<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89712</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2021 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2021 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วมโควิดระลอกใหม่ทำศก.พังเดือนละแสนล.  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ม.ค. 2564 &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือที่รัฐบาลออกมา ถือว่ามีความเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งหอการค้าไทยประเมินว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ จะอยู่ที่ 1 แสนล้านบาทต่อเดือน ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1 เดือนครึ่ง &amp;ndash; 3 เดือน ก็จะมีความเสียหายประมาณ 3-4 แสนล้านบาท แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยสถานการณ์ทั้งหมดจะคลี่คลายในเดือน ก.พ. 2564 ซึ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ประมาณ 1.5-2 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจปี 2564 หดตัวเหลือ 2.2%&amp;nbsp;จากที่คาดการณ์เดิมที่ 2.8% &amp;nbsp;

ทั้งนี้ จากมาตรการแจกเงิน 3,500 บาท จำนวน 2 เดือน ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็น โดยต้องเป็นการโอนเงินเข้าถึงมือประชาชนเพื่อช่วยเพิ่มกำลังซื้อ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่าวิธีอื่นที่อาจจะไม่ทัน เป็นการแก้ไขได้ตรงประเด็น ซึ่งหากจะขยายมาตรการคนละครึ่งก็ถือว่าเต็มที่แล้ว และมีข้อจำกัด จากจำนวนผู้รับสิทธิ์ 15 ล้านคน แม้ว่าจะมีการเปิดเพิ่มอีก 1 ล้านสิทธิ์ก็ยังเป็นตัวเลขตามกรอบเดิมอยู่ รวมถึงมาตรการเราเที่ยวด้วยกันก็ยังมีข้อจำกัดจากสถานการณ์ที่ทำให้คนออกไปท่องเที่ยวได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;จากมาตรการแจกเงิน ประเมินว่าจะมีเงินเติมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อชดเชยส่วนที่หายไปได้ไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้านบาท น่าจะเพียงพอที่จะจุนเจือสถานการณ์ โดยประเมินว่าหากมีการแจกเงินถึง 15 ล้านคน ก็จะใช้เงินมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ก็จะมีโอกาสโตได้เพิ่มอีก 0.5-0.6%&amp;nbsp;และมีโอกาสขยายตัวมากกว่า 2.5%&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;

นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาให้คลี่คลายได้ภายในเดือน มี.ค. 2564 และหลังจากนั้นจะต้องมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2564 ซึ่งอาจจะยังทำได้ไม่มาก จึงต้องใช้มาตรการเดิมที่มีอยู่ไปก่อน เช่น มาตรการคนละครึ่ง และเที่ยวด้วยกัน ซึ่งหอการค้าเสนอให้รัฐบาลขยายระยะเวลาโครงการให้ครอบคลุมถึงไตรมาส 2-3 ปี 2564 รวมทั้งมาตรการอื่น ๆ เช่น การสนับสนุนให้เกิดการเดินทาง อบรมสัมมนา การดูแลค่าเงินบาท การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการพยุงการจ้างงานไม่ให้มีการปลดคนงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย&amp;nbsp;Krungthai COMPASS&amp;nbsp;ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขยายตัวที่ระดับ 2.5% พ้นจากภาวะถดถอยที่เกิดขึ้นในปี 2563 ที่เศรษฐกิจหดตัว 6.5% โดยแม้ว่าการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด-19 จะกระทบการใช้จ่ายของภาคเอกชนอย่างมากในขณะนี้ โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ แต่หากมาตรการที่ใช้อยู่สามารถควบคุมสถานการณ์ภายใน 2-3 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 109.6 ล้านคน-ครั้ง ต่ำลงกว่าประมาณการเดิมที่ 131.8 ล้านคน-ครั้ง แต่ก็ยังสูงกว่าปีก่อนหน้าที่ 91.2&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล้านคน-ครั้ง นอกจากนี้ การเยียวยาโควิดรอบสองของรัฐที่ออกมาจะมีส่วนช่วยในการลดผลกระทบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การแพร่ระบาดระลอกใหม่ทำให้เกิดค่าเสียโอกาสไม่ต่ำกว่า 1.6 แสนล้านบาทจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ล่าช้าออกไปท่ามกลางความไม่แน่นอน อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นที่กดดันเศรษฐกิจอยู่ เช่น การขาดแคลนตู้สินค้าในการส่งออก การแข็งค่าของเงินบาท และภาวะแล้งที่ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีจะได้รับอานิสงส์จากวัคซีนโควิด-19 ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการควบคุมการแพร่ระบาดทั่วโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายพชรพจน์ กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89712</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19&amp;lt;, ธนวรรธน์  พลวิชัย, ผลกระทบเศรษฐกิจ, ม.หอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee22f75e34e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87520</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2020 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2020 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุพัฒนพงษ์&#039;สั่งประเมินผลกระทบเศรษฐกิจหลังล็อกดาวน์สมุทรสาคร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ธ.ค. 63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp; นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน&amp;nbsp; กล่าวก่อนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากการล็อกดาวน์จังหวัดสมุทรสาครว่า ไม่ทราบว่าจะมีผลกระทบอะไรบ้าง กำลังให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าผลกระทบถึงพันล้านบาทต่อวันนั้น รองนายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ กำลังให้ผู้เกี่ยวข้องศึกษาอยู่ แต่เชื่อว่าทีมงานพร้อมดูแล.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87520</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, ผลกระทบเศรษฐกิจ, ล็อกดาวน์, สมุทรสาคร, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200903/image_big_5f509281e6a69.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76644</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 14:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;ชี้หากโควิดระลอกสองทำปิดเมืองอีกศก.ไทยทรุดหนักแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.63-นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การติดเชื้อ covid-19 ทั่วโลกมากกว่า 27 ล้านคน และ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่ามีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ประเทศไทยจะเข้าสู่การระบาดระลอกสอง Covid-19 แต่เชื่อมั่นว่า ระบบสาธารณสุขของไทยจะรับมือการแพร่ระบาดได้ดีกว่าหลายประเทศที่มีการระบาดระลอกสองไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนและขึ้นอยู่กับว่า ไทยต้องปิดเมืองรอบสองหรือไม่ หากปิดเมืองรอบสอง การหดตัวติดลบ 12.2% ในไตรมาสสองจะไม่ใช่จุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เป็นตัวกำหนดการใช้จ่ายภายในประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญในการบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้จะเป็นอย่างไร ประเมินในเบื้องต้นว่า &amp;nbsp;ผลกระทบทางเศรษฐกิจของการระบาดระลอกสองต่อระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศอาจจะรุนแรงกว่าการระบาดระลอกแรก หากการระบาดระลอกสองนำไปสู่การปิดเมืองแบบเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมอีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์กล่าวว่า &amp;nbsp;ขอให้ทุกภาคส่วนเตรียมรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดระลอกสองของ Covid-19 ในไทยด้วยความไม่ประมาท แม้นความพร้อมของระบบสาธารณสุขและการรองรับผู้ป่วยของประเทศดีขึ้นมากกว่าในช่วงระบาดระลอกแรก แต่ฐานะทางการเงินการคลังของประเทศอ่อนแอลง หนี้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจพุ่งสูงและมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ ศักยภาพในการรองรับผลกระทบของเศรษฐกิจไทยจากการปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดระลอกสองด้อยลง มีข้อจำกัดในการใช้นโยบายทางการคลังและมาตรการทางเศรษฐกิจอื่นๆมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นโยบายการเงินการคลังเสนอให้ผ่อนคลายเพิ่มเติม โดยมีข้อเสนอดังต่อไปนี้ ข้อแรก สำหรับครัวเรือนที่มีสัดส่วนภาระหนี้สินเกิน 100% ของรายได้และสมาชิกในครอบครัวถูกปลดออกจากงานหรือว่างงานจากภัยพิบัติธรรมชาติ (กรณีเกษตรกรประสบภัยแล้งหรือน้ำท่วม) ควรศึกษาถึงการยกเลิกหนี้ครัวเรือนลง 30-50% ในระบบและพักการชำระหนี้เป็นเวลา 2 ปี หากครัวเรือนเป็นหนี้นอกระบบหรือหนี้ธนาคารพาณิชย์ให้โอนมายังธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ พร้อมให้เงินช่วยเหลือชดเชยรายได้ครอบครัวละ 5,000 บาทต่อเดือน (ไม่รวมแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมซึ่งมีระบบประกันการว่างงานดูแลอยู่แล้ว) เป็นระยะเวลา 6 เดือน มอบสินเชื่อเพื่อการศึกษาไม่คิดดอกเบี้ยสำหรับบุตรธิดา และ สินเชื่อเพื่อการดำรงชีพในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสอง ครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท ให้พักชำระหนี้เป็นเวลา 2 ปี หากครัวเรือนเป็นหนี้นอกระบบหรือหนี้ธนาคารพาณิชย์ให้โอนมายังธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ มอบสินเชื่อเพื่อการศึกษาไม่คิดดอกเบี้ยสำหรับบุตรธิดา และ สินเชื่อเพื่อการดำรงชีพในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ข้อสาม จัดตั้งกองทุนเพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ โดยให้ธุรกิจท่องเที่ยวและกิจการต่อเนื่องนำเงินไปปรับโครงสร้างกิจการเพื่อไปประกอบธุรกิจอื่น และ ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก Disruptive Technology และ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค &amp;nbsp;ข้อสี่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดสรรงบประมาณของรัฐบาลหรือสนับสนุนทางการเงินหรือสินเชื่ออัตราดอกเบี้ย 0% สำหรับการวิจัยวัคซีน Covid-19 การผลิต การแจกจ่ายให้ทั่วถึงและประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจ การฉีดวัคซีนป้องกันฟรีทั้งหมด โดยนำเงินงบประมาณที่รั่วไหล (Leakage) จากการสั่งซื้อหรือนำเข้าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนมาใช้สนับสนุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ข้อเสนอมาตรการทางการเงินดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีผ่านกลไกธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ฉะนั้น รัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณเพื่อเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินของรัฐด้วยเพื่อสามารถดำเนินการตามข้อเสนอแนะทางนโยบายตามที่กล่าวมา คาดการณ์ว่า ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐต้องเพิ่มทุนภายในปีหน้าอีกครั้งหนึ่ง หากสถานการณ์เศรษฐกิจไม่กระเตื้องขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปีหน้า ธนาคารพาณิชย์บางแห่งอาจจำเป็นต้องเพิ่มทุนในช่วงปีหน้าเช่นเดียวกัน หากธนาคารพาณิชย์บางแห่งไม่สามารถเพิ่มทุนได้และมีหนี้เสียจำนวนมาก รัฐต้องเข้าไปลดทุนเพื่อชดเชยความเสียหายจากการขาดทุนหรือหนี้เสียก่อนแล้วจึงเพิ่มทุนแล้วแปลงสภาพธนาคารเอกชนเป็นธนาคารรัฐวิสาหกิจระยะหนึ่ง (อาจใช้เวลา 3-5 ปี) แล้วค่อยแปรรูปธนาคารรัฐวิสาหกิจแห่งนั้นกลับไปเป็นธนาคารเอกชนในภายหลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์กล่าวว่า การที่ไทยจะรอดพ้นการระบาดระลอกสองอย่างรุนแรงได้เหมือนบางประเทศนั้น เราต้องให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามแนวทางของสาธารณสุขอย่างจริงจังและร่วมกันควบคุมการแพร่ระบาดอย่างมีเอกภาพ จากงานวิจัยและข้อมูลในเชิงประจักษ์พบว่า ประเทศที่มีการระบาดระลอกสองรุนแรง ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เป็นเพราะมีระบบสาธารณสุขอ่อนแอ ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ ประชาชนมีฐานะยากจนและมีหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ไม่สามารถหยุดงานได้เมื่อติดเชื้อ ไม่บอกความจริงเพราะกลัวตกงาน และมักมีระบบการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีความมั่นคงในงาน มีงานศึกษาของ OECD พบว่า สถานการณ์ในตลาดการจ้างงานจะย่ำแย่กว่าวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินในปี พ.ศ. 2551-2552 มากกว่า 10 เท่าหากมีการระบาดระลอกสองทั่วโลก และ จะทำให้คนอีก 80 ล้านคนว่างงาน อัตราการว่างงานของกลุ่มประเทศ OECD จะเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 10%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในปีนี้ หากมีการระบาดระลอกสองรุนแรงทั่วโลกอัตราการว่างงานของกลุ่ม OECD อาจทะลุ 12.6% อัตราการว่างงานจะยังอยู่ในระดับสูงในปีหน้ากรณีไม่มีระบาดระลอกสองรุนแรง อัตราการว่างงานจะอยู่ที่ 7.7% ระบาดระลอกสองรุนแรงอยู่ที่ 8.9% การที่กลุ่มประเทศ OECD ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยเศรษฐกิจหดตัวและมีการว่างงานสูงมาก ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทยให้ติดลบต่อไปจากอุปสงค์นำเข้าสินค้าที่จะลดลงอย่างชัดเจนในช่วงไตรมาสสี่และอาจต่อเนื่องถึงปีหน้า ประเทศไทยควรนำระบบ Job Retention Programmes เพื่อรักษาการจ้างงานและกำลังซื้อภายในระบบเศรษฐกิจเอาไว้เช่นเดียวกับประเทศ OECD บางประเทศดำเนินการอยู่&amp;quot; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76644</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, ผลกระทบเศรษฐกิจ, ระบาดระลอกสอง, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 07:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 07:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.ธรณ์&#039;ชี้อัดฉีดเงินกระตุ้นท่องเที่ยวแบบเดิมๆไม่ได้ผลแนะหันมาเน้นสุขภาพ-รักธรรมชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 ส.ค.63 - ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้
ไม่ได้พูดถึงโควิดมานาน สถานการณ์โลกยังลำบาก ผู้ป่วยรวม 19.1 ล้าน เดิมทีผมคิดว่าคงเกิน 10 แต่ไม่น่าถึง 20 แต่ถึงตอนนี้คงเกินแน่นอน ได้แต่หวังว่าจะไม่ถึง 30 ครับ
ตัวเลขสูงเช่นนี้เพราะหลายประเทศพีคกว้างมาก เช่น ฟิลิปปินส์ เคยคิดว่าน่าจะพีคช่วงพค.-มิย. แต่ตอนนี้กลับสูงกว่าเดิม
อินเดียเป็นอีกประเทศที่เพิ่มขึ้นตลอด จนยังหายอดพีคไม่เจอ ตอนนี้บวกวันละเกิน 5 หมื่น วันนี้บวกเกิน 6 หมื่นเป็นวันแรก (ตอนเขียนบวกเกิน 6.2 หมื่นครับ)
และหากเป็นเหมือนบางประเทศก่อนหน้านี้ ตัวเลขจะเพิ่มยาวเป็นเดือนๆ
อเมริกาเป็นตัวอย่าง บวกเพิ่มวันละเกิน 4 หมื่นมาตั้งแต่ปลายมิถุนายน ผ่านไป 6 สัปดาห์ ยังไม่เคยมีตัวเลขต่ำกว่า 4 หมื่นเลย และผู้ป่วยสะสมคงเกิน 5 ล้านในคืนนี้
สำหรับประเทศที่เคยคล้ายไทย เช่น ออสเตรเลีย เจอเวฟสองเข้าไป แรงกว่าเวฟแรก เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ดูกราฟจะเห็นชัด (ผมใส่ไว้ในคอมเมนต์ เพราะช่วงนี้เฟซถามตลอด โพสต์ไม่ได้จ้ะ)
ลักษณะแบบนี้เลยยิ่งยากบอกว่าจะมีเวฟไหนตามมาอีกหรือเปล่า เพราะต้องเปิดบ้างปิดบ้างสลับกันไปมา
ผลกระทบแบบนี้ทำให้ท่องเที่ยวระหว่างประเทศคงหยุดยาวอีกนาน เดิมทีใครๆ ก็หวังกับไตรมาส 4 แต่ตอนนี้ไม่แน่ครับ หรือถึงเปิดได้ก็คงช่วงสั้นมาก
