<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2021 17:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2021 17:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ปักหมุดพัฒนาจุดท่องเที่ยว ป่าแก่งกระจาน แหล่งมรดกโลก ย้ำช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ต่อยอดรายได้ให้ชุมชน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้าที่พัฒนาจุดท่องเที่ยว กลุ่มป่าแก่งกระจาน แหล่งมรดกโลก เน้น 2 กิจกรรมส่งเสริม กับ 6 แนวทางพัฒนาเบื้องต้น มุ่งเป้าพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้เสริมให้ชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นายคมกริช เศรษบุบผา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ สำนักอุทยานแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่ 44&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ผ่านระบบทางไกล โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ ได้มีมติขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์ข้อที่ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มป่าแก่งกระจาน เป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรีมีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วยพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี มีเนื้อที่ประมาณ 2.5 ล้านไร่&amp;nbsp; หรือ 4,089 ตารางกิโลเมตร มีความยาวตั้งแต่เหนือสุดถึงใต้สุดของพื้นที่มากกว่า 200 กิโลเมตร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;จากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในเขตนิเวศอินโดมาลายัน ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างภูมิศาสตร์ย่อยของพืชพันธุ์สัตว์ป่าหลายเขตมาประจบกัน อีกทั้งยังเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องไปกับเทือกเขาตะนาวศรี ทำให้กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย และยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ ที่ใกล้สูญพันธุ์ และมีคุณค่าโดดเด่นระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;ldquo;สำหรับแผนพัฒนาการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จะเน้นรูปแบบท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เกี่ยวกับระบบนิเวศ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยต่อยอดการเสริมรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น จากของเดิมที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ ก็ได้รับความร่วมมือสนับสนุนเป็นอย่างดี ทั้งจากประชาชน ชุมชน องค์กรภาคีต่างๆ โดยในช่วงรับฤดูการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้&amp;nbsp; จะเน้นดำเนินการใน 2 กิจกรรมสำคัญ คือ &amp;nbsp;1) พัฒนาพื้นที่กางเต็นท์ กิจกรรมล่องแพ และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กจ.10 (ห้วยแม่สะเรียง) มีสำนักอุทยานแห่งชาติ รับผิดชอบดำเนินการ &amp;nbsp;และ 2) ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ของชุมชนชาวบ้านบางกลอยล่าง โดยจะมีสถาบันการที่มีการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นผู้ดำเนินการ&amp;rdquo; ทั้งนี้เพื่อให้มีแผนการดำเนินการ ซึ่งจะส่งผลต่อความยั่งยืนในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นายคมกริช กล่าวต่อไปว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับแนวทางดำเนินการนั้น สำนักอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; โดยส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ และส่วนพัฒนาอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; ซึ่งได้รับมอบหมายให้ขับเคลื่อนแผนงาน ได้มีการลงพื้นที่หมู่บ้านบางกลอยล่าง เป็นที่เรียบร้อย พร้อมสรุปผลรายงานเบื้องต้น ใน 6 แนวทางดำเนินการสู่การพัฒนาตามแผน ประกอบด้วย 1) กำหนดแผนงานโครงการ&amp;nbsp; โดยการกำหนดกิจกรรม ระยะเวลา พร้อมงบประมาณ ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบและภาพรวมดำเนินงาน 2) การหาแนวร่วม ภาคีเครือข่าย เตรียมความพร้อมของชุมชนในการพัฒนาการกิจกรรมการท่องเที่ยว &amp;nbsp;เช่น การฝึกฝีมือและอาชีพต่างๆ การให้บริการการท่องเที่ยว&amp;nbsp; การส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยว เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;แนวทางที่ 3) การประกอบกิจกรรมล่องแพ ซึ่งต้องประสานกับชุมชน รวมถึงมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มผู้ให้บริการ เพื่อกระจายรายได้และผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม 4) การให้บริการพื้นที่ลานกางเต็นท์ จะต้องมีการสร้างห้องน้ำเพิ่มเติม หรือปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ที่มีอยู่ ให้สามารถอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวได้ตามความเหมาะสม ซึ่งในส่วนพัฒนาอุทยานแห่งชาติได้ลงพื้นที่สำรวจ และวางแผนในการออกแบบก่อสร้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 5) จัดระบบป้ายสื่อความหมาย ซึ่งส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ กำลังดำเนินการกำหนดและออกแบบป้ายสื่อความหมายทั้งในส่วนของการติดตั้งบริเวณพื้นที่ลานกางเต็นท์ และบริเวณหมู่บ้าน&amp;nbsp; และ 6) ก่อนที่เริ่มกิจกรรมการท่องเที่ยว&amp;nbsp; จำเป็นต้องจัดประชุมชาวบ้านเพื่อสร้างความเข้าใจและหาแนวร่วม ในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมการล่องแพ&amp;nbsp; การนำเที่ยวชมหมู่บ้านดูงานจักสาน ดูงานเกษตรตามแนวพระราชดำริ เยี่ยมสวนผลไม้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;ldquo; จากเป้าหมายสำคัญ คือ ความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ดังนั้น สำนักอุทยานแห่งชาติ จึงเน้นยึดหลัก การคัดสรร &amp;ldquo;ของเดิมที่มีอยู่&amp;rdquo; แล้วสื่อสารกับชาวบ้าน ชุมชน ให้พยายามคิดค้น สร้างสรรค์ สินค้าและบริการ เพื่อปูทางสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเชิงนิเวศที่มาช่วยเพิ่มรายได้ และนำผลตอบแทนนั้นมาบำรุงรักษาและจัดการแหล่งท่องเที่ยว ภายใต้ความร่วมมือ ความรัก หวงแหนและเป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว&amp;rdquo; นายคมกริช กล่าวในที่สุด &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116378</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, คมกริช เศรษบุบผา, ป่าไม้, อุทยานแห่งชาติ เ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210911/image_big_613c83dac7d52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 13:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 13:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก๊งมอดไม้เหิมตัดต้นยางนาอายุ200ปีมูลค่า1ล้าน! สอบจนท.รัฐมีเอี่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค. 64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. ของวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดตรัง ภายใต้การอำนวยการของ นายชีวะภาพ ชีวะธรรม และ นายจิระศักดิ์ ชูความดี รองอธิบดีกรมป่าไม้ สั่งการให้ นายศุภชัย สุกใส ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 4 (ภาคใต้) พร้อมด้วย นายสมนึก กุลหลัด หน.หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้สิเกา หน.ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ตรัง สนธิกำลังเข้าตรวจสอบภายในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าไสป่าแก่ หมู่ 9 บ้านโตนชี ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง หลังรับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีการลักลอบแอบตัดไม้ยางนาและขนย้ายท่อนไม้ จึงส่งสายลับเข้าไปตระเวนสืบหาเบาะแสข้อเท็จจริง พร้อมด้วย จ่าเอกสุวัฒน์ สัญวงษ์ นายอำเภอวังวิเศษ นายประวี กัญชนะกาญจน์ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นายสรรชัย ตั้งคำ หรือใหญ่ฉุด ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 และกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการพิเศษป่าไม้ตรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดเส้นทางที่เจ้าหน้าที่เข้าไปพบเป็นถนนลูกรังดินแดง พื้นที่หมู่ 11 ต.อ่างตง อ.วังวิเศษ ก่อนถึงเป้าหมายประมาณ 1 กม. พบรถบรรทุก 10 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีเขียว ทะเบียน 71-6323 พระนครศรีอยุธยา ข้างรถเขียนว่า &amp;ldquo;บุญทรัพย์ขนส่ง จำกัด&amp;rdquo; ภายในรถบรรทุกไม้ยางท่อน จำนวน 12 ท่อน สภาพลักษณะท้ายรถบรรทุกตกลงไปในลำคลอง สะพานไม้หัก หัวรถชี้ฟ้า คาดว่าสะพานที่ก่อสร้างด้วยไม้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้ทำให้สะพานหักจนรถตกได้รับความเสียหาย ในที่เกิดเหตุพบนายสมพร จามะรีย์ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 122 หมู่ 1 ต.ภูฝ้าย อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นคนขับรถ 10 ล้อคันดังกล่าว ก่อนเจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวมาสอบปากคำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาได้เดินทางต่อไปยังเป้าหมายซึ่งเป็นสวนยางพาราถูกบุกรุก ไม่มีเอกสารสิทธิ ปลูกอยู่ภายในป่าสงวนแห่งชาติป่าไสป่าแก่ หมู่ 9 บ้านโตนชี ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำติดกับน้ำตกร้อยชั้นพันวัง มีบ้านไม้ปลูกอยู่จำนวน 1 หลังแบบถาวร แต่ไม่พบผู้อาศัย ตรวจสอบพื้นดินบริเวณภายในสวนยางพังเสียหายยับเยินจากการบดทับของล้อรถบรรทุก ทั้งนี้พบต้นยางนา อายุกว่า 200 ปี ขนาดกว่าสองคนโอบถูกโค่นเหลือแต่ตอจำนวน 7 ต้น และพบไม้ที่ถูกตัดเป็นท่อนรอขนย้ายรวมทั้งหมดจำนวน 38 ท่อน ท่อนละ 3 เมตร ปริมาตร 30 ลูกบาศก์เมตร กระจายอยู่ภายในสวนจำนวนหลายจุด และพบรถแบคโฮ ยี่ห้อ โคบิวโค้ สีเหลือง จอดอยู่ใกล้กับริมทาง ห่างจากกองไม้ประมาณ 200 เมตร และพบรถยนต์กระบะมีรั้ว ยี่ห้อโตโยต้า ไม่มีทะเบียน ไม่มีแบตเตอรี่ มีลวดสลิงอยู่ในรถพร้อมเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้อไม่อยู่ในกระเป๋า เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการเค้นสอบ นายสมพร จามะรีย์ คนขับรถ 10 ล้อ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาเพียงรายเดียว ให้การว่าวันที่ 12 ส.ค.64 ที่ผ่านมาได้รับการว่าจ้างจาก นายโจ และ เจ๊ผอม (ไม่ทราบชื่อ-สกุล) ให้มาขนย้ายไม้ออกจากพื้นที่ในราคา 7,000 บาท และในช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. ได้เข้าไปขนไม้ โดยมีนายโจ เป็นคนขับรถแบคโฮ ทำการคีบไม้ขึ้นรถบรรทุก 12 ท่อน และขับออกมาในเวลา 23.00 น. ขณะขับข้ามสะพานปรากฏว่าสะพานไม้รับน้ำหนักไม่ไหว ตกลงไปในลำคลอง จากนั้นได้มีคนไปตามให้ &amp;ldquo;เจ๊ผอม&amp;rdquo; มาดูสะพาน ขณะนั้นไม่มีบุคคลใดอยู่ในที่เกิดเหตุ มีเพียงชาวบ้านบางคนที่จะข้ามสะพานไปกรีดยางพารา แต่ข้ามไม่ได้เนื่องจากสะพานหัก &amp;ldquo;เจ๊ผอม&amp;rdquo; จึงนำตนออกไปจากพื้นที่ และเดินทางไปบ้านของ &amp;ldquo;เจ๊ผอม&amp;rdquo; พื้นที่ บ้านต้นโพธิ์ ต.