<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 22:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 22:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟินแลนด์ชาติล่าสุดระงับใช้&#039;โมเดอร์นา&#039;กับคนหนุ่ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการสาธารณสุขของฟินแลนด์ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่าได้สั่งระงับการใช้วัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นา กับกลุ่มชายอายุไม่เกิน 30 ปีแล้ว เนื่องจากกังวลผลข้างเคียงที่อาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ถือเป็นประเทศล่าสุดต่อจากสวีเดน, นอร์เวย์และเดนมาร์ก ที่ระงับใช้เมื่อวันพุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มิกา ซัลมิเนน ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพแห่งฟินแลนด์ กล่าวเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ว่าฟินแลนด์จะเปลี่ยนไปใช้วัคซีนของไฟเซอร์ กับกลุ่มผู้ชายที่อายุไม่เกิน 30 ปี หรือผู้ชายที่เกิดตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การศึกษาของกลุ่มประเทศนอร์ดิกที่เกี่ยวข้องกับฟินแลนด์, สวีเดน, นอร์เวย์ และเดนมาร์ก พบว่า ผู้ชายที่อายุน้อยกว่า 30 ปีที่ได้รับวัคซีนสไปค์แวกซ์ของโมเดอร์นา มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่นที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ทางการสวีเดน, นอร์เวย์ และเดนมาร์ก ประกาศระงับใช้วัคซีนโมเดอร์นากับกลุ่มชายวัยหนุ่มและวัยเด็กทุกคน โดยอ้างถึงผลการศึกษาฉบับเดียวกัน ซึ่งยังไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ แล้วแนะนำให้ฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ให้คนกลุ่มนี้แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันสุขภาพของฟินแลนด์กล่าวว่า ผลการศึกษาฉบับนี้จะเผยแพร่ในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และข้อมูลเบื้องต้นถูกส่งให้แก่องค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) แล้ว เพื่อประเมินเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการด้านความปลดภัยของอีเอ็มเอเคยสรุปไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมว่า ผลข้างเคียงเช่นภาวะหัวใจอักเสบอาจเกิดได้น้อยมากๆ หลังการฉีดวัคซีนสไปค์แวกซ์ หรือวัคซีนโคเมอร์เนตีของไฟเซอร์-ไบออนเทค โดยมักพบในกลุ่มชายหนุ่มหลังฉีดโดสที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีน 2 ชนิดนี้ใช้เทคโนโลยี mRNA แต่หน่วยงานกำกับดูแลทั้งในสหรัฐ, สหภาพยุโรป (อียู) และองค์การอนามัยโลกต่างเน้นย้ำว่า ประโยชน์จากวัคซีนที่ผลิตจากเทคโนโลยีชนิดนี้มีมากกว่าความเสี่ยง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119108</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ, นอร์เวย์, ผลข้างเคียงวัคซีน, ฟินแลนด์, ระงับใช้วัคซีนโมเดอร์นา, วัคซีนโควิด, สวีเดน, เดนมาร์ก, โมเดอร์นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615f125ac7524.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 18:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 18:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยุโรปเพิ่มกลุ่มอาการระบบประสาทผลข้างเคียง&#039;แอสตร้าเซนเนก้า&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การยายุโรปกำหนดให้กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร ที่เป็นความผิดปกติทางระบบประสาทซึ่งอาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือถึงขั้นเป็นอัมพาต เป็นหนึ่งในผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าด้วย แต่ยืนยันว่าเป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายนว่า องค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) จากกรุงอัมสเตอร์ดัม เปิดเผยในเอกสารที่ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันพุธว่า อย่างน้อยก็ถือว่ามีความเป็นไปได้ที่สมเหตุสมผลถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างวัคซีน &amp;quot;แวกซ์เซฟเรีย&amp;quot; ของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า กับกลุ่มอาการกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (จีบีเอส) หลังจากมีรายงานผู้ที่เกิดอาการทางระบบประสาทนี้ 833 รายทั่วโลก นับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม จากการฉีดวัคซีนนี้ประมาณ 592 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น จึงควรเพิ่มจีบีเอสในข้อมูลของผลิตภัณฑ์ว่าเป็นผลข้างเคียงของแวกซ์เซฟเรีย&amp;quot; อีเอ็มเอกล่าว แต่ย้ำว่า กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เรนี้เป็นผลข้างเคียงที่เกิดน้อยมากด้วยสัดส่วนไม่ถึง 1 ใน 10,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความผิดปกติทางระบบประสาทนี้ทำให้เกิดภาวะอัมพาตชั่วคราวและหายใจติดขัด ในสหรัฐอเมริกาพบผู้ที่มีอาการนี้ประมาณ 3,000-6,000 คนในแต่ละปี และส่วนใหญ่หายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีเอ็มเอแนะนำให้เพิ่มคำเตือนลงในข้อมูลของวัคซีนชนิดนี้ว่า ผู้ที่เริ่มมีอาการแขนขาอ่อนแรงและมีอาการอัมพาตที่อาจลามถึงหน้าอกและใบหน้า ควรปรึกษาแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดือนกรกฎาคม อีเอ็มเอเคยระบุว่า กลุ่มอาการนี้เป็นผลข้างเคียงที่พบน้อยมากจากการฉีดวัคซีนโควิดของบริษัท จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ซึ่งใช้เทคโนโลยีอะดีโนไวรัสแบบเดียวกับของแอสตร้าเซนเนก้า และเดือนเดียวกันนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐเตือนเช่นกันว่า มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของการเกิดอาการทางระบบประสาทภายหลังการฉีดวัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน แต่ทั้งสองหน่วยงานย้ำว่า ประโยชน์จากวัคซีนมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116184</URL_LINK>
                <HASHTAG>vaxzevria, กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, ผลข้างเคียงวัคซีน, องค์การยาแห่งยุโรป, อาการทางระบบประสาท, แวกซ์เซฟเรีย, แอสตร้าเซนเนก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210909/image_big_6139eed941365.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115031</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 13:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิวซีแลนด์พบรายแรก ฉีดวัคซีนไฟเซอร์แล้วดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงสาธารณสุขนิวซีแลนด์รายงานเมื่อวันจันทร์ว่า มีผู้เสียชีวิตรายแรกที่เชื่อว่าเชื่อมโยงกับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทค จากอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่พบว่าเป็นผลข้างเคียงของไฟเซอร์ซึ่งพบได้น้อยมาก แต่ยังต้องรอผลการชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของรอยเตอร์และบีบีซีเมื่อวันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม อ้างคำแถลงของกระทรวงสาธารณสุขนิวซีแลนด์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ยังอยู่ระหว่างการชันสูตรศพสตรีที่เสียชีวิตรายนี้ และยังไม่ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิต แต่ข้อมูลที่ได้จากคณะกรรมการอิสระเฝ้าติดตามความปลอดภัยของวัคซีนโควิด-19 กล่าวว่า การเสียชีวิตของสตรีรายนี้ ซึ่งคำแถลงไม่เปิดเผยอายุ &amp;quot;อาจเกิดจากการฉีดวัคซีน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นี่เป็นกรณีแรกในนิวซีแลนด์ ที่การเสียชีวิตภายหลังการฉีดวัคซีนไม่กี่วันถูกเชื่อมโยงกับวัคซีนโควิด-19 ของไซเฟอร์ ในขณะที่ศูนย์ติดตามปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ได้รับรายงานผู้เสียชีวิตบางรายหลังการฉีดวัคซีนเมื่อไม่นานมานี้ แต่ไม่มีรายใดที่ถูกพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน&amp;quot; แถลงการณ์ของคณะกรรมการอิสระชุดนี้กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า การเสียชีวิตของสตรีรายนี้เกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ยากของวัคซีนไฟเซอร์ อย่างไรก็ดี คำแถลงเตือนว่ายังมีปัญหาทางการแพทย์อื่นๆ เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันด้วย ซึ่งอาจส่งผลต่อผลลัพธ์ที่เกิดหลังการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ยังคงมีมากกว่าความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19 และผลข้างเคียงจากวัคซีน รวมถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ&amp;quot; คำแถลงย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการตรวจสอบในยุโรประบุว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเป็นผลข้างเคียงที่ &amp;quot;พบยากมาก&amp;quot; จากการฉีดวัคซีนของไฟเซอร์และโมเดอร์นา องค์การยาแห่งยุโรปกล่าวว่า ผลข้างเคียงดังกล่าวพบในกลุ่มชายหนุ่มเป็นส่วนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขณะนี้ทางการนิวซีแลนด์อนุมัติการใช้งานแบบชั่วคราววัคซีนโควิด-19 สามชนิด ได้แก่ ไฟเซอร์-ไบออนเทค, แจนเซ็น และแอสตร้าเซนเนก้า แต่มีเพียงของไฟเซอร์ที่นำมาใช้ฉีดให้กับประชาชนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิวซีแลนด์กำลังดิ้นรนรับมือการระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่ทำให้ผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศในรอบเกือบ 6 เดือน เมื่อวันจันทร์ นิวซีแลนด์พบผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 53 คน ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อจากการระบาดรอบนี้เพิ่มเป็น 562 คน แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั้งประเทศเมื่อต้นเดือนนี้ ส่วนยอดติดเชื้อสะสมตามฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์เพิ่มเป็น 3,465 คน เสียชีวิต 26 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115031</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ, ฉีดวัคซีนแล้วดับ, นิวซีแลนด์, ผลข้างเคียงวัคซีน, โควิด-19, ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c7ea8c853b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 22:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 22:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อังกฤษพบลิ่มเลือด79ราย ตาย19 หลังฉีดแอสตร้าเซนเนก้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;หน่วยงานกำกับดูแลยาของอังกฤษเผยเมื่อวันพุธว่า พบกรณีภาวะลิ่มเลือดในผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในสหราชอาณาจักรแล้ว 79 รายถึงสิ้นเดือนมีนาคม โดยมี 19 รายเสียชีวิต ขณะองค์การยาแห่งยุโรประบุมีความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างวัคซีนนี้กับการเกิดลิ่มเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานอ้างคำแถลงของจู เรน ผู้อำนวยการสำนักงานกำกับดูแลยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (MHRA) เมื่อวันพุธที่ 7 เมษายน ว่าพบกรณีการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เกิดได้น้อยมาก ในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า (AZ) แล้ว 79 รายในสหราชอาณาจักร จากจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนชนิดนี้มากกว่า 20 ล้านราย ถึงวันที่ 31 มีนาคม และในจำนวนนี้ มี 19 รายเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บีบีซีกล่าวว่า ผู้ที่เกิดภาวะลิ่มเลือดเกือบ 2 ใน 3 เป็นผู้หญิง และผู้ที่เสียชีวิตมีอายุระหว่าง 18-79 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน คณะกรรมการร่วมด้านการฉีดวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันของรัฐบาลอังกฤษ ออกคำแนะนำว่า สืบเนื่องจากความกังวลเรื่องภาวะลิ่มเลือดภายหลังการฉีดวัคซีน AZ จึงเห็นควรว่า คนวัยผู้ใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 18-29 ปี ซึ่งไม่มีปัญหาสุขภาพอยู่เดิม ควรได้รับการเสนอวัคซีนโควิด-19 ชนิดอื่นเป็นทางเลือกนอกเหนือจากวัคซีน AZ หากเป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรายงานของรอยเตอร์กล่าวว่า องค์การยาแห่งยุโรป (EMA) เปิดเผยว่า พบความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างวัคซีน AZ กับรายงานการพบภาวะลิ่มเลือดที่หายากในผู้ที่ได้รับวัคซีนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;EMA ได้ส่งจดหมายแจ้งไปยังรัฐมนตรีสาธารณสุขของสหภาพยุโรปว่า ผลการตัดสินใจเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนนี้จะมีผลทันทีสำหรับแผนการฉีดวัคซีน และต้องการการตอบสนองที่สอดประสานกัน จดหมายฉบับนี้ส่งโดยทำเนียบประธานาธิบดีโปรตุเกสในฐานะประธานอียูเมื่อวันอังคาร เพื่อเชิญรัฐมนตรีสาธารณสุขร่วมการประชุมทางไกลที่จะจัดขึ้นทันทีในวันพุธ ภายหลังการตัดสินใจดังกล่าวของ EMA&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเคยกล่าวไว้ว่า ต่อให้พิสูจน์ได้ถึงความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุระหว่างวัคซีน AZ กับภาวะลิ่มเลือด แต่ความเสี่ยงที่ประชากรโดยทั่วไปจะเกิดภาวะลิ่มเลือดร้ายแรงนั้นน้อยมากจนแทบมองไม่เห็น เมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19 ที่ก็สามารถก่อภาวะลิ่มเลือดคล้ายกัน หรือความเสี่ยงจากยาที่ใช้กันโดยทั่วไป เช่นยาคุมกำเนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้ง EMA และองค์การอนามัยโลกต่างระบุว่า ผลประโยชน์จากการฉีดวัคซีนนี้มีมากกว่าความเสี่ยงจากการเสียชีวิตเพราะผลข้างเคียงที่พบได้ยากนี้มาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98717</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลข้างเคียงวัคซีน, ภาวะลิ่มเลือด, วัคซีนAZ, วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า, วัคซีนโควิด, สำนักงานกำกับดูแลยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ, องค์การยาแห่งยุโรป, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606dd339bc2c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
