<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 20:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 20:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment--EIA) และการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Environmental Health Impact Assessment--EHIA) เครื่องมือที่จำเป็นในการใช้ให้ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 58 บัญญัติว่า &amp;ldquo;การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ&amp;rdquo; สืบเนื่องจากบทบัญญัติ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 มาตรา 48 ดังกล่าว ซึ่งอยู่ในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บัญญัติเกี่ยวกับการจัดทำรายงานดังกล่าว และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ รวมถึงเงื่อนไขในการจัดทำรายงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญคุ้มครอง &amp;ldquo;สิทธิและเสรีภาพ&amp;rdquo; ของประชาชนต่อการดำเนินการ &amp;ldquo;อนุญาต&amp;rdquo; ของรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และสร้างระบบและกลไกในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่อย่างเหมาะสม ผ่านเครื่องมือ EIA และ EHIA เนื่องจากโครงการหรือกิจการบางประเภทอาจมีผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปกติภาครัฐบังคับให้ภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน ต้องทำ EIA และ EHIA ก่อนสร้างโครงการต่าง&amp;thinsp;ๆ โดยเริ่มจากกระบวนการกลั่นกรองโครงการ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน กําหนดขอบเขตการศึกษาและประเมินระดับผลกระทบ หลังจากนั้นต้องจัดให้มีเวทีรับฟังการทบทวนร่างรายงานอีกครั้ง คราวนี้เพื่อกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบ ก่อนจะทำรายงาน EIA หรือ EHIA เสนอสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และหน่วยงานอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวใจสำคัญของ รายงาน EIA หรือ EHIA คือ เครื่องมือดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นตามหลักวิชาการ มาตรฐาน และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร และครอบคลุมมากน้อยเพียงใด สำคัญที่สุด คือ โปร่งใส และตรวจสอบได้หรือไม่ หลายต่อหลายครั้ง การฟ้องร้องที่เกิดขึ้นมักมาจากการจัดทำรายงาน EIA หรือ EHIA ที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้มีกระบวนการลดผลกระทบที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น การว่าจ้างให้จัดทำรายงานดังกล่าวของหน่วยงานผู้ว่าจ้างนั้น บางครั้งมีการตั้งธงเพื่อให้เป็นอย่างที่ต้องการ เช่น การให้มีกระบวนการศึกษาหลาย ๆ รอบ เพียงเพื่อจะใช้งบประมาณในการศึกษาจำนวนมาก ๆ หรือ การที่จัดทำรายงาน EIA หรือ EHIA ที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้มีการใช้งบประมาณโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกี่ยวข้องและบางครั้งเลยไปถึงการจัดทำรายงานเท็จบางส่วน เพียงเพื่อจะตอบโจทย์ของหน่วยงานผู้ว่าจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำจำนวนมากที่ยื่นของบประมาณ เป็นการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ &amp;ldquo;ในเขตป่าไม้&amp;rdquo; ซึ่งส่งผลต่อการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างถาวร หลายกรณีการรายงานผลกระทบและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มักจะจัดทำโดย &amp;ldquo;ตรรกะประหลาด&amp;rdquo; เช่น การสร้างเขื่อนในเขตป่าจะทำให้พื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้น เพราะจะต้องมีการปลูกป่าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากของเดิม ดังนั้น การสร้างเขื่อนในเขตป่าซึ่งทำลายพื้นที่ป่าไม้ถาวร กลับกลายมาเป็น &amp;ldquo;พระเอก&amp;rdquo; เพราะเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ในกระดาษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ ผู้เขียนเห็นตัวอย่างจาก รายงาน EIA หรือ EHIA ที่ไม่ถูกต้อง และหลายกรณีผู้มีอำนาจก็เห็นชอบในรายงานนั้น ๆ เสียด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะกล่าวถึงโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังมีการต่อต้านคัดค้านอย่างรุนแรง เช่น การผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล การก่อสร้างเขื่อนวังโตนด หรือ การสร้างอ่างเก็บน้ำในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นต้น ที่ในรายงาน EIA หรือ EHIA นั้น ๆ ได้ใช้ตรรกะ &amp;ldquo;ประหลาด&amp;rdquo; คล้ายกับรายงาน EHIA ของเขื่อนแม่วงก์ โดยสรุปว่า การก่อสร้างโครงการมีความคุ้มค่า เพราะจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล สร้างรายได้ใหม่ ในกรณีเขื่อนแม่วงก์นั้น มีการตรวจสอบพบว่า