นาวง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง และได้แจ้งกับตนว่าจะทำการยกรถขึ้นในวันรุ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายชัยญา ทองอ่อน อายุ 60 ปี ส.อบต.อ่าวตง กล่าวว่า ตนคอยดูแลพื้นที่มาตลอด เห็นว่ามีการขนไม้ช่วงไม่เกิน 7 วันที่ผ่านมา มีรถบรรทุก 3 คันผ่านมาในช่วงกลางดึก เมื่อคันที่ 3 ซึ่งเป็นรถ 10 ล้อบรรทุกไม้ ผ่านมาโดยขึ้นบนสะพานไม้นี้ทำให้สะพานไม้ดังกล่าวหักลงไป เนื่องจากเป็นสะพานที่รองรับน้ำหนักเพียง 5 ตันหรือไม่เกิน 10 ตันเท่านั้น ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากชาวบ้านต้องใช้สะพานขับรถไปมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายสุวัฒน์ สัญวงษ์ นายอำเภอวังวิเศษ กล่าวว่า บริเวณนี้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของคลองชี ซึ่งเป็นสายหลักชองอำเภอ ที่ผ่านมาตนก็กำชับฝ่ายปกครองท้องที่ในสังกัดเสมอในเรื่องให้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญ และหากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ตนก็จะดำเนินการอย่างเฉียบขาด ส่วนเรื่องที่มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้เซ็นรับอนุญาตนั้น ก็ให้เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนต่อไป หากมีความผิดก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน นายศุภชัย สุกใส ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 4 (ภาคใต้) กล่าวว่า ไม้ดังกล่าวมูลค่าทางตลาดคาดประมาณ 1 ล้านบาท เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก ที่นี่ถือเป็นแหล่งต้นน้ำชาวบ้าน พฤติการณ์ของกลุ่มตัดไม้นั้นทำกันมานานแล้ว อาจจะมีนายทุนนอกพื้นที่เข้ามาหาซื้อไม้ โดยจะมีชาวบ้านในพื้นที่เป็นนายหน้าอีกทีหนึ่ง คอยติดต่อหาซื้อไม้ จากข้อมูลที่ทราบ &amp;ldquo;เจ๊ผอม&amp;rdquo; น่าจะเป็นคนเข้ามาซื้อและหาไม้ โดยอาศัยช่องโหว่ ของมาตรา 7 ที่กรมป่าไม้ แก้ไขเพื่อช่วยเหลือราษฎรให้สามารถตัดไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ได้ แต่จะต้องเป็นไม้ที่ปลูกขึ้นเอง ไม่ใช้ไม่จากธรรมชาติ คนร้ายจึงอาศัยช่องว่างตรงนี้ นำไม้ในป่าเข้าไปสวมทะเบียน สันนิฐานว่าจะนำไม้ออกไปให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เซ็นรับรอง เพื่อตบตาที่เจ้าหน้าที่หากมีการตรวจสอบ ตนก็ได้เรียนไปยังนายอำเภอไว้แล้ว หากไม่ดูแลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้น อาจจะตกเป็นผู้ต้องหาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานเชิงลึกว่างานนี้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีเอี่ยวในการร่วมกระทำผิด เนื่องจากนำเครื่องจักรมาในพื้นที่แต่กลับไม่มีใครรับรู้เรื่องราว และมีการตัดโค่นทำลายตั้งแต่เริ่มแรกที่เข้ามายึดถือครองพื้นที่ แต่ต่อมาไม้ยางนาเป็นสินค้าที่มีราคาเป็นที่ต้องการของตลาดผู้ค้าไม้ จึงได้มีการโค่นต้นไม้ยางนาเพื่อเป็นสินค้าตามที่ต้องการของตลาด นำไปจำหน่ายในลานรับซื้อไม้พื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี เบื้องต้นได้นำตัวผู้ต้องหาจำนวน 1 ราย พร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.วังวิเศษ และทำการสืบสวนขยายผลถึงกลุ่มผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113466</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรัง, ต้นไม้ยางนา, ป่าไม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_611a0250cf9ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103407</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอกาสการพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยไม้และป่าไม้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคเกษตรกรรมไทยประสบปัญหาการผันผวนของราคาผลผลิตการเกษตรซึ่งมาจากลักษณะเฉพาะทั้งด้านการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความเป็นฤดูกาล การผลิตพืชเชิงเดี่ยวเป็นหลัก อายุของผลผลิตเกษตรสั้น ปัจจัยด้านขีดจำกัดการบริโภคของประชากรชาวไทย การแข่งขันการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเกษตรกร รายได้มีแนวโน้มลดลงในขณะที่ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ภาระหนี้สินครัวเรือนเกษตรเพิ่มขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะภาวะวิกฤติโควิด 19 ที่กินระยะเวลายาวนานส่งผลให้การผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรมีปัญหาเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะเกิดการล้นตลาดของผลผลิตเนื่องจากการหดตัวของการบริโภคทั้งภายในและภายนอกประเทศ กระทบกับรายได้ของเกษตรกร ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคกระจายตัวและหยั่งรากถึงเศรษฐกิจพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่รัฐบาลต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นด้วยการเข็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาแล้วหลายชุด การถือโอกาสปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรจะมีส่วนช่วยเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และเป็นการเปลี่ยนจาก &amp;ldquo;การทำมากแต่ได้น้อย&amp;rdquo; มาเป็น &amp;ldquo;การทำน้อยแต่ได้มาก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมองย้อนกลับไป ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรหลักหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อยโรงงาน