ดูจากสถานการณ์นี้ ททท.ก็คงเน้นไทยเที่ยวไทยเต็มกำลัง แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ผลกระทบเศรษฐกิจยิ่งมากขึ้น การส่งออกก็ติดขัดเพราะประเทศคู่ค้าเปิดๆ ปิดๆ
การขาดนักท่องเที่ยวต่างชาติยังส่งผลกระทบต่อด้านอื่นๆ เช่น ยอดใช้น้ำมันลดลง 16% ฯลฯ
เพราะนทท.ต่างชาติเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนศก.ไทยมาตลอด นั่งรถลงเรือไปมา เข้าร้านอาหารร้านขายของ
สถานการณ์ศก.ไม่แน่นอน ทำให้คนกลัวและอยากเก็บเงินไว้เผื่อฉุกเฉิน การกระตุ้นเที่ยวไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ผมคิดว่าการกระตุ้นแบบเดิมๆ เช่น อัดฉีดเงินให้คนไปเที่ยว อาจไม่ได้ผลเท่าที่คาด เพราะคนส่วนหนึ่งต้องการเงินเลี้ยงชีพ/งานให้ทำ ไม่ใช่ต้องการเงินไปเที่ยว
อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องใช้วิธีนั้นโดยคาดหวังให้น้อยลง เสริมวิธีอื่นๆ เข้าไป โดยต้องมีหลายแบบเพื่อกระตุ้นคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ จะเอาแบบทีเดียวบูมคงยาก
การหันมาเน้นเรื่องสุขภาพ/รักธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่ง
หากดูในตปท. มีหลายอย่างที่ทำได้ เช่น ฟิจิ/มัลดีฟส์มีหลายรีสอร์ทที่เปิดแพคเกจให้แขกมาช่วยดูแลปะการัง ฯลฯ
(ไอเดียนี้ผมนำไปใช้ที่พีพี/มัลดีฟส์ มีแขกที่มาพักสนใจมาร่วมตลอดครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเกือบทั้งหมดเป็นต่างชาติ สำหรับคนไทยอาจเป็นช่วงเริ่มต้น ยังมีน้อยแต่ควรวางรากฐานไว้)
อุปสรรคสำคัญเท่าที่ตามดูมา คือเรายังยึดติดกับแนวคิดเดิมๆ แก้ปัญหาแบบเดิมๆ ทั้งที่สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก การเพลย์เซฟแบบยุคก่อนกำลังเริ่มไม่ได้ผล
ไม่ได้จะติเตียนอะไร เพราะทราบดีว่าททท./ผู้เกี่ยวข้องก็ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ แต่อยากให้กล้าสักหน่อย ลองวิธีที่หลุดกรอบเดิมบ้าง ผสมผสานไปกับแนวทางเดิม อาจได้ผลมากขึ้น
ในส่วนของภาคเอกชน ตอนนี้กำลังล้า บ้างที่เหลือแรงอยู่ก็พยายามหารายได้สุดตัวในช่วงที่คนยังพอเที่ยวไหว แต่ถ้าสถานการณ์ลากไปอีก 5-6 เดือน คนไทยก็เที่ยวไทยไม่ไหวแล้ว ถึงตอนนั้นก็ใกล้ทางตัน
มันไม่ใช่หมายความว่าควรถอดใจ แต่เขียนเพราะอยากบอกว่าหากต้องการ S-curve เหมือนที่เคยคิดๆ กัน ตอนนี้แหละคือช่วงต้องลงมือ
S ตัวนี้ไม่ใช่จะสร้างรายได้ฉับพลันในตอนนี้ แต่หมายถึง 5-6 เดือนหน้าเรายังพอมีหนทางอยู่ต่อได้
วันนี้เพิ่งให้สัมภาษณ์เด็กๆ รุ่นน้อง ก็พูดเรื่องนี้แหละ new S ไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทหรือองค์กรใหญ่
แต่มันยังหมายถึงรายย่อย และหมายถึงส่วนตัวแต่ละคนว่าจะมองช่องทางอย่างไร
จบง่ายๆ ด้วยการราตรีสวัสดิ์ และหวังว่าเพื่อนธรณ์จะลองพิจารณาให้รอบคอบ คิดให้ดี หาข้อมูลให้เยอะ อ่านในสิ่งที่มีประโยชน์และนำมาใช้กับตัวเองได้
สถานการณ์ข้างหน้ามองไปแล้วไม่ง่าย การหาทางออกจากห้องมืด ไม่ใช่การยืนอยู่นิ่งๆ แล้วรอความหวังว่าจะมีคนมาเปิดไฟให้ แต่ต้องค่อยๆ เดินไปข้างหน้า คลำหาบานประตูและเปิดออกไปเองครับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73673</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดเชื้อไวรัส COVID-19, ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, ผลกระทบเศรษฐกิจ, มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d474b690de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63119</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2020 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2020 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานสมาคมธนาคารไทยประเมิน&quot;โควิด&quot;กระทบเศรษฐกิจมูลค่า 1.3 ล้านล้าน หรือ7.7% ของจีดีพีย้ำ ดำดิ่งลึกกว่าปี40 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14เม.