp;ldquo;กฎหมายมีหลักการเดียวกันหมด&amp;rdquo; ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ยกเว้นแต่จะมีนักกฎหมายที่เป็นไม้หลักปักขี้เลนเท่านั้น ทั้งนี้พยานหลักฐานทั้งหลายทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล และคำให้สัมภาษณ์ของ น.ส.ปารีณา ล้วนสอดคล้องต้องกันว่าเป็นผู้ยึดถือครอบครองที่ดินรัฐทั้ง ภ.บ.ท.5 และ ส.ป.ก.&amp;nbsp; ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ตามกฎกระทรวง ฉ.1069(พ.ศ.2527) ออกตามความพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ซึ่งผู้ใดยึดถือ ครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่ามีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีคำพิพากษาฎีกาอยู่มากมาย อาทิ ฎ.747/2550
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ต้องทำตนเป็นหลักของบ้านเมือง ต้องใช้หลักกฎหมายอย่างไม่เลือกปฏิบัติ มิใช่จะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใดเป็นการเฉพาะ เหตุเพราะผู้นั้นเป็นคนของรัฐบาล ถึงขนาดกล่าวออกมาได้โดยไม่กระดากลิ้นเลยว่า กฎหมายแต่ละเรื่องไม่ได้ยึดหลักเดียวกันหมด&amp;rdquo; นายศรีสุวรรณ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุดังกล่าวสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจะพิสูจน์ให้เห็นว่า หลักกฎหมายมีหลักเดียว โดยการเริ่มตั้งประเด็นพิพาททางกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (ป.วิ.ปกครอง) โดยจะนำความไปร้องเรียนต่อ เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อดำเนินการทางคดีต่อ น.ส.ปารีณา และ ส.ส.และ ส.ว. อื่นๆ ที่ยึดถือครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ไว้โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายต่อไปในวันศุกร์ที่ 13 ธ.ค. 2562 เวลา 10.30 น. ณ สำนักงาน ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กทม.
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52223</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปารีณา, ป่าสงวน, ราชบุรี, วิษณุ, ศรีสุวรรณ, ส.ป.ก., เนติบริกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191103/image_big_5dbe4b58b84fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2018 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2018 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลอบตัดไม้ประดู่เกือบเหี้ยน  จับได้แค่เขมรหาของป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวใหญ่รอด! ลอบตัดไม้ประดู่เกือบเหี้ยน&amp;nbsp;จับกุมได้แค่ 3 ชาวกัมพูชา เข้ามาเก็บหาของป่าในพื้นที่เขตอุทยานฯตาพระยา &amp;nbsp;บุรีรัมย์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;9 เม.ย.61- นายวินัย โตเจริญ นายอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ มอบหมายให้ฝ่ายปกครอง ประกอบด้วย ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ อส. &amp;nbsp;กำนันตำบลปราสาท พร้อมชุด ชรบ.ตำบลปราสาท ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติตาพระยา และตำรวจ ตชด.216 ประโคชัย รวม 25นาย &amp;nbsp;เพื่อร่วมออกลาดตระเวนตรวจสอบการกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ ตามที่ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่า มีชาวกัมพูชาลักลอบเข้ามาตัด และแปรรูปไม้ ที่บริเวณพิกัด 0298724-1586043/ 0300084 - 1586317 ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนตรวจสอบ ลาดตระเวนถึงบริเวณพิกัด 48 p &amp;nbsp;02 996 664 บริเวณป่าด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เนิน 472 ม.1 ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ พิกัด 48 v 0299 664 e 1584686 n (wgs84) ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติตาพระยา และป่าสงวนแห่งชาติ แปลงปลูกป่าที่ 5 (บ้านกรวด) ใกล้กับบริเวณที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ตรวจพบไม้ประดู่ถูกตัดแปรรูป จำนวน 6 ต้น (นำออกไปหมดแล้วเหลือแต่ปีกไม้) พิกัด 0299120-1584812. จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนออกตรวจสอบจึงได้ทำการดักซุ่มเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พบกลุ่มบุคคล เป็นชาย จำนวน 5 คน แบกเป้แบบสะพายหลัง เดินมาตามเส้นทางในป่า &amp;nbsp;โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ จำนวน &amp;nbsp;3 คน ที่บริเวณป่าด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เนิน 472 หมู่ 1 ต.จันทบเพชร อ.บ้ากรวด จ.บุรีรัมย์ทราบว่าทั้ง 3 คน ที่ถูกจับกุมเป็นชาวกัมพูชา พร้อมเป้แบบสะพายหลัง เสียม 1 ด้าม และมีด 1 เล่ม ส่วนที่พวกเหลือได้วิ่งหลบหนีไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอบถามชาวกัมพูชา ทั้ง 3 คน ให้การว่า มาจากบ้านสะเลอะย๊อ ต.อำปืล อ.