เป็นต้น ในขณะที่ยิ่งผลิตมากเท่าไร งบประมาณที่ต้องสนับสนุน ก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัวตัว ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งการบุกรุกพื้นที่ป่า การใช้สารเคมี ฝุ่นละอองขนาดเล็กจากการเผา เพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า ลักษณะเช่นนี้เป็นวงจรที่ควรแก้จากฐานรากนั่นคือ &amp;ldquo;ลักษณะการผลิตพืชเชิงเดี่ยวของเกษตรกรรายย่อย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า ค่าเฉลี่ยการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 20 ไร่ต่อหนึ่งครัวเรือนเกษตร นั่นหมายถึงว่า เกษตรกรจะสร้างรายได้จากที่ดินดังกล่าวได้มากที่สุดอย่างไร หากตั้งคำถามเช่นนี้ ภายใต้เกษตรกรที่มีที่ดินเป็นของตนเองและที่สำคัญ คือ &amp;ldquo;มีน้ำ&amp;rdquo; รูปแบบการทำการผลิตไม่ควรเป็นการผลิตเชิงเดี่ยวโดยเฉพาะพืชไร่หรือการทำนาโดยสิ้นเชิง เว้นเสียแต่รายได้หลักของครัวเรือนดังกล่าวมาจากกิจกรรมนอกภาคการเกษตร และเปลี่ยนโจทย์ว่ารายได้จากผลผลิตบนผืนดินเป็นรายได้เสริม และอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพารายได้เสริมดังกล่าวก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระจายความเสี่ยงด้านการผลิตการเกษตรนั้นเป็นการปรับโครงสร้างสำคัญของเกษตรกร ที่เดิมเน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ทำให้ต้นทุนสูง ประกอบกับภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจากราคาผลผลิตผันผวน หรือภัยพิบัติ ทำให้เกษตรกรจำนวนมากสูญเสียที่ดินทำกิน การกระจายความเสี่ยงจะช่วยลดความผันผวนด้านรายได้ลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกพืชที่สามารถเก็บเกี่ยวในระยะเวลาต่างกัน เช่น พืชผัก พืชไร่ ไม้ผล และไม้เศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปลูกป่าถ้าจะทำให้ราษฎรมีประโยชน์ ให้เขาอยู่ได้ ให้ใช้วิธีปลูกไม้ 3 อย่าง แต่มีประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ โดยปลูกรองรับการชลประทาน ปลูกรับซับน้ำ และปลูกอัดช่วงไหล่ตามร่องห้วย โดยรับน้ำฝนอย่างเดียว ประโยชน์อย่างที่ 4 คือ ได้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ&amp;rdquo; พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่สามารถนำมาประยุกต์ได้ทั้งการกระจายความเสี่ยงด้านการผลิตสินค้าเกษตรและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า หากครัวเรือนเกษตรน้อมนำแนวคิดดังกล่าวไปปรับใช้จะทำให้รายได้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และต้นทุนการผลิตลดต่ำลงได้ แนวคิดนี้ประกอบด้วยการกระจายความเสี่ยงของผลผลิตการเกษตร ผ่านการปลูกพื้นหลายระดับ เช่น ไม้เศรษฐกิจ ไม้ผล พืชผัก พืชตระกูลหัว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือ โอกาสหนึ่งของประเทศไทยก็ว่าได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในมุมมองด้านทรัพย์สิน หากมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีราคาสูงกว่ามูลค่าที่ดินอย่างเดียว ดังนั้น ที่ดินเกษตรที่มีไม้เศรษฐกิจก็สมควรมีราคาสูงกว่ามูลค่าที่ดินด้วย แต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ประเทศไทยให้มูลค่าไม้เมื่อตัดแล้ว ทำให้มูลค่าไม้และผลกระทบสืบเนื่องต่ำกว่าความเป็นจริง ในทางกลับกันหากไม้ยืนต้นมีมูลค่าในตอนที่มีชีวิตด้วย ทรัพย์สินของเกษตรกรและผู้ปลูกต้นไม้จะมีเพิ่มมากขึ้น แรงจูงใจด้านตัวเงินเช่นนี้ จะทำให้เกษตรกร ผู้ปลูกต้นไม้ และประเทศ &amp;ldquo;รวยขึ้น&amp;rdquo; จากมูลค่าของทรัพยากรไม้ที่เป็น Renewable Resources และยังเป็น Sustainable resources อีกด้วย นอกจากนั้น การให้คุณค่าแก่ต้นไม้ที่ยังมีชีวิต จะสร้างงานใหม่ทั้ง &amp;ldquo;รุกขกร&amp;rdquo; หรือ นักป่าไม้ นักวนวัฒนวิทยา ผู้ประเมินมูลค่า ผู้รับรองและตรวจสอบคุณภาพและแหล่งกำเนิดไม้ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการทำไม้ในพื้นที่เอกชน แม้ว่า ภาครัฐจะได้ปรับแก้กฎหมายไปพอสมควร แต่การส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในเชิงเศรษฐกิจ ต้องแก้ปัญหาความเข้าใจผิดของคนทั่วไปว่า การตัดไม้หรือการทำไม้เพื่อใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็น &amp;ldquo;พวกตัดไม้ทำลายป่า&amp;rdquo; ในทางตรงข้ามการทำไม้ในพื้นที่เอกชนจะเร่งการส่งเสริมการปลูกต้นไม้ และสามารถสร้างระบบและกลไกส่งเสริมไขว้ในป่าอนุรักษ์ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศไทยนำเข้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เข้ามาในราชอาณาจักรในปี 2561 คิดเป็นมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท (ข้อมูลจากกรมศุลกากร) ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นเยื่อไม้ใช้ทำกระดาษ ที่เหลือหลัก ๆ ไม้ท่อน ไม้แปรรูป ในขณะที่การส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม่รวมเยื่อกระดาษมีมูลค่ากว่า แสนล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการบริโภคไม้และผลิตภัณฑ์ที่มีนัยยะสำคัญทั้งปริมาณและมูลค่า ดังนั้น การสนับสนุนให้เกิดการผลิตไม้จะช่วยทำให้การเปลี่ยนผ่านจากการเกษตรเชิงเดี่ยวที่ &amp;ldquo;ทำมากแต่ได้น้อย&amp;rdquo; มาเป็นการทำการเกษตรที่มีการกระจายความเสี่ยงและมีรายได้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่สวนยางพาราที่มีการปลูกไม้เศรษฐกิจ เช่น จำปาทอง ตะเคียน มะฮอกกานี ผสม พบว่า