<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2021 10:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2021 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอนิธิ&#039; แนะแนวปฏิบัติ5ข้อป้องกันการติดเชื้อโควิด  ยันระบบสาธารณสุขรองรับผู้ป่วยสบาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2564 ศาสตราจารย์ นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โพสต์เฟซบุ๊ก Nithi Mahanonda โดยมีข้อความว่า ด้วยความห่วงใยจาก นพ.นิธิ มหานนท์....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายๆคนเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด19 รายวันค่อยๆเพิ่มขึ้นๆ คงตกใจหวาดกลัวกัน อยากจะช่วยให้แนวคิดเพื่อให้สบายใจกันขค้นครับว่า ตัวเลขแบบนี้ถ้าใครติดตามผมคงพอเห็นว่าไม่ได้เกินความคาดหมาย แต่ที่สำคัญระบบสาธารณสุขเรายังรับได้สบายๆครับ ไม่ต้องจิตตกกังวลกันนัก เดี๋ยวผมจะบอกก่อนจบว่าจริงๆทักคนควรทำอย่างไรที่ดีกว่าการวิตกกังวลและบ่นกันไปโดยไม่ได้ผลอะไร ทุกอย่างที่เห็นตอนนี้มีเหตุและผลอธิบายได้ทั้งสิ้นไม่มีใครผิด ไม่มีใครพลาด ทำใจสบายๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้ำอีกหนว่าระบบสาธารณสุขเรารับมือได้สบายๆ ยิ่งตอนนี้ได้ข่าวว่าจะมีภาคเอกชน และอาสาสมัครเข้ามาช่วยกันอย่างพร้อมเพรียง &amp;nbsp;หน่วยราชการที่สำคัญโดยตรงไม่ว่า กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่มีมหาวิทยาลัยโรงเรียนแพทย์ระดับโลกอยู่หลายแห่ง ร่วมมือกันขนาดนี้ โควิดก็โควิดเถอะครับ ผมว่ารวมกับน้ำใจคนไทยแล้ว เราผ่านไปได้สบายมาก รัฐบาลก็เข้าใจให้การจัดหาวัคซีนมาเพิ่มทำได้ค่อนข้างไม่ยากนักแล้ว การให้ความจริงข้อมูลต่างๆก็เริ่มดีขึ้น ไม่มีนักวิชาการแปลกๆมาให้ข่าวให้คนสับสน ถึงมีก็มีคนออกมาแก้ได้ทันที เหลืออีกนิดหน่อยคือแผนการกระจายและให้วัคซีน กับยาต้านไวรัสที่ยังไม่ชัดนักแต่ก็พอรู้ว่ากำลังปรับกันอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้หากตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ไม่ลดลง(แนะนำทุกๆคนอย่าดูตัวเลขรายวันครับ ดูเฉลี่ยเจ็ดวันจะดีสุด เพราะการรายงานทักวันมีปัจจัยมากที่ทำให้มันแกว่งได้) รัฐบาลคงมีมาตรการมาเพิ่มเติมในพื้นที่ ที่คุมไม่ได้ เพื่อรอผลวัคซีน(ซึ่งก็ไม่เห็นผลทันทีนะครับ เป็นเดือนกว่าจะเห็นผล???) และมาตรการเพิ่มนั้นเมื่อทำก็ไม่เห็นผลทันที ดังนั้นขณะนี้นะครับทุกคนควร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1)ป้องกันตัวเองเต็มสุดความสามารด้วยการใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา รักษาระยะห่าง (2 เมตรอย่างน้อยนะครับ) และอยู่ในที่อากาศถ่ายเทเท่านั้น ถ้ามีความจำเป็น เข้าไปในที่อากาศไม่ถ่ายเทไม่อยู่เกิน 20 นาที และล้างมือ รักษาความสะอาด เข้าห้องน้ำชักโครกปิดฝาโถส้วมทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2)ไม่พบใครที่ไม่ทราบประวัติว่าคนนั้นได้ไปไหนมาเจอใครบ้างย้อนหลังไปสิบห้าวัน (ต้องย้ำว่าโดยเฉพาะคนอายุน้อยกว่า 40 ที่มักไม่มีอาการและเคลื่อนย้ายที่อยู่ไปมาและพบคนต่างๆได้มาก)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3)คนที่อายุน้อยกว่า 40 ไม่ควรไปพบญาติผู้ใหญ่ผู้สูงอายุเป็นอันขาด ถ้าจำเป็นอย่าใกล้กันกว่า 2 เมตร อย่านั่งรับประทานอาหารด้วยกัน และต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4)เมื่อมีวัคซีนมาก็รีบไปฉีดครับ ไม่ว่ายี่ห้ออะไรใช้ได้ทั้งนั้น อาการข้างเคียงชั่วครั้งชั่วคราวพอๆกัน ให้หมอท่านเลือกให้เหมาะสม อย่าไปฟังพวกตื่นตูมเท้าราน้ำ ให้ข้อมูลจริง(บางส่วน)บ้าเท็จบ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสำคัญที่สุด 5)ทุกครั้งที่จะออกจากบ้าน(ถ้าจำเป็น) หรือบ่นโทษใคร ถามตัวเองก่อนว่า วันนั้นขณะนั้นเราได้ทำอะไรเพื่อช่วยลดการแพร่ระบาดดีครบถ้วนหรือยัง นึกถึงคำพูดนี้ครับ ,&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ask not what your country can do for you, ask what you can do for your country.&amp;quot; แต่ในสถานการณ์โควิดคือ
