<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 15:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอศ.ประกาศบ้าง! ขับเคลื่อนงานป้องกันทุจริต  โปร่งใส มีกระบวนการประเมินผลเที่ยงตรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 มี.ค.64-นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) กล่าวเปิดโครงการปลุกจิตสำนึกเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต และเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับการประเมินคุณธรรม จริยธรรม และความโปร่งใสการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment - ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ตอนหนึ่งว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองปัจจุบัน ทุกภาคส่วนต่างให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล มาตรฐาน ความโปร่งใสว่า เป็นมาตรการกลไกสำคัญ ที่จะช่วยป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริต ช่วยให้หน่วยงานองค์กรและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้ปฏิบัติงานมีความรับผิดชอบตระหนักในการใช้อำนาจตามหน้าที่ของตนอย่างมีคุณธรรม จริยธรรมปฏิบัติภารกิจหรือบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากประชาสังคม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงให้ความสำคัญกับการประเมินคุณธรรม จริยธรรม และความโปร่งใสการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment - ITA) โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เป็นการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การสร้างความโปร่งใส และธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดินของหน่วยงานภาครัฐ ความโปร่งใสที่ใช้ในการบริหารองค์กร คือ การสร้างความเปิดเผย เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งจากภายใน ได้แก่ บุคลากรใน สอศ. และจากภายนอก คือ สถานศึกษาในสังกัด สอศ. สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยวิธีการต่างๆ มีการสื่อสาร การแสดงความรับผิดชอบ พร้อมรับการตรวจสอบ รวมทั้งมีกระบวนการติดตามและประเมินผลอันเป็นที่ยอมรับว่าเที่ยงตรงและเชื่อถือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สอศ. เป็นหน่วยงานภาครัฐ ก็เปรียบเสมือนบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งทุกคนก็เปรียบเสมือนสมาชิกในบ้านที่จะต้องช่วยกันทำให้บ้านหลังนี้ใสสะอาด น่าอยู่ และพร้อมต้อนรับแขกที่จะเข้ามาเยี่ยมชมได้ตลอดเวลา และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น สอศ.ก็ต้องปรับตัว เร่งสร้างความเข้าใจและให้ทุกคนตระหนักถึงความโปร่งใส การมีธรรมาภิบาล และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งมีกระบวนการประชาสัมพันธ์เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป&amp;rdquo;เลขาฯ กอศ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95624</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป้องกันทุจริต, สอศ., สุเทพ แก่งสันเทียะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_604887bac2513.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95491</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2021 13:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2021 13:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ. ประกาศเจตจำนงสุจริตในการบริหารงาน  ป้องกันทุจริตเชิงรุก เผยแพร่สพท.ทั้งประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
9มี.ค.64-นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้มีแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ในประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ และถือว่าเป็นวาระเร่งด่วนและสำคัญของประเทศนั้น ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขณะนี้ได้มีการประกาศเจตจำนงสุจริตในการบริหารงานของ สพฐ. เผยแพร่ไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้การดำเนินการในเรื่องนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่กำหนดให้มาตรการป้องกันการทุจริตเชิงรุก เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ รวมถึงให้หน่วยงานต่างๆ พัฒนากลไกและระบบป้องกันการทุจริตให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของ สพฐ.ในการพัฒนาและยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใส ดำเนินงานด้วยคสามซื่อสัตย์ สุจริต มุ่งมั่นบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล ยึดถือผลประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับการพัฒนาระบบป้องกันการทุจริตเชิงรุกนั้น เราได้สร้างกลไกและกระบวนการป้องกันการทุจริตให้มีความเข้มแข็งและเท่าทันต่อสถานการณ์การทุจริต สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดระบบความพร้อมรับผิดและพร้มที่จะถูกตรวจสอบและรับผิดชอบในสิ่งที่ได้ดำเนินหาร ไม่เพิกเฉยและพร้อมที่จะดำเนินการใดๆ ที่เป็นการยับยั้งการทุจริต และไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการใดๆ ที่เล็งเห็นได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา ใน สพฐ. ซึ่งเป็นหน่วยหลักในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ&amp;rdquo;เลขาฯ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95491</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., ป้องกันทุจริต, อัมพร พินะสา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_60471a0f6bf40.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039; ปธ.ลงนามเอ็มโอยู 4หน่วยงานร่วมมือลดปัญหาทุจริต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30&amp;nbsp;ส.