ผลผลิตยางพาราไม่ได้ลดลงแม้ว่าจำนวนต้นจะเหลือราวครึ่งหนึ่งของการทำสวนยางดั้งเดิม แต่รายได้ในระยะยาวของการทำสวนยางปกติกับการทำสวนยางผสมไม้มีค่านั้นแตกต่างกันอย่างยิ่ง นอกจากนั้น เกษตรกรชาวสวนยางที่มีการปลูกผสมไม้มีค่า ยังมีการเลี้ยงผึ้ง ปลูกกระชายเสริม ทำให้ได้รายได้จากการทำการเกษตรบนที่ดินมากขึ้น ลดปริมาณการใช้ปุ๋ย และยาลง ทำให้ต้นทุนทางการเกษตรลดลง สวนผลไม้ทางใต้ที่ผู้เขียนไปดูงานพบว่า เกษตรกรได้รายได้ระยะสั้นจากผลไม้ แต่ได้รายได้ระยะปานกลางและระยะยาวจากไม้มีค่า กลุ่มธนาคารต้นไม้ในจังหวัดราชบุรี กลุ่มธนาคารต้นไม้คลองเรือ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร เป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่ง ของการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจากไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ผสมผสานกับกิจกรรมทางการเกษตรอื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านสิ่งแวดล้อมและการป่าไม้ ประเทศไทยเป็นประเทศภาคีที่ร่วมลงนามให้สัตยาบันในอนุสัญญา UNFCCC พิธีสารเกียวโต และข้อตกลงปารีส แม้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศนอกภาคผนวก 1 ซึ่งไม่มีผลบังคับประเทศไทยในการจัดการหรือมีกลไกการพัฒนาที่สะอาดตามพิธีสารเกียวโต แต่ในปี 2564 ที่ข้อตกลงปารีสจะมีผลบังคับใช้ ทุกประเทศต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และประเทศไทยต้อกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมีกลไกที่จะจัดการการปล่อยก๊าซฯ ดังกล่าว ดังนั้น การปลูกต้นไม้ และการสร้างกลไกที่ทำให้จูงใจผู้ปลูกป่าและต้นไม้จะช่วยในกระบวนการการดูดซับก๊าซเรือนกระจกของไทยด้วย ในทางวิทยาศาสตร์พบว่า การปลูกต้นไม้ที่มีอายุปานกลางและอายุยาวนั้น การดูดซับก๊าซฯ (Carbon Sequestration) จะทำได้อย่างมีนัยยะสำคัญและมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น การส่งเสริมการใช้ไม้และผลิตภัณฑ์จะช่วยเรื่องการจัดการคาร์บอนได้ดีอีกด้วย กระบวนการตลาดคาร์บอน ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศไทย
ประโยชน์ที่แฝงในการจัดการป่าไม้ คือ มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยได้ทำการศึกษา เช่น การดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ประโยชน์จากป่าที่มีสมุนไพร เห็ด รา บางประเภทที่มีจำนวนมากในป่าเขตร้อนเช่นประเทศไทย การส่งเสริมนวัตกรรมในการใช้ประโยชน์จากป่าที่ไม่ใช่เนื้อไม้ ยังสอดคล้องกับ เป้าหมายของประเทศในเรื่อง เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวอีกด้วย คิดเล่น ๆ ว่าในภาวะวิกฤติโควิด 19 สวนยางพาราที่มีการปลูกกระชายเอาไว้ มูลค่าการขายกระชายอาจเป็นรายได้ที่เฟื่องฟูกว่าภาวะปกติ และอาจเป็นรายได้หลักของเจ้าของสวนยางพาราเลยทีเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีโอกาสในการพัฒนาประเทศโดยการส่งเสริมไม้และป่าไม้ ให้มีมูลค่าตั้งแต่ตอนยังมีชีวิต จัดการระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ และทำให้การตลาดไม้และป่าไม้ขับเคลื่อนได้ แต่ทั้งนี้ ระบบบริหารจัดการก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง แนวทางหนึ่งที่รัฐอาจพิจารณา คือ การจัดตั้งกองทุนป่าไม้แห่งชาติ ให้มีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้และป่าไม้ และมีหน้าที่ในการส่งเสริมการจัดการป่าอนุรักษ์ จัดสร้างกลไกทางการตลาดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ รวมถึง รวบรวมและจัดระบบกฎหมายป่าไม้และอุตสาหกรรมไม้ เพื่อทำให้ให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยไม้และป่าไม้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร. ประชา คุณธรรมดี
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103407</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งเสริมไม้, ดร. ประชา คุณธรรมดี, ป่าไม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a490aed19f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2020 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2020 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยึดไม้สักทอง 254 ท่อน นายทุนโผล่อ้างมีใบภบท.5 ขู่แจ้งจับจนท.บุกรุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทุนหนาว! ป่าไม้ไทรโยคร่วมตำรวจฝ่ายปกครอง บุกยึดไม้สักทอง 254ท่อน มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ตัดกองเกลื่อนป่ารอขนย้าย หนุ่มใหญ่อ้างได้รับมอบอำนาจให้ดูแลทรัพย์สิน พื้นที่ตัดไม้มีเอกสารใบภบท.5 ขู่จะแจ้งความเจ้าหน้าที่บุกรุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค.63 - นายไพโรจน์ เขียวแก้ว หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 13 และหัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า กจ.1 อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ไทรโยค จนท.ชุดปฏิบัติการพิเศษศูนย์ป่าไม้กาญจนบุรี &amp;nbsp;จนท.ฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบบริเวณพื้นที่ชายเขาบ้านท่าทุ่งนา หมู่ 2 ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำลังเจ้าหน้าที่กระจายกำลังเข้าตรวจสอบ บริเวณพื้นที่ชายเขาห่างหลังวัดท่าทุ่งนาไปราว 4 กิโลเมตร โดยรอบด้านเป็นไร่มันสำปะหลัง พบไม้สักทองถูกโค่นล้ม เลื่อยเป็นท่อนๆหลายขนาด จำนวน 254 ท่อน มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท กองเรียงรายเกลื่อนทั่วบริเวณกว่า 10 ไร่ จึงได้ร่วมกันตรวจสอบที่มาของไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏว่าไม่พบรูปรอยดวงตราของจนท.