<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ต้องแลกเงิน &#039;KTB&#039; เปิดชำระเงิน &#039;ไทย-สิงคโปร์&#039; ด้วย QR Code  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย. 2564 นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ธนาคารประสบความสำเร็จในการพัฒนาบริการ QR Cross-Border Payment &amp;nbsp;เพื่อให้บริการชำระค่าสินค้าและบริการข้ามประเทศระหว่างไทยและสิงคโปร์ ผ่านระบบ QR Code เป็นธนาคารแรกในประเทศ &amp;nbsp;โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นธนาคารที่รับผิดชอบการชำระดุลธุรกรรมระหว่างประเทศ (Settlement Bank) ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกลางประเทศสิงคโปร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระหว่างประเทศให้สามารถเชื่อมโยงภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งภูมิภาค โดยพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จในการพัฒนา QR Code มาตรฐานในประเทศไทย เพื่อให้การชำระเงินระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;สอดคล้องกับแผนงานด้านการชำระเงิน ซึ่งเป็น 1 ใน 5 Ecosystem หลักที่ธนาคารมุ่งยกระดับการให้บริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การชำระเงินข้ามประเทศด้วย QR Cross-Border Payment &amp;nbsp;มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย สามารถทำรายการผ่านแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการในประเทศสิงคโปร์ได้ง่าย เพียง สแกน QR Code ของ NETS ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลรายใหญ่ครอบคลุมกว่า 80% ของร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศสิงคโปร์ ขณะที่ลูกค้าของธนาคารในสิงคโปร์ที่เข้าร่วมบริการเช่น DBS, UOB และ OCBC สามารถใช้แอปพลิเคชั่นของธนาคารนั้นๆ เพื่อสแกน QR Code มาตรฐานของประเทศไทย ในการชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆในประเทศไทยได้อย่างสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยเช่นเดียวกัน &amp;nbsp;ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้น และคุ้มค่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุดเมื่อเลือกชำระด้วย Krungthai Inter Wallet โดยเริ่มเปิดให้ใช้บริการตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน นี้เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะบริการด้านการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันคนไทยมีความคุ้นชินกับการชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน QR Code อยู่แล้ว จึงเชื่อมั่นว่าหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาสู่ภาวะปกติ และมีการเปิดประเทศมากขึ้น รวมทั้งการท่องเที่ยวระหว่างประเทศเริ่มทยอยฟื้นตัว จะส่งผลให้การใช้บริการ QR Cross-Border Payment ระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ เป็นไปอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า และร้านค้าในการรับและจ่ายเงิน ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าได้ &amp;nbsp;นับเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117249</URL_LINK>
                <HASHTAG>QR Code, QR Cross-Border Payment, กรุงไทย, ผยง ศรีวณิช, ไทย-สิงคโปร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_61480296b2e60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 14:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกร.ขยับเป้าจีดีพีขึ้น ลั่นโควิดผ่านพ้นจุดพีกแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1 ก.ย. 2564 - นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าที่ประชุมเห็นชอบปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย(จีดีพี) ดีขึ้นมาอยู่ในกรอบ -0.5% ถึง 1% จากก่อนหน้านี้คาดไว้อยู่ในกรอบ -0.5 ถึง 0% เนื่องจากช่วงปลายเดือนส.ค.ที่ผ่านมามีปัจจัยบวกที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยจากแผนการจัดหาวัคซีนที่ครอบคลุมประชากรมากขึ้น และแนวโน้มการติดเชื้อที่เริ่มผ่อนคลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เชื่อว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านจุดพีกไปแล้ว หากไม่มีการล็อกดาวน์ ไม่มีการปิดโรงงานอีก ก็ไม่ทำให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมต้องหยุดชะงัก ซึ่งภาคอุตสาหกรรมถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบกับรัฐบาลมีการทำงานเชิงรุกในการควบคุมการแพร่ระบาด มีวัคซีนเข้ามาเพียงพอภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามที่กกร.