แท้จริงแล้ว ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากดำเนินการประเมินผิดพลาด และมีการกำหนดต้นทุนต่ำเกินไป ในขณะที่ผลประโยชน์สูงเกินจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ด้านการเกษตรและด้านป่าไม้ ในขณะเดียวกัน ข้อเท็จจริงเรื่องการบริหารน้ำปรากฏว่า ประเทศไทย มีอ่างเก็บน้ำที่ใช้การไม่ได้เป็นจำนวน (การปรับปรุงอ่างเก็บน้ำให้ใช้การได้และเป็นระบบ จึงมีความจำเป็นมากกว่าการก่อสร้างใหม่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า รายงาน EIA หรือ EHIA นั้น เป็นเครื่องมือที่จำเป็นและสำคัญ หากแต่ผู้จัดทำจำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้ความรู้ที่ถูกต้อง มีความเป็นอิสระ ผู้กำกับดูแลหรือผู้อนุญาตมีธรรมาภิบาลในการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญในแต่ละช่วงเวลา และที่สำคัญที่สุด มีกระบวนการคำนึงถึงและชดเชยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นระบบ ตามหลักวิชาการและธรรมาภิบาลการบริหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสภาวะที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขยายตัวรวดเร็ว หากเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมนั้นไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงผ่านการนับรวมผลกระทบที่สร้างแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ย่อมมีโอกาสก่อปัญหาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมไปจนถึงสุขภาพประชาชน รายงาน EIA และ EHIA จึงเป็นเครื่องมือที่จะยังความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หากเครื่องมือนั้นถูกจัดทำขึ้น เห็นชอบ และนำไปใช้ ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องและเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ โดย ประชา คุณธรรมดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119762</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชา คุณธรรมดี, ผลกระทบสิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210717/image_big_60f295212345b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86927</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2020 15:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2020 15:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ครม.&#039; รับทราบผลหารือ &#039;กลุ่มจะนะรักษ์ถิ่น&#039; ยกเลิกมติ ครม.-ประเมินผลกระทบระดับยุทธศาสตร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ธ.ค.63 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ว่า ครม. รับทราบผลการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาของกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่น ตามที่รองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมเสนอ ซึ่งข้อเสนอของกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่นประกอบด้วยประเด็นหลักๆ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.เสนอให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการดำเนินการโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ทุกฉบับ และให้คณะกรรมการผังเมืองและกรมโยธาธิการและผังเมือง ยกเลิกกระบวนการแก้ไขผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา พ.ศ. 2559 รวมถึงหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เป็นเจ้าของโครงการ ภายใต้โครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมฯ จะต้องไม่ดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เสนอให้จัดให้มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในระดับยุทธศาสตร์ (SEA) จังหวัดสงขลา โดยแต่งตั้งคณะทำงาน ที่มีสัดส่วนของภาคประชาชนและนักวิชาการที่เหมาะสม ตามที่ภาคประชาชนเสนอ เพื่อร่วมวางกรอบการศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ซึ่งการคัดเลือกผู้ดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย อีกทั้งกระบวนการตรวจสอบและการให้ความเห็นชอบต่อรายงานการศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะต้องมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและนักวิชาการด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมรับรายงานผลการหารือฯ ดังกล่าว ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนโดยด่วน และนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป&lt;/p&gt;


	&amp;#39;วิษณุ&amp;#39; ชี้ปมลงโทษผู้จัด &amp;#39;บิ๊กเมาท์เทน&amp;#39;
	&amp;#39;เด็จพี่&amp;#39; โผล่แจง &amp;#39;ทักษิณ&amp;#39; ห่วงคนเชียงใหม่
	&amp;#39;ประเดิมชัย&amp;#39; จวกรัฐบาลปล่อยสร้างรถไฟฟ้าพร้อมกันทั่ว กทม. ทำฝุ่นพิษพุ่ง
	&amp;#39;อดีตรองโฆษก ปชป.&amp;#39; หอบหลักฐานร้องกกต.
