<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109729</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล็อกดาวน์ทุบเศรษฐกิจ6หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.อ.ท.ประเมินล็อกดาวน์ 10 จังหวัดทุบเศรษฐกิจเสียหาย 5-6 หมื่นล้านบาท ชี้มาตรการเยียวยาแก้ปลายเหตุ ช่วยประชาชนได้ระดับหนึ่ง แนะเร่งแยกผู้ป่วยโควิดออกจากคนไม่ติดเชื้อที่โดนกักตัวอยู่บ้านเดียวกัน จ่อหารือสมาชิกชงรัฐบาลช่วยเพิ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จากมาตรการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวพื้นที่สีแดงเข้ม 10 จังหวัดว่า เป็นมาตรการที่จะช่วยเหลือลดผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการและประชาชนได้ระดับหนึ่ง แต่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะปัญหาเร่งด่วนที่ควรเร่งทำคือการล็อกดาวน์ที่ให้คนอยู่บ้านจำเป็นที่รัฐต้องแยกผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ออกจากสมาชิกคนในบ้านที่ไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อ ซึ่งขณะนี้พบว่าการระบาดได้เข้าสู่คนในครอบครัวมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องจัดหาวัคซีนเพื่อฉีดให้ครอบคลุม 70% ของประชากรเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่โดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เวลานี้คนทั้งติดเชื้อและไม่ติดเชื้อต้องล็อกดาวน์อยู่ในบ้านเดียวกัน ดังนั้นรัฐบาลต้องแยกคนป่วยกับคนไม่ป่วยที่อยู่ในบ้านเดียวกันออกจากกันให้ได้ก่อน เพราะขณะนี้เกิดภาวะการแพร่ระบาดระหว่างคนใกล้ชิดในครอบครัว ที่สำคัญต้องทำควบคู่กับการตรวจเชิงรุกด้วยชุดทดสอบหาเชื้อโควิด-19 แบบรวดเร็ว หรือ Rapid Antigen Test ให้ประชาชนได้หาซื้อได้อย่างทั่วถึงโดยด่วน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระบุคลาการทางการแพทย์ และสามารถคัดแยกกลุ่มเสี่ยงออกมาให้รวดเร็ว&amp;rdquo; ประธาน ส.อ.ท.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์ประเมินว่า การล็อกดาวน์ 10 จังหวัดรอบนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท แต่มั่นใจว่าหากรัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดและผู้ติดเชื้อลงได้ไปอยู่ในระดับหลักร้อยรายต่อวัน เศรษฐกิจก็น่าจะเดินหน้าต่อไปได้ ประชาชนสามารถออกมาใช้ชีวิตได้เหมือนการแพร่ระบาดระลอกที่ผ่านๆ มา ซึ่งคงจะต้องติดตามว่าเมื่อครบ 14 วันแล้วจำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลงหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การล็อกดาวน์มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการ เพราะเป็นมาตรการหลักสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ที่มีความรุนแรงมากกว่าระลอกที่ผ่านๆ มา และส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนที่มากและเป็นวงกว้าง ซึ่งแน่นอนว่ามาตรการนี้มีทั้งผลดีและผลเสีย โดยผลดีจะทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น แต่จะทำให้ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจหลายแห่งต้องลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนมากขึ้น ซึ่งยอมรับว่ากระทบต่อผู้ใช้แรงงานและลูกจ้างด้วยเช่นกัน ดังนั้นเร็วๆ นี้ ส.อ.ท.จะมีการประชุมและหารือกับกลุ่มสมาชิกถึงมาตรการและแนวทางการให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109729</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุพันธุ์ มงคลสุธี, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ผลกระทบจากโควิด-19, ล็อกดาวน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยียวยาแก้ปลายเหตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d32cbac9cf2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ออมสินเท2หมื่นล. สินเชื่อคนตัวเล็ก เจาะแม่ค้าหาบเร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; รากหญ้าเฮ &amp;quot;สมคิด&amp;quot; สั่งออมสินเดินเครื่องช่วยเหลือผลกระทบจากโควิด-19 เจาะกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า หาบเร่แผงลอยไร้ที่พึ่ง ผุดมาตรการสินเชื่อคนตัวเล็ก 2 หมื่นล้านโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์-คนค้ำประกัน พ่วงปล่อยกู้ซอฟต์โลนเวอร์ชันล่าสุดอีก 1 แสนล้านบาท ช่วยนักธุรกิจกลุ่มท่องเที่ยวโดยเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งว่า ได้มอบนโยบาย 2 เรื่องให้ธนาคารออมสินไปเร่งดำเนินการ คือ 1.ลดผลกระทบจากปัญหาโควิด-19 ให้ผู้ประกอบการรายย่อย (คนตัวเล็ก) กลุ่มพ่อค้า แม่ค้า หาบเร่แผงลอยที่ไม่มีที่พึ่งพิง จนต้องไปกู้หนี้นอกระบบดอกเบี้ย 24-28% ต่อปี โดยขยายมาตรการพักชำระหนี้และให้สินเชื่อเพิ่ม โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและบริการให้ดูแลเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสภาพคล่องตึงตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิดกล่าวต่อว่า 2.