คาดไว้ แต่หากสถานการณ์การแพร่ระบาดกลับมาแย่ลง เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยได้&amp;rdquo;นายผยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในส่วนของการส่งออกปี 2564 กกร. คาดว่าจะโต 12-14% จากเดิมคาดไว้โต 10-12% จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดี ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐให้การสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวัคซีนให้แรงงานได้ทั่วถึง และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายการทำชุดทดสอบตรวจหาเชื้อโควิดแบบรวดเร็ว(ATK) เพื่อให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างทันท่วงที ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดคงอยู่ในกรอบ 1-1.2%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ในปี 2565 หน่วยงานภาครัฐประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ 3-5% ซึ่งเป็นระดับต่ำเกินไป และทำให้ระดับกิจกรรมเศรษฐกิจไทยในปีหน้ายังอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2562 ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากยังบอบช้ำ ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจฟื้นตัวกลับมายืนได้ด้วยตัวเองโดยเร็ว ภาครัฐควรกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ท้าทายขึ้นเป็น 6-8% ซึ่งเป็นไปได้ในภาวะที่คนไทยกว่า 50% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ขณะเดียวกัน ภาครัฐจำเป็นต้องใช้กระสุนทางการคลังจากการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจาก 60% เป็น 70-80% จะทำให้มีเงินเข้ามาเพิ่มเติมอีกราว 0.7-1.5 ล้านล้านบาท สำหรับสนับสนุนการจ้างงาน และใช้ในมาตรการที่มีแรงขับเคลื่อนกับเศรษฐกิจสูง อย่างมาตรการที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย (โค-เพย์เมนต์) หรือมาตรการค้ำประกันสินเชื่อที่สูงขึ้นและเทียบเคียงกับประเทศอื่น เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมาตรการระยะสั้น เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เช่น โครงการคนละครึ่ง 3,000-6,000 บาท ช้อปดีมีคืนลดหย่อนภาษี และกระตุ้นการท่องเที่ยว ส่วนมาตรการระยะยาว มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างและรักษาฐานการผลิต รับมือสงครามทางการค้า ผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยการลงทุนภาครัฐควรทำต่อเนื่องทั้งการลงทุนโดยรัฐเอง และการลงทุนแบบเอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ(พีพีพี) สร้างบรรยากาศการลงทุน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ) สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปอย่างเต็มศักยภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่าการปรับตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นเป็นผลจากการส่งออกฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยส่วนตัวมองเห็นโอกาสที่การส่งออกของไทยจะเติบโตได้ถึง 12-15% แต่ก็ขึ้นอยู่กับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 และแนวทางให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยไม่ต้องมีการล็อกดาวน์อีก พร้อมเร่งนำเข้าวัคซีนฉีดให้ได้ตามแผนที่รัฐบาทประกาศไว้ โดยเดือนก.ย.จะนำเข้ามาอีก 10 ล้านโดส ทำให้คนได้รับวัคซีนเข็ม 1 และเข็ม 2 เพิ่มขึ้น ติดเชื้อน้อยลง หรือติดเชื้อแล้วไม่มีอาการรุนแรง โอกาสล็อกดาวน์ก็น้อยลงไปตามไปด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ตัวเลขผู้ติดเชื้อหลังรัฐมีคำสั่งล็อกดาวน์ช่วงเดือนส.ค.ไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นไม่ต่างจากช่วงก่อนล็อกดาวน์ในเดือนก.ค. สะท้อนการล็อกดาวน์ไม่เกิดผลดีแต่อย่างใด กลับส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ภาคเอกชนจึงไม่อยากให้มีการล็อกดาวน์อีก ขณะที่โควิดยังอยู่กับเรา เราจึงต้องยังคงอยู่กับโควิดต่อไปให้ได้ แต่สิ่งสำคัญคือจะอยู่อย่างไร ภาครัฐต้องเร่งนำเข้าวัคซีนฉีดให้ประชาชนให้เร็วที่สุดให้ได้มากกว่า 50-70% ของประชากรทั้งประเทศโดยเร็ว เพื่อให้ไทยสามารถเปิดประเทศไทยภายในสิ้นปีนี้ ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและมีโอกาสจะเห็นเศรษฐกิจปีหน้าเติบโตได้ถึง 6%&amp;rdquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115285</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกรุงไทย, ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย(จีดีพี), ผยง ศรีวณิช, สมาคมธนาคารไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f2c0d5101e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 15:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณถดถอย &#039;กกร.