<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2021 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2021 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ออมสิน&#039;โชว์ผลงานครึ่งปีฉีดเงินเข้าระบบ2.7แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค. 2564 นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของธนาคารในรอบ6 เดือนที่ผ่านมา (สิ้นสุด ณ30 มิ.ย. 2564) ว่า ธนาคารออมสินได้เข้ามามีบทบาทในการปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบอย่างเต็มที่ โดยช่วงดังกล่าวได้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้วมากกว่า 270,000 ล้านบาท และสามารถบริหารจัดการหนี้เสียอยู่ในระดับไม่เกิน 2% รวมถึงเพิ่มการกันสำรองส่วนเกิน (General Provision) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งอีกกว่า 32,000 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) แข็งแรงถึง205.15%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยธนาคารออมสินมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมากขึ้น โดยมีสินทรัพย์รวม 2,860,000 ล้านบาท มีเงินฝาก 2,450,000ล้านบาท และสินเชื่อรวม 2,190,000ล้านบาท โดยจัดเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่ใน5อันดับแรกของธนาคารทั้งระบบในทุกด้านที่กล่าวมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในรอบปีที่ผ่านมา ธนาคารได้สร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินแก่ลูกค้ารายย่อย เป็นจำนวนมากกว่า3.2ล้านคน ผ่านมาตรการสินเชื่อ อาทิ สินเชื่อเสริมพลังฐานราก สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้มีอาชีพอิสระ และสินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 เป็นต้น โดยในจำนวนนี้ธนาคารได้สร้างโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อในระบบให้กับประชาชนมากกว่า 2.5 ล้านคน ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่เคยมีประวัติเครดิตทางการเงิน หรือมีเครดิตต่ำกว่าเกณฑ์อนุมัติปกติของสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กนั้น ธนาคารได้ช่วยให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อเป็นมูลค่าสูงถึงกว่า 162,000 ล้านบาท ผ่านมาตรการสินเชื่อ อาทิ สินเชื่อซอฟท์โลนธนาคารออมสิน สินเชื่อฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยว และสินเชื่ออิ่มใจ (ธุรกิจร้านอาหาร) เป็นต้น รวมถึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ สินเชื่อเอสเอ็มอี มีที่ มีเงิน ที่ช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยธนาคารไม่พิจารณาข้อมูลรายได้ระยะสั้น เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงวิกฤติที่ลูกค้ามีรายได้ไม่แน่นอน และไม่วิเคราะห์ข้อมูลเครดิต แต่เน้นที่การพิจารณาหลักประกันเป็นหลัก (Collateral Based Lending)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการผ่อนปรนการชำระหนี้ให้กับลูกค้า เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) และเสียประวัติเครดิตในอนาคต ธนาคารสามารถช่วยเหลือลดภาระให้ลูกค้าแล้วเป็นจำนวนกว่า 3 ล้านคน ผ่านมาตรการพักชำระหนี้ลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ อาทิ มาตรการพักชำระหนี้ 6 เดือนแก่ร้านอาหารและโรงแรม, มหกรรมแก้หนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษา,มาตรการแก้หนี้สำหรับลูกค้าทั่วไปที่ประสบปัญหาการชำระเงินงวด อันเนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 730,000 ราย และมาตรการล่าสุดให้ลูกค้ารายย่อยที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาท จำนวนกว่า750,000 ราย สามารถพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ได้สูงสุด 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธนาคารได้เข้าไปแข่งขันในตลาดสินเชื่อที่มีโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยสูง โดยการเปิดตัวธุรกิจจำนำทะเบียนรถ ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนใน บจ. เงินสดทันใจ ปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดการแข่งขันของธุรกิจจำนำทะเบียน จากเดิมที่เคยอัตราดอกเบี้ยสูงถึง24% - 28% ปัจจุบันลดลงเหลือ16% -18% ทำให้กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้สินเชื่อนี้จำนวนกว่า 3.5 ล้านคน ได้รับประโยชน์ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยต้นทุนที่ถูกลงและเป็นธรรมมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตลอด1ปีที่ผ่านมา ธนาคารได้ทำภารกิจช่วยเหลือสังคมที่เป็นรูปธรรมในหลายมิติ ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งธนาคารเป็นหน่วยงานหลักในการส่งต่อความช่วยเหลือให้ประชาชนและภาคธุรกิจตามนโยบายรัฐบาล ผ่านโครงการต่าง ๆ มากกว่า30โครงการ สามารถช่วยเหลือประชาชนได้แล้วกว่า 9 ล้านคน โดยธนาคารยึดหลักการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างกำไรในระดับที่เหมาะสม และนำกำไรส่วนหนึ่งจากการประกอบธุรกิจปกติ มาสนับสนุนการดำเนินธุรกิจเชิงสังคม&amp;rdquo; นายวิทัย กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112018</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารออมสิน, ผลการดำเนินงาน, วิทัย รัตนากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cf152bb04a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (รอบ 6 เดือน)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;นับตั้งแต่วันที่ 11&amp;nbsp; เมษายน 2564 ที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยของการชำระหนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนแก้ไขให้เกิดความเป็นธรรมกับลูกหนี้และสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันมากขึ้น อาทิ ปรับดอกเบี้ยจากเดิม 7.5% ต่อปี ให้เหลือ 3% ต่อปี เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ต้องจ่ายดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ปรับเป็น 5% ต่อปี และการผิดนัดชำระหนี้เวลาผ่อนส่งเป็นงวด จากเดิมคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นที่ค้างทั้งหมด ปรับเป็นคิดจากเงินต้นเฉพาะงวดที่ผิดนัดเท่านั้น ฯลฯ อันเป็นผลจากพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 กฎหมายดังกล่าวจะช่วยลดโอกาสในการเกิดหนี้เสียและลดจำนวนการฟ้องร้องอันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม กฎหมายอีกฉบับที่ก่อให้เกิดผลดีทางด้านเศรษฐกิจ คือ พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการสนับสนุนการให้สินเชื่อเดิมแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และขยายกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจให้ครอบคลุมถึงผู้ที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน สนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่ต้องรับภาระต้นทุนทางการเงิน และไม่ถูกบังคับให้ขายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากกฎหมายด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังมีกฎหมายด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน อาทิ กฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะมีมาตรการในการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย รวมทั้งกำหนดมาตรการในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เช่น การให้สิทธิผู้ได้รับความเสียหายหรือผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งระงับการกระทำความผิดและเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น กำหนดมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย ทั้งทางการเงิน ทางจิตใจ และทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยพัฒนากระบวนการยุติธรรมและเป็นการสร้างหลักประกันให้แก่ประชาชนว่าจะได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามมาตรฐานและตามหลักสากล รวมทั้งจะไม่ถูกกระทำทรมานและกระทำให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและทัศนคติที่ดีต่อกระบวนการยุติธรรม ตามร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติที่ช่วยให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นอีกฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... ซึ่งยึดหลักการที่ว่า &amp;ldquo;พึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดที่ร้ายแรง โดยพิจารณาปรับเป็นพินัยแทน&amp;rdquo; ร่างพระราชบัญญัตินี้มีกลไกในการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาล กรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่ยินยอมชำระค่าปรับ โดยเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจบังคับให้จ่ายค่าปรับตามคำสั่งปรับ ซึ่งจะช่วยให้การทุจริตของเจ้าหน้าที่ลดลง และมีกลไกกำหนดค่าปรับให้สอดคล้องกับความผิด และฐานะของผู้ทำความผิด โดยสามารถผ่อนชำระหรือขอทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับได้ หากเป็นการทำความผิดเพราะความยากจนหรือความจำเป็นในการดำรงชีวิต ศาลสามารถกำหนดค่าปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดหรืออาจใช้วิธีว่ากล่าวตักเตือนก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;กฎหมายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2563 &amp;ndash; 31 มีนาคม 2564) ซึ่งมุ่งเน้นการพิจารณางานด้านกฎหมายตามภารกิจไปสู่เป้าหมาย คือ &amp;ldquo;Better Regulation for Better Life&amp;rdquo; พัฒนากฎหมายให้ดีเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อให้กฎหมายที่ออกมาใช้บังคับเป็นกฎหมายที่ดี ทันต่อสถานการณ์โลกปัจจุบัน เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยสำนักงานฯ ได้รับเรื่องจากคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานต่าง ๆ มาดำเนินการแล้วเสร็จ รวมทั้งสิ้น 885 เรื่อง แบ่งออกเป็นงานจัดทำร่างกฎหมาย 234 เรื่อง (ร่างพระราชบัญญัติ 16 เรื่อง ร่างพระราชกำหนด 2 เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกา 50 เรื่อง ร่างกฎกระทรวง 134 เรื่อง ร่างระเบียบ 3 เรื่อง ร่างประกาศ 28 เรื่อง และร่างคำสั่ง 1 เรื่อง) งานให้ความเห็นทางกฎหมาย 648 เรื่อง และคำแปลกฎหมาย 3 