ย.63-นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง และสถาบันการเงิน ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือ SMEs และดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้เอกชน เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 ซึ่งทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจ ธปท.ออกซอฟท์โลน (Soft Loan) เพื่อดูแลภาคธุรกิจ พรก.ดูแลเสถียรภาพภาคการเงิน ตลอดจน พรก.กู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งรวมแล้วคือ มาตรการเยียวยาระยะที่ 3 ที่มีวงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาทนั้น ถือว่ามีทั้ง &amp;#39;ความสำคัญ&amp;rsquo; และ &amp;#39;ความจำเป็นอย่างยิ่ง&amp;rsquo; ทั้งนี้ หากมองผลกระทบจากวิกฤตการระบาดของไวรัสฯ ในรอบนี้ สามารถประเมินเบื้องต้นเป็นเม็ดเงินสุทธิราว 1.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 7.7% ของจีดีพี โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวรายได้หายไปถึง 1.1 ล้านล้านบาท อันทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสหดตัวลึกใกล้เคียงกับปี 2540 และอาจจะลึกกว่านั้น หากการระบาดไม่สามารถควบคุมได้ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้ อันจะทำให้ผลกระทบในเชิงตัวเงินใหญ่ขึ้นอีกจนอาจจะแย่กว่าวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจุดแตกต่างที่สำคัญระหว่างวิกฤตการระบาดของเชื้อโควิด-19 กับวิกฤตปี 2540 คือ ในรอบนี้ทางการไทยออกมาตรการให้ความช่วยเหลือที่ &amp;#39;เร็ว&amp;rsquo; และมี &amp;#39;ขนาดใหญ่&amp;rsquo; เพื่อยับยั้งไม่ให้เหตุการณ์ทรุดลงแรงกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งสิ่งที่ต้องจัดการเป็นลำดับแรกๆ คือ การจัดการด้านสาธารณะสุขเพื่อยับยั้งการระบาดของโรคและดูแลผู้ป่วยในวงที่กว้างขึ้น รวมถึงการดูแลเรื่องอาชีพและปากท้องของประชาชน ซึ่งทั้งสองส่วนนี้มาตรการด้านการคลังจะเข้ามาเป็นกลไกหลัก ทำให้การอนุมัติ พรก.กู้เงินฯ เพิ่มเติมอีก 1 ล้านล้านบาท เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องเร่งทำ เพื่อดึงงบประมาณจากหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ มาเป็นทรัพยากรเพิ่มเติมสำหรับตอบวัตถุประสงค์ข้างต้น หลังจากที่งบกลางเดิมได้จัดสรรไปหมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอีกด้านหนึ่ง การดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจตลาดการเงินก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะปัจจุบันตลาดการเงินไทยเชื่อมโยงกับต่างประเทศมากขึ้นกว่าในปี 2540 มาก ทำให้ความตื่นตระหนก ไม่ว่าจะจากทั้งในและต่างประเทศ ก็สามารถฉุดให้อัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนในตลาดการเงินปรับตัวแรง จนกระทบความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน ตลอดจนสถานะทางการเงินลูกค้าธุรกิจและครัวเรือนได้ โดยการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจและตลาดการเงินนี้ถือเป็นหน้าที่ของมาตรการด้านการเงิน ซึ่งควรเร่งอุดรูรั่วและเร่งสร้างความเชื่อมั่นของตลาดก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้น มาตรการ 9 แสนล้านบาทในรอบนี้ จึงจำเป็นต้องพุ่งเป้าหมายไปที่การจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลตลาดตราสารหนี้เอกชนที่มีขนาดใหญ่ราว 22% ของจีดีพี ซึ่งจะช่วยทั้งตัวกิจการที่ต้องการระดมทุนไปชำระคืนหนี้เดิมและเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ รวมถึงช่วยผู้ลงทุนสถาบันและรายย่อย ซึ่งต้องยอมรับว่าในระยะหลังผู้ฝากเงินรายย่อยหันมาออมเงินทั้งทางตรงและทางอ้อมในตราสารหนี้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ความช่วยเหลือในครั้งนี้ ยังประกอบด้วยมาตรการช่วยภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ครอบคลุมกว่า 99% ของจำนวนกิจการทั้งหมด