&#039; หั่นจีดีพีปี 64 อยู่ที่ติดลบ 1.5-0%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 สิงหาคม. 2564 นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนส.ค. 2564 เปิดเผยว่าที่ประชุมเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังวิกฤตและเผชิญความเสี่ยงค่อนข้างมากจากการระบาดระลอกใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรง กระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวต่อเนื่องยังสนับสนุนส่งออกของไทยในระยะต่อไป กกร. จึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 64 เป็น -1.5 % ถึง 0.0% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโควิด-19 และมาตรการเพิ่มเติมของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการส่งออก กกร. คาดว่าจะขยายตัว 10.0% ถึง 12.0% จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดี แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลห่วงโซ่อุปทาน(ซัพพลาย เชน)ให้เกิดการติดเชื้อในวงกว้าง โดยภาครัฐให้ความสำคัญเร่งด่วนกับการจัดหาวัคซีนให้กลุ่มแรงงานอย่างทั่วถึง ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 1.0% ถึง 1.2% โดยมีแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบกับต้นทุนของผู้ผลิตสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกปี จากโควิด-19 ระลอกใหม่ที่ส่งผลกระทบตลอดครึ่งปีหลัง การควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่ประสบความสำเร็จ จำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน รวมถึงจำนวนผู้ป่วยสะสมในโรงพยาบาลยังเพิ่มขึ้นในอัตราสูง แม้จะมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์ มา 14 วันแล้วก็ตาม ทำให้ภาครัฐต้องขยายมาตรการล็อกดาวน์ ณ ขณะนี้ออกไปอีกจนถึงสิ้นเดือนส.ค. และขยายวงกว้างออกไปหลายจังหวัด&amp;quot;นายผยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชนทั่งประเทศยังทำได้ช้า ประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงที่ยังต้องจำกัดกิจกรรมเศรษฐกิจตลอดไตรมาสที่ 4 รวมถึงลดทอนความเป็นไปได้หรือประโยชน์ของแผนการเปิดประเทศ ดังนั้น เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีจึงอยู่ในภาวะที่ฟื้นตัวได้ยาก และเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีจะหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2564 เข้าสู่ภาวะถดถอยต่อเนื่องเป็นปีที่สองแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ธุรกิจทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบจากการระบาดที่ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ภาคการส่งออก ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซายาวนานจากมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี และลูกจ้างแรงงาน สะท้อนจากลูกหนี้ที่อยู่ในการดูแลช่วยเหลือของธนาคารต่างๆ ภายใต้มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 1.89 ล้านบัญชี หรือเป็นยอดเงินราว 2 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในระยะข้างหน้า นอกเหนือจากธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว และการค้าขายทั่วไป ที่เปราะบางแล้ว การระบาดของโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานได้เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและอุตสาหกรรมส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวของเศรษฐกิจไทยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันบูรณาการมาตรการการจำกัดวงจรของการระบาด โดยการเร่งหาวัคซีนหลักและวัคซีนทางเลือกให้เพียงพอสำหรับความต้องการของประชาชนและสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้โดยเร็ว และการเร่งกระจายการตรวจหาเชื้อโดย Antigen Test Kit เพื่อคัดแยกผู้ติดเชื้อโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การยกระดับและขยายพื้นที่ครั้งนี้เป็นการปรับตามสถานการณ์ที่มีการระบาดในต่างจังหวัดเพิ่มโดยประเมิณผลกระทบเพิ่มเติม &amp;nbsp;เป็น 300,000-400,000 ล้านบาท (พื้นที่สีแดงเข้ม มีสัดส่วนถึง 78% ของ จีดีพีประเทศ) สถานการณ์ตอนนี้มีการยกระดับใกล้เคียงเมื่อเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเคลื่อนย้ายของประชาชนลดลงมาก &amp;nbsp;หากมีการล๊อคดาว์นแล้วจำเป็นต้องเร่งทำมาตรการอื่นควบคู่ไปด้วย ต้องเร่งควบคุมการแพร่ระบาดโดยเฉพาะสายพันธ์เดลต้าที่มีอัตราการกระจายวัคซีนมากและรวดเร็ว เพิ่มความสามารถในการเร่งฉีดวัคซีน การทำกักตัวและรักษาตัวอยู่ที่บ้าน