ค. 61 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู)&amp;nbsp;การเสริมสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างธรรมาภิบาลในหน่วยงานภาครัฐ 4 หน่วยงาน ได้แก่ นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายวิษณุ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ&amp;nbsp;&amp;ldquo;ประชาชน ภาครัฐโปร่งใส ร่วมพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&amp;nbsp;ตอนหนึ่งว่า การลงนามครั้งนี้จะช่วยให้ประเทศมีความโปร่งใส ลดการฉ้อราษฎรบังหลวง วันนี้เรามีคนในภาครัฐกว่า 3.5 ล้านคน ถือว่าเป็นจำนวนมาก หากเทียบกับจำนวนประชากร และหลักการธรรมาภิบาลถือว่าสำคัญมากในระบบของรัฐ เพราะจะลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นลงได้ วันนี้รัฐบาลรณรงค์เรื่องธรรมาภิบาลอย่างมาก เพื่อสร้างความตื่นตัวให้ประชาชน หวังลดการทุจริต พร้อมกันนี้รัฐบาลยังได้ตั้งศูนย์ดำรงธรรมเพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัด ไม่ต้องเสียเวลามานอนอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล จึงจะเห็นว่าไม่มีประชาชนออกมาชุมนุม ปิดทำเนียบรัฐบาลเหมือนอดีตที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไปปิดกั้นการแสดงออก แต่ว่าทุกจังหวัดล้วนมีศูนย์ดำรงธรรมที่ประชาชนสามารถไปร้องเรียนได้ เมื่อร้องเรียนแล้วก็ให้การช่วยเหลือ ซึ่งบางครั้งก็ออกมาตรา 44 มาจากความเดือดร้อนของประชาชน ตามที่ประชาชนร้องเรียน&amp;nbsp;โดยมีเรื่องทุจริตได้รับการร้องเรียนมากที่สุดในศูนย์ดำรงธรรม จึงได้ดำเนินการจัดการและชี้แจงในส่วนที่อาจเข้าใจผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามา มีรายงานว่ามีการทุจริตใหญ่เป็นคดีความอยู่กว่า 30 เรื่อง บางเรื่องมีมูลค่ามหาศาลเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท&amp;nbsp;เช่น โครงการรับจำนำข้าว โครงการมันสำปะหลัง โดยเมื่อรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ก็ได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ย้ำว่ารัฐบาลใส่ใจกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้รวดเร็วในพริบตาเดียว หากไม่ปรับปรุงวิธีการทำงาน ดังนั้นวันนี้จึงต้องเสริมคน เงิน และอำนาจเข้าไป แต่ก็ยังไม่พอ เพราะที่สำคัญจะต้องสร้างเครือข่ายทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ประชาสังคม และประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉะนั้นทุกหน่วยงานจึงต้องแสวงหาความร่วมมือ ขออย่าท้อถอยต่อการแก้ปัญหาการทุจริต&amp;nbsp;เราจะต้องทำให้เข้มแข็งขึ้น มีช่องโหว่ต้องอุด มีช่องว่างต้องเอาอะไรมาถม เหมือนกับที่ ป.ป.ช.ตั้งเป้าว่าในปี 2564 ประเทศไทยต้องได้คะแนนดัชนีการทุจริต (ซีพีไอ) 50 คะแนน เพราะมีผลอย่างมากต่อการลงทุนของต่างชาติ&amp;rdquo; รองนายกฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการป้องกัน การที่มีข่าวตรวจสอบทุจริตที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการปราบปรามการทุจริตของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นคดีเงินทอนวัด เงินใต้โต๊ะหรือเงินคนไร้ที่พึ่ง พยายามขุดคุ้ยเรื่องเหล่านี้ซึ่งไม่ใช่ง่ายแต่ต้องทำ เชื่อว่าจะสำเร็จได้ หากทำได้ระดับหนึ่งก็จะทำให้ระบบราชการใสสะอาดและประเทศดีขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16477</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิษณุ เครืองาม, ป.ป.ช., ป้องกันทุจริต, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, สร้างธรรมาภิบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180830/image_big_5b877af011a99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5033</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2018 22:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2018 05:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งแบงก์กรุงไทยใช้ไฮเทคป้องกันโกง ‘บัตรคนจน’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้ บมจ. ธนาคารกรุงไทย ว่า การทำงานของธนาคารกรุงไทยในช่วงที่ผ่านมาเป็นที่น่าพอใจ แม้ว่ากำไรจะปรับลดลงไปบ้างจากปัญหาของลูกค้าบางราย แต่ยืนยันว่ากำไรแม้จะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ใช่สำคัญที่สุด เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการช่วยเหลืองานของรัฐบาลให้เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารกรุงไทยได้ร่วมมือกับกระทรวงการคลังและสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ในการดำเนินโครงการสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ผ่านบัตรผู้มีรายได้น้อย (บัตรคนจน) ซึ่งกรุงไทยทำหน้าที่ได้ดีด้วยการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่ออกมาใช้และนำไปสู่ความร่วมมือในมุมต่าง ๆ ซึ่งหลังจากนี้กรุงไทยจะต้องกลับไปเร่งขยายแนวทางการให้บริการไปยังประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งประเทศในลักษณะเดียวกับผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้สามารถรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;บัตรคนจนเฟสแรกดำเนินการไปแล้ว และตอนนี้กำลังดำเนินการเฟสที่ 2 อยู่ โดยกรุงไทยต้องทำมากกว่านี้คือการขยายให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งประเทศสามารถรับสวัสดิการจากภาครัฐ เพื่อให้เมื่อรัฐบาลมีการปล่อยงบประมาณ หรือการช่วยเหลือตาง ๆ ลงมา ประชาชนกลุ่มเป้าหมายจะสามารถรับความช่วยเหลือได้โดยตรง เป็นการป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้กำลังอยู่ระหว่างการหารือถึงแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน&amp;rdquo; นายสมคิด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด กล่าวอีกว่า อีกภารกิจสำคัญของธนาคารกรุงไทยในอนาคต คือ การซ่อมจุดอ่อน โดยเฉพาะนโยบายที่ล้าสมัยไม่ทันเหตุการณ์ เพราะปัจจุบันวงการธนาคารต้องปรับตัว เนื่องจากธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงสูง ดังนั้นกรุงไทยก็ต้องปรับตัวให้เร็ว ทันเหตุการณ์ ทันเทคโนโลยี วิวัฒนาการทางการเงินใหม่ ๆ เช่น บล็อกเชน รวมถึงธุรกรรมทางการเงินใหม่ ๆ ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5033</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงไทย, บัตรคนจน, ป้องกันทุจริต, รองนายกรัฐมนตรี, ระบบเทคโนโลยี, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, ไฮเทค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180314/image_big_5aa944380c79c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
