<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91869</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 20:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 14:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.สส.พม่าอ้างเลี่ยงไม่ได้ต้องขับไล่&#039;ซูจี&#039; สหรัฐจ่อตัดความช่วยเหลือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐระบุอย่างเป็นทางการว่า สถานการณ์ที่กองทัพพม่าขับไล่รัฐบาลของนางอองซาน ซูจี คือการก่อรัฐประหาร ซึ่งผูกมัดให้สหรัฐต้องตัดความช่วยเหลือที่ให้แก่เมียนมา ขณะพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย อ้าง &amp;quot;เลี่ยงไม่ได้&amp;quot; ต้องยึดอำนาจเพราะรัฐบาลซูจีไม่ตรวจสอบคำกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวเมียนมาในญี่ปุ่นคาดเทปกาวทับใบหน้าของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย บนป้ายประท้วงระหว่างชุมนุมคัดค้านรัฐประหาร ที่กรุงโตเกียวเมื่อวันจันทร์ (Photo by Carl Court/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กองทัพเมียนมาซึ่งมีพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ควบคุมตัวนางอองซาน ซูจี, ประธานาธิบดีวิน มยิน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคนเมื่อเช้ามืดวันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ ก่อนที่เวลาต่อมากองทัพจะยืนยันว่าได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ด้วยเหตุผลว่าล้มเหลวในการจัดการกับปัญหาการทุจริตเลือกตั้ง พร้อมกับประกาศภาวะฉุกเฉินนาน 1 ปี โดยมอบอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ อยู่ภายใต้การควบคุมของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ว่า ในคำกล่าวต่อสาธารณะครั้งแรกนับแต่ยึดอำนาจ พลเอกอาวุโสผู้นี้อ้างว่า การยึดอำนาจของกองทัพ &amp;quot;เป็นไปตามกฎหมาย&amp;quot; หลังจากรัฐบาลไม่ตอบสนองต่อข้อข้องใจของกองทัพเรื่องคำกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หลังจากข้อเรียกร้องมากมาย วิธีนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับประเทศ และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องเลือกวิธีนี้&amp;quot; เพจเฟซบุ๊กทางการของกองทัพเมียนมาอ้างคำกล่าวของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรุงวอชิงตัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า กระทรวงได้ประเมินแล้วว่า &amp;quot;อองซาน ซูจี ผู้นำพรรครัฐบาล (เมียนมา) และวิน มยิน ผู้นำรัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยถูกต้อง โดนขับออกจากตำแหน่งในการรัฐประหาร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การระบุเช่นนี้หมายความว่า สหรัฐจะไม่สามารถมอบความช่วยเหลือแก่รัฐบาลเมียนมา ถึงแม้ว่าผลกระทบจากการนี้จะเป็นในเชิงสัญลักษณ์เสียมาก เนื่องจากความช่วยเหลือเกือบทั้งหมดที่สหรัฐมอบให้เมียนมานั้นมอบให้แก่องค์กรเอกชน ส่วนกองทัพเมียนมาก็โดนสหรัฐคว่ำบาตรอยู่แล้วจากกรณีการปราบปรามชาวมุสลิมโรฮีนจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงยืนยันว่า สหรัฐจะยังคงความช่วยเหลือโครงการด้านมนุษยธรรมไว้ต่อไป รวมถึงการช่วยเหลือชาวโรฮีนจา แต่จะทบทวนความช่วยเหลือที่มอบให้แก่เมียนมาในวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า นับแต่ปี 2555 สหรัฐให้ความช่วยเหลือแก่เมียนมา 1,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 45,048 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนประชาธิปไตย,สันติภาพภายในประเทศ และชุมชนที่เผชิญกับความรุนแรง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91869</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัดความช่วยเหลือ, ผบ.สส.เมียนมา, พม่า, พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย, รัฐประหาร, สหรัฐ, อองซาน ซูจี, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210203/image_big_601a4e530e737.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91343</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2021 23:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2021 23:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลุกผีรัฐประหาร ผบ.สส.เมียนมาเปรยเรื่องฉีกรัฐธรรมนูญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.สส.เมียนมา เตือนว่าในสภาพการณ์บางอย่างอาจจำเป็นต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2551 ที่เป็นมารดาของกฎหมายทั้งปวง หลังจากโฆษกกองทัพเพิ่งก่อความวิตกเรื่องการก่อรัฐประหารท่ามกลางครหาการทุจริตเลือกตั้งที่พรรคนางอองซาน ซูจี ชนะถล่มทลายอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา (Sefa Karacan/Anadolu Agency/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานว่า การเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนเพิ่งเป็นการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งที่ 2 ของเมียนมานับแต่สิ้นสุดการปกครองโดยระบอบทหารเมื่อปี 2554 โดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางซูจีกวาดที่นั่งถล่มทลายอีกครั้ง