เตรียมแผนในระยะต่อไป ในการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจในยุคหลังนิวนอร์มอล ให้เป็นธนาคารสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ พัฒนาสตาร์ทอัพ และร่วมกับมหาวิทยาลัยในการเสริมองค์ความรู้และดูแลกลุ่มที่ต้องการเงินทุน เช่น นักศึกษาจบใหม่ไม่มีงานทำ แม่บ้านที่ต้องการทำอาหารขาย ก็ให้มาขอสินเชื่อจากออมสินได้ โดยออมสินต้องพร้อมให้ความร่วมมือ ซึ่งจะให้มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธนาคารออมสินรายงานว่า ในพอร์ตสินเชื่อของออมสินมีการดำเนินงานและมีลูกค้าตามนโยบายรัฐบาลกว่า 30% จะต้องเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากลุ่มคนตัวเล็กและกลุ่มเอสเอ็มอีเข้าไปอีก เพื่อให้เป็นธนาคารรัฐแห่งแรกที่โดดออกมาดูแลในเรื่องนี้ เป็นธนาคารสำหรับอนาคตคนตัวเล็กที่แท้จริง ไม่ใช่เก่งแต่เรื่องรับฝากเงิน&amp;quot; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่า ธนาคารออมสินจะเตรียมวงเงินไว้สำหรับ 2&amp;nbsp; มาตรการ คือ 1.เพิ่มวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินสำหรับคนตัวเล็ก จำนวน 2 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ปล่อยสินเชื่อฉุกเฉินลดผลกระทบโควิด-19 เต็มวงเงินแล้ว ช่วยประชาชนได้กว่า 1 ล้านราย และ 2.มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) รอบใหม่ 1 แสนล้านบาท โดยจะปล่อยให้ธุรกิจท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ซึ่งจะใช้ปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์และมี บสย.ค้ำประกัน ซึ่งน่าจะออกมาเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทัยกล่าวว่า มาตรการสินเชื่อคนตัวเล็กจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับสินเชื่อฉุกเฉิน แต่มีการปรับเงื่อนไขจากเดิมเป็นรายละไม่เกิน 3-5 หมื่นบาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน โดยผู้เข้าโครงการจะต้องมาลงทะเบียนใช้สิทธิ์เพราะเป็นการเปิดรอบใหม่ โดยจะมีการนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทัยกล่าวว่า ส่วนมาตรการซอฟต์โลน 1 แสนล้านบาทจะมีการกำหนดเงื่อนไขชัดเจน และแตกต่างจากซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยปล่อยให้กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ไม่รวมธุรกิจสายการบิน และจะปล่อยให้ทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่า&amp;nbsp; ไม่กำหนดว่าจะต้องเป็นหนี้ที่อยู่ในช่วงวันที่ 31 ธ.ค.62 รายละไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยยังคิดอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ปล่อยให้ธนาคารไปคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ส่วนซอฟต์โลนออมสินรอบแรก&amp;nbsp; 1.5 แสนล้านบาท ปล่อยได้แล้ว 1.2 แสนล้านบาท ใกล้ครบวงเงินแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า ธนาคารออมสินจะเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เพื่อให้กลับมาเป็นธนาคารเพื่อสังคมโดยแท้จริง จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันมีหนี้นอกระบบจากพิโกไฟแนนซ์และนาโนไฟแนนซ์ ที่ยังคิดอัตราดอกเบี้ยสูงมาก 24-28% โดยธนาคารออมสินจะดึงอัตราดอกเบี้ยในตลาดให้เหลือไม่เกิน 18% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำแผน ถือเป็นแผนระยะกลาง&amp;quot; นายวิทัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เพื่อแก้ปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุน จึงสั่งการให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank&amp;nbsp; ดำเนินโครงการ &amp;quot;เติมพลัง SMEsไทย ก้าวไปด้วยกัน&amp;quot; ช่วยเหลือเอสเอ็มอีเร่งด่วน ใช้เป็นทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง ฟื้นฟูธุรกิจ ที่จะช่วยส่งเสริมการจ้างงานในพื้นที่ เช่น &amp;quot;สินเชื่อรายเล็ก Extra Cash&amp;quot;&amp;nbsp; เพื่อกลุ่มนิติบุคคลธุรกิจท่องเที่ยว วงเงินกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และ &amp;quot;สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน&amp;quot; อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.875%&amp;nbsp; ต่อปี ใน 3 ปีแรก เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยะกล่าวว่า ในพื้นที่ภาคกลางโครงการเริ่มในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูง เพราะมีโรงงานอุตสาหกรรมระดับเอสเอ็มอีตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก การลงพื้นที่จัดโครงการในครั้งนี้ ธพว.