ตีประทับไว้ แสดงการอนุญาตแต่อย่างใด และได้สอบถามนายสายชล กาวงษ์ ผู้ช่วยฝ่ายปกครอง ม.2 ต.ไทรโยค ให้การว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ ภบท.5 มีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันมาแล้วหลายทอด จึงไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใด ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำผิดตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.54 , 69 เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันจัดทำบันทึกตรวจยึดไม้ทั้งหมด ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบไม่พบผู้ใดในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมามีนายขจร ทองสุก อายุ58ปี อยู่เลขที่ 143 ม.4 ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค เดินทางมาที่เกิดเหตุ พร้อมบอกว่าได้รับมอบอำนาจจากนายรัฐกรณ์ คิดการ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.นครราชสีมา เจ้าของพื้นที่ให้ตนดูแลพื้นที่ โดยนำเอกสารหนังสือมอบอำนาจ และสำเนาใบภบท.5 มาแสดงกับเจ้าหน้าที่ บอกพื้นที่เกิดเหตุมีเอกสารใบภบท.5 ไม้ทั้งหมดจึงตัดได้ไม่ผิด พร้อมขู่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทั้งหมดบุกรุกพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสภ.ไทรโยค เพื่อติดตามผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ส่วนไม้ของกลาง ขนย้ายนำไปเก็บรักษาที่หน่วยป้องกันรักษาป่ากจ.1 อ.ไทรโยค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55243</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาญจนบุรี, ป่าไม้, ยึดไม้สักทอง, สภ.ไทรโยค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200122/image_big_5e2820bc5f12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39015</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2019 13:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2019 12:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ทน เสียว เสี่ยง” กับภารกิจทรหดของทีมเสือดำดับไฟป่า กฟผ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;หากจะเอ่ยว่า &amp;ldquo;ป่าไม้ คือ รากฐานชีวิต&amp;rdquo; ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะจากบทเรียนที่เคยได้ร่ำเรียนกันมา ได้กล่าวไว้ว่าการดำรงชีวิตของมนุษย์อยู่ได้ด้วยปัจจัยสำคัญ 4 ประการ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และสิ่งกล่าวมาทั้งหมดนี้ก็ล้วนมาจาก &amp;ldquo;ต้นไม้&amp;rdquo; สิ่งมีชีวิตที่สร้างคุณอนันต์ให้กับสรรพสิ่งบนโลกกลมๆใบนี้ เป็นที่พักพิงให้กับสัตว์น้อยใหญ่ รวมทั้งมนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์นำต้นไม้มาใช้ประโยชน์ในทุกรูปแบบทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น แปรรูปไม้มาสร้างเป็นอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัย นำมาเป็นอาหาร นำมาใช้ยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ นำมาถักทอเป็นเครื่องนุ่งห่มให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และที่นอกเหนือไปจากการเป็นปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิตแล้ว &amp;ldquo;ป่าไม้&amp;rdquo; ยังช่วยให้เกิดฝนตกเพิ่มขึ้น ทำให้เรามีน้ำกินน้ำใช้ ช่วยบรรเทาความรุนแรงของลมมรสุม บรรเทาการเกิดอุทกภัย ป้องกันการพังทลายของดิน และช่วยลดโลกร้อนด้วยการผลิตออกซิเจนให้กับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;ถึงแม้ว่ามนุษย์จะทราบดีว่า &amp;ldquo;ป่าไม้นั้นสำคัญเพียงใด&amp;rdquo; แต่คนบางกลุ่มก็ยังคงตัดไม้ทำลายป่า รุกราน และเผาป่าด้วยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน กระนั้นเองก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ลุกขึ้นปกป้องด้วยหัวใจจิตอาสา ดับไฟในป่าใหญ่ ปฏิบัติภารกิจชนิดที่ &amp;ldquo;ทน เสียว เสี่ยง&amp;rdquo; เพื่อกู้วิกฤติไม่ให้ผืนป่าหายไปตามกาลเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;เขาเหล่านี้ต้อง &amp;ldquo;ทน&amp;rdquo; ต่อความร้อนที่เกิดจากไฟป่า ที่อุณหภูมิมากกว่า 50 องศาเซลเซียสในระยะประชิด ทนต่อความเหน็บหนาวในยามค่ำคืน ทนต่อความเหน็ดเหนื่อยเดินทางไกลในป่าลึกไม่ต่ำกว่า 20 กิโลเมตร ทนแบกเป้และอุปกรณ์ดับไฟหนักกว่า 30 กิโลกรัม ทนต่อสู้กับหมอกควัน และความหิวโหย ทนอดหลับอดนอน &amp;ldquo;เสียว&amp;rdquo; ลัดเลาะผ่านหุบเหวลึก และเขาสูงชัน และ &amp;ldquo;เสี่ยง&amp;rdquo; กับไฟป่าที่รุนแรง และโหมกระหน่ำ ในวันที่ไฟลุกโหมไหม้รอบด้าน ต้องนำน้ำดื่มที่พกติดตัวมารดตัว และบุกลุยฝ่ากลุ่มไฟป่าออกมาเพื่อรักษาชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;นายอรรณพ โหรวิชิต ช่างระดับ 10 เขื่อนภูมิพล หนึ่งในทีมดับไฟป่าเสือดำ กฟผ. เล่าให้เราฟังว่า สาเหตุของไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีละกว่า 30- 40 ครั้งนี้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ และสาเหตุที่สำคัญของการเผาป่า คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;1.) การล่าสัตว์ เพื่อต้องการเผาพื้นที่สังหารให้โล่งเตียน นำมาซึ่งการส่องยิงสัตว์ป่าได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;2.) หาของป่า เผาป่าเพื่อให้ผักหวานผลิใบแตกยอด และเผาเพื่อให้เห็ดเผาะขึ้น