<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74012</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2020 19:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2020 18:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธนรักษ์&quot; ย้ำอย่าตั้งความหวังสูง ไทยมีโอกาสกลับมาระบาดใหม่ได้อีก จับตาบทเรียนเวียดนามใกล้ชิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10ส.ค.63-นพ. ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กล่าวว่า มาตรการเตรียมตัวการระบาดระยะต่อไป จะเห็นว่าเราไม่มีผู้ป่วยติดเชื้อในประเทศมานาน และมีผู้ป่วยติดเชื้อที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ประมาณวันละ 5-6 คน &amp;nbsp; แต่สิ่งที่ทุกคนควรเข้าใจและตระหนักไว้ ก็คือประเทศไทยมีโอกาสที่จะกลับระบาดระลอกใหม่ได้อีก จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจและทบทวนทบทบท &amp;nbsp;ตัวเอง เข้าใจแนวทางปฎิบัติตัว และทำตัวอยบ่างไร เพื่อไม่ให้โรคระบาดกว้างขวาง เพราะแม้วันนี้ ไทยจะไม่มีผู้ป่วยในประทเศ แต่โลกมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตลอดเวลา หรือในทุก4-5 วัน จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 1 ล้านคนทั่วโลก ส่วนประเทศที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ยังเป็นประเทศเดิมๆ คือ สหรัฐ และบราซิล &amp;nbsp;เมื่อวานสหรัฐ เพิ่มเกือบ 5หมื่นคน บราซิล 2หมื่นคน อินเดีย ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ &amp;nbsp;ถามว่าตัวเลขนี้เป็นจริงตามนี้หรือไม่ ซึ่งมีการศึกษาในหลายประเทศ พบว่ายอดจำนวนรายงานผู้ป่วยอาจต่ำกว่าความเป็นจริง 10เท่า เช่น สหรัฐ &amp;nbsp;เมื่อวานติดเชื้อ 4.7 หมื่นราย &amp;nbsp;จริงๆอาจมีการติดเชื้อ &amp;nbsp; 4.7 แสนคน ที่ตัวเลขแตกต่างกันเพราะมี 2-3 สาเหตุ 1. &amp;nbsp;เพราะมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งไม่รับการรักษาที่โรงพยาบาล เช่น พวกไม่มีอาการ หรือมีอาการนอย มีอาการคล้ายหวัด ไข้ไม่สูง เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว พวกนี้ก็ไม่ได้รับการรักษาอาการาที่รพ. และไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ในภาพรวมสัดส่วนผู้ติดเชื้อทั่วโลกยังไม่สูง พอที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ &amp;nbsp; เช่น รัฐนิวยอร์ก &amp;nbsp;ในเมืองติดเชื้อประมาณ 20-30% แต่นอกเมืองติด 10-20% &amp;nbsp;ดังนั้น ความหวังว่าจะเกิดภูมิตุ้มกันหมู่ เพื่อให้โรคละลอตัว โดยไม่รอวัคซีน ในภาพใหญ่ดังกล่าว จะเกิดขึ้นข้ากว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ เพราะในความเป็นจริงแม้จะมีการแพร่ระบาดเยอะ แต่จริงๆไม่ไปไกลเท่าไหร่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.ธนรักษ์ กล่าวาอีกว่า สิ่งที่เรากำลังจับตาใกล้ชิดคือ เวียดนาม ที่มีการระบาดระลอกใหม่ &amp;nbsp;ทั้งที่ช่วงแรกมีการติดเชื้่อในประเทศไม่มาก &amp;nbsp;เพราะเวียดนาม ปิดประเทศเร็ว การแพร่ระบาดจึงไม่มาก แต่การที่มีการแพร่ระบาดที่เมืองดานัง ทำให้เวียดนาม มีผู้ป่วยเกิดขึ้นมาก &amp;nbsp;ซึ่งทางการเวียดนาม พยายามควบคุมสถานกาณณ์เข้มข้น ทำให้จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ชะลอตัวลง นอกจากนี้ ทางการเวียดนาม ยังพยายามสอบสวน สาเหตุการเกิดระลอกใหม่ว่าเกิดจากอะไร ซึ่งยังไม่รู้คำตอบ มีแค่ 2 สมมุติฐาน ว่าแม้ไม่เจอผู้ป่วยในประเทศ 90 วัน แต่ก็ยังไม่ตัดประเด็น มีผู้ติดเชื้อในประเทศหลงเหลืออยู่ &amp;nbsp; ซึ่งพอมีการผ่อนคลายมาตรการ ก็ทำให้กลับมาเจอผู้ป่วยได้อีก นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์การแพร่ระบาดในรพ. ดังนั้น จนถึงตอนนี้ การระบาดใหม่ของเวียดนาม ยังไม่รู้ว่า มาจากผู้ติดเชื้อในประเทศ .หรือนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาทางการเวียดนามเข้มงวด ผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ หรือมาจากผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย &amp;nbsp;ไม่แตกต่างจากเราเท่าไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ประเทศไทยจะเจอผู้ป่วยใหม่อีกครั้งแน่นอน โอกาสค่อนข้างสูง แต่หวังว่าจะไม่เป็นการระบาด ถ้าระบาดก็วงจำกัด ไม่เป็นวงกว้างขวางมากเกินไป จะสามารถคุมโรคได้ในเวลาสั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการเจอผู้ป่วยเร็ว สอบสวนโรคเร็ว ติดตามคนสัมผัสผู้ติดเชื้อได้เร็ว ครอบคลุมทุกคนและนำเข้ามาอยู่ในสถานกักกันทั้งหมด ถ้าทำได้ก็จะคุมโรคได้สูงมาก รวมถึง ประชาชนในพื้นที่ที่เจอผู้ป่วยให้ความร่วมมือแค่ไหน ถ้าร่วมมือดีประเทศไทยก็จะเจอผู้ป่วยแต่ไม่มีการระบาด&amp;rdquo;นพ.ธนรักษ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74012</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ธนรักษ์ ผลิพัฒน์, ประเทศเวียดนาม, ป้องระบาดระลอกสอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200810/image_big_5f313258582cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2020 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2020 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ดร.สุวินัย&#039;เตือนคนไทยระวังมีอีก2กลุ่มเสี่ยงทำโควิดระบาดระลอกที่สองได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 พ.ค.63-ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &amp;nbsp;โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ตอนนี้เมืองไทยและคนไทยต้องเตรียมระวัง &amp;nbsp;คลื่นระบาดระลอกที่สองได้แล้วนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คราวนี้น่าจะมาจากคนติดเชื้อจากต่างประเทศ กับ &amp;nbsp;แรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาตามชายแดนช่องทางธรรมชาติเป็นหลัก เมื่อออกนอกบ้าน ทุกคนยังควรใส่แมสก์และล้างมือบ่อยๆเสมอ &amp;nbsp;กับรักษา Social Distancing อย่างเคร่งครัด&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66177</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุวินัย ภรณวลัย, ป้องระบาดระลอกสอง, แรงงานต่างด้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0f6e332e7ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>17พ.ค.ปลดเฟส2 บิ๊กตู่ลงประกาศราชกิจจาฯขยายเคอร์ฟิว-เปิดห้างใหญ่‘อนุทิน’ถอด‘จีน-เกาหลีใต้’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; หัวโต๊ะถก ศบค. เคาะลดเวลาเคอร์ฟิวเป็น 23.00-04.00 น. คลายล็อกเฟส 2 เปิดห้าง-ร้านค้าส่ง-สนามกีฬา-ถ่ายหนัง ดีเดย์ 17 พ.ค. สั่งประเมินเข้มหลังผ่อนปรน เน้นพีอาร์ให้ ปชช.ร่วมมือตื่นตระหนัก ป้องระบาดระลอกสอง ไทยติดเชื้อเพิ่ม 7ราย พบในสถานกักกันกลับจากปากีสถาน &amp;ldquo;หมอหนู&amp;rdquo; ออกประกาศยกเลิก &amp;ldquo;เกาหลีใต้-จีน-มาเก๊า-ฮ่องกง&amp;rdquo; จากบัญชีดำแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม เวลา 09.30 น. &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 12.35 น. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย มีผู้ป่วยรายใหม่ 7 ราย โดยทั้งหมดพบในสถานที่กักกันของรัฐ ซึ่งเป็นคนไทยที่เดินทางกลับมาจากปากีสถานเมื่อวันที่ 7 พ.ค. เป็นเพศชาย 6 ราย และเพศหญิง 1 ราย อายุระหว่าง 17-31 ปี การพบผู้ป่วยรายใหม่ในสถานกักกันของรัฐ เท่ากับในวันนี้ประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อรายปกติในพื้นที่ของประเทศ ถือว่าน่าพอใจ และหากดูผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับจากต่างประเทศและมาอยู่ในสถานกักกันตัวของรัฐ &amp;nbsp;พบว่ามาจากประเทศอินโดนีเซียมากที่สุด 65 ราย รองลงมาคือ ปากีสถาน 16 ราย โดยจะเพ่งเล็งเรื่องการเดินทางเข้าประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางทางอากาศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ในที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้แจ้งต่อที่ประชุมทราบว่า ขอบคุณข้าราชการ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ทำงานอย่างหนักในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จนทำให้ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนไทยผ่อนคลายมากที่สุด เพราะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงถึงการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและกลไกอื่นๆ ในสังคม และขอชื่นชมผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บริหารท้องถิ่นทุกระดับ ที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังขอบคุณทีมประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้กับประชาชน ทำให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์และให้ความร่วมมือกับภาครัฐ โดยเฉพาะในการก้าวเข้าสู่มาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือเพิ่มขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม นายกฯ ยังกังวลใจในการแพร่ระบาดของโรคในคลื่นลูกที่ 2 ซึ่งขอความร่วมมือสื่อมวลชนเพื่อให้ข้อมูลและทำความเข้าใจกับประชาชนทุกระดับอย่างกว้างขวาง และช่วยกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมกลไกของภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบรับรู้ข้อมูลที่ตรงกัน และเพื่อให้เกิดความตื่นตระหนักไม่ให้สถานการณ์หากการแพร่ระบาดกลับมาอีก
ประเมินเข้มหลังผ่อนปรน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จะต้องประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ใช้ข้อมูลผลการปฏิบัติตามมาตรการในข้อกำหนด ฉบับที่ 3 และฉบับที่ 5 มาพิจารณาประกอบกับผลการตรวจประเมินกิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลายตามข้อกำหนด ฉบับที่ 6 เพื่อจัดทำแนวทางการผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรม และร่างข้อกำหนดเพิ่มเติมตามความเหมาะสมต่อไป โดยคำนึงถึงปัจจัยทางด้านสาธารณสุขเป็นหลัก รวมถึงให้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายกฯ ให้นำแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันไทยชนะ ที่ ศบค.พัฒนาขึ้นมาใช้สนับสนุนการกำกับการดำเนินการของผู้ประกอบกิจการ/กิจกรรมให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ เพื่อปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของพลเมือง และต้องทำให้มั่นใจในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลให้กับประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า นายกฯ ได้ให้ศึกษาเปรียบเทียบความจำเป็นในการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กับกรณีหากใช้กฎหมายปกติ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด เพื่อเป็นข้อพิจารณาให้กับคณะกรรมการ ศบค. ในการประกาศขยายเวลาหรือยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในระยะต่อไป และนายกฯ มีความห่วงใยกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องของการกำหนดเปิดภาคเรียนเดือน ก.ค. อยากให้ประชาสัมพันธ์เตรียมความพร้อมในเรื่องของสถานที่ เจ้าหน้าที่และการปฏิบัติในโรงเรียน รวมทั้งหาแนวทางเกี่ยวกับการเปิดเรียน การเรียนออนไลน์ การเหลื่อมเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในที่ประชุม ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอผลการคาดการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กรณีมาตรการป้องกันโรคที่แตกต่างกัน หากมีการตรึงมาตรการเข้มข้น จะมีผู้ติดเชื้อใหม่ 3 คนต่อวัน คาดการณ์ว่าความชุกผู้ป่วยวิกฤติในวันที่ 30 ก.ย.จะอยู่ที่ 15 คนต่อวัน โรงพยาบาลจะยังรับไหว แต่ถ้าผ่อนคลายมากขึ้น จะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 24 คนต่อวัน และความชุกผู้ป่วยวิกฤติในวันที่ 30 ก.ย.