ได้จัดเตรียมทีมงานให้คำแนะนำและช่วยบริการพาเข้าถึงสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษต่างๆ ได้ทันที&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยะกล่าวว่า ทั้งนี้มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จ.สมุทรปราการ ที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจาก ธพว. ในโครงการ &amp;quot;เติมพลัง SMEsไทย ก้าวไปด้วยกัน&amp;quot; รวม 41 ราย วงเงิน 62,319,000 บาท โดยนับแต่ต้นปีที่ผ่านมา ธพว.สนับสนุนสินเชื่อให้แก่เอสเอ็มอีในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ จำนวน 431 ราย วงเงิน 565&amp;nbsp; ล้านบาท โดยเป็นการอนุมัติเพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จำนวน 250 ราย วงเงิน 285 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีเสนอให้ตั้งศูนย์ฟื้นฟูเศรษฐกิจในลักษณะของ ศบค.ว่ายังไม่ทราบเรื่องนี้ และยังไม่ได้รับมอบหมาย แต่ในทางกฎหมายหากจะมีการตั้งศูนย์ฟื้นฟูเศรษฐกิจดังกล่าว ไม่ได้ยากอะไร แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ความคิดดังกล่าว เลยไม่สามารถจะพูดอะไรได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71363</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า, ผลกระทบจากโควิด-19, สินเชื่อคนตัวเล็ก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หาบเร่แผงลอย, ออมสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0c6aff09524.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64076</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยียวยาเกษตรกร ขวางเปิดวิสามัญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;อุตตม&amp;quot; เตรียมชง ครม.สัปดาห์หน้าแจกเงินเยียวยาเกษตรกร ยันเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทเพียงพอดูแลผลกระทบจากโควิด-19 ยังไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; เผยนายกฯ เซ็น 4 พ.ร.ก.ส่งสภาไปแล้ว โยนวิป รบ.พิจารณาเปิดสภาสมัยวิสามัญหรือไม่รอความพร้อมห้องประชุมสุริยัน เพราะประชุม &amp;nbsp;2 สภาต้องเข้มความปลอดภัยป้องกันโรค ฝ่ายค้านลั่นต้องเปิดวิสามัญให้ได้ แต่ประธานวิปรัฐบาลไม่เห็นด้วยย้อนถาม ส.ส.แพร่เชื้อใครรับผิดชอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้บริหารสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่ง เกี่ยวกับความคืบหน้ามาตรการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า มาตรการดูแลเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยการแจกเงินเกษตรกร 5,000 บาทต่อเดือน จะต้องเสนอเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณารูปแบบว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยจะใช้ฐานข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 เม.ย.63
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มาตรการแจกเงินเกษตรกรจะต้องมีการหารือในคณะกรรมการกลั่นกรองก่อน เนื่องจากจะใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท โดยอาจเป็นไปได้ว่าสัปดาห์หน้าเรื่องจะถึง ครม. ส่วนเงื่อนไขสุดท้ายจะเป็นอย่างไรขอให้ผ่านขั้นตอนเหล่านี้ก่อน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะกำหนดวงเงิน &amp;nbsp;ซึ่งจะทำให้รู้ว่าการใช้งบประมาณจะเป็นตัวเลขเท่าไหร่ และกระทรวงการคลังก็จะมากำหนดงบประมาณว่าเงินที่ต้องใช้จาก พ.ร.ก.ควรเป็นเท่าไหร่&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมกล่าวอีกว่า มาตรการช่วยเกษตรกรจะยึดข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหลัก เพราะมีการขึ้นทะเบียนมาโดยตลอด จึงต้องเริ่มที่จุดนี้ก่อน ส่วนโครงการสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระแจกเงิน 5,000 บาทต่อเดือน ผ่านการลงทะเบียนเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com ที่ดำเนินการไปแล้ว วันนี้เข้าสู่การทบทวนสิทธิ์ จะเป็นกระบวนการต่อเนื่องไป ส่วนวงเงินจะออกมาเท่าไหร่ขอให้การทบทวนสิทธิ์เสร็จก่อนจะเห็นภาพชัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังยืนยันว่าวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท จะเพียงพอดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายกู้เพิ่ม โดยในหลักการของ พ.ร.ก. กู้เงินดังกล่าวจะใช้สำหรับเยียวยาผลกระทบ วงเงิน 6 แสนล้านบาท ถ้าไม่พอก็สามารถดึงเงินบางส่วนจาก พ.ร.ก.ในส่วนที่ใช้สำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ วงเงิน 4 แสนล้านบาท มาช่วยได้ตามความจำเป็น &amp;nbsp;ส่วนการชำระคืนหนี้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทยังไม่สามารถระบุได้ เพราะยังไม่รู้จะต้องกู้มาใช้เท่าไหร่ อาจจะไม่กู้ถึง 1 ล้านล้านบาทก็ได้ ซึ่งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) อยู่ระหว่างการเตรียมแผน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน? 1?