เพราะหากมีต้นไม้และหญ้าปกคลุมผิวดินจำนวนมาก เห็ดเผาะก็จะไม่ขึ้น พืชสองชนิดนี้เป็นที่ต้องการบริโภคจึง มีราคาแพง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;3.) เลี้ยงสัตว์ ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ต้องการเผาป่าเพื่อให้หญ้าระบัดเป็นอาหารของวัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;4.) เผาเพื่อให้ป่ากลายเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม และเข้ามายึดครองที่ดินต่อไป สำหรับปีที่ผ่านมานี้มีการเผาป่ามากขึ้นกว่าทุกปี มีการเข้าไปดับไฟป่ารวมแล้วกว่า 40 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;จุดเริ่มต้นของกลุ่มจิตอาสาดับไฟป่า เกิดขึ้นในปี 2539 โดย กฟผ. เขื่อนภูมิพล มีนโยบายส่งเสริมการดูแลผืนป่า ภายใต้โครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ โดยจิตอาสา กฟผ. ได้รวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มจิตอาสาดับไฟป่าขึ้น ต่อมาในปี 2550 กฟผ. เขื่อนภูมิพลได้จัดโครงการอบรมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเข้าไปทำประชาคมร่วมกับชุมชนบ้านท่าปุยตก และชุมชนใกล้เคียง เพื่อดูแลผืนป่าร่วมกันภายใต้แผนงาน ดับไฟป่า สร้างแนวกันไฟ สร้างฝายชะลอน้ำ ร่วมกันปลูกป่าในฤดูฝน รวมทั้งจัดพิธีกรรมทางศาสนาให้ป่า ได้แก่ พิธีบวชป่า สืบชะตาป่า หรือพิธีเลี้ยงผีป่า เป็นต้น ในปัจจุบัน มีพนักงาน กฟผ. ที่รวมตัวทำงานจิตอาสาดับไฟป่าทั้งสิ้น 20 คน ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;ทีมเสือดำดับไฟป่า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;ทุกต้นเดือนมกราคมถึงช่วงต้นฤดูฝนของทุกปี เป็นช่วงที่มีการเผาป่ามากที่สุด จิตอาสาดับไฟป่าประกอบไปด้วย หน่วยป้องกันป่าไม้ หน่วยงานราชการท้องถิ่น อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ กฟผ. มีหน้าที่ดูแลสอดส่องการเกิดไฟป่า โดยจะแบ่งกันรับผิดชอบดูแลในพื้นที่ของตนเอง ลาดตระเวนโดยรอบพื้นที่ ที่รับผิดชอบ ทั้งกลางวัน และกลางคืน จัดกระเป๋าเตรียมพร้อมเข้าป่าตลอดเวลา เมื่อพบเห็นควันไฟที่ป่า ชุมชนใดชุมชนหนึ่ง จะต้องแจ้งไปยัง &amp;ldquo;ศูนย์ควบคุมป้องกันไฟป่า&amp;rdquo;ซึ่งมีนายอำเภอสามเงา จ.ตาก เป็นผู้อำนวยการศูนย์ คอยประสานงานจิตอาสาทีมงานอื่น หากพื้นที่ใดต้องการกำลังเสริม จากนั้นจึงบุกลุยเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด และแบ่งทีมออกเป็นสองทีมกระจายตัวรอบพื้นที่ไฟไหม้ เว้นระยะให้ห่างจากบริเวณที่ไฟไหม้ประมาณ 20 เมตร ใช้คราดหรือเครื่องเป่าลม กำจัดเชื้อไฟ เช่น ใบไม้แห้ง เศษไม้ ให้ออกจากบริเวณตลอดเส้นทางไฟไหม้ เพื่อไม่ให้ไฟป่าลามไปยังพื้นที่อื่นๆต่อไป แต่หากกรณีที่ไฟป่าลุกไหม้รุนแรงมาก จะใช้วิธีเผาไฟกลับ เพื่อให้ไฟลุกไหม้ไปชนกับไฟป่า เมื่อเชื้อไฟหมดลง ไฟป่าก็จะดับ ป่าก็กลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;นายอรรณพ เล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำงานดับไฟป่าว่า เพราะใจรักในงานจิตอาสาอยากเห็นป่าทุกแห่งมีความอุดมสมบูรณ์ และอยากทดแทนบุญคุณแผ่นดิน จึงอาสาตนเข้าไปทำงานดับไฟป่า ประกอบกับ หน่วยงาน กฟผ. เป็นหน่วยงานที่มีความพร้อม สามารถที่จะเป็นส่วนกลางในการประสานงาน และที่สำคัญมีผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เปิดโอกาสให้ทำงานด้านจิตอาสา จึงพร้อมอาสาตนเข้าไปดูแลผืนป่าด้วยความภาคภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;จึงสะท้อนให้เห็นว่า กฟผ. ไม่ใช่เพียงหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องการผลิตไฟฟ้า รักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน่วยงานที่มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน &amp;ldquo;ทีมเสือดำดับไฟป่า&amp;rdquo; คือ หนึ่งในเบื้องหลังของการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ที่ทำงานด้วยมีจิตสาธารณะ ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มความสามารถ และแม้ว่างานดับไฟป่านั้น จะเป็นงานที่ต้อง &amp;ldquo;ทน เสียว เสี่ยง&amp;rdquo; แต่ทีมเสือดำดับไฟป่า ไม่เคยคิดย่อท้อ ยังคงมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติภารกิจ เพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์สุขที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39015</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., จิตอาสาดับไฟป่า, ดับไฟป่า, ต้นไม้, ทน เสียว เสี่ยง, ทีมเสือดำ, ป่าไม้, รากฐานชีวิต, อรรณพ โหรวิชิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b203edba7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38026</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2019 21:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2019 21:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขสป.ยอดโดมรวบหนุ่มเขมรลอบเข้าไทยโค่นต้นมะค่าโมงขนาดยักษ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย.62 - นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สบอ 9 อุบลราชธานี ที่ปรึกษาหน่วยฉก.พญาเสือ เปิดเผยว่าตามนโยบาย ข้อสั่งการของ ท่านอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายธัญญา เนติธรรมกุล ภายใต้การอำนวยการของ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สบอ 9 อุบลราชธานี/ที่ปรึกษาหน่วยฉก.