อำปืล จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา เพื่อมาเก็บหาของป่านำเอาไปขายในหมู่บ้านของตนเอง แต่ยังหาไม่ได้มาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเสียก่อน เจ้าหน้าที่จึงจัดทำบันทึกส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันเก็บหา นำออกไปทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ เข้าไปดำเนินการกิจการใดๆ เพื่อหาผลประโยชน์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ &amp;nbsp;และเป็นบุคคลต่างด้าว (ชาวกัมพูชา) หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6737</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุทยานแห่งชาติ, กัมพูชา, บุรีรัมย์, ป่าสงวน, พนักงานป่าไม้, หาของป่า, เขมร, ไม้ประดู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acafcc1ebd88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6165</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2018 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2018 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาติงกรณี &#039;บ้านพักขรก.ศาล&#039; รักป่าแต่ต้องศึกษากฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค. 61 - นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่าน Chuchart Srisaeng ระบุว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....นายลำพูนเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินออกให้โดยชอบตามประมวลกฎหมายที่ดิน มีเนื้อที่ 30 ไร่ โดยบิดายกให้ตั้งแต่นายลำพูนอายุ 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ที่ดินอยู่เนินเขามีอาณาเขตติดต่อกับป่าบนเขาซึ่งต่อมาทางราชการได้ประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ แต่ไม่ได้รวมเอาที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนายลำพูนเข้าไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....บิดาของนายลำพูนถึงแก่ความตายในขณะที่นายลำพูนมีอายุ 23 ปีและกำลังศึกต่ออยู่ในต่างประเทศ หลังจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....นายลำพูนจบการศึกษาแล้วได้ประกอบธุรกิจอยู่ในต่างประเทศจนอายุ 70 ปี จึงกลับมาอยู่เมืองไทยและไปก่อสร้างบ้านพักในที่ดินแปลงดังกล่าวที่ได้ปล่อยทิ้งร้างไว้ถึง 47 ปี มีต้นไม้ต่างๆ ที่งอกขึ้นเองตามธรรมชาติโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีขนาดใกล้เคียงกับต้นไม้ในป่าสงวนแห่งชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ในขณะที่นายลำพูนตัดฟันต้นไม้และเริ่มลงมือก่อสร้างบ้าน ประชาชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นไม่มีผู้ใดสนใจเพราะรู้ว่าที่ดินเป็นของนายลำพูน เพราะแม้จะมีต้นไม่ขึ้นมาเต็มเนื้อที่แต่ไม่ทำให้ที่ดินกลายเป็นป่าสงวนแห่งชาติหรือป่าตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....จนกระทั่งนายลำพูนสร้างบ้านใกล้เสร็จ นายลำปางซึ่งเคยมีเรื่องพิพาทกับบิดาของนายลำพูนมาก่อนหาเรื่องแกล้งกล่าวหาว่านายลำพูนบุกรุกทำลายป่า พร้อมถ่ายรูปบริเวณที่นายลำพูนสร้างบ้านส่งให้สื่อมวลชนเสนอข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ผู้ที่เห็นภาพถ่ายบ้านของนายลำพูนที่กำลังก่อสร้างอยู่โดยที่รอบๆ บริเวณบ้านเป็นป่าที่มีต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด ก็พากันประนามนายลำพูนว่าบุกรุกทำลายป่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....นายลำพูนชี้แจงหลายครั้งว่า ที่แปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของตนไม่ใช่ป่าหรือป่าสงวน ผู้คนบางส่วนเมื่อได้รับคำชี้แจงแล้วก็เข้าใจ แต่ก็มีพวกที่ไม่ยอมรับฟังเหคุผลหรือหลักกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น ยังด่านายลำพูนว่าบุกรุกป่าทำลายป่าไม้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ตัวอย่างที่กล่าวมานี้เพื่อต้องการเปรียบเทียบกับกรณีที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำลังก่อสร้างอาคารสำนักงานศาลอุทธรณ์ภาค ๕ อาคารบ้านพักข้าราชการตุลาการและข้าราชการธุระการ ในที่ราชพัสดุที่กระทรวงการคลังอนุญาตให้ก่อสร้าง โดยมีผู้กล่าวหาเป็นการบุกรุกทำลายป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๕ บัญญัติว่า ให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ ดังนั้นแม้มีต้นไม้งอกขึ้นมาในที่ราชพัสดุและมีขนาดเดียวกับต้นไม้ในป่าก็ไม่ทำให้ที่ราชพัสดุกลายเป็นป่าสงวนหรือเป็นป่าไปได้ ไม่ต่างจากที่ดินของนายลำพูนที่ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายลำพูน และที่ราชพัสดุแปลงนี้ก็ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....นายลำพูนไม่ได้บุกรุกป่าสงวนหรือป่าฉันใด สำนักงานศาลยุติธรรมก็ไม่ได้บุกรุกป่าสงวนหรือป่าฉันนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....การเป็นคนรักหวงแหนป่าไม้ของชาติเป็นเรื่องที่ดี แต่ก่อนจะวิพากษ์วิจารณ์หรือตำหนิติเตียนว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย ต้องศึกษาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้รู้เสียก่อนว่าความจริงเป็นอย่างไร ไม่ใช่พอมีผู้ใดนำเรื่องใดมากล่าวก็แห่ด่าว่าตามกันไปโดยที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงอะไรเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนยิ่งต้องตระหนักว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรจึงเสนอข่าว ไม่ใช่เสนอข่าวไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าความจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6165</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูชาติ ศรีแสง, บ้านพักข้าราชการศาลยุติธรรม, ป่าสงวน, รุกป่า, สำนักงานศาลยุติธรรม, อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180111/5a5754d98ee5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