&amp;nbsp;&amp;ldquo;ASK NOT WHAT YOUR COUNTRY DO FOR YOU, ASK WHAT YOU DO FOR YOURSELF (AND OTHERS)&amp;rdquo; ครับ&amp;nbsp;
นิธิ มหานนท์ 24 เมษายน 2564
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100629</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.นิธิ มหานนท์, ป้องกันโรค, แนวปฏิบัติ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d10578e063.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2018 19:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช่องปากผู้สูงอายุติดเตียงสุขภาพที่ต้องใส่ใจดูแล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมการแพทย์แนะนำผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ต้องนอนติดเตียง จำเป็นต้องมีผู้ช่วยเหลือในการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธี เพื่อคงสุขภาพช่องปากที่ดีและป้องกันโรค และควรทำความสะอาดปากและฟันของผู้สูงอายุทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุเป็นเรื่องสำคัญ เพราะปากและฟันที่สะอาดจะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกสบาย ไม่เจ็บปวด กินอาหารได้ตามปกติ ลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ โดยเฉพาะปัญหาปอดติดเชื้อจากการสำลักซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ ดังนั้น การดูแลช่องปากอย่างดีจะช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขและส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านและติดเตียงที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อาจมีอาการกลืนลำบากหรือสำลักง่าย ต้องให้อาหารทางสายยางหรือใส่ท่อช่วยหายใจ ปากแห้ง มีแผลในปาก การทำความสะอาดปากและฟันจึงต้องอาศัยเทคนิค หรืออุปกรณ์บางอย่างเป็นพิเศษ ผู้ดูแลควรทำความสะอาดปากและฟันของผู้สูงอายุทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการดูแลสุขภาพช่องปากสามารถทำได้โดยการดูแลเพื่อคงสุขภาพช่องปากที่ดีและป้องกันโรค ให้ผู้สูงอายุช่องปากสะอาดสดชื่น ทำให้รู้สึกอยากรับประทานอาหารเพิ่มขึ้น ป้องกันการเกิดแผล และลดการติดเชื้อในช่องปาก เช่น เชื้อรา ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น ฟันผุ ปริทันต์ การดูแลเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพช่องปาก โดยการช่วยบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า ลิ้น และต่อมน้ำลาย เพื่อช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพการกลืน การพูด การแสดงความรู้สึกทางใบหน้า รวมถึงกระตุ้นการผลิตน้ำลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านทันตแพทย์บุญชู สุรีย์พงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดูแลสุขภาพช่องปาก กรณีผู้สูงอายุไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ แต่ยังรับรู้ได้ การช่วยแปรงฟันต้องยกศีรษะผู้สูงอายุขึ้นเพื่อกันการสำลัก โดยให้ผู้สูงอายุอยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน โดยอาจใช้หมอนหนุนบนเตียง หรือถ้าผู้สูงอายุศีรษะไม่นิ่ง ควรให้ผู้สูงอายุนั่ง ให้ศีรษะพิงผู้ดูแลซึ่งยืนอยู่ด้านหลังก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาสุขภาพช่องปากและฟันในผู้สูงอายุเป็นเรื่องสำคัญ วิธีช่วยแปรงฟันเริ่มด้วยการให้ผู้สูงอายุจิบน้ำเล็กน้อย เพื่อให้ช่องปากมีความชื้น ใช้แปรงสีฟันขนอ่อน และยาสีฟันผสมฟลูออไรด์เล็กน้อย แปรงฟันและเหงือกเบาๆ แปรงให้ครบทุกซี่ แต่ควรระวังอย่าใช้แปรงขนาดใหญ่ หรือสอดเข้าไปในด้านลำคอลึกเกินไป เพราะอาจทำให้อาเจียน ควรหยุดพักให้ผู้สูงอายุบ้วนน้ำลาย หรืออมน้ำเล็กน้อยก่อนแปรงต่อ สลับการหยุดพัก 2-3 ครั้ง อาจใช้น้ำยาบ้วนปากชนิดผสมฟลูออไรด์อมบ้วนปากกรณีที่มีฟันเหลืออยู่ในปาก เพื่อป้องกันฟันผุ สำหรับน้ำยาบ้วนปากแบบฆ่าเชื้อโรค ก่อนใช้ควรปรึกษาทันตแพทย์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ควรดูแลริมฝีปาก โดยเฉพาะมุมปากไม่ให้แห้งมีรอยแตกเป็นแผล โดยการทาวาสลินหลังการแปรงฟันและหลังรับประทานอาหาร ถ้าช่องปากแห้งควรจิบน้ำอุ่น กรณีใส่ฟันปลอมควรถอดทำความสะอาดทั้งฟันปลอมและช่องปากของผู้สูงอายุทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร ส่วนในกรณีผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้และไม่รับรู้ สามารถช่วยทำความสะอาดช่องปากได้โดยใช้ไม้กดลิ้นเปิดช่องปากผู้สูงอายุ ใช้ปากคีบคีบผ้ากอซ สำลี ที่ชุบน้ำหมาดๆ เช็ดฟัน ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้มให้ทั่ว หรือใช้นิ้วพันผ้านุ่มชุบน้ำหมาด เช็ดในปากให้ทั่วก็ได้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8190</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, การดูแลสุขภาพ, คุณภาพชีวิต, ทันตแพทย์บุญชู สุรีย์พงษ์, นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์, ป้องกันโรค, ผู้สูงอายุ, ลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ, สุขภาพช่องปากที่ดี, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180430/image_big_5ae70f4308042.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 20:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องรู้จักกิน..วาซาบิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้วาซาบิมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมาย และคนทั่วไปสามารถรับประทานวาซาบิได้โดยไม่เกิดอันตรายหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม แต่ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในการบริโภควาซาบิ เพื่อการรักษาหรือป้องกันโรคได้อย่างชัดเจน ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคหรือใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ จากวาซาบิ โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งครรภ์และกำลังให้นมบุตร ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้เพียงพอที่จะยืนยันความปลอดภัยในการรับประทานวาซาบิขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของตนเองและทารก คุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภควาซาบิไปก่อนในระยะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนมีภาวะเลือดออกผิดปกติ วาซาบิอาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง และอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติเกิดรอยช้ำหรือมีเลือดออกได้ง่าย และวาซาบิอาจทำให้เลือดออกมากผิดปกติระหว่างผ่าตัดได้ จึงควรงดบริโภควาซาบิอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนรับการผ่าตัด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6950</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความปลอดภัย, ตั้งครรภ์, ป้องกันโรค, ภาวะเลือดออกผิดปกติ, วาซาบิ, เล็กๆน้อยๆ, ให้นมบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