ล้านล้านบาทว่า นายกรัฐมนตรีได้เซ็นส่งสภาไปแล้วทั้ง 4 &amp;nbsp;ฉบับ แล้วแต่ว่าประธานรัฐสภาจะบรรจุอันไหนก่อนอันไหนหลัง ซึ่งต้องตกลงกันระหว่างวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้าน ส่วนจะเปิดเป็นการประชุมวิสามัญหรือไม่นั้นยังไม่มีใครพูดกัน คงต้องคุยกันอีกทีว่าถ้าหากเปิดวิสามัญแล้วต้องมีสมาชิกมาประชุมและจะปลอดภัยหรือไม่ ห้องประชุมสุริยันพร้อมแล้วหรือยัง เนื่องจากต้องประชุมร่วมกันสองสภา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกข้อหนึ่งคือ การดูแลรักษาความปลอดภัยป้องกันโรคมีมาตรการที่ดีหรือไม่ และอีกข้อคือสมาชิกจะเดินทางมาหรือไม่ เพราะขณะนี้ ส.ส.ทั้งหลายท่านอยู่ต่างจังหวัด การจะเดินทางข้ามจังหวัดโดยเฉพาะทางเครื่องบินอาจไม่สะดวกเหมือนตอนปกติ เราต้องเอาทุกอย่างมาประกอบกัน ฉะนั้นคนที่ไปดูเรื่องนี้คือวิปทั้งสองฝ่าย รัฐบาลยังไม่ได้พูดอะไรกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตามรัฐธรรมนูญการออกพระราชกำหนดจะต้องนำเสนอต่อสภาโดยเร็ว แต่เมื่อสภากำลังจะเปิดอยู่แล้ว คำว่าโดยเร็วจึงต้องยืดหยุ่นไปได้ แต่ถ้าเห็นพร้อมกันในเรื่องสถานที่ การเดินทาง และสมาชิกเองไม่ห่วงเรื่องความปลอดภัยในการอภิปราย ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาหลายวัน ถ้าอย่างนั้นก็เปิดได้ แต่กลัวเปิดแล้วจะไม่มีใครมา เพราะว่าจะต้องคิดไปถึงเจ้าหน้าที่สภาด้วย ซึ่งต้องใช้เจ้าหน้าที่เป็นร้อย&amp;quot; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะทดสอบความพร้อมการใช้ห้องประชุมสุริยันในครั้งที่ 3 หลังจากการทดสอบใน 2 ครั้งแรกพบระบบเสียงในห้องประชุมไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงต้องปรับปรุงแก้ไข คาดว่าการทดสอบระบบครั้งที่ 3 จะลงตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อให้มีความพร้อมใช้งานได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป
สภาหั่นงบ 336 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตอนนี้ถือว่าพร้อมแล้วที่จะเปิดใช้งานส่วนของห้องประชุม ส.ส. เหลือแค่ระบบเสียง ส่วนการคัดกรองบุคคลเข้าพื้นที่ต้องคุมเข้ม เช่นใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งช่วงการเปิดประชุมสภา หากพบว่าใครมีไข้สูงแล้วเข้ามาในบริเวณสภา จะถูกส่งต่อไปให้สถาบันบำราศนราดูรวินิจฉัยต่อทันที ขณะนี้ในส่วนของเจ้าหน้าที่สภาไม่พบว่ามีใครติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เคยถูกกักตัวเพื่อดูอาการก่อนหน้านี้ 14 &amp;nbsp;วันก็ไม่พบว่าใครติดเชื้อ ดังนั้นบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไม่มีใครติดเชื้อแม้แต่รายเดียว&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการสภาผู้แทนฯ ยังเผยว่า สำนักงานเลขาฯ ได้ตัดงบประมาณจำนวน 336 ล้านบาท ส่งคืนสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นงบประมาณส่วนที่ไม่มีความจำเป็น ประกอบด้วย งบการฝึกอบรมและจัดสัมมนาต่างๆ, งบการเดินทางไปดูงานต่างประเทศของกรรมาธิการ 35 คณะ จำนวนคณะละ 4.8 ล้านบาท และเบี้ยประชุมของ กมธ.ทุกคณะ เนื่องจากงบประมาณเหล่านี้ไม่สามารถดำเนินการได้ในเวลานี้ เพราะไม่มีการจัดฝึกอบรมและไม่มีการประชุม กมธ.คณะต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อเวลา 13.00 น. ห้องประชุมชั้น 10 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย มีการประชุมของหัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้าน 6 พรรค ในการเตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาไวรัสโควิด-19 และการเสนอให้มีการใช้ พ.ร.ก.กู้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ มีหัวหน้าพรรคทุกพรรคมาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ขาดแต่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภา ที่ติดภารกิจในต่างจังหวัด แต่ได้ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์แทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุมนายภูมิธรรมกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาโควิดเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงขอเสนอให้มีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญหาทางออกให้ประเทศ ให้ ส.ส.ได้สะท้อนเสียงประชาชนในการแก้ไขปัญหาให้เป็นไปอย่างถูกทาง ฝ่ายค้านจะทำหนังสือถึงนายกฯ และประธานสภา 24 เม.ย.นี้ เพื่อขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วหน้า รวดเร็ว เพราะการใช้เงินจากเงินกู้ที่เป็นเงินล่วงหน้าในอนาคต &amp;nbsp;ต้องมียุทธศาสตร์และมีประสิทธิภาพมากที่สุด จะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจ ไม่ใช่ปล่อยให้มีการใช้งบประมาณไปโดยไม่มีการตรวจสอบ สำหรับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่จะหมดลงในวันที่ 30 เม.