และสถานที่ทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ต้องออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบจากการปิดการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ และทำให้การทะยอยผ่อนคลายให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินไปได้ โดยภาคเอกชนตอนนี้เข้ามาร่วมแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการดูแลพนักงานของตนและปฏิบัติตัวตามมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะหลายแห่งได้มีการทำ Active Screening โดยใช้ Rapid Antigen Test Kit เพื่อเร่งแยกคนติดออกมาไม่ให้มีการระบาดในสถานประกอบการ รวมถึงมีการดูแลเชื่อมระบบกับโรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆอีกด้วย โดยร่วมมือกันทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมกัน มีความรับผิดชอบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชน เนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เสนอขอขยายระยะเวลาการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 90% ออกไปอีก 1 ปี ของการจัดเก็บภาษี ปีภาษี 2565 (ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2565 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2565)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงเสนอภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันความเสียหายผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็น 60% ขึ้นไป เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากขึ้น และขอกรมสรรพากร ยกเว้นภาษีเอสเอ็มอี 3 ปี โดยจะต้องทำบัญชีเดียวและยื่นภาษีผ่านระบบ E-Tax&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้รัฐบาลควรมีคำสั่งเดียว ในการสั่งการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 และเสนอให้ภาครัฐอนุญาตให้เอกชนนำเข้าวัคซีนได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องผ่านผู้ผลิตหรือผู้แทนจำหน่ายและหน่วยงานรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลจากภาครัฐ โดยภาครัฐเป็นผู้ออกใบสั่งซื้อและออกค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งให้ อย. เร่งอนุมัติวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ โดยไม่ต้องรอบริษัทวัคซีนนำเอกสารมายื่น เพื่อเพิ่มทางเลือกและเปิดโอกาสในการจัดหาวัคซีนมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันขอให้ภาครัฐสนับสนุนการลดหย่อนภาษี 2 เท่า สำหรับภาคเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดตรวจโควิด-19 แบบเร่งด่วน (Antigen Test Kit) และค่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 และให้เอกชนช่วยดำเนินการสนับสนุนการผลิตและจัดหายา &amp;quot;ฟาวิพิราเวียร์&amp;quot; ที่กำลังมีความต้องการสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก ได้ออกมาตรการช่วยหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นปี 63 ทั้งมาตรการที่เป็นการช่วยเหลือเป็นการทั่วไป มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เพื่อลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้า และ มาตรการเสริมสภาพคล่อง ล่าสุดออกมาตรการเร่งด่วนด้วยการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้เอสเอ็มอี และรายย่อย เป็นระยะเวลา 2 เดือนให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ระยะเวลายื่นคำขอตั้งแต่ 19 ก.ค. -15 ส.ค. 64 โดยจะไม่เรียกเก็บเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ในทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายผยง กล่าวว่าภาครัฐต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่วิกฤตและถลำลึกกว่าที่คาดไว้มาก ภาคธุรกิจบอบช้ำและต้องใช้พลังมากในการฟื้นฟูผู้ประกอบการที่อ่อนล้า เสถียรภาพของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยง โดยภาคครัวเรือนเผชิญภาระหนี้ที่เพิ่มสูงกว่า 90% ต่อจีดีพี และต้องการการเยียวยาเพื่อชดเชยรายได้ที่หดหายไปในระยะนี้และฟื้นฟูเพื่อให้กลับมามีเสถียรภาพในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเมื่อประเมินจากภาวะเศรษฐกิจที่ถลำลึกกว่าที่คาดไว้มาก ภาครัฐจำเป็นสร้างความเชื่อมั่นโดยเตรียมความพร้อมในเรื่องของความเพียงพอของงบประมาณ เพดานหนี้สาธารณะควรขยายให้มากกว่า 60% ต่อจีดีพี เป็น 65-70% เพื่อให้เหมาะสมกับภาระกิจในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะวิกฤต รวมไปถึงการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางในการผ่อนคลายนโยบายการเงินและมาตรการกับสถาบันการเงินเพิ่มเติมภายใต้ข้อจำกัดที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ใกล้ระดับ 0% เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112207</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.), ผยง ศรีวณิช, สมาคมธนาคารไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108658</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 12:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 12:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถิติใหม่! &#039;กรุงไทย&#039; ขายพันธบัตรยิ่งออมยิ่งได้ 1 หมื่นล้านหมดใน 2 ชม.45 นาที           </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค. 2564 นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารประสบความสำเร็จในการเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ วอลเล็ต สบม. รุ่น &amp;ldquo;ยิ่งออมยิ่งได้&amp;rdquo; ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ประชาชนและนักลงทุนให้การตอบรับเข้าลงทุนอย่างท่วมท้น สามารถขายหมดเต็มวงเงิน 10,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันแรกที่เปิดขาย ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 พร้อมสร้างสถิติใหม่ของการขายพันธบัตรออมทรัพย์ เพียง 30 วินาทีแรก มียอดซื้อเข้ามาถึง 1,000 ล้านบาท และขายหมดภายในเวลา 2 ชั่วโมง 45 นาที โดยเริ่มเปิดขายตั้งแต่ 08.30 น. สิ้นสุดการขายในเวลา 11.15&amp;nbsp;&amp;nbsp;น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอบคุณประชาชนและนักลงทุนทุกท่าน ที่ให้ความเชื่อมั่นและสนับสนุนพันธบัตรออมทรัพย์ วอลเล็ต สบม.ด้วยดีเสมอมา ทำให้การขายพันธบัตรออมทรัพย์วอลเล็ต สบม.ครั้งที่ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp;รุ่นยิ่งออมยิ่งได้ ประสบความสำเร็จอีกครั้ง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในพันธบัตรรัฐบาล ที่ตอบโจทย์การออม มีความเสี่ยงต่ำ ลงทุนได้ง่าย เริ่มลงทุนขั้นต่ำเพียง 100 บาท ผลตอบแทนสม่ำเสมอ รับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 2.20% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เป็นครั้งแรกในวงการพันธบัตรรัฐบาล นอกจากนี้การลงทุนผ่านวอลเล็ต สบม.บนแอปฯเป๋าตัง ช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการออมผ่านช่องทางดิจิทัลที่มีความสะดวก รวดเร็ว สามารถดูข้อมูลการซื้อขายได้แบบไม่ต้องรอ ซื้อปุ๊บดูได้ปั๊บทันที&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารได้สร้างสถิติใหม่ของการเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์รุ่น &amp;ldquo;รุ่นยิ่งออมยิ่งได้&amp;rdquo; หมดภายใน 2 ชั่วโมง 45 นาที สะท้อนถึงศักยภาพของระบบแอปฯเป๋าตัง ที่สามารถรองรับการทำธุรกรรมได้จำนวนมากกว่า 50,000&amp;nbsp;&amp;nbsp;รายการต่อวินาที คิดเป็น 3 ล้านรายการต่อนาที ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าของการเปิดขายพันธบัตรที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;สนับสนุนการออมและการลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลของประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ด้วยศักยภาพของแอปฯเป๋าตัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมเปิดกว้างสำหรับการเป็นตัวกลางในการซื้อขายพันบัตรร่วมกับพันธมิตรรายอื่นๆต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการออมเงิน และลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับท่านที่พลาดครั้งนี้ ธนาคารยังเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ฯ รุ่นยิ่งออมยิ่งได้ อีก 2 รุ่น วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท ลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท &amp;nbsp;ไม่จำกัดวงเงินจองซื้อสูงสุด จ่ายอัตราดอกเบี้ยทุก 6 เดือน เปิดจำหน่ายพร้อมกันระหว่างวันที่ 12 - 23 กรกฎาคม 2564 ประกอบด้วย รุ่นอายุ 4 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;วงเงิน 35,000 ล้านบาท จ่ายอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 1.50% ต่อปี ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 1.70% ต่อปี ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 1.90% ต่อปี และปีที่ 4 อัตราดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.90% ต่อปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;จำหน่ายให้กับบุคคลธรรมดา ผ่านช่องทาง Krungthai NEXT, Internet Banking และสาขาทั่วประเทศ &amp;nbsp;รุ่นอายุ 10 ปี วงเงิน 5,000 ล้านบาท จ่ายอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.20% ต่อปี จำหน่ายให้กับสภากาชาดไทย มูลนิธิสมาคม สหกรณ์วัด สถานศึกษาของรัฐ โรงพยาบาลของรัฐ และองค์กรอื่นที่ไม่มีวัตถุประสงค์แสวงหากำไร ไม่จำกัดวงเงินจองซื้อสูงสุด โดยจะจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน และสามารถซื้อพันธบัตรรุ่นวอลเล็ต สบม.