จะอยู่ที่ 105 คนต่อวัน ซึ่งตรงนี้ก็ยังพอรับไหว แต่กรณีผ่อนคลายมาก เปิดทุกกิจการ/กิจกรรม จะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 65 คนต่อวัน ความชุกผู้ป่วยวิกฤติในวันที่ 30 ก.ย.จะอยู่ที่ 289 คนต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า มาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.นี้ รวมถึงมาตรการเคอร์ฟิวที่ประชุมมีมติให้ปรับเวลาจาก 22.00-04.00 น. เป็นเวลา 23.00-04.00 น. ส่วนมาตรการการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ยังคงเดิม ทั้งการเดินทางเข้าประเทศ ทั้งทางบก อากาศ น้ำ และงดหรือชะลอการเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเจอกับโรคนี้มาไม่กี่เดือน เราต้องพลิกทุกอย่างแก้ปัญหาในเวลาสั้น ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่คนคิด แต่ทุกคนร่วมมือ จึงขอความร่วมมือทุกกิจการ/กิจกรรม หากมีสิ่งใดที่ ศบค.ต้องปรับปรุงก็จะทำให้ดีขึ้น คาดหวังให้เดินไปข้างหน้าให้ตัวเลขเราดีอย่างนี้เพื่อไปสู่การผ่อนปรนในระยะที่ 3 และ 4 ต่อไป เพื่อกลับสู่ภาวะปกติ แต่เป็นปกติในชีวิตวิถีใหม่ เพราะเรายังไม่มียารักษาและวัคซีน เราต้องปรับตัวปรับใจ เศรษฐกิจจะกลับมาดีขึ้น เป็นชาติต้นๆ ของโลกหรือไม่ อยู่ที่จังหวะไม่อีกกี่วันข้างหน้า ต้องไม่กะพริบตา ความร่วมมือต้องเกิน 90% ถึง 100% ต้องให้ความร่วมมือดีเหมือนเดิมตราบใดที่โรคนี้ยังอยู่&amp;quot; โฆษก ศบค.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า มาตรการผ่อนปรนในส่วนกองถ่ายภาพยนตร์และละคร ต้องไม่เกิน 50 คน และต้องแจ้งลงทะเบียนแจ้งในกองมีใครบ้างที่เป็นข้อมูลส่วนตัว และมีมาตรการป้องกันทางสาธารณสุข การถ่ายทำที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดที่หมายถึงฉายที่มีการต่อสู้หรือฉากแสดงความรักต่างๆ ขอให้งดเว้น โดยให้ใช้เทคนิคพิเศษแทน ส่วนกิจการนวดอยู่ในการผ่อนปรนระยะที่ 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในช่วงค่ำ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 7) ซึ่งลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์แล้ว และมีผลบังคับใช้ในวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เนื้อหาของข้อกำหนดดังกล่าวมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการผ่อนปรนในระยะที่ 2 โดยระบุว่า 1.การห้ามออกนอกเคหสถาน ห้ามบุคคลใดทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 23.00 น. ถึงเวลา 04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น และให้ข้อยกเว้นการห้ามออกนอกเคหสถานตามข้อกำหนดในฉบับที่ 3 ยังคงบังคับใช้ต่อไป 2.การผ่อนผันการใช้อาคาร สถานที่ของโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจพิจารณาผ่อนผันการใช้อาคารสถานที่ของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาเฉพาะที่ดำเนินการในลักษณะของการให้ความช่วยเหลือ การสงเคราะห์ อุปถัมภ์ หรืออุปการะเด็กกำพร้าที่ประสบปัญหาครอบครัว เด็กยากไร้ หรือเด็กด้อยโอกาส และอาจเป็นกลุ่มเสี่ยงได้ หากปล่อยให้เด็กอาศัยอยู่ในสถานที่พักอาศัยของตนหรือที่อื่น หรือเป็นการใช้อาคารสถานที่ดังกล่าวเพื่อการทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์สาธารณะตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัดอนุญาต แต่ยังคงงดเว้นการใช้อาคารสถานที่เพื่อการจัดการเรียนการสอน การสอบ หรือการฝึกอบรม&amp;nbsp;
3.การผ่อนคลายให้ดำเนินการหรือทำกิจกรรมบางอย่างได้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกของประชาชนและขับเคลื่อนกิจกรรมบางอย่าง ภายใต้การดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด รวมทั้งการจัดระเบียบและระบบต่างๆ ให้สถานที่หรือการดำเนินกิจกรรมที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่า