ย. วันนี้มาตรการสาธารณสุขทำได้ดีพอสมควร จึงไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป แค่ใช้กฎหมาย มาตรการทั่วไปก็น่าจะควบคุมได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญของสภาจำเป็นต้องใช้เสียง ส.ส.หนึ่งในสาม หรือ 246 เสียง แต่ฝ่ายค้านมี 213 เสียง จำเป็นต้องขอเสียง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและ ส.ว.อีก 33 เสียง จากนี้จะเร่งประสานไปยังวิปรัฐบาลที่จะมีการหารือในวันที่ 27 เม.ย. เพื่อให้มีการเร่งพิจารณาเรื่องของฝ่ายค้าน เพราะในส่วนของฝ่ายค้านเชื่อว่าการให้ ส.ส.แต่ละคนลงชื่อทั้ง 213 เสียงจะแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้ เราขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลขอให้ความร่วมมือ เพราะข้อติดขัดในการประชุมสภาเรื่องการควบคุมโรค ตอนนี้ทำได้ดีขึ้นห้องประชุมสุริยันเสร็จเรียบร้อย เชื่อว่าจะรองรับการประชุมโดยมีระยะห่างระหว่างบุคคลได้ หวังว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะเห็นถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชนและจะรับฟังความคิดเห็นฝ่ายค้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า ขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่ร่วมกันแก้ปัญหาไวรัสโควิด โดยการขอเปิดประชุมสภาวิสามัญของฝ่ายค้าน ก็เพื่อต้องการเสนอแนะให้รัฐบาลนำไปปรับใช้แก้ไขปัญหา เพราะทุกวันนี้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้ ซึ่งปัญหาหลังจากหมดโควิดก็ยังมีปัญหาทางเศรษฐกิจตามมาอีก ดังนั้นเราจึงต้องทั้งรีบแก้ไขและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น
วิปรัฐบาลขวางเปิดวิสามัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านเสนอเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญว่า วันนี้เห็นใจนายกรัฐมนตรีที่กำลังแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-19 จึงผลีผลามไม่ได้ เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อที่กำลังลดลงอาจเพิ่มสูงขึ้นเหมือนบางประเทศได้ อยากให้รอสถานการณ์ของเราสะเด็ดน้ำมากขึ้นกว่านี้ก่อน หรืออาจจะรอพิจารณากันในสภาสมัยสามัญที่จะประชุมนัดแรกวันที่ 22 พ.ค.นี้ อย่างไรก็ตามแกนนำฝ่ายค้านหลายคนได้พูดคุยกับตนแล้ว จะทำเรื่องเสนอรัฐบาลซึ่งสามารถดำเนินการได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญในช่วงนี้ แล้ว ส.ส.เข้ามาจนทำให้มีการแพร่เชื้อไปทั่วประเทศ ใครจะรับผิดชอบ ผมจึงไม่เห็นด้วยที่จะให้เปิดในช่วงนี้ แต่เพื่อความรอบคอบผมจะหารือกับแกนนำวิปรัฐบาลคนอื่นๆ นอกรอบก่อน คาดว่าสัปดาห์หน้าจะได้ความชัดเจนระดับหนึ่ง&amp;quot; นายวิรัชกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนเคารพความชอบธรรมของฝ่ายค้านที่มีหน้าที่ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล แต่ไม่คิดว่าการขอเปิดสภาสมัยวิสามัญตอนนี้ จะทำให้ประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐมีเพิ่มขึ้น เพราะสิ่งที่ต้องทำก่อนในวันนี้คือการชั่งน้ำหนักหลักคิดเพื่อรับมือการเเพร่ระบาดที่เหมาะสมกับประเทศ ซึ่งทั่วโลกแก้ปัญหาโควิด-19 ใน 2 รูปแบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ด้านสาธารณสุขนำเศรษฐกิจ เป็นแบบเดียวกับที่ไทยกำลังใช้อยู่ มีข้อดีเรื่องจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อ และตัวเลขผู้เสียชีวิตจะค่อนข้างต่ำ แต่ต้องเเลกมากับเรื่องปากท้องที่เริ่มจะมีปัญหา 2.ด้านเศรษฐกิจนำสาธารณสุข เเบบที่ยุโรปบางประเทศใช้อยู่ เศรษฐกิจของเขาได้รับผลกระทบน้อย แต่จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตพุ่งสูง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เข้าใจความหวังดีของฝ่ายค้าน แต่ก็เชื่อว่ารัฐบาลเองคงไม่ดันทุรังและจะฟังเสียงเรียกร้องของชาวบ้านอยู่ตลอดเช่นกัน การปรับวิธีการเยียวยาหรือแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ได้ว่า รัฐบาลไม่ได้เปลี่ยนเเนวคิดกลับไปกลับมา เพราะดำเนินนโยบายผิดพลาด แต่จำเป็นต้องเลือกใช้วิธีการรับมือปัญหาแบบไม่ตายตัวเพื่อทางออกของประเทศเวลานี้ ผมไม่ขัดข้องกับการขอเปิดสภาสมัยวิสามัญของฝ่ายค้าน แต่ไม่ใช่จะมาเปิดเพียงเพื่อจะชำแหละหรือท้วงติงการใช้จ่ายเงินกู้เวลานี้ ถ้าจะเปิดก็ควรจะเป็นการระดมสมองของฝ่ายค้านอีกแรงเพื่อชั่งน้ำหนักมากกว่า ว่าเวลานี้จะสร้างสมดุลระหว่างมาตรการด้านสาธารณสุข และแนวทางเยียวยาเงินในกระเป๋าของชาวบ้านได้อย่างไร&amp;quot; นายอิสระกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่าภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงเศรษฐีของเมืองไทย เพื่อขอความร่วมมือแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชน จากผลกระทบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ล่าสุดเพจ &amp;nbsp;&amp;quot;ลุงตู่ตูน&amp;quot; ซึ่งเป็นเพจสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ได้เผยแพร่รายชื่อมหาเศรษฐีที่ตอบรับคำขอของ พล.