และการจ้างงานกว่า 85% ของการจ้างงานทั้งประเทศ หรือกว่า 13 ล้านคน ผ่านการให้ซอฟท์โลนเพิ่มเติม นอกเหนือไปจากการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแบบอัตโนมัติ ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็คาดหวังว่าการต่อลมหายใจทางธุรกิจ จะช่วยพยุงจ้างงานและกลไกของห่วงโซ่ธุรกิจบางส่วนให้พอเดินต่อไปได้ ในระหว่างที่ทุกคนรวมพลังอยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเชื่อมั่นว่า การดำเนินการต่าง ๆ ทั้งด้านการเงินและการคลังของภาครัฐ น่าจะทำให้การหดตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้อยู่ในขอบเขตจำกัด และไม่น่าจะลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ แม้ว่าในที่สุดแล้ว สถานการณ์ต่าง ๆ จะยังคงขึ้นอยู่กับว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จะยุติลงเมื่อใด แต่ก็เชื่อว่า หากมีความจำเป็นทางการไทยยังมีทรัพยากรอีกมากเพียงพอที่จะประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน&amp;rdquo; นายปรีดี กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63119</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ปรีดี ดาวฉาย, ผลกระทบเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190710/image_big_5d258ed376103.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2020 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2020 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิชัย&#039; บี้ &#039;ดอน&#039; ลาออกแสดงความรับผิดชอบ เย้ยรัฐบาลขาลงพูดผิดพลาดสะเปะสะปะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ม.ค.63 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวว่า รู้สึกกังวลสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ที่กำลังต่อสู้กันไปมาและทำท่าจะยิ่งทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ทรุดลงไปอีก โดยผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีราคาสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ไทยต้องเสียเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นในการนำเข้าน้ำมัน ประชาชนจำนวนมากไม่ทราบว่า ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ราคาน้ำมันได้ลดลงมามากจากราคาในอดีตถึงกว่าครึ่งจากราคาเดิมที่ราคาเคยสูงถึงบาเรลละ 140 เหรียญ ลดลงมาอยู่ที่บาเรลละ 50-60 เหรียญสหรัฐเท่านั้น ซึ่งทำให้ประเทศไทยประหยัดและลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันดิบได้ปีละหลายแสนล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลบริหารได้ดี เศรษฐกิจไทยคงต้องดีกว่านี้มาก และนี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าเป็นบวก ทั้งๆที่ส่งออกย่ำแย่ เพราะไทยสามารถลดการใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันดิบลงได้มากนั่นเอง ซึ่งหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับเดิมเศรษฐกิจไทยคงจะย่ำแย่กว่านี้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ลดราคาลงมาก แต่ราคาน้ำมันขายปลีกโดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลยังอยู่ในระดับสูงเกือบเท่าราคาเดิมที่ลิตรละ 27-28 บาทสาเหตุเพราะรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นจากในอดีตที่เก็บลิตรละ 0.005 บาท (หรือเกือบไม่เก็บเลย) ขึ้นภาษีมาเป็นลิตรละ 5.99 บาท จึงเป็นสาเหตุที่ตนเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 5 บาท และ สามารถทำได้ โดยที่ในอดีตไม่สามารถทำได้เพราะรัฐบาลในอดีตแทบไม่ได้เก็บภาษีนี้เลย ดังนั้นหากสงครามทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นมาก รัฐบาลก็ควรจะพิจารณาลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันนี้ แต่ถ้ารัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตได้ตอนนี้เลย