<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 08:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.มท.สั่งทุกจังหวัดหากพบผู้ติดเชื้อโควิดในสถานประกอบการให้ปิดอย่างน้อย2สัปดาห์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

9 เม.ย.64 - ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.) เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.)ซึ่งมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธาน ได้มีประเด็นข้อสั่งการ/ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย ในการประชุมเมื่อวันที่ 5 เม.ย.64 ในการดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สำหรับสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ คาราโอเกะ รวมทั้งกำกับและติดตามร้านอาหารในพื้นที่ให้ดำเนินการตามมาตรการ D-M-H-T-T อย่างเคร่งครัด
.
นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการสั่งการและประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้จัดการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด (ยกเว้นจังหวัดสมุทรสาคร) ดำเนินการ 1) หากพบผู้ติดเชื้อในสถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ แห่งใดแห่งหนึ่ง ให้ปิดสถานประกอบการนั้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ กรณีพบในสถานประกอบการหลายแห่งในพื้นที่ใกล้เคียง ให้ปิดสถานประกอบการในพื้นที่นั้น ๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และกรณีมีการแพร่ระบาดในสถานประกอบการหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดใด ให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพมหานคร พิจารณาปิดสถานประกอบการในพื้นที่ทั้งจังหวัด/กรุงเทพมหานคร เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ&amp;nbsp; 2) ในการจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม สามารถดำเนินการได้ตามที่ทางราชการกำหนดในแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด ในกรณีตรวจพบผู้ติดเชื้อในสถานประกอบการ ให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อมีคำสั่งปิดสถานที่นั้น ๆ เพื่อจัดระเบียบและระบบป้องกันโรคโควิด-19 อย่างน้อย 2 สัปดาห์ และหากตรวจพบว่ามีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในร้านอาหารหรือเครื่องดื่มหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดใด ให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพมหานครพิจารณาเพิ่มการปิดร้านอาหารที่มีความเสี่ยง ได้แก่ สถานประกอบการที่เป็นห้องแอร์ และสถานประกอบการที่ไม่ได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจกำกับการดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ตามที่ทางราชการกำหนดอย่างสม่ำเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98865</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายฉัตรชัย พรหมเลิศ, ปิดสถานบันเทิง, ป้องกันไวรัสโควิด, ศบค.มท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_606facd21e97b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 08:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เอาไงดี!เพื่อไทยค้านรัฐบาลงัดเคอร์ฟิวปิดทุกอย่างในประเทศหวั่นสร้างอีกปัญหาขึ้นมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;27 มี.ค.63- นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวคิดการเคอร์ฟิวประเทศว่า เข้าใจความกังวลในมิติและมุมมองทางด้านสาธารณสุข ซึ่งเห็นพ้องและเคารพ แต่อีกมุมมองที่ควรพิจารณาคู่กันคือมิติด้านเศรษฐศาสตร์ เรากำลังมีอีกวิกฤติหนึ่งรออยู่ หากเราควบคุมวิกฤติทางโรคระบาดด้วยต้นทุนที่สูงเกินจริง มันเป็นการซื้อเวลาวิกฤติหนึ่ง ด้วยราคาของอีกวิกฤติหนึ่ง ซึ่งมีอันตรายไม่น้อยไปกว่ากันเลย สิ่งๆนั้น เรียกว่าวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เกิดจากการล้มตายของธุรกิจ การตกงาน และหากลามถึงปัญหาในระบบสถาบันการเงิน จะเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
&amp;nbsp;
นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า บางแนวคิดอาจมองว่าเจ็บแต่จบ แต่ภาวะ จบแต่เจ็บจนเกินเยียวยา ก็อาจจะเกิดขึ้น ปัจจุบันที่รัฐบาลทำคือการปิดไม่ให้คนเข้าออกประเทศ แต่ยังไม่ได้หยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด มีปิดห้าง ปิดโรงหนัง ร้านอาหารบ้าง ตามจำเป็น ฯลฯเห็นว่า ระดับนี้เป็นขั้นมากสุดที่เศรษฐกิจไทยจะรับไหวแล้ว หากเราเดินไปถึงขั้นหยุดทุกอย่างในประเทศ เรากำลังแก้ปัญหาหนึ่ง ด้วยการสร้างอีกปัญหาหนึ่งขึ้นมา ญี่ปุ่น ใต้หวัน สิงค์โปร ก็ทำแบบเราที่ทำอยู่ในตอนนี้ เท่านั้น ไม่ได้ไปไกลแบบอู่ฮั่นโมเดล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ละประเทศมีกลไก เงินกองทุนของธนาคาร และกันชนทางการเงินของประเทศและธุรกิจที่ต่างกัน เรียกว่า สายป่านของประเทศ อเมริกา จีน ยุโรป มีสายป่านที่ยาว มีธนาคารกลางที่สามารถทำนโยบายการเงินแบบไม่จำกัดได้ สายป่านของไทย ไม่ได้สั้นมาก แต่ไม่ยาวพอที่จะรองรับการหยุดทุกอย่างในประเทศ แบบที่อู่ฮั่นทำแน่นอน การหยุดทุกการเคลื่อนไหวหรือเคอร์ฟิว เป็นการใช้บ้าน เป็น เครื่องป้องกัน ไม่ให้มนุษย์สัมผัสกับมนุษย์ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือเกือบทุกอย่างในประเทศมันต้องหยุดลง เพราะบ้าน มันเคลื่อนที่ไม่ได้ จะดีกว่าไหม ถ้าเราใช้ เครื่องป้องกัน ที่สามารถเคลื่อนที่ไปทำงานได้บ้างตามจำเป็น คือการใช้ กฎหมายควบคุม ให้ผู้คน 1.ต้องใส่หน้ากาก 2.ต้องใส่แว่น 3.ห้ามทานอาหารร่วมกัน 4. Social Distancing แค่ในช่วง 30-60 วันนี้ ควบคู่ไปกับการหรี่ไฟประเทศแบบที่ทำอยู่ตอนนี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเผ่าภูมิ กล่าวอีกว่า มองไม่เห็นว่าถ้าเราควบคุมให้ทุกคนทำทั้ง 4 ข้อนี้ เราจะสามารถ แพร่เชื้อและติดเชื้อ ได้ในทางไหน และเรายังสามารถไปทำงาน ใช้ชีวิตตามปกติได้ เราทุกคนก็ไม่ต้องตกงาน ธุรกิจก็ไม่ต้องล้ม ไม่ต้องเดิมพันเศรษฐกิจประเทศทั้งประเทศ ฝากเป็นอีกหนึ่งความเห็นให้รัฐบาลพิจารณาว่า เราอย่าไปไกลจนถึงจุดนั้นเลย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61093</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, ปิดประเทศ, ป้องกันไวรัสโควิด, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, เคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190724/image_big_5d37c5d0733a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61091</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 07:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 07:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;เสี่ยไก่&#039;หนุนไอเดีย&#039;หมอเลี้ยบ&#039;สู้โควิดหาอุปกรณ์ป้องกันให้บุคลากรการแพทย์และประชาชนให้เพียงพอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
27 มี.ค.63 - นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Watana Muangsook&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่รัฐบาลใช้อำนาจตาม พรก. ฉุกเฉิน ออกมาตรการที่เรียกว่าล็อกดาวน์ประเทศ หยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบทั้งหมดของประชาชน เพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างกัน (Social Distancing) ให้เกิดผลต่อการสกัดการแพร่เชื้อนั้น อาจจะเป็นความเหมาะสมในช่วงที่ประชาชนยังขาดการรับรู้และความพร้อมในการป้องกันตนเองอย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการดังกล่าวอาจจะมีผลดีทางด้านการป้องกันและควบคุมโรคในระยะดังกล่าว แต่จะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจของประเทศที่จะพังจนกู่ไม่กลับ หากไม่มีการปรับยุทธศาสตร์ให้เข้ากับสถานการณ์อย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงเห็นด้วยกับแนวความคิดของคุณหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และหม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล ที่เห็นว่าเราสามารถควบคุมโรคและพลิกฟื้นเศรษฐกิจไปพร้อมกันได้ เพราะโควิด-19 ผู้รู้หลายท่านให้ข้อสังเกตว่าน่าจะจบลงภายใน 6 เดือนหรือไม่เกินหนึ่งปี แต่หากปล่อยให้เศรษฐกิจพังจะใช้เวลาพลิกฟื้นเกิน 10 ปีแน่นอนและจะมีคนอดตายมากกว่าเสียชีวิตเพราะติดโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณหมอสุรพงษ์ให้ความรู้ว่าโควิด-19 เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ 3 ทางเท่านั้น คือตา จมูกและปาก หากเรามีเครื่องป้องกันการเข้าสู่ร่างกายครบทั้ง 3 ทางดังกล่าวโควิด-19 ก็จะไม่สามารถทำอะไรมนุษย์ได้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องรีบทำคือเตรียมความพร้อมทางด้านการแพทย์เพื่อรักษาประชาชน หาอุปกรณ์ป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อไม่ให้ติดเชื้อเสียเอง หาอุปกรณ์ป้องกันสำหรับประชาชนได้แก่ หน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ให้เพียงพอที่ประชาชนจะเข้าถึงเพื่อใช้ป้องกันตัว ป้องกันไม่ให้เกิดการกักตุนสินค้าจำเป็นจนขึ้นราคาทำให้ประชาชนเดือดร้อน และสร้างความตระหนักว่าผู้สูงวัยคือกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ จากนั้นรัฐบาลก็สามารถผ่อนคลายมาตรการเพื่อให้ประชาชนมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าฉวยโอกาสปิดประเทศเกินกำหนดจนเศรษฐกิจพินาศเพื่อเอามาแก้ตัวว่าโควิด-19 เป็นต้นเหตุ เพราะคนไทยต้องฆ่าตัวตายหนีพิษเศรษฐกิจมาก่อนจะเกิดโควิด-19 แล้ว การปรับยุทธศาสตร์ให้เท่าทันสถานการณ์คือหัวใจแห่งการอยู่รอดของประชาชน ทั้งจากโรคภัยและความยากจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัฒนา เมืองสุข
27 มีนาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;https://www.facebook.com/100002802810387/posts/2308508552585883/?d=n&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61091</URL_LINK>
                <HASHTAG>social distancing, น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี, นายวัฒนา เมืองสุข, บุคลากรทางการแพทย์, ป้องกันไวรัสโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1dcc21bdc3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61089</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 06:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 06:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ต้องขี่ช้างจับตั๊กแตน&#039;หมอเลี้ยบ&#039;แนะวิธีเอาชนะโควิดง่ายๆด้วยFace Shieldingจากสูงสุดคืนสู่สามัญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 มี.ค.63 - นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือหมอเลี๊ยบ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร&amp;nbsp; โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง เอาชนะโควิดด้วย Face Shielding :จากสูงสุดคืนสู่สามัญ มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) วันแรกหลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีมาตรการหลากหลายแตกต่างกันไปทั่วประเทศ บางแห่งประกาศเคอร์ฟิว บางแห่งตั้งด่านตรวจบนเส้นทางระหว่างจังหวัด ทั้งๆที่มาตรการเหล่านั้นไม่มีผลต่อการควบคุมโรคโควิดได้จริง
.
เป็นการ &amp;quot;ขี่ช้างจับตั๊กแตน&amp;quot; หรือถ้าเป็นภาษายุคใหม่ก็เป็นการ &amp;quot;เล่นใหญ่ไฟกระพริบ&amp;quot;
.
2) ลองตั้งสติก่อนดีไหมครับ ก่อนที่จะสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชน และเศรษฐกิจมากกว่านี้
.
3) การรับมือกับโรคโควิด เราแบ่งได้ 3 ขั้นตอนคือ
.
ก. การป้องกันโรค ได้แก่ Social Distancing, ใส่หน้ากาก, ล้างมือ, กินร้อน ช้อนประจำตัว และวัคซีน (ถ้ามี)
.
ข. การควบคุมโรค ได้แก่ ตรวจกรองหาผู้ป่วย, การกักกันตัวผู้เสี่ยงติดโรค 14 วัน
.
ค. การรักษา ได้แก่ การรักษาประคับประคอง, การให้ยาต้านไวรัส หรือ Hydroxychloroquine+Azithromycin และการรักษาผู้ป่วยหนักใน ICU
.
4) ในทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ ขั้นตอนการป้องกันโรค หากทำได้จริงจัง จะได้ผลดีมาก ลดอัตราป่วยได้รวดเร็ว และใช้ทรัพยากรน้อย
.
5) ทราบหรือไม่ว่า เมื่อ 39 ปีที่แล้ว มนุษย์เผชิญกับโรคติดต่อจากไวรัสชนิดหนึ่งที่แพร่ระบาดจากสัตว์สู่คน ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึงวันนี้ประมาณ 32 ล้านคน ผู้รับเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่เชื้อต่อให้คนอื่นได้ในระหว่างที่ไม่มีอาการ ช่วงแรกของการระบาด สร้างความแตกตื่นและความหวาดกลัวต่อผู้ติดเชื้ออย่างมาก ไม่ต่างจากโรคโควิดในวันนี้
.