รุ่นอื่น ๆ จากตลาดรอง ผ่านวอลเล็ต สบม.ในแอปฯ เป๋าตังได้แล้ววันนี้ ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.krungthai.com หรือ Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108658</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกรุงไทย, ผยง ศรีวณิช, พันธบัตรออมทรัพย์ วอลเล็ต สบม. รุ่น “ยิ่งออมยิ่งได้”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e29f1e4b0b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105024</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 12:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 12:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยุคใหม่ &#039;กรุงไทย-ธ.ก.ส.&#039; แตะมือยกเครื่องบริการทางการเงินเปิดช่องใช้เอทีเอ็ม-ซื้อสินค้า-ถอนเงินสดผ่านEDC!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย. 2564 นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวภายหลังลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) โครงการ &amp;ldquo;Sustainable Synergyประสานพลังสถาบันการเงินแห่งรัฐ พัฒนาไทยสู่ความยั่งยืน&amp;rdquo; กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่า โครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาและยกระดับบริการทางการเงินให้เข้าถึงประชาชนครอบคลุมทุกมิติ และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าที่หลากหลายและการพัฒนาระบบโปรแกรมการบริหารงานขององค์กรชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย 5 โครงการ ได้แก่ 1. การให้บริการเครือข่ายเครื่อง ATMร่วมกัน (White-Label ATM) ให้ลูกค้าบัตรDebitและ บัตรATMทั้ง2ธนาคาร สามารถทำธุรกรรมถอนเงิน และสอบถามยอดเงินคงเหลือ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการทำรายการต่างธนาคาร เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2564 และ2. เปิดให้ผู้ถือบัตรATMและบัตรDebitของ ธ.ก.ส. ครอบคลุมไปถึงบัตรอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) บัตรอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) และบัตรสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สามารถซื้อสินค้าและบริการโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมผ่านเครื่องEDCของธนาคารกรุงไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. บริการดิจิทัลคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม สนับสนุนให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน นำสินค้ามาจำหน่ายด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจและแตกต่างผ่านฟีเจอร์ D-Market ช่วยให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน 4. การเชื่อมโยงบัญชี e-Walle สำหรับลูกค้า ธ.ก.ส. เพื่อใช้ชำระสินค้าและบริการผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง เป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงร้านค้า และ5. บริการวายุคลาวด์ เป็นบริการคลาวด์สาธารณะภายในประเทศที่บริษัท กรุงไทยคอมพิวเตอร์เซอร์วิสเซส จำกัด(KTBCS) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือธนาคารกรุงไทยพัฒนาขึ้นเป็น Open Source Softwareที่มีเสถียรภาพ ทันสมัย รองรับความต้องการใช้งานของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้เล็งเห็นศักยภาพ จึงนำร่องใช้วายุคลาวด์กับแอปพลิเคชันธนาคารต้นไม้ และกองทุนหมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการนำจุดแข็งของแต่ละแห่งมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อยกระดับการบริการ ทำให้ลูกค้าทั้ง 2 ธนาคาร ที่ถือบัตรATMและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้บริการตู้ ATMได้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการทำรายการต่างธนาคาร รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ผู้ถือบัตรDebitของ ธ.ก.ส. บัตรอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) บัตรอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) และบัตรสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จำนวนกว่า 2 ล้านใบ ได้รับประโยชน์จากการซื้อสินค้าและบริการโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมผ่านเครื่องEDCของธนาคารกรุงไทย และผู้ถือบัตรDebitของ ธ.ก.