ก็จะช่วยค่าครองชีพของประชาชนได้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่โลกกำลังกังวลกับภาวะสงคราม นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศกลับชักศึกเข้าบ้าน พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด โดยอ้างว่า สหรัฐแจ้งไทยก่อนมีการโจมตี ซึ่งไม่แน่ใจว่าต้องการแสดงว่าสนิทกับสหรัฐใช่หรือไม่ แต่กลับทำร้ายประเทศอย่างรุนแรง สร้างความไม่พอใจให้กับประเทศอิหร่านและพันธมิตรของอิหร่านขนาดนักการศาสนาผู้นำมุสลิมชีอะห์ในประเทศไทยยังออกมาตำหนิ และ กระทรวงต่างประเทศของไทยยังต้องออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว ซึ่งเป็นเหมือนการหักหน้านายดอนอย่างรุนแรง และต่อมานายดอนก็ต้องออกมากลืนน้ำลายตัวเองแถลงยอมรับว่าเป็นข่าวคลาดเคลื่อน ซึ่งเป็นการแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ และยิ่งตอกย้ำความผิดพลาด เพราะประเด็นไม่ได้อยู่ว่าสหรัฐแจ้งมาหรือไม่ หรือ ข่าวคลาดเคลื่อนหรือไม่ แต่ประเด็นอยู่ที่ รมว.ต่างประเทศควรจะต้องมีวิจารณญาณในการที่จะพูดอะไรหรือไม่พูดอะไร ที่จะไม่ทำให้ประเทศเสียหายใช่หรือไม่ ซึ่งคำพูดของนายดอนได้ทำความเสียหายให้แก่ประเทศอย่างมากแล้ว และนายดอนควรต้องลาออกแล้ว เพื่อแสดงความรับผิดชอบและป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดเพิ่มขึ้นกับประเทศ โดยทั้งที่นายดอนควรจะต้องออกตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วแล้ว ที่มีเรื่องการถือหุ้นของภรรยาซึ่งนายดอนก็ยังยอมรับเองด้วย แต่ก็หลุดรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัยกล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลในช่วงขาลงนี้ ได้มีการสื่อสารกับประชาชนผิดพลาดอย่างสะเปะสะปะอย่างมาก นับตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ ที่ออกมาแนะนำให้ประชาชนแก้ความเค็มของน้ำประปาด้วยการต้ม ซึ่งไม่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องรู้ว่าการต้มไม่สามารถแก้ความเค็มได้ แต่จะยิ่งทำให้ความเค็มเข้มข้นขึ้น ขนาดเรื่องง่ายๆแค่นี้ยังไม่รู้ แล้วจะไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังย่ำแย่อยู่ได้อย่างไร อีกทั้งยังแนะนำให้ประชาชนขุดบ่อเก็บน้ำในช่วงน้ำแล้งนี้ โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะเอาน้ำมาจากไหนมาใส่บ่อที่จะขุดนี้ ซึ่งคงไม่ต่างกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ตอบนักข่าวที่ถามเรื่องที่มีประชาชนจำนวนมากฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากพิษเศรษฐกิจ ว่าแก้โดยให้ดูข่าวในโซเชี่ยลให้น้อยหน่อยจะดีเอง ซึ่งเหมือนเป็นการหลบปัญหามากกว่าจะแก้ปัญหา โดยก่อนนี้พึ่งขอให้คนไทยก้าวข้ามจีดีพีที่ต่ำเตี้ย ทั้งที่ จีดีพี เป็นตัวเลขสากลที่ใช้วัดการพัฒนาทางรายได้ของคนในประเทศ ทั้งนี้ก็เพราะนายสมคิดคงหมดปัญญาจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้แล้วจึงต้องบอกเช่นนั้น ซึ่งก็ห่วงว่าจะมีประชาชนต้องฆ่าตัวตายกันอีกมากจากความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ &amp;nbsp;และยังมาถึงเรื่องคำพูดที่ผิดพลาดของนายดอนอีก ซึ่งเชื่อว่ายิ่งรัฐบาลช่วงขาลงยิ่งพูดผิดพลาดแบบสะเปะสะปะมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มีประชาชนออกมา &amp;ldquo;วิ่งไล่ลุง&amp;rdquo; ในวันที่ 12 มกราคมนี้กันมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้ว่าความอดทนของประชาชนเริ่มจะถึงขีดจำกัดกันแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54151</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดอน ปรมัตถ์วินัย, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, ผลกระทบเศรษฐกิจ, รัฐบาลขาลง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b57c82f475.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