แต่ผ่านมา 39 ปี เราอยู่กับโรคนี้อย่างมั่นใจว่า เราสามารถป้องกันได้ แม้ไม่มีวัคซีนก็ตาม
.
6) โรคที่รุนแรงและมีลักษณะคล้ายโควิดเช่นนี้ คือโรคอะไร และอะไรทำให้เราไม่กลัวโรคนี้อีกต่อไป ผมจะเล่าให้ฟัง
.
7) โรคดังกล่าวคือ โรค HIV/AIDS ที่เริ่มต้นมาจากลิงสู่คน แล้วแพร่ระบาดทางเพศสัมพันธ์และเข็มฉีดยา ไม่มีทางทราบได้ว่า ผู้แพร่เชื้อเป็นโรคนี้จากสภาพร่างกายภายนอกในระยะแรก
.
ช่วงเริ่มต้น ไม่มียารักษา ผู้เป็นโรคนี้เสียชีวิตทั้งหมด ปัจจุบันมียาต้านไวรัสแล้ว แต่เรายังไม่สามารถคิดค้นวัคซีนสำเร็จ
.
8)มนุษย์อยู่ร่วมกับเอดส์ มาได้ตลอด 39 ปี อย่างสันติด้วยอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆที่เรียกว่า &amp;quot;ถุงยางอนามัย&amp;quot; ซึ่งคิดค้นมาใช้เพื่อคุมกำเนิด แต่ได้กลายเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพในการต่อกรกับไวรัสเอดส์
.
นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคเอดส์คนแรก เป็นคนนำเสนอนโยบายการใช้ถุงยางอนามัย 100%ในทุกพื้นที่ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่แก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ ต่อมากลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของมนุษย์กับเอดส์ไปตลอดกาล เพราะทำให้มนุษย์มีเวลาพัฒนายาต้านไวรัสเอดส์ที่ได้ผล ผู้ติดเชื้อมีชีวิตยืนยาวขึ้น
.
9) แล้วเราได้ข้อคิดจากเรื่องถุงยางอนามัยอย่างไร
.
จากถุงยางอนามัยที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อคุมกำเนิด แต่กลับมีคุณอนันต์ในการป้องกันโรคเอดส์
.
10) จากการประมวลความรู้ในวันนี้ โรคโควิดติดต่อเข้าร่างกายผ่านทาง ตา จมูก และปาก โดยมีมือเป็นส่วนสำคัญในการป้อนไวรัสเข้าสู่ทั้งสามช่องทาง
.
ดังนั้น ถ้าเราไม่ยอมให้ไวรัสเข้าไปทาง ตา จมูก และปาก เหมือนกับ เราไม่ยอมให้ไวรัสเอดส์เข้าไปในเลือด ผ่านทางแผลถลอกเล็กน้อยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ได้ เราก็ควรป้องกันโรคโควิดได้...มิใช่หรือ
.
ในเมื่อ.....
เราใช้ถุงยางอนามัยป้องกันไวรัสเอดส์
เราสวมรองเท้าเพื่อป้องกันพยาธิปากขอ
เรานอนในมุ้งเพื่อป้องกันไข้เลือดออก
เราไม่กินปลาดิบเพื่อป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับ
เราต้มน้ำก่อนดื่มเสมอเพื่อป้องกันอหิวาตกโรค
.
การป้องกันโรคติดต่อโดยสร้างเกราะป้องกัน ง่ายๆอย่างนี้นี่เอง
.
แล้วทำไมเราป้องกันโรคโควิดไม่ได้ดีนัก ทั้งๆที่เรารู้ช่องทางขาเข้าของไวรัส
.
ทำไมเล่า...หน้ากากอนามัย หรือการล้างมือ เราจึงไม่สามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำว่า &amp;quot;ใช้ป้องกันโรคโควิดได้&amp;quot; จนเราต้องใช้วิธีการ Social Distancing และ Lockdown เป็นมาตรการสำคัญ
.
11) ทั้งนี้เป็นเพราะหน้ากากอนามัยใส่แล้วอึดอัด ต้องคอยขยับตลอดเวลา จนนักวิชาการต่างประเทศบางคนบอกว่า ยิ่งใส่หน้ากากอนามัยยิ่งเพิ่มความเสี่ยง
.