เรื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นการทำงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยเมื่อมีการแพร่ระบาดมากขึ้น สำนักงานฯ จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นระบบ work from home และได้วางระบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการทำงาน ได้แก่ การใช้อีเมล OCS, การรับส่งเอกสารผ่านระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ nr0900@ocs.go.th, ไลน์ OCS Staff, ระบบ OCS SMART, และการประชุมออนไลน์ผ่านระบบ MS TEAM เพื่อเป็นการป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดอันส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100389</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎีกา, งบประมาณ, ผลการดำเนินงาน, อัตราดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60829c3e35aad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GCสั่งหั่นเงินลงทุน1พันล.เซ่นโควิดเล็งทบทวนงานในอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.2563 นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) (GC) เปิดเผยว่า บริษัททบทวนแผนการลงทุนใหม่ หลังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และวางเป้าลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานในปี 2563 นี้ลง 1 พันล้านบาท พร้อมทั้งเตรียมเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ในวันที่ 2 มิ.ย.เพื่อพิจารณาออกหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 5 ปี (ปี 63-67) เพื่อรักษาระดับกระแสเงินสดเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการทบทวนโครงการลงทุนนั้น ได้เลื่อนลงทุนโครงการที่ยังไม่จำเป็นออกไปก่อน โดยเฉพาะโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ ในสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3/63 ก็คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 64 โดยโครงการมีเวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี หรือก่อสร้างเสร็จในปี 68 ดังนั้น จึงมีเวลาที่จะเจรจาต่อรองกับผู้รับเหมาโครงการเพื่อให้ได้ต้นทุนถูกที่สุดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแผนการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพิ่มเติมอีกประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้เดิมมีโครงการที่ศึกษาความเป็นไปได้ชัดเจนแล้วประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท ก็จะต้องนำมาทบทวนใหม่ ส่วนโครงการที่ลงทุนไปแล้วในอีอีซีจำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 1 แสนล้านบาท ได้แก่ โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต Olefins Reconfiguration Project (ORP) ,โครงการโพรพิลีนออกไซด์ (Propylene Oxide :PO) และโครงการโพลีออลส์ (Polyols) คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จในครึ่งหลังปีนี้ โดยปัจจุบันมีความคืบหน้าแล้วประมาณ 91-92%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บริษัทยังได้ปรับลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานในปีนี้ลง 1 พันล้านบาท โดยจะปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น รวมถึงจะยังไม่เปิดรับพนักงานเพื่อทดแทนพนักงานที่เกษียณอายุ และปรับเปลี่ยนพนักงานให้ไปทำหน้าที่อื่น แต่ไม่มีการเลิกจ้างพนักงานแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66404</URL_LINK>
                <HASHTAG>คงกระพัน อินทรแจ้ง, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) (GC), ผลการดำเนินงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191109/image_big_5dc636c088db5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2019 12:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2019 12:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในปี พ.ศ. 2562</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีภารกิจหลักในการพิจารณาและจัดทำร่างกฎหมายตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย และพิจารณาเสนอความเห็นให้มีการแก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย รวมทั้งช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐในการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายที่ออกมาใช้บังคับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อการบริหารราชการแผ่นดินและต้องไม่เป็นภาระหรือก่อให้เกิดความยุ่งยากต่อประชาชนหรือผู้ที่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 รอบ 10 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2561 - กรกฎาคม 2562) สำนักงานฯ ได้รับเรื่องจากคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานต่าง ๆ มาดำเนินการ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,329 เรื่อง และได้ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 1,502 เรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของการพิจารณา จัดทำร่างกฎหมาย สำนักงานฯ ได้ดำเนินการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายที่สำคัญและได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว คือ พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 50 ก หน้า 1 วันที่ 16 เมษายน 2562 โดยได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐนำมาตรฐานทางจริยธรรมไปใช้ในการบริหารงานบุคคล ซึ่งเป็นบริบทใหม่ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความรอบคอบและระมัดระวังในการปฏิบัติราชการมากขึ้น และการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติกรรมทางจริยธรรมที่เหมาะสม เช่น การให้บริการที่ดี การยึดประโยชน์ของประชาชน มีความเป็นธรรม เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนผู้มาติดต่อราชการได้รับการอำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการ ปราศจากการเลือกปฏิบัติ แก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ การดำเนินงานมีความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ อันจะทำให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กฎหมายสำคัญอีกฉบับที่สำนักงานฯ ได้ตรวจพิจารณาแล้วเสร็จ คือ พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 67 ก หน้า 67 วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ที่ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์และกลไกในการออกใบสั่งสำหรับผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การบันทึกคะแนนความประพฤติในการขับขี่ และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมดูแลและบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพนั้น ย่อมเป็นการควบคุมความประพฤติของผู้ขับขี่ให้ขับรถอย่างมีวินัย มีความระมัดระวังและเคารพกฎหมาย อันจะเป็นการลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับรถที่ไม่ปลอดภัย รวมทั้งส่งผลให้เกิดความสะดวกและความปลอดภัยในการสัญจรและการจราจรทางบก ตลอดจนเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนและผู้ที่ใช้รถใช้ถนนด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46045</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎีกา, ผลการดำเนินงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190918/image_big_5d81c2f0ed716.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2019 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2019 14:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีภารกิจหลักในการพิจารณาและจัดทำร่างกฎหมายตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย และพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เสนอความเห็นให้มีการแก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย รวมทั้งช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐในการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายที่ออกมาใช้บังคับเป็นไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อย่างมีประสิทธิภาพต่อการบริหารราชการแผ่นดินและต้องไม่เป็นภาระหรือก่อให้เกิดความยุ่งยากต่อประชาชนหรือผู้ที่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 รอบ 6 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2561 - มีนาคม 2562) สำนักงานฯ ได้รับเรื่องจากคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานต่าง ๆ มาดำเนินการ รวมทั้งสิ้น จำนวน 872 เรื่อง และได้ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 987 เรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในส่วนของการจัดทำร่างกฎหมาย สำนักงานฯ ได้ดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. .... ซึ่งภายหลังเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้วจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการตรากฎหมายของประเทศให้สอดคล้องและตอบสนองตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ที่บัญญัติไว้ว่า รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็นและยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชนและดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยสะดวกและสามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่าย เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง&amp;nbsp; นอกจากนี้ สำนักงานฯ ยังได้ดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายที่สำคัญอีกฉบับหนึ่งคือ ร่างพระราชบัญญัติการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. .... ตามมติคณะรัฐมนตรี &amp;nbsp;ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นสมควรประกาศใช้เป็นกฎหมาย เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายโดยร่างพระราชบัญญัตินี้มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงกระบวนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36911</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎีกา, ผลการดำเนินงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190527/image_big_5ceb932983fb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