ราชการจังหวัดเคยมีคำสั่งปิดสถานที่ไว้เป็นการชั่วคราว ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 และตามข้อกำหนด (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 1 พ.ค.2563 สามารถเปิดดำเนินการหรือทำกิจกรรมบางอย่างเพิ่มเติ่มได้ทั่วราชอาณาจักร ตามความสมัครใจและความพร้อม ดังต่อไปนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;กิจกรรมด้านเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต การจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มในภัตตาคาร สวนอาหาร ศูนย์อาหาร โรงอาหาร ร้านอาหารหรือเครื่องดื่มทั่วไป ซึ่งไม่รวมถึงสถานบริการ ผับ บาร์ ให้เปิดดำเนินการได้ แต่ยังคงห้ามการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในสถานที่ดังกล่าวนี้ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ให้เปิดดำเนินการเพิ่มเติมได้ ในส่วนที่เป็นการจำหน่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคและการให้บริการ รวมทั้งร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม (ห้ามการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน) ร้านเสริมสวย แต่งผม ตัดผมหรือ ทำเล็บ ยกเว้นส่วนที่เป็นโรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ สถานที่เล่นโบว์ลิง ตู้เกม เครื่องเล่นหยอดเหรียญ สถานที่เล่นสเกตหรือโรลเลอร์เบลดหรือการละเล่นอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน คาราโอเกะ สวนสนุก สวนน้ำ สวนสัตว์ สนุกเกอร์ บิลเลียด ร้านเกม สถานที่ออกกำลังกายฟิตเนส สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สถานประกอบการนวดแผนไทย นวดฝ่าเท้า สถาบันกวดวิชา สนามพระเครื่อง ศูนย์ประชุม ทั้งนี้ พื้นที่และกิจกรรมที่เปิดดำเนินการได้ให้งดเว้นการจัดการแข่งขัน กิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือการดำเนินการอื่นใดที่เปิดโอกาสให้ผู้คนมาชุมนุมกันหนาแน่น และให้เปิดดำเนินการ ได้จนถึงเวลา 20.00 น.&amp;nbsp;
ร้านค้าปลีกค้าส่ง หรือตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ สถานที่บริการดูแล สถานที่พำนักอาศัย หรือสถานสงเคราะห์อื่นที่จัดสวัสดิการให้แก่เด็กหรือผู้สูงอายุ หรือผู้มีภาระพึ่งพิงให้เปิดดำเนินการได้เฉพาะที่มีการรับตัวไว้พักค้างคืนเป็นปกติธุระ การถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ซึ่งเมื่อรวมคณะทำงานหน้าฉาก และทุกแผนกแล้วต้องมีจำนวนไม่เกิน 50 คน และต้องไม่มีผู้ชมเข้าร่วมรายการ ห้องประชุมในโรงแรมหรือศูนย์ประชุม ให้เปิดดำเนินการได้เฉพาะกรณีจำกัดจำนวน ผู้เข้าร่วมประชุม และเป็นการประชุมคณะกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือการประชุม การอบรม การสัมมนา ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมมาจากหน่วยงานเดียวกันเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบทราบแหล่งที่มา&amp;nbsp;
กิจกรรมด้านการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพหรือสันทนาการ ประกอบด้วย คลินิกเวชกรรมเสริมความงาม สถานเสริมความงาม และร้านทำเล็บ ทั้งที่อยู่ในและนอกห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า หรือคอมมูนิตี้มอลล์ ให้เปิดดำเนินการได้เฉพาะการเสริมความงามเรือนร่างและผิวพรรณ ไม่รวมถึงการเสริมความงามบริเวณใบหน้า สถานที่ออกกำลังกายฟิตเนสที่มิได้ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า หรือคอมมูนิตี้มอลล์ ให้เปิดดำเนินการได้เฉพาะส่วนที่เป็นการเล่นโยคะหรือฟรีเวท โดยงดเว้นการใช้เครื่องเล่น เครื่องลู่วิ่ง จักรยานปั่น หรือการเล่นแบบรวมกลุ่ม สถานที่หรือสนามออกกำลังกายในร่ม เฉพาะกีฬาประเภทที่ตามกติกาสากลที่มิได้มีการปะทะกันระหว่างผู้เล่นและต้องไม่มีผู้ชมการแข่งขัน หากเล่นเป็นทีม ให้มีผู้เล่นได้ฝั่งละไม่เกินสามคน ได้แก่ แบดมินตัน ตะกร้อ เทเบิลเทนนิส สควอช ยิมนาสติก ฟันดาบ และปืนผา สระว่ายน้ำสาธารณะทั้งกลางแจ้งและในร่ม สวนพฤกษศาสตร์ สวนดอกไม้ พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน ห้องสมุดสาธารณะ และหอศิลป์
4.การดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคและการจัดระเบียบ ให้เจ้าของหรือผู้จัดการ สถานที่ตามข้อ 3 มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค รวมทั้งดำเนินการจัดระเบียบและระบบต่างๆ ตามคำแนะนำ เงื่อนไข และเงื่อนเวลาที่ผู้ว่าฯ กทม. ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือตามที่ทางราชการกำหนด ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบ แนะนำ ตักเตือน ห้ามปราม หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย รวมทั้งเสนอให้ผู้มีอำนาจตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 สั่งปิดสถานที่นั้นเป็นการชั่วคราวเฉพาะรายในกรณีที่ผู้ว่าฯ กทม.หรือผู้ว่าฯ มีคำสั่งปิดสถานที่ไว้เป็นการชั่วคราวตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ เมื่อเจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการที่ทางราชการกำหนดและจัดระเบียบแลระบบต่างๆ แล้ว ให้ผู้ว่าฯ กทม.หรือผู้ว่าฯ แล้วแต่กรณี มีอำนาจสั่งให้เปิดดำเนินการในสถานที่ดังกล่าวได้&amp;nbsp;
และ 5.เพื่อให้มาตรการป้องกันโรคเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ให้ผู้ว่าฯ กทม.และผู้ว่าฯ อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ มีคำสั่งปิดสนามชนโค สนามกัดปลา หรือสนามการแข่งขันอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันเพิ่มเติม เนื่องจากพบว่าเป็นสถานที่ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการแพร่โรค รวมทั้งดำเนินการอื่นใดให้สอดคล้องกับข้อกำหนดนี้
พลิกโฉมแพทย์วิถีใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สธ.ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลในสังกัดรับมือกับผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งการที่เราชนะโควิด-19 ในยกแรก โดยมีผู้ติดเชื้อต่ำกว่า 10 ราย เพราะประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำ ซึ่งการแพทย์วิถีใหม่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ของโรค โดยเป้าหมายการดำเนินงานมี 3 เรื่องคือ 1.ความปลอดภัย มีการปรับโครงสร้างใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด เปลี่ยนระบบการทำงานใหม่ เช่นอาจมีการนัดหมาย เพื่อให้มีการเว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนที่เป็นผู้ป่วย 2.ลดการแออัด ต้องแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกเป็นระดับความรุนแรงตามสี การจัดให้บริการตามความเหมาะสม อีกทั้งใช้ระบบเทคโนโลยีเพื่อให้ผู้ป่วยอยู่บ้าน และได้มีการพูดคุยกับแพทย์ที่โรงพยาบาล ไม่ต้องรอที่โรงพยาบาลเพื่อลดความแออัด 3.ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการเข้าถึงบริการแก่ประชาชนและยกระดับคุณภาพของบริการทางการแพทย์ และจัดทำข้อมูลภาพรวมทั้งประเทศเพื่อนำมาวิเคราะห์แก้ไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์พยายามปลี่ยนการรักษาเฉพาะที่โรงพยาบาลมาเป็นสามารถรักษาพยาบาลที่ไหนก็ได้มา 2 ปีแล้ว แต่ยังไม่คืบหน้า เนื่องจากผู้ให้บริการก็ไม่คุ้นเคย และประชาชนก็อยากมาโรงพยาบาล ทั้งนี้ การระบาดของโรคโควิด-19 เราจะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในการผลักดันโครงการแพทย์วิถีใหม่อีกสักครั้ง เพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยขณะนี้ประชาชนเวลาจะไปโรงพยาบาลจะต้องถูกคัดกรองก่อน โดยมีฉากกั้นระหว่างแพทย์กับผู้รับบริการเพื่อความปลอดภัย ในส่วนของการผ่าตัดวิถีใหม่ ขณะนี้อาจมีหลายคนถูกเลื่อนนัดผ่าตัดในกรณีที่ไม่เร่งด่วน เพื่อให้?แพทย์และประชาชนมีความปลอดภัย เพราะถ้าคนไข้มีเชื้อโควิด-19 แล้วแพร่เชื้อไปยังแพทย์ อาจทำให้มีการติดเชื้อไปยังประชาชนที่จะเข้ารับบริการได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้โรงพยาบาลใหญ่ๆ ในกทม.