อ.ประยุทธ์ จำนวน 3 ราย ได้แก่ 1.นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (MTC) ยินดีและพร้อมช่วยเหลือเพิ่มเติมจากที่เคยทำ 2.นายฉัตรชัย แก้วบุตตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทและกลุ่มศรีสวัสดิ์ ยืนยันพร้อมจะช่วยเหลือให้ประเทศฝ่าวิกฤติตามคำขอของนายกฯ &amp;nbsp;และ 3.นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังพ้นวิกฤติโควิด-19.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64076</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ผลกระทบจากโควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตตม สาวนายน, เงินกู้ 1 ล้านล้าน, เปิดสภาสมัยวิสามัญ, แจกเงินเยียวยาเกษตรกร, โควิด 19, โควิด-19, โคโรนาไวรัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea19039a761c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักการเมืองพาเหรด ชงแผนเยียวยาโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เทพไท&amp;quot; ชงรัฐบาลจัดงบฯ เป็นเงินเดือนให้ ปชช.ทั้งประเทศที่ลงทะเบียนเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทุกกลุ่มที่ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ยกเว้น ขรก.-เจ้าหน้าที่รัฐ-คนมีฐานะทางเศรษฐกิจดี ด้านหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ปชป.แนะมาตรการ ครอบครัวใดอยู่บ้าน-กักตัวโดยไม่ติดเชื้อ รัฐให้เลย 9,999 บาทต่อครัวเรือนตามหลักฐานทะเบียนบ้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 เมษายน นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้ความเห็นถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า จะยืดเยื้อต่อไปอีกเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งจะตรงกับเดือนกันยายน สิ้นปีงบประมาณแผ่นดิน พ.ศ.2563 และในระยะเวลา 6 เดือนนี้ ผู้ที่จะสามารถดำรงชีพอยู่ได้ก็มีเพียงคนที่มีอาชีพเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น เพราะมีรายได้ประจำจากเงินเดือนของรัฐบาล ส่วนประชาชนทั่วไปหยุดทำงาน ไม่มีรายได้ประจำ มีเพียงเงินเก็บเพื่อใช้จ่ายในการดำรงชีพได้คนละไม่เกิน 2 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีรายได้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศมีปัญหาในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างแน่นอน รัฐบาลจึงต้องคิดเอาชีวิตคนไทยให้รอดก่อนแล้วค่อยพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นเพื่อเป็นการนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ รัฐบาลต้องปรับยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 และต้องทำแผนการใช้งบประมาณแผ่นดินปี 2563 ของประเทศเสียใหม่ โดยขอเสนอการปรับแนวทางการบริหารงบประมาณของประเทศดังนี้คือ หยุดใช้งบประมาณด้านการลงทุนและการพัฒนาด้านวัตถุทั้งหมด มาเป็นลงทุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณด้านการลงทุนและการพัฒนาของทุกกระทรวง ทบวง กรม มาเป็นงบกลางหรืองบฉุกเฉิน ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจใช้งบประมาณนี้แต่เพียงผู้เดียว และให้จัดเพิ่มงบประมาณด้านการสาธารณสุขเพื่อสู้กับไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะ จัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอ สร้างโรงพยาบาลเฉพาะโรคไวรัสโควิด-19&amp;quot; นายเทพไทให้ความเห็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เขายังเสนอให้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเป็นเงินเดือนให้ประชาชนทั้งประเทศ ที่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ทุกกลุ่มที่ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ยกเว้นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีเงินเดือนประจำ และคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงงบประมาณแผ่นดินในหลายแนวทาง เช่น ตัดงบซื้ออาวุธของกองทัพ, ตัดงบกระทรวงกลาโหมทั้งหมด, ตัดงบประมาณ 10% ของทุกกระทรวง หรือออก &amp;nbsp;พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตอบโจทย์ของประเทศ จึงขอเสนอให้รัฐบาลออกเป็นพระราชบัญญัติโอนงบประมาณจากทุกกระทรวงมาเป็นงบกลางโดยเร็วที่สุด และเชื่อว่าทุกฝ่ายก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือสนับสนุนแนวทางนี้อย่างแน่นอน&amp;quot; นายเทพไทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การออกมาตรการเพื่อเยียวยาช่วยเหลือประชาชนและแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจควรต้องทำแพ็กเกจใหญ่ๆ ต้องไม่มองแค่ระยะสั้น แต่ต้องมองระยะกลางและระยะยาว ว่าเมื่อประเทศไทยเราฟื้นตัวจากวิกฤติรอบนี้ ผู้ประกอบการของไทย แรงงานไทยต้องมีทักษะฝีมือที่สูงขึ้น