พญาเสือ ให้ดำเนินการติดตาม จับกุมปราบปราม ขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า พื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด อย่างเฉียบขาดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายสัณหวัช ศิริทวี หน.ขสป ยอดโดม นำกำลังหน่วย SMART Patrol ขสป.ยอดโดม ร่วมกับทหาร ชุด ชป.ร่วมอำเภอน้ำยืน ทหารพราน กองร้อย ที่ ทพ.2310 เดินเท้าลาดตระเวน บริเวณป่าห้วยดินดำ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ยอดโดม ติดต่อกับป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายลำโดมใหญ่ ท้องที่ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี จนถึงกลางป่าใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา พิกัด 050756E &amp;nbsp;1582719N เจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงเลื่อยโซ่ยนต์ รวมทั้งเสียงต้นไม้ใหญ่ล้มดังสนั่นป่า จึงกระจายกำลังทำการซุ่มโอบล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พบนายนึด เพี๊ยนึก อายุ 22 ปี อาศัยอยู่หมู่บ้านตะเปียงโทม ตำบลจอมกระสาน อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา ยืนถือเลื่อยยนต์ตัดโค่นต้นมะค่าโมงขนาดใหญ่ จนล้มโค่นลงคาตอ จึงเข้าจับกุมตัวพร้อมเลื่อยโซ่ยนต์ 1 เครื่อง สารภาพว่าลักลอบเข้าในป่าฝั่งประเทศไทย และใช้เลื่อยโซ่ยนต์ที่นำมา ทำการตัดโค่นต้นมะค่าโมง เพื่อแปรรูปใน ป่าและนำไปส่งขาย ให้นายทุนที่ฝั่งกัมพูชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่จึงจัดทำบันทึกการตรวจยึด/จับกุม พร้อมมอบหมายให้ นายอนันต์ จักษุนิล พนักงานพิทักษ์ป่า ประจำ ขสป.ยอดโดม นำตัวนายนึด เพี๊ยนึก มอดไม้ชาวเขมรผู้ต้องหา พร้อมของกลางเลื่อยโซ่ยนต์ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.น้ำยืน เพื่อดำเนินคดีต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38026</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ป่าไม้, ลักลอบตัดไม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190608/image_big_5cfbca57e2aa5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2018 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2018 10:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ้าของเผ่น ! จนท.ขีดเส้น1เดือน รื้อรีสอร์ตเกาะจิก สร้างรุกทะเล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ย.61-เมื่อช่วงเช้าเวลา 09.00 น. นายพงษ์พัฒน์ วงษ์ตระกูล รองผู้ว่าราชการจ.จันทบุรี นำกำลังทหารนาวิกโยธินจากกองกำลังป้องกันจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)นายภุชงค์ สฤษฎีชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 (จ.ระยอง) (สบทช.1)นายสุเมธ สายทอง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจ.จันทบุรี(ทสจ.จันทบุรี)นายสมชาย ลี้วงศกร นายอำเภอขลุง นายประสงค์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาจันทบรี และนายประสาน แสงมณีขจร ที่ดินจ.จันทบุรี เดินทางมาที่เกาะจิกรีสอร์ท มีนักท่องเที่ยวจำนวน 10 คนกำลังรอการเดินทางกลับ และภายในรีสอร์ทไม่มีผู้ดูแลหรือพนักงานของรีสอร์ทอยู่ จึงได้ทำการหารือในเรื่องการดำเนินการทั้งในส่วนของเจ้าท่า และในส่วนของทสจ.จันทบุรีในส่วนที่เกี่ยวพรบ.ป่าไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประสงค์ &amp;nbsp;กล่าวว่า เจ้าของเกาะจิกรีรอร์ท คือนายณรงค์ หงส์บิน ไม่ได้ทำการขออนุญาตในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำล้ำน้ำการดำเนินการจะต้องประกาศแจ้งให้เจ้าของรื้อถอนไปภายใน 7-30 วัน และหากไม่มีการดำเนินการทางเจ้าท่าจะเป็นผู้ดำเนินการเอง ในส่วนของป่าไม้นั้น จะให้ทางสำนักงานที่ดินจ.จันทบุรี และเจ้าหน้าที่ที่ดินอ.ขลุง จะมาทำการรังวัดและตรวจสอบเรื่องโฉนดที่ดิน &amp;nbsp;ขณะที่ในส่วนของบนฝั่งนั้น พบว่า มีการปลูกสร้างห้องพัก 9 ห้องอยู่นอกโฉนด ทั้งหมด แต่มีในส่วนของห้องเก็บของ และเรือนพัก ปลูกอยู่ในพื้นที่โฉนดที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ ได้เข้าทำการตรวจยึดเกาะจิกรีสอร์ท โดยไม่มีเจ้าของรีสอร์ทมานำตรวจแต่ประการใด ทั้งนี้ได้ตรวจสอบเอกสารสิทธิที่ดินและรังวัดพื้นที่ที่มีการปลูกสร้างทั้งที่ฝั่งและที่รุกทะเลทั้งหมด และพบว่า มีการบุกรุกเกือบทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางศรีรัตน์ โลหะศาสตร์ อายุ 57 ปี ชาวบ้านเกาะจิกที่เจ้าหน้าที่อยู่ที่รีสอร์ทบอกว่า หากมีการปิดเกาะจิกรีสอร์ทจะส่งผลกระทบกับการทำมาหากินของชาวบ้านหลายครอบครัว เพราะเจ้าของได้สร้างรายได้ทั้งการซื้ออาหาร สินค้าชุมชนและการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวบนเกาะทั้งการปั่นจักรยาน หากต้องปิดไปทำให้ชาวบ้านขาดรายได้ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายธีระวัฒน์ &amp;nbsp;กรเที่ยงธรรม นักท่องเที่ยวที่มาพักและมากับเพื่อนจากจ.นนทบุรี บอกว่า มาพักตั้งแต่เมื่อวานนี้ และเมื่อพบว่าถูกดำเนินคดีเนื่องบุกกรุกก็ตกใจและต้องเดินทางกลับ ซึ่ง1-2 &amp;nbsp;วันที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวมาพักเต็มทั้งหมด และยังจองห้องไว้นาน1-2 เดือน ซึ่งที่นี่สวยดี และรู้จักทางโซเชียลที่มีการรีวิวจึงเดินทางมาพักและเตรียมเดินทางกลับวันนี้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21517</URL_LINK>
                <HASHTAG>จันทบุรี, ป่าไม้, ผู้ว่าฯจันฯ, รีสอร์ทบุกรุกทะเล, เกาะจิกรีสอร์ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181107/image_big_5be260c07d920.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
