<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 13:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอนก&quot; เผย ไทยฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้สูงสุดในอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันนี้ 20 ก.ค.&amp;nbsp;ศ.(พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า อว. ได้ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์การติดเชื้อและการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างใกล้ชิดและใช้ข้อมูลทางวิชาการในการร่วมบริหารสถานการณ์ ซึ่งในขณะนี้ได้สั่งการให้ทุกส่วนของกระทรวงฯ มาสนับสนุนการทำงานของ ศบค. อย่างเต็มที่ทั้งการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลหลัก การจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม และการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่องวัคซีนนั้น ขณะนี้ประเทศไทยได้ฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสำหรับประเทศขนาดใหญ่ในกลุ่มอาเซียนที่มีประชากรมากกว่า 50 ล้านคน ซึ่งได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย และพม่า นั้น ประเทศไทยสามารถฉีดวัคซีนได้สูงที่สุดตามสัดส่วนประชากร โดยมีคนที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้วถึง 16.3% ของประชากร ตามด้วยอินโดนีเซีย (15.1%) ฟิลิปปินส์ (9.1%) เวียดนาม (4.1%) และ พม่า (ประมาณ 3.1%) ในแง่จำนวนการฉีดวัคซีน อินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรถึง 275 ล้านคน ได้ฉีดวัคซีนแล้ว 57,947,614 โดส โดยมีประชากรได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว 15.1% และครบ 2 เข็มแล้ว 5.9% ในขณะที่ไทยฉีดวัคซีนแล้ว 14,223,762 โดส&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.อว.กล่างต่อว่า สำหรับในประเทศขนาดเล็กในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีประชากรน้อยกว่า 50 ล้านคน ซึ่งได้แก่ มาเลเซีย กัมพูชา ลาว สิงคโปร์ และบรูไน นั้น จะมีร้อยละการฉีดวัคซีนต่อประชากรค่อนข้างสูง คือ&amp;nbsp; สิงคโปร์ มีผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว 4,118,334 คน (69.9% ของประชากร) ตามด้วยกัมพูชา 5,767,616 คน (34.1%), มาเลเซีย 9,570,974 คน (29.3%), บรูไน 106,556 คน (24.2%) และลาว 1,050,818 คน (14.3%) ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.นพ. ดร. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว.กล่าวว่า การใช้วัคซีนของประเทศไทยนั้น ใช้วัคซีนซิโนแวคมากที่สุด จำนวน 7,522,418 โดส โดยเป็นเข็มแรกจำนวน 4,187,943 โดส (29.5% ของจำนวนที่ฉีด) และเข็มที่สอง จำนวน 3,334,475 โดส (23.4%) ตามด้วยวัคซีนแอสตราเซเนกา จำนวน 6,288,541 โดส โดยเป็นเข็มแรกจำนวน 6,180,413 โดส (43.4%) และเข็มที่สอง จำนวน 108,128 โดส (0.8%)&amp;nbsp; และวัคซีนซิโนฟาร์ม จำนวน 412,803 โดส โดยเป็นเข็มแรกจำนวน 412,076 โดส (2.9%)&amp;nbsp; และเข็มที่สอง จำนวน 727 โดส (0.005%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอยืนยันว่าการใช้วัคซีนซิโนแวก ซึ่งได้ฉีดในประชากรจำนวนมากโดยเฉพะในกลุ่มความเสี่ยงสูงนั้นได้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยในช่วงระยะเริ่มต้นที่จีนได้ส่งมอบวัคซีนซิโนแวกมาตั้งแต่เดือนก.พ.2564 ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดแรกที่ได้รับและนำมาใช้ในการควบคุมสถานการณ์นั้น จากการติดตามผลการใช้งานจริงในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ พบว่าวัคซีนนี้สามารถป้องกันการติดเชื้อโดยเฉพาะกลุ่มที่มีอาการรุนแรงได้ผลดี โดยการติดตามการใช้งานที่จังหวัดภูเก็ต พบว่ามีประสิทธิผลการป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 90.7%, การศึกษาที่จังหวัดเชียงรายมีประสิทธิผล 82.8% และการศึกษาที่จังหวัดสมุทรสาครมีประสิทธิผล 90.5% และ ล่าสุดในการรายงานการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในภาพรวมของทั้งประเทศเกือบ 700,000 คนนั้น ก็พบว่าในกลุ่มบุคลากรความเสี่ยงสูงซึ่งมีการติดเชื้อ 880 คนและเสียชีวิต 7 รายนั้น พบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนซิโนแวกครบสองเข็มแล้วมีอัตราการติดเชื้อและการเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนอย่างมาก แสดงว่าวัคซีนซิโนแวกสามารถป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงได้&amp;rdquo; ปลัด อว.ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110308</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กลุ่มประเทศอาเซียน, ฉีดวัคซีนโควิด-19, ซิโนฟาร์ม, ซิโนแวค, ป้องกันการติดเชื้อ, ศ.(พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ศ.นพ. ดร. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล, ศบค., สร้างภูมิคุ้มกัน, อว., อว.), แอสตราเซเนกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f522746fd5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103592</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 17:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลวิจัยล่าสุดชี้&#039;แอสตร้าเซนเนก้า&#039;ป้องกันโควิดสายพันธุ์อินเดียได้ถึง 97%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ข่าวดีจากข้อมูลของการศึกษาล่าสุดจากอินเดียพบว่า วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้ามีประสิทธิผลสูงถึง 97% ในการป้องกันโควิดสายพันธุ์อินเดีย และโอกาสป่วยหนักถึงขั้นนอนโรงพยาบาลเหลือไม่ถึง 0.06%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานจากดิเอ็กซ์เพรสส์ สื่ออังกฤษ และสื่อของอินเดียหลายสำนัก อ้างผลการศึกษาโดยโรงพยาบาลอินทราปรัสถ์อพอลโล (Indraprastha Apollo) ณ เมืองนิวเดลี ประเทศอินเดีย พบว่า จากกลุ่มเป้าหมายกว่า 3,300 คนในประเทศอินเดีย มีเพียงผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพียง 2 คน สะท้อนให้เห็นว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้ามีประสิทธิผลสูงถึง 97% ในการต้านเชื้อโควิดสายพันธุ์อินเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมการศึกษาในครั้งนี้ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าและเป็นบุคคลากรด้านสาธารณสุขทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการวิจัยดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าอัตราการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสืบเนื่องมาจากโควิด-19 มีอัตราต่ำกว่า 1%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.อนุปาม สิบาล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลอินทราปรัสถ์อพอลโล กล่าวว่า จากผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่า 97.38% ของผู้ที่ได้รับวัคซีนได้รับการป้องกันจากการติดเชื้อ &amp;nbsp;โดยโอกาสของการป่วยนอนโรงพยาบาลภายหลังได้รับวัคซีนมีเพียง 0.06% และไม่มีผู้ป่วยรายใดต้องนอนแผนกไอซียูหรือเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี มีรายงานของอินเดียนเอ็กซ์เพรสและฮินดูสถานไทมส์ที่ระบุว่า การศึกษาอีกชิ้นรวบรวมโดยเครือข่ายโรงพยาบาลแม็กซ์เฮลธ์แคร์ สำรวจลูกจ้างในเครือกว่า 14,000 คนทั่วอินเดียที่ได้รับวัคซีนครบแล้วในโครงการที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม พบว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วยังคงติดไวรัสนี้ในสัดส่วน 6 คนจาก 100 คน หรือ 6% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าผลศึกษาของอพอลโลเท่าตัว และถึงขณะนี้พบผู้ที่ป่วยถึงขั้นเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนครบ 2 โดสเพียงรายเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การศึกษาของอพอลโลที่รวบรวมข้อมูลก่อนวันที่ 15 เมษายน ก่อนที่การระบาดระลอกที่ 2 ของอินเดียจะรุนแรงมากขึ้น พบว่า &amp;nbsp;2.62% ของผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส และ 2.65% ของผู้ที่ได้ฉีดวัคซีน 1 โดส ติดเชื้อไวรัสโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สันทีป พุทธิราชา ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของแม็กซ์เฮลธ์แคร์ ย้ำว่า สิ่งที่โดดเด่นจากข้อมูลของเครือข่ายโรงพยาบาลแห่งนี้ก็คือ 90% ของผู้ที่ติดเชื้อหลังรับวัคซีนครบนั้น มีอาการไม่รุนแรง มีเพียง 10% ที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล ทั้งหมดหายดี ยกเว้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสเพียงคนเดียวที่่ป่วยหนักเข้าไอซียูและเสียชีวิต สิ่งนี้พิสูจน์ว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิภาพและลดอัตราการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงความรุนแรงของโรค.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103592</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป้องกันการติดเชื้อ, วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า, อินเดีย, โควิด-19, ไวรัสโควิดสายพันธุ์อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a639f2e6a9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