อีกทั้งหน้ากากอนามัยไม่ได้ป้องกันดวงตา สารคัดหลั่งจึงกระจายเข้าไปในดวงตาได้ บางครั้งเราก็เผลอขยี้ตาทั้งๆที่ไม่ได้ล้างมือ
.
12) เรามีถุงยางอนามัยสำหรับโรคเอดส์ แล้วโรคโควิดล่ะ เราจะมีอาวุธอะไร
.
ผมขอเสนอให้ใช้ Face Shield ซึ่งใช้กันอยู่แล้วในวงการอุตสาหกรรมว่า เหมาะที่สุดในการป้องกันโรคโควิด เพราะ
.
- ป้องกันได้ทั้ง ตา จมูก และปาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ไม่อึดอัดเหมือนใส่หน้ากาก หายใจได้สบายกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- เป็นเสมือนเกราะป้องกันไม่ให้เราเผลอใช้มือที่มีไวรัสมาสัมผัส ตา จมูก และปาก ผมเคยเห็นรายงานที่ระบุว่า ในวันหนึ่งๆ เราใช้มือสัมผัสใบหน้ากว่า 90 ครั้งโดยไม่รู้ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- แผ่นพลาสติกด้านหน้าใช้กันสารคัดหลั่งได้ ดี เพราะสารคัดหลั่งที่ออกมาจากผู้ติดเชื้อ พุ่งเป็นแนวโค้งในรูปละอองฝอยไม่เกิน 2 เมตร แรงโน้ม่ถ่วงย่อมทำให้ละอองฝอยเหล่านั้นตกพื้น ไม่ย้อนขึ้นผ่านใต้คาง และไม่ย้อนหันหลังกลับมาที่ใบหน้าเมื่อพุ่งผ่านใบหูไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ไม่จำเป็นต้องโค้งแนบชิดกับใบหน้า เพราะเราไม่ได้ป้องกันฝุ่น เช่น PM 2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กมากๆและน้ำหนักเบา แต่ใช้ป้องกันสารคัดหลั่งซึ่งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่า (ยกเว้นบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งทำงานในห้องผู้ป่วยที่เป็นระบบปิด เสี่ยงที่จะพบการกระจายของไวรัสมากกว่า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- อายุการใช้งานนาน สามารถทำความสะอาดและฆ่าเชื้อไวรัสด้วยการเช็ดแอลกอฮอล์ หรือล้างด้วยน้ำสบู่
.
13) เราสามารถทำ Face Shield เองได้อย่างง่ายดาย ด้วยต้นทุนวัสดุเพียง 7 บาท และเปิดดูขั้นตอนการทำได้ใน Youtube ซึ่งมีคลิปสอนวิธีทำเกิดขึ้นจำนวนมากในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา
.
14) เราสามารถทำ Face Shield ให้สวยงามเป็นแฟชั่นก็ได้ เพราะมี Makers เก่งๆไม่น้อยที่ช่วยสร้างสรรค์ออกมาด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
.
13) ในกรณีของโรคเอดส์ จะป้องกันโรคได้ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง 100% แต่ในกรณีของโรคโควิด ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยในการกระจายของเชื้อ (R0) เท่ากับ 1.4-3.9 ถ้ามีผู้ใส่ Face Shield เพียง 29-74% ของประชากร ก็สามารถควบคุมโรคได้แล้ว
.
แต่ถ้าประชาชนทุกคนใส่ Face Shield ยิ่งป้องกันการแพร่กระจายของโรคโควิดได้ชะงัด
.
14) ฟังดูง่ายดายไปหน่อยไหม ทำไมไม่มีใครคิดมาก่อน
ลองทบทวนเรื่องถุงยางอนามัยกับโรคเอดส์อีกครั้ง
ทำไมง่ายดายอย่างนั้น ทำไมไม่มีใครคิดมาก่อนคุณหมอวิวัฒน์
.
15) ช่วยกันรณรงค์ใส่ Face Shield กันให้มากๆจนถึง 100% ยิ่งดี
เราจะได้ไม่ต้องทำ Social Distancing กันไม่รู้จบ
แต่หันมาทำ Face Shielding ซึ่งทำได้ง่ายกว่าแทน
.
16) แล้วการขี่ช้างจับตั๊กแตน จะสิ้นสุดโดยเร็ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61089</URL_LINK>
                <HASHTAG>Face Shielding, social distancing, น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี, ป้องกันไวรัสโควิด, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7d3fc091775.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
