<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77984</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2020 08:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2020 08:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้&#039;ข้าราชการ- พนักงานรัฐวิสาหกิจ&#039;ยอมรับระบบโยกย้ายยังไม่เป็นธรรม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย.2563 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15 &amp;ndash; 17 กันยายน 2563 จากประชาชนที่เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของรัฐและพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ กระจายทุกระดับการศึกษา รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,343 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และความเป็นธรรมการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น &amp;nbsp;จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูล &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 97.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.57 ระบุว่า ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งใหม่ รองลงมา ร้อยละ 24.80 ระบุว่า ความสามารถและผลงาน &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ผ่านมา ร้อยละ 14.37 ระบุว่า ความอาวุโสในตำแหน่ง ร้อยละ 8.19 ระบุว่า ความรู้ (เช่น ระดับการศึกษา การเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ เป็นต้น) ร้อยละ 7.22 ระบุว่า วิสัยทัศน์ในการทำงานตำแหน่งใหม่ ร้อยละ 5.58 ระบุว่า ระเบียบ วินัยและความประพฤติที่ผ่านมา ร้อยละ 0.67 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การใช้เส้นสายของที่ผู้พิจารณา เอาพรรคพวกเดียวกัน และร้อยละ 0.60 ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2562 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 33.95 ระบุว่า ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งใหม่ รองลงมาร้อยละ 24.36 ระบุว่า ความสามารถและผลงานที่ผ่านมา ร้อยละ 16.93 ระบุว่า ความอาวุโสในตำแหน่ง ร้อยละ 12.54 ระบุว่า ความรู้ (เช่น ระดับการศึกษา การเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ เป็นต้น) ร้อยละ 6.23 ระบุว่า วิสัยทัศน์ในการทำงานตำแหน่งใหม่ ร้อยละ 5.03 ระบุว่า ระเบียบ วินัยและความประพฤติที่ผ่านมา ร้อยละ 0.72 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การใช้เส้นสายของผู้ที่พิจารณาเอาพรรคพวกเดียวกัน และร้อยละ 0.24 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความคิดเห็นต่อความเป็นธรรมในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ พบว่า ร้อยละ 14.00 ระบุว่า มีความเป็นธรรมมาก ร้อยละ 35.37 ระบุว่า ค่อนข้างมีความเป็นธรรม ร้อยละ 35.51 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความเป็นธรรม ร้อยละ 12.66 ระบุว่า ไม่มีความเป็นธรรมเลย &amp;nbsp; &amp;nbsp;และร้อยละ 2.46 ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ สำหรับผลสำรวจในปี 2562 พบว่า ร้อยละ 13.10 ระบุว่า มีความเป็นธรรมมาก ร้อยละ 32.67 ระบุว่า ค่อนข้างมีความเป็นธรรม ร้อยละ 37.86 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความเป็นธรรม ร้อยละ 12.78 ระบุว่า ไม่มีความเป็นธรรมเลย และร้อยละ 3.59 &amp;nbsp;ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคิดเห็นต่อการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในหน่วยงาน พบว่า ร้อยละ 19.73 ระบุว่า มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายอย่างมาก ร้อยละ 33.65 ระบุว่า มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายค่อนข้างบ่อย &amp;nbsp;ร้อยละ 21.00 &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสาย ร้อยละ 23.83 ระบุว่า ไม่มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายเลย และร้อยละ 1.79 &amp;nbsp;ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ ในขณะที่ผลการสำรวจ ปี 2562 พบว่า ร้อยละ 13.58 ระบุว่า มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายอย่างมาก &amp;nbsp; &amp;nbsp; ร้อยละ 33.07 ระบุว่า มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายค่อนข้างบ่อย &amp;nbsp;ร้อยละ 23.72 ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสาย ร้อยละ 25.80 ระบุว่า ไม่มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายเลย และร้อยละ 3.83 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในหน่วยงาน พบว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้อยละ 10.05 ระบุว่า มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เป็นประจำ ร้อยละ 20.63 ระบุว่า มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ค่อนข้างบ่อย &amp;nbsp; ร้อยละ 19.73 ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ร้อยละ 42.44 ระบุว่า ไม่มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เลย และร้อยละ 7.15 ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ ในขณะที่ปี 2562 ผลสำรวจ พบว่า ร้อยละ 6.23 ระบุว่า มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เป็นประจำ ร้อยละ 18.85 ระบุว่า มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ค่อนข้างบ่อย ร้อยละ 21.64 ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ร้อยละ 44.65 ระบุว่า ไม่มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เลย และร้อยละ 8.63 