ต้องมีงบประมาณไปสนับสนุน ว่าเมื่อคนทำงานหรืออยู่บ้านก็ควรส่งเสริมให้คนเรียนรู้ออนไลน์ได้ เพราะตอนนี้ก็มีหลักสูตรต่างๆ ทำออกมาเยอะมากของหน่วยงานรัฐ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ แต่ภาครัฐต้องสร้างแรงจูงใจให้คนเข้ามาเรียนรู้ เช่นเมื่ออยู่บ้านก็ให้เขาเรียนรู้โดยดาวน์โหลดหลักสูตร แล้วพอเรียนจบหลักสูตรก็ให้มีการทดสอบ ซึ่งหากผ่านก็ให้เงินเพิ่มเป็นกำลังใจ เช่น 1,000-2,000 บาทต่อเดือนในการเรียนรู้แต่ละหลักสูตร เราต้องพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยใช้วิกฤตินี้ในการสร้างทักษะให้แรงงานไทย คนไทย ให้มีทักษะมากขึ้น ทำให้เขามีความพร้อมกับ digital transformation ที่ทำให้คนเริ่มเห็นแล้วว่าระบบต่างๆ &amp;nbsp;สามารถทำให้คนทำงานจากบ้านได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ก็มีบางคนที่เสนอให้พิจารณาว่าเรื่องการกักตัวสำคัญ มีการบอกว่าหากใครอยู่บ้านแล้วกักตัวโดยไม่ติดเชื้อโควิด-19 รัฐควรจ่ายให้ 10,000 บาทต่อครัวเรือน ผ่านการลงทะเบียนตามทะเบียนบ้าน โดยพิจารณาไปเลยว่าทะเบียนบ้านหลังหนึ่ง หากสมาชิกในบ้านไม่มีใครติดโควิดเลย ก็ให้ไปเลยเช่น 9,999 &amp;nbsp;บาท หรือ 1 หมื่นบาทไปเลย ที่จะเป็นมาตรการจูงใจให้คนกักตัวอยู่กับบ้าน กักตัวหยุดเชื้อเพื่อชาติ ดีกว่าไปแจกเงินฟรีๆ ดีกว่าเอาเงิน 5,000 บาทไปแจกฟรีให้ทุกคน แต่ไม่มีอะไรเป็นแรงจูงใจ&amp;quot; รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคและประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความสับสนที่เกิดขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ จากเหตุการณ์คนไทยกลุ่มหนึ่งไม่ยอมกักตัวตามมาตรการป้องกันเชื้อโควิด-19 ว่า นายกรัฐมนตรีควรนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิมาถอดบทเรียน &amp;nbsp;เพื่อปรับปรุงแก้ไขไม่ให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก และนอกเหนือจากการเข้าออกประเทศที่สนามบินแล้ว ยังมีการเข้าออกประเทศตามด่านชายแดนต่างๆ ที่ควรบริหารจัดการไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวายเหมือนกับที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะเมื่อเกิดความสับสนวุ่นวายต่อการปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันเชื้อโควิด-19 ของรัฐบาลในที่ใดก็ตาม ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานเพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19 ไม่ให้ลุกลามตามมาด้วย นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดความวิตกกังวลแก่ประชาชนโดยทั่วไป และอาจส่งผลต่อความไม่เชื่อมั่นในมาตรการของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้กระทบต่อการทำงานแก้ไขปัญหาโควิด-19 โดยรวมตามมาอีกด้วย และขอเรียกร้องให้รัฐบาลถอดบทเรียนปัญหาความสับสนวุ่นวายต่างๆ จากมาตรการของภาครัฐให้เป็นระบบมากขึ้น และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ ซึ่งจะช่วยทำให้การแก้ไขปัญหาโควิด-19 ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีในที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตรองประธานกรรมาธิการงบประมาณฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง &amp;quot;ลดงบประมาณเท่ากัน แต่อาจไม่เท่ากัน&amp;quot; ระบุว่า การปรับงบประมาณเพื่อนำมาใช้เร่งด่วนในเรื่องของโควิด-19 เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แต่ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณปี 2563 มีความเห็นในส่วนของการปรับลดว่า งบประมาณบางกระทรวงมีจำนวนมาก ตั้งไว้อย่างหลวมๆ สามารถปรับลดลงได้มาก แต่บางกระทรวงบางหน่วยงานได้รับงบประมาณค่อนข้างน้อย แต่น่าจะมีความจำเป็นต่อการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ การปรับลดงบประมาณลงร้อยละ 20 เท่ากันทุกหน่วยงานน่าจะมีผลกระทบที่ไม่เท่ากัน เช่น กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงพาณิชย์, กองทุนหลักประกันสุขภาพ และอีกหลายหน่วยงาน อยากให้พิจารณาตามความจำเป็น สำนักงบประมาณควรจะมีความเห็นเพิ่มเติมในส่วนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวเช่นกันว่า เรื่องมาตรการที่จะออกมารัฐบาลสามารถทำได้หลายทาง เช่น ใช้งบประมาณ หรือรัฐกู้เงิน, ใช้เงินขององค์กรต่างๆ ที่ไม่ใช่งบของรัฐโดยตรง เช่น คืนเงินค่าประกันน้ำประปา-ไฟฟ้า และผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ &amp;nbsp;ช่วยเหลือเยียวยาพนักงานของตัวเอง แต่มีอีกแนวทางหนึ่งที่รัฐบาลจะช่วยเยียวยาทางเศรษฐกิจได้มากพอสมควร โดยไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐ คือใช้กลไกสหกรณ์ 8,000 แห่งทั่วประเทศที่มีสมาชิกนับล้านครัวเรือน ที่แต่ละสหกรณ์ได้ปล่อยกู้ให้สมาชิก และสมาชิกต้องผ่อนชำระทุกเดือนพร้อมดอกเบี้ย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมขอเสนอให้รัฐบาลเร่งสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรฯ ที่กำกับดูแลสหกรณ์ทั่วประเทศ ขอความร่วมมือสหกรณ์ทั่วประเทศดำเนินการชะลอการผ่อนชำระหนี้ 3 เดือน ตามความพร้อมของแต่ละบุคคล ลดอัตราดอกเบี้ย 3 เดือน โดยแต่ละสหกรณ์จะชะลอการผ่อนและลดดอกเบี้ยเท่าใด ก็ แล้วแต่ความพร้อมและความเหมาะสมของแต่ละสหกรณ์&amp;quot; นพ.ระวีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีกล่าวต่อว่า มาตรการนี้ไม่น่าจะทำให้เกิด NPL เพิ่มแต่อย่างใด เพียงแต่สหกรณ์จะได้เงินคืนกลับเข้ามาช้าลง และมีเงินที่จะให้สมาชิกรายใหม่กู้น้อยลง แต่ส่งผลทำให้กำไรของสหกรณ์ในปีนี้จะลดลง จากการลดอัตราดอกเบี้ยให้สมาชิกเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเช่นกันว่า รัฐบาลต้องประเมินหลังการประกาศใช้เคอร์ฟิวว่าได้ผลอย่างไรอย่างตรงไปตรงมา และมีข้อมูลผลกระทบอย่างครบถ้วนรอบด้าน &amp;nbsp;เชื่อว่าประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่แล้ว แต่อยากขอให้รัฐบาลสื่อสารในลักษณะสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ใช่แถลงข่มขู่ประชาชนในลักษณะถ้าเคอร์ฟิว 4 ทุ่มถึงตี 4 ไม่ประสบผลสำเร็จ จะประกาศเพิ่มเป็นเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง สถานการณ์ในขณะนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมแรงร่วมใจกันฝ่ามหาวิกฤติโควิด-19 ไปให้ได้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด เพราะขณะนี้มหาวิกฤติโควิด-19 ได้ขยายวงส่งผลกระทบกว้างออกไปเรื่อยๆ จนประชาชนทุกกลุ่มได้รับผลกระทบหนักทั่วประเทศ นอกเหนือจากการบังคับใช้เคอร์ฟิว รัฐบาลต้องดูแลควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ให้มีการกักตุนหรือปรับเพิ่มราคาสูงขึ้นจนเป็นการเพิ่มภาระให้ประชาชน งานในส่วนนี้ไม่แน่ใจว่าอยู่ในการกำกับดูแลของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือเป็นงานของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการสำรวจการกักตุนโภคภัณฑ์ ร่วมกับปลัดกระทรวงต่างๆ เป็นคนควบคุมบริหารจัดการ รู้แต่ว่าตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนหนัก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Watana Muangsook &amp;nbsp;ว่า ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน มาตรา 13 (2) บัญญัติว่า Everyone has the right to leave &amp;nbsp;any country, including his own, and to return to his country. เพื่อให้เป็นไปตามปฏิญญาฯ รัฐธรรมนูญ มาตรา 39 จึงบัญญัติว่า &amp;quot;การเนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้ผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักร จะกระทำมิได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัฒนาให้ความเห็นอีกว่า เมื่อเกิดวิกฤติทุกประเทศจะอำนวยความสะดวกให้คนของตนกลับบ้าน เพราะการปล่อยให้ชาติอื่นดูแลนอกจากจะไม่รับผิดชอบแล้ว ยังสู้รัฐชาติดูแลคนของตัวเองไม่ได้ &amp;nbsp;ดังนั้นเมื่อมีข่าวการแพร่ระบาดโควิด-19 ในไทย หลายประเทศจึงส่งเครื่องบินมารับคนของตนกลับบ้าน ล่าสุดคือเยอรมนีและฝรั่งเศส ก่อนหน้านี้เมียนมาที่ยากจนกว่าไทยก็ยังส่งเครื่องบินไปรับคนของเขากลับจากเมืองอู่ฮั่น อันเป็นหลักความรับผิดชอบของรัฐที่มีต่อคนของตน การออกคำสั่งชะลอไม่ให้คนไทยกลับประเทศ นอกจากขัดรัฐธรรมนูญและสามัญสำนึกของความเป็นคนแล้ว ยังแสดงถึงความไม่รับผิดชอบ เพราะเป็นการทิ้งคนของตนให้ชาติอื่นต้องดูแลแทน อันเป็นนิสัยถาวรของพลเอกประยุทธ์ ดูได้จากค่านิยม 12 ประการที่คิดขึ้นหลังยึดอำนาจ จนกระทรวงศึกษาฯ เอาไปให้เด็กท่อง ปรากฏว่าไม่มีแม้แต่ตอนใดตอนหนึ่งที่สอนให้เด็กมีความรับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าโควิด-19 คือเศรษฐกิจไทยที่จะพินาศจนกู่ไม่กลับ เพราะจนบัดนี้ยังไม่เห็นมาตรการที่จะฟื้นฟูนอกจากการกู้เงินอย่างไร้จุดหมาย นับแต่ยึดอำนาจจนบัดนี้รัฐบาลประยุทธ์กู้เงินชดเชยขาดดุลงบประมาณแล้ว 2.662 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมขาดดุลปี 2564 และกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาโควิดอีกราว 1.6 ล้านล้านบาท เท่ากับตั้งแต่ยึดอำนาจพลเอกประยุทธ์สร้างหนี้ให้ประเทศเกือบ 5 ล้านล้านบาท อันเป็นการก่อหนี้สูงที่สุดตั้งแต่มีประเทศไทยมา แต่ทำให้คนไทยลำบากยากจนที่สุด เจอผู้นำไร้สมองไม่มีความรับผิดชอบ ยังต้องมาเจอบริวารสอพลอสมองกลวงอีก คนไทยเลยซวยไม่รู้จบ&amp;quot;.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62221</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ผลกระทบจากโควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินเดือนให้ประชาชน, แผนเยียวยาโควิด-19, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e89e5bf2686b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