	อ่วม!&amp;#39;หัวหน้าการ์ดเสื้อแดง&amp;#39;โดน ม.112
	3นิ้วฟังไว้!พปชร.วอนอย่าโยง&amp;#39;โควิด&amp;#39;เข้าการเมือง
	&amp;#39;สุทิน&amp;#39;มึนตึ้บ!แล้วแต่คนจะคิดว่า&amp;#39;ทักษิณ&amp;#39;เป็นเจ้าของเพื่อไทยหรือเปล่า

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86927</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มจะนะรักษ์ถิ่น, จังหวัดสงขลา, นิคมอุตสาหกรรมจะนะ, ผลกระทบสิ่งแวดล้อม, ยกเลิกมติครม., รัชดา ธนาดิเรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201208/image_big_5fcf442f8abf8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2020 19:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2020 19:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายปชช.ลุ่มน้ำโขงอีสาน จวกยับเพื่อไทยลืมบทบาทฝ่ายค้านหนุนเผด็จการดันโครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล เฉยเลย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค. 63 - &amp;nbsp;เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ติดตามสถานการณ์การผลักดันโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ในภาคอีสาน เปิดเผยว่า ทางเครือข่ายฯ อยากเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยทบทวนบทบาท และจุดยืนต่อโครงการผันน้ำ โขง-เลย-ชี-มูล และโครงการจัดการน้ำต่างๆ ตามลุ่มน้ำสาขาในภาคอีสาน เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำอีสานทั้งระบบ นอกจากนี้ยังเสนอให้พรรคเพื่อไทย ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาปัญหาและผลกระทบ ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และนิเวศ ที่เกิดขึ้นจากแนวนโยบายการจัดการน้ำในภาคอีสานทั้งหมด ก่อนที่จะเดินหน้าผลักดันโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสุวิทย์ &amp;nbsp;กุหลาบวงษ์ &amp;nbsp;ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ให้ข้อมูลว่า ภาคอีสานนับเป็นพื้นที่ที่มีนโยบายการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และระบบชลประทานเป็นจำนวนมากนับตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นต้นมา ยกตัวอย่างเช่น โครงการอีสานเขียว โครงการโขงชีมูล โครงการชลประทานระบบท่อ โครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำขนาดเล็ก เป็นต้น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเหล่านี้ มีการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานมากกว่า 1.2 ล้านไร่ แต่ผลของโครงการกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากผลกระทบจากน้ำเค็ม ค่าสูบน้ำที่มีราคาสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรณีโครงการโขงชีมูล ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2536 &amp;nbsp;มีการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสายหลักในภาคอีสาน เขื่อนเหล่านั้นได้ทำให้พื้นที่ป่าบุ่ง ป่าทาม ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของภาคอีสานกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ และส่งผลกระทบให้เกิดภาวะดินเค็มแพร่กระจายในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์จากที่ดินทำกินเป็นจำนวนมาก รัฐบาลต้องใช้งบประมาณมหาศาลมากกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อมาแก้ไข ซึ่งมากกว่าค่าการก่อสร้างเสียอีก จะเห็นได้ว่าบทเรียนเกี่ยวกับความล้มเหลวด้านแผนการจัดการน้ำขนาดใหญ่ เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมมานาน ดังนั้น เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน จึงขอเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยทบทวนบทบาท และจุดยืนต่อโครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล และโครงการจัดการน้ำต่างๆ ตามลุ่มน้ำสาขาในภาคอีสานทั้งระบบ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ยังกล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทย ควรผลักดันให้มีการศึกษาและนำเสนอความคุ้มค่าที่แท้จริงของโครงการผันน้ำ โขง-เลย-ชี-มูล บนพื้นฐานของการคำนึงถึงคุณค่าของระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม พร้อมกับความคุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ ภายใต้สถานการณ์ความเสี่ยงเรื่องแผ่นดินไหวกับน้ำท่วมฉับพลันในภาคอีสาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ควรมุ่งตรวจสอบการผลักดันโครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล ของนักการเมืองฝ่ายเผด็จการในขณะนี้ มิใช่ส่งเสียงสนับสนุนโครงการที่ขาดหลักธรรมาภิบาล และขาดการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ซึ่งพรรคเพื่อไทยควรมีบทบาทในการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมจากประชาชนให้รอบด้านตามหลักการประชาธิปไตย&amp;rdquo; นายสุวิทย์กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74246</URL_LINK>
                <HASHTAG>การมีส่วนร่วมของประชาชน, ชุมชน, ผลกระทบสิ่งแวดล้อม, เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200812/image_big_5f33e2e36c4ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2019 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2019 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านแม่ทะปักหลักต้านเหมืองถ่านหินหวั่นเผชิญหมอกพิษ โลหะหนักซึมลงน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.62 - สืบเนื่องจากที่จะมีการเปิดเหมืองแร่ ประเภทที่ 3 ตามคำขอประทานบัตรที่ 2/2561 หมายเลขหลัก หมายเลขเขตเหมืองแร่ที่ 30542 ของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านบอมพัฒนา หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านบอม อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านทั้งมีการติดป้ายคัดค้านตามสถานที่ต่างๆในพื้นที่ โดย กลุ่มชาวบ้านกว่า100 คน &amp;nbsp;นำโดย นายจรัส อุบลศรี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 6 บ้านบอมพัฒนา ได้รวมตัวกันแสดงจุดยืนค้านการทำเหมืองแร่ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ซึ่งจะมาทำเหมืองแร่ในพื้นที่บริเวณดังกล่าว เพราะพื้นที่แห่งนี้ยังคงมีสภาพป่าสมบูรณ์เป็นป่าต้นน้ำ ประกอบกับการทำประชาพิจารณ์ ก่อนหน้านี้ไม่ชัดเจน ชาวบ้านในหมู่บ้านจึงต้องการให้ทำประชาพิจารณ์ใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ชาวบ้านระบุด้วยว่าการทำเหมืองดังกล่าว นอกจากจะต้องสูญเสียผืนป่าไปจำนวนมากแล้ว เมื่อมีการขุดเหมืองถ่านหินขึ้นกระบวนการขุดเจาะถ่านหินก็จะทำให้เกิดละอองแร่ธาตุที่เป็นพิษ และโลหะหนัก ที่ซึมลงไปในชั้นดิน และน้ำ ทั้งนี้ผลกระทบของการขุดถ่านหินจะยังคงมีอยู่เป็นเวลาหลายปี แม้ถ่านหินถูกขุดไปจนหมดแล้วก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้อันตรายของการทำเหมืองแร่ไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่อาจทำให้ บาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้หากทำผิดพลาดระหว่างขุดถ่านหิน ซึ่งอาจเกิดไฟลุกขึ้นได้และเต็มไปด้วย ควันไฟลอยไปทั่วอากาศก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก ที่ปกคลุมไปด้วยหมอกพิษ ชาวบ้านในพื้นที่จะต้องเผชิญกับมลพิษ จึงอยากฝากให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาการทำเหมืองในพื้นที่ใหม่ อย่างน้อย ก็เป็นการอนุรักษ์ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ไว้ให้ลูกหลานในอนาคต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46919</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน), ประชาพิจารณ์, ผลกระทบสิ่งแวดล้อม, ลำปาง, อำเภอแม่ทะ, เหมืองถ่านหินลิกไนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190930/image_big_5d91779c959ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