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อการดำเนินการหากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้าย พบว่า ส่วนใหญ่ &amp;nbsp;ร้อยละ 52.20 ระบุว่า จะใช้วิธีการอุทธรณ์ร้องไปตามขั้นตอนของระเบียบข้าราชการ รองลงมา ร้อยละ 23.31 ระบุว่า ไม่ทำอะไรเลย เพราะ &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นกฎระเบียบซึ่งลูกน้องต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ขณะที่บางส่วนระบุว่า ทำอะไรไม่ได้เลย จึงต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 10.35 ระบุว่า ฟ้องศาลปกครองทันที ร้อยละ 4.24 ระบุว่า ใช้ Social Network เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม &amp;nbsp;ร้อยละ 3.87 ระบุว่า ลาออก ร้อยละ 1.94 ระบุว่า ฟ้องสื่อมวลชน ร้อยละ 0.89 ระบุว่า พยายามหาเส้นสายที่ใหญ่กว่าไปกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 0.22 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ สอบถามเหตุผลในการสั่งย้ายแล้วนำไปปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่หรือฝ่ายกฎหมายในหน่วยงาน และร้อยละ 2.98 &amp;nbsp;ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2562 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.00 ระบุว่า จะใช้วิธีการอุทธรณ์ร้องไปตามขั้นตอนของระเบียบข้าราชการ รองลงมา ร้อยละ 29.55 ระบุว่า ไม่ทำอะไรเลย เพราะ เป็นกฎระเบียบซึ่งลูกน้องต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ขณะที่บางส่วนระบุว่า ทำอะไรไม่ได้เลย จึงต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 9.02 ระบุว่า ฟ้องศาลปกครองทันที ร้อยละ 4.07 ระบุว่า ลาออก ร้อยละ 2.40 ระบุว่า ฟ้องสื่อมวลชน ร้อยละ 2.32 ระบุว่า ใช้ Social Network เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม ร้อยละ 1.36 ระบุว่า พยายามหาเส้นสายที่ใหญ่กว่าไปกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 0.08 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ สอบถามเหตุผลในการสั่งย้ายแล้วนำไปปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่หรือฝ่ายกฎหมายในหน่วยงาน และร้อยละ 1.20 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77984</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, ผลการสำรวจความคิดเห็น, แต่งตั้งโยกย้าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200920/image_big_5f66ad4e42531.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2020 06:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2020 06:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตบหน้านักประชาธิปไตยอย่างจัง!ประชาชนส่วนใหญ่ชี้ &#039;พรก.ฉุกเฉิน&#039; ช่วยควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;27 มิ.ย.63 - กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ &amp;nbsp;ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ประเมินความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการ COVID-19&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,214 คน พบว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาพรวมประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการ COVID-19 &amp;nbsp;ในด้านต่างๆ เฉลี่ย 3.79 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ซึ่งแปลผลได้ว่ามีความพึงพอใจมาก โดยด้านที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ COVID-19 ได้ 4.23 คะแนน (ความพึงพอใจมากที่สุด) รองลงมาคือ การบริหารจัดการ ควบคุม แก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ได้ 4.08 คะแนน (ความพึงพอใจมาก) การบริหารจัดการจัดการเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาให้กับประชาชนและการต่อต้านและป้องกันข่าวลวง (fake news) ได้ 3.43 คะแนนเท่ากัน (ความพึงพอใจมาก)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ากังวลต่อการกลับมาแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 &amp;nbsp;ในรอบ 2 &amp;nbsp;มากน้อยเพียงใดพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 50.5 มีความกังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 49.5 กังวลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อถามต่อว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินมีส่วนต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 มากน้อยเพียงใดพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 76.7 มีส่วนต่อการควบคุมค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 23.3 มีส่วนต่อการควบคุมค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อคำถาม &amp;ldquo;จากนโยบายที่นายกฯ &amp;nbsp;แถลงการณ์วันที่ 17 มิ.ย. 2563 ท่านคิดว่าการขับเคลื่อนประเทศด้านใด ที่จะช่วยกำหนดอนาคตประเทศ ภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19&amp;rdquo; ส่วนใหญ่ร้อยละ 66.3 เห็นว่าเป็นด้านความเป็นอยู่ของประชาชน รักษาระยะห่าง ใช้ชีวิต New Normal รองลงมาร้อยละ 42.8 เห็นว่าเป็นด้านเศรษฐกิจ การค้าต่างประเทศ และร้อยละ 32.5 เห็นว่าเป็นด้านการสาธารณสุข พัฒนาการรักษา วัคซีนป้องกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69835</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, ประชาชน, ผลการสำรวจความคิดเห็น, พรก.ฉุกเฉิน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200627/image_big_5ef6819574495.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