ส. ยังสามารถถอนเงินสดผ่านเครื่องEDCกับตัวแทนธนาคาร (Banking Agent) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านการใช้บริการทางการเงินให้กับลูกค้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105024</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงไทย, ธ.ก.ส., ผยง ศรีวณิช, “Sustainable Synergyประสานพลังสถาบันการเงินแห่งรัฐ พัฒนาไทยสู่ความยั่งยืน”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b714029f8c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100187</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรุงไทย&#039;ฟุ้งไตรมาส1โกยกำไร5.5พันล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เมษายน 2564 นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2564 ว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงาน อยู่ที่ 15,984 ล้านบาท ขยายตัว 9.2% จากไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ขยายตัว 0.4% โดยมีสาเหตุหลักจากการขยายตัวของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ทั้งในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้จากการดำเนินงานอื่น ในขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 1.7% แม้เงินให้สินเชื่อเติบโตดีที่ 1.1% จากสิ้นปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เป็นผลจากอัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) ลดลงเป็น 2.50% จาก 2.59% ในด้านของค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลง 9.0% จากค่าใช้จ่ายทางการตลาด ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับ 44.25% ลดลงจากไตรมาส 4/2563 ที่ 48.78%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลประกอบการดังกล่าว ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เท่ากับ 5,578 ล้านบาท ขยายตัว 61.6% จากไตรมาสที่ผ่านมา โดยธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในจำนวน 8,058 ล้านบาท ลดลง 12.9% จากไตรมาส 4/2563 เนื่องจากได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss) ในระดับที่สูงในไตรมาส 4/2563 โดยธนาคารและบริษัทย่อยยังคงรักษาระดับ Coverage Ratio ในระดับที่สูงเท่ากับ 153.9% ณ วันที่ 31 มี.ค. 2564 เทียบกับ 147.3% ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2563 โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพก่อนหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อรวม (NPLs Ratio-Gross) อยู่ที่ 3.66% ลดลงเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2563 ที่เท่ากับ 3.81%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงาน ลดลง 8.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง 13.0% ตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) ลดลงเป็น 2.50% จาก 3.14% ในไตรมาส 1/2563 โดยรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยขยายตัวดีทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ ซึ่งขยายตัวจากค่าธรรมเนียมการจัดการ และค่าธรรมเนียมการรับรอง อาวัลและค้ำประกัน และรายได้จากการดำเนินงานอื่น ประกอบกับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานที่ลดลง 5.8% โดยมี Cost to Income ratio เท่ากับ 44.25% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 43.49% ในไตรมาส 1/2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 8,058 ล้านบาท ลดลง 5.5% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss) ในระดับที่สูงในไตรมาส 1/2563 ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร ลดลง 13.7% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ธนาคารได้เข้าทำสัญญากับบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยธนาคาร ตกลงที่จะขายหุ้นของบริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด คิดเป็น 75.05% การซื้อขายหุ้นดังกล่าวจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขบังคับก่อน ทั้งนี้ การเข้าทำรายการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพของธนาคารและบริษัทย่อย ในการให้บริการผลิตภัณฑ์เช่าซื้อสำหรับลูกค้ารายย่อยอย่างครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากการระบาดของโควิ-19 อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2563 จนถึงต้นปี 2564 และสถานการณ์การฟื้นตัวของภาคส่วนต่าง ๆ ยังคงไม่เท่าเทียมกัน ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงเติบโตเงินให้สินเชื่อจากสิ้นปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ธนาคารและบริษัทย่อยใช้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการพิจารณาสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss) โดยในปี 