ได้มีห้องผ่าตัดความดันลบเพื่อผ่าคนไข้ที่มีเชื้อโควิดโดยเฉพาะ โดยจะมีการถอดบทเรียนเพื่อกระจายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ส่วนของการทำฟัน สถาบันทันตกรรม เริ่มให้ประชาชนกลับมาทำฟันได้ แต่จะต้องมีคัดกรองเช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โรงพยาบาล?บางแห่งประชาชนเริ่มกลับมาใช้บริการ โดยจะจัดระบบการจัดการผู้ป่วยโรคเรื้อรังวิถีใหม่ โดยแบ่งเป็นคนไข้ที่ดูแลตัวเองได้ดี (สีเขียว)? กลุ่มที่ต้องการปรึกษาแพทย์ (สีเหลือง)? และกลุ่มที่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล (สีแดง)? ซึ่งในส่วนคนไข้กลุ่มสีเหลืองอาจจะมีปัญหาสุขภาพ แต่ไม่มีปัญหาแทรกซ้อน ก็จะจัดให้มีผู้จัดการคนไข้และผู้ประสานงานคืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการลงพื้นที่เพื่อพูดคุยถึงปัญหาของผู้ป่วย ส่วนกลุ่มสีแดงถ้าคนไข้จะมาโรงพยาบาลต้องมีการเว้นระยะห่าง ยกตัวอย่างกรณีที่โรงพยาบาลราชวิถี ถ้านัดเจอแพทย์ 09.30 น. ถ้ามาก่อน 09.00 น. จะไม่อนุญาตให้เข้ามาในตึกคลินิกที่นัดไว้ เพื่อลดการแออัด&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า มีการจัดทำแอปพลิเคชันชื่อ &amp;quot;NCI EASY&amp;quot; เข้ามาช่วยในการนัดหมายเวลามาเจอแพทย์ หรือสามารถจ่ายเงินค่ารักษาผ่านแอปฯ ได้ด้วยเช่นกัน เพื่อลดความเสี่ยงติดโควิด-19 โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติได้ดำเนินการเป็นที่แรก ซึ่งระบบนี้จะถอดบทเรียนเพื่อไปใช้กับ 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศ โดยได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาทญี่ปุ่น ผ่านองค์การอนามัยโลก โดยไทม์ไลน์ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงเดือนหน้าในพื้นที่ปัตตานี จะเห็นรูปแบบที่ชัดเจนทั้งจังหวัด อีก 12 เขตสุขภาพ จะทำอีกใน 1 ปีข้างหน้า ให้เห็นภาพว่าการดูแลคนไข้ต่อเนื่องตั้งแต่บ้านไปถึงโรงพยาบาลจังหวัดเป็นอย่างไร ซึ่งจะเห็นความชัดเจนมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยกเลิกท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ลงในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 137 ตอน 114 ง แล้ว โดยมีเนื้อหาระบุว่า กรณีโรคโควิด-19 ซึ่ง รมว.สาธารณสุขได้ประกาศให้สาธารณรัฐเกาหลี, สาธารณรัฐประชาชนจีน, เขตบริหารพิเศษมาเก๊า และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 แต่เนื่องจากเกาหลีใต้, จีน, มาเก๊า และฮ่องกงมีความพร้อมด้านการแพทย์ และการสาธารณสุขในการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เพื่อให้การป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ที่อาจเข้ามาภายในราชอาณาจักรมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงเห็นสมควรให้ประกาศยกเลิกเกาหลีใต้, จีน, มาเก๊า และฮ่องกงจากการเป็นท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคโควิด-19 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในช่วงบ่าย พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทางไปพบกับสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย โดยได้โพสต์เฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha ระบุว่า ไปพบกับสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมาชิกเป็นเรือประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้านจำนวนมาก ถือเป็นโอกาสดีที่ได้มาพบและรับฟังสถานการณ์ปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้ทำประมงโดยตรง ทั้งในเรื่องของข้อกฎหมาย และแรงงาน จากนั้นได้โพสต์อีกว่าได้เดินทางไปพบกับสมาคมผู้ค้าปลีกไทย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66042</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, คลายล็อกเฟส 2, จีน-เกาหลีใต้, ป้องระบาดระลอกสอง, ผ่อนปรน, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200515/image_big_5ebe924dde104.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