สมาชิกสภาชุดใหม่กำลังจะเริ่มทำหน้าที่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ แต่ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพกล่าวหาว่ามีความผิดปกติอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเปิดเผยรายชื่อผู้มีสิทธิที่มาลงคะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันอังคารที่ผ่านมา พลตรีซอ มิน ตุน โฆษกกองทัพเมียนมา ปฏิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้ของการก่อรัฐประหารยึดอำนาจเพื่อจัดการกับสิ่งที่เขาเรียกว่าวิกฤติทางการเมือง หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ทำตามเสียงเรียกร้องของกองทัพเพื่อให้เปิดเผยรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ถูกกล่าวหาว่ามีคะแนนทุจริตถึง 8.6 ล้านเสียงทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในวันพฤหัสบดี พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศ ก็ตอกย้ำความวิตกกังวลเรื่องการก่อรัฐประหารซ้ำอีก ผ่านสุนทรพจน์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่โดยหนังสือพิมพ์เมียวดีของกองทัพ ซึ่งเขากล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2551 นั้นเป็น &amp;quot;กฎหมายแม่ของกฎหมายทั้งปวง&amp;quot; และควรได้รับการเคารพ แต่อีกทาง นายพลผู้นี้เตือนว่า ภายใต้สภาพการณ์บางอย่างก็อาจ &amp;quot;จำเป็นต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการการเลือกตั้งเมียนมาออกแถลงการณ์ในวันเดียวกัน ปฏิเสธเรื่องการโกงชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ยอมรับว่ามีจุดอ่อนในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีการฉ้อโกงบัญชีรายชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวนางซูจีไม่เคยให้ทัศนะอย่างเปิดเผยต่อคำกล่าวหาของกองทัพเรื่องการทุจริตเลือกตั้ง ทั้งนี้ครั้งสุดท้ายที่เมียนมาฉีกรัฐธรรมนูญคือเมื่อปี 2503 และ 2531 ทั้งสองครั้งเป็นการยึดอำนาจโดยกองทัพและแต่งตั้งรัฐบาลทหารขึ้นมาแทน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91343</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตเลือกตั้ง, ผบ.สส.เมียนมา, พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย, รัฐประหาร, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210128/image_big_6012e0deb36e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18339</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 19:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 19:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.สส.เมียนมาตอกยูเอ็น อย่าแส่กิจการภายใน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา เปิดปากตอบโต้ยูเอ็นเป็นครั้งแรกนับแต่มีรายงานเรียกร้องให้นานาชาติดำเนินคดีตัวเขาและนายพลหลายคนของกองทัพเมียนมาฐาน &amp;quot;ล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; โรฮีนจา ระบุยูเอ็นไม่มีสิทธิแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.สส.เมียนมา เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561&amp;nbsp; / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สัปดาห์ที่แล้ว คณะสอบสวนค้นหาข้อเท็จจริงขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับวิกฤติโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของเมียนมา โดยรวบรวมข้อมูลเป็นเวลา 18 เดือน เขียนเป็นรายงานเนื้อหาหนา 444 หน้า บรรยายการกระทำโหดร้ายป่าเถื่อนต่อชาวโรฮีนจาอย่างละเอียดลออ พร้อมเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็นส่งเรื่องฟ้องร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) เพื่อดำเนินคดีต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาและพวกนายพลในสายบังคับบัญชา ฐานล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮีนจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานซึ่งออกเมื่อวันอังคารที่แล้วยังเรียกร้องให้ปลด ผบ.สส.เมียนมารายนี้ และขอให้กองทัพเมียนมาเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือการบริหารประเทศอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2561 ว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.สส.เมียนมา ได้มีปฏิกิริยาตอบโต้รายงานของยูเอ็นฉบับนี้ในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก ระหว่างการให้โอวาทต่อทหารเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยผู้นำทหารรายนี้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของยูเอ็นที่ต้องการให้กองทัพเมียนมาเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือพิมพ์เมียวดีของทางการเมียนมาถ่ายทอดคำกล่าวของพลเอกอาวุโสนายนี้ว่า ไม่มีประเทศใด, องค์กรไหน หรือกลุ่มใด มี &amp;quot;สิทธิแทรกแซงและตัดสินใจเหนืออำนาจอธิปไตยของประเทศหนึ่งประเทศใด&amp;quot; และ &amp;quot;การพูดสอดแส่กิจการภายในนั้นทำให้เกิดความเข้าใจผิดๆ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำทหารเมียนมาประกาศชัดเจนด้วยว่า กองทัพเมียนมาไม่มีความตั้งใจจะถอนตัวออกจากการเมือง แต่ละประเทศทั่วโลกใช้ระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศของตน ในส่วนของเมียนมานั้นยังจำเป็นต้องยุติความขัดแย้งด้วยอาวุธภายในประเทศให้ได้ก่อน ระหว่างเส้นสู่ประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมืองอย่างแท้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18339</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผบ.สส.เมียนมา, พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย, ยูเอ็น, เมียนมา, แทรกแซง, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba8d8ea41023.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12262</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2018 21:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2018 21:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอมเนสตีซัด ผบ.สส.เมียนมา ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์กรแอมเนสตีออกรายงานฉบับใหม่ กล่าวโทษพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผบ.สส.เมียนมาและนายทหารอีกหลายคน &amp;quot;ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ&amp;quot; โดยเป็นผู้กำกับดูแลปฏิบัติการโจมตีชาวมุสลิมโรฮีนจาอย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&amp;nbsp; พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ร่วมพิธีฝึกทหารที่เขตอิระวดี เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 กล่าวว่า คำกล่าวโทษขององค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาและพวกนายทหารอาวุโสมีชื่อเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารในรัฐยะไข่เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ที่ผลักดันให้ชาวโรฮีนจาหนีข้ามแดนเข้าบังกลาเทศมากกว่า 700,000 คน และองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่าเปรียบได้กับการ &amp;quot;ล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แอมเนสตีกล่าวในรายงานฉบับใหม่นี้ว่า พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย กับพวกนายทหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอีก 12 คนกำกับดูแลปฏิบัติการรุนแรงในรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การล้างเผ่าพันธุ์ประชากรชาวโรฮีนจาสำเร็จได้โดยการรณรงค์อย่างเป็นระบบและไม่ปรานี ที่ซึ่งกองกำลังความมั่นคงเมียนมาฆ่าชาวโรฮีนจานับพันๆ คนอย่างผิดกฎหมายซึ่งรวมถึงเด็กเล็กด้วย&amp;quot; รายงานกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอมเนสตียังปฏิเสธข้ออ้างของกองทัพเมียนมาที่บอกว่า ทหารบางนายอาจก่อเรื่องเหล่านี้ขึ้นเองโดยฝ่าฝืนกฎการปะทะ โดยรายงานฉบับนี้ระบุว่าอาชญากรรมส่วนมากที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นพฤติกรรมของพวกทหารแตกแถวหรือพวกที่เกเร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งยังบอกด้วยว่าพวกกองกำลังฝ่ายความมั่นคงยังได้ใช้ความรุนแรงทางเพศ ทารุณทรมาน บังคับให้ทิ้งถิ่นฐาน และเผาตลาดเผาที่ทำกิน ซึ่งทำให้ชุมชนไม่มีอาหารและถูกบังคับให้ต้องหนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ซากบ้านเรือนชาวโรฮีนจาในหมู่บ้านที่ถูกทิ้งร้าง ระหว่างเกิดวิกฤติรัฐยะไข่ เมื่อเดือนตุลาคม 2560 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อาชญากรรมเหล่านี้เทียบได้กับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นการกระทำผิดโดยเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีอย่างกว้างขวางและเป็นระบบต่อประชากรชาวโรฮีนจา&amp;quot; รายงานกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกตำรวจรักษาดินและนายทหารระดับสูงบางคนที่รายงานกล่าวถึง เป็นผู้คุมหน่วยที่ก่ออาชญากรรมโหดร้ายที่โดยตรง ส่วนคนอื่นๆ นั้นรับรู้พฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่กลับไม่ป้องกัน หยุดยั้ง หรือลงโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานความหนา 186 หน้านี้ออกมาภายหลังสหภาพยุโรปประกาศคว่ำบาตรนายทหารเมียนมา 7&amp;nbsp; คน แต่ไม่รวม ผบ.สส.ผู้นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอมเนสตีอ้างอิงข้อมูลจากคำให้สัมภาษณ์ในเมียนมาและบังกลาเทศมากกว่า 400 ครั้ง ระหว่างเดือนกันยายน 2560 ถึงเดือนมิถุนายนปีนี้ และภาพถ่ายดาวเทียม ผลวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์&amp;nbsp; และเอกสารลับของกองทัพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานได้กล่าวถึงการทำความผิดของกองทัพปลดปล่อยโรฮีนจาแห่งอาระกัน (อาร์ซา) ด้วย กองกำลังมุสลิมติดอาวุธกลุ่มนี้โจมตีที่ตั้งของตำรวจเมียนมาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560 ซึ่งทำให้กองทัพตอบโต้อย่างรุนแรง แอมเนสตีกล่าวว่า อาร์ซาฆ่าสายข่าวและพวกที่เกี่ยวพันกับกองทัพหลายราย และยังฆ่าหมู่ชาวฮินดูหลายสิบคน แต่อาร์ซาปฏิเสธคำกล่าวหานี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12262</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผบ.สส.เมียนมา, พม่า, มิน อ่อง หล่าย, อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ, เมียนมา, แอมเนสตี, โรฮีนจา, ไอซีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180627/image_big_5b3397f3cc774.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