2563 ธนาคารและบริษัทย่อยได้มีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับที่สูงกว่าที่ประเมิน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจที่สะดุดลงจากผลกระทบของสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และในไตรมาส 1/2564 ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงรักษาการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) อยู่ในระดับที่สูง&amp;rdquo; นายผยง กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100187</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกรุงไทย, ผยง ศรีวณิช, ผลประกอบการไตรมาส 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97092</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2021 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2021 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมธนาคารไทยขานรับมติครม.พร้อมอัดสินเชื่อ-รับโอนทรัพย์ชำระหนี้อุ้มภาคธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มี.ค. 2564 นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 &amp;nbsp;มีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จำนวน 2 มาตรการ คือ มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการธุรกิจ (สินเชื่อฟื้นฟู) และมาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์ชำระหนี้ และให้สิทธิลูกหนี้ซื้อคืน (โครงการพักทรัพย์ พักหนี้) นั้น &amp;nbsp; สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก พร้อมสนับสนุนการดำเนินมาตรการดังกล่าว &amp;nbsp;เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถทำธุรกิจต่อไปได้ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงจากผลกระทบของโควิด-19 ซึ่งคาดว่าต้องใช้ระยะเวลาอีกนานในการฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดทำมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูฯ ในครั้งนี้ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้หารือและรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการ ภาครัฐในการดูแลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ความกังวลของสถาบันการเงิน และสามารถให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุด นำมาสู่การจัดทำมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจเพิ่มเติม 2 มาตรการ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 1 มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ ( สินเชื่อฟื้นฟู) &amp;nbsp;ครอบคลุมทั้งการเสริมสภาพคล่อง &amp;nbsp;และการลงทุน เพื่อกลับมาทำธุรกิจตามปกติ (Revive &amp;amp; Restart) วงเงินสนับสนุนดูแลสินทรัพย์ สำหรับธุรกิจโรงแรมและธุรกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างรุนแรง และประสงค์จะหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว โดยภาครัฐได้ปรับปรุงเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงเงินสินเชื่อได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 2 มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์ชำระหนี้ และให้สิทธิลูกหนี้ซื้อคืน (โครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ) &amp;nbsp; ซึ่งเป็นโครงการภาคสมัครใจ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและธุรกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างรุนแรงเท่านั้น ซึ่งต้องเป็นกิจการที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ในระยะเวลาอันสั้น &amp;nbsp; โดยให้ผู้ประกอบการสามารถหยุดการดำเนินกิจการได้ชั่วคราว ด้วยการโอนทรัพย์เป็นหลักประกันไว้กับธนาคาร เพื่อรับสิทธิในการขยายเวลาชำระหนี้ระยะยาว รอเศรษฐกิจฟื้นตัวโดยไม่สูญเสียกิจการไป ซึ่งจะมีสินเชื่อพิเศษสนับสนุนจากภาครัฐสำหรับดูแลทรัพย์ที่อยู่ในโครงการฯ &amp;nbsp;มาตรการนี้อยู่ภายใต้หลักการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ได้ตรงตามสถานะธุรกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพสถาบันการเงิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมาคมฯ และธนาคารสมาชิก มีความตั้งใจและความพร้อมในการดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อช่วยประคับประคองภาคธุรกิจไทยให้สามารถอยู่รอดในช่วงที่เศรษฐกิจรอการฟื้นตัว และกลับมาดำเนินธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97092</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.), ผยง ศรีวณิช, ฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
