<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 14:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 14:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;การท่าเรือ&#039; โชว์ผลงาน 9 เดือนโกยกำไรทะลุ 4.8 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย. 2564 เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร&amp;nbsp; ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.)เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานกทท.ในการให้บริการเรือสินค้าและตู้สินค้าผ่านท่าเรือที่อยู่ในความดูแลของกทท.จำนวน5แห่งได้แก่กรุงเทพ(ทกท.)ท่าเรือแหลมฉบัง(ทลฉ.)ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน(ทชส.)ท่าเรือเชียงของ(ทชข.)และท่าเรือระนอง(ทรน.)ในช่วงปีงบประมาณ64 (ต.ค.63-มิ.ย.64)ระยะเวลา9เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบ63สรุปดังนี้ทกท.เรือเทียบท่า 3,020 เที่ยวเพิ่มขึ้น 3.17% สินค้าผ่านท่า 16.199 ล้านตัน&amp;nbsp; ลดลง0.07%&amp;nbsp; มีตู้สินค้าผ่านท่า 1.098ล้านที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น1.43% ส่วนทลฉ.เรือเทียบท่า 7,167 เที่ยวลดลง 6.26% สินค้าผ่านท่า 66.812 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.26% มีตู้สินค้าผ่านท่า 6.204ล้านที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น6.94%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะที่ทชส.เรือเทียบท่า 1,777 เที่ยวลดลง 16.29% สินค้าผ่านท่า 76,230 ตันลดลง 45.09% มีตู้สินค้าผ่านท่า 4,269 ที.อี.ยู.ลดลง 36.49% ด้านทชข.เรือเทียบท่า4เที่ยวลดลง 97.24% สินค้าผ่านท่า 24 ตันลดลง 99.06% และทรน.เรือเทียบท่า 183 เที่ยวลดลง 7.10% สินค้าผ่านท่า 94,707 ตันเพิ่มขึ้น 20.17% ตู้สินค้าผ่านท่า 3,044 ตู้เพิ่มขึ้น 18.26%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของกทท.ในรอบ 9 เดือนพบว่ามีเรือเทียบท่าที่ ทกท.และทลฉ.รวม 10,187 เที่ยวลดลง 3.65% สินค้าผ่านท่า 83.011 ล้านตันเพิ่มขึ้น 1.79% และตู้สินค้าผ่านท่า 7.301 ล้านที.อี.ยู.เพิ่มขึ้น 6.079% คิดเป็นกำไรสุทธิ 4,849 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลดังกล่าวผลการดำเนินงานของกทท.มีทิศทางการฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับโดยเฉพาะด้านการดำเนินงานให้บริการสินค้าและตู้สินค้าผ่านท่ามีอัตราสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมาขณะที่การให้บริการเที่ยวเรือลดลงเป็นผลมาจากขนาดเรือที่เข้าเทียบท่ามีขนาดใหญ่ขึ้นหรือมีการขนตู้สินค้าต่อลำเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116796</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่าเรือแห่งประเทศไทย, ผลดำเนินงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0f725c6bff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.โชว์ผลดำเนินงานไตรมาส 2 ทำกำไร 2.4 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค. 2564 เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2564&amp;nbsp;นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;ได้มีหนังสือถึง กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อนำส่งงบการเงินเฉพาะบริษัทและงบการเงินรวมสำหรับงวด 3 เดือน และ งวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ซึ่งผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชี และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบของ ปตท. แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสรุปผลการดำเนินงานของ ปตท. และบริษัทย่อย มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2564 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2564 ในไตรมาส 2 ปี 2564 (2Q2564) ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 533,256 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจาก ไตรมาส 1 ปี 2564 (1Q2564 ) จำนวน 55,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.6 ส่วนใหญ่จากรายได้ของกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น และธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งรายได้ของกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติปรับเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯมีราคาขายปรับเพิ่มขึ้นตามราคาปิโตรเคมีอ้างอิงที่สูงขึ้น ประกอบกับธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายมีปริมาณขายก๊าซฯและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใน 2Q2564 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) จำนวน 113,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,169 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.9 จาก 1Q2564 จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ปรับเพิ่มขึ้นตามปริมาณขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น จากการเข้าซื้อโครงการโอมาน แปลง 61 ในเดือนมีนาคม 2564 และโครงการมาเลเซีย-แปลงเอช ที่เริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 รวมถึงราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและก๊าซฯที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ผลการดำเนินงานยังคงแข็งแกร่งตามรายได้ที่ปรับเพิ่มขึ้นจากราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นตามกล่าวข้างต้น แม้ว่ากำไรจากสต็อกน้ำมันของกลุ่ม ปตท. ปรับลดลงประมาณ 4,000 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขั้นในอัตราที่น้อยกว่าในไตรมาสก่อน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจอื่นๆใน 2Q2564 ใกล้เคียงกับ 1Q2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกำไรสุทธิของ ปตท. และบริษัทย่อย ใน 2Q2564 จำนวน 24,578 ล้านบาท ลดลง 8,010 ล้านบาทหรือร้อยละ 24.6 จาก 1Q2564 ส่วนใหญ่จากการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำตามสัดส่วนของ ปตท. โดยมีการรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในการร่วมค้าของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)ประมาณ 1,500 ล้านบาท ขณะที่ใน 1Q2564 มีการรับรู้กำไรจากการซื้อธุรกิจในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของโครงการโอมาน แปลง 61 ประมาณ 7,000 ล้านบาท สุทธิกับการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ที่เกิดจากการสำรวจและประเมินค่าบางส่วนของโครงการสำรวจปิโตรเลียมในประเทศบราซิล ประมาณ 2,900 ล้านบาท ของบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) รวมทั้งมีขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2564 เปรียบเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2563 ใน 2Q2564 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 533,256 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2563 (2Q2563) จำนวน 191,931 ล้านบาท หรือร้อยละ 56.2 จากเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรายได้ของกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น รวมถึงธุรกิจน้ำมันเพิ่มขึ้น จากราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีในตลาดโลก รวมถึงรายได้ของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่ปรับขึ้นตามราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้น ใน 2Q2564 ปตท. และบริษัทย่อยมี EBITDA จำนวน 113,166ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58,958ล้านบาท หรือมากกว่าร้อยละ 100.0 จาก2Q2563 โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมีที่มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีกับวัตถุดิบทั้งสายโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงธุรกิจการกลั่นที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากกำไรสต๊อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้นประมาณ 7,000 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นจากสิ้นไตรมาส 1Q2564 ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีแนวโน้มดีขึ้น แม้ว่ากำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Market GRM) ทรงตัวที่1.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการกลั่นรวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมัน (Accounting GRM) ปรับเพิ่มขึ้นจากขาดทุน 1.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ใน 2Q2563 เป็นกำไร 4.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ใน 2Q2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นจากปริมาณขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น โดยหลักจากโครงการโอมาน แปลง 61 จากการเข้าซื้อธุรกิจตามกล่าวข้างต้นและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น รวมทั้ง กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานดีขึ้น โดยหลักจากราคาขายเฉลี่ยที่อ้างอิงราคาปิโตรเคมีและปริมาณขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และจากปริมาณขายก๊าซฯและราคาขายลูกค้าอุตสาหกรรมที่อ้างอิงราคาน้ำมันเตาที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซฯ นอกจากนี้ ธุรกิจน้ำมันมีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากกำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นตามราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น โดยหลักจากน้ำมันอากาศยาน เนื่องจากใน 2Q2563 มีมาตรการ Lockdown ที่เข้มข้นกว่า 2Q2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกำไรสุทธิของ ปตท. และบริษัทย่อย ใน 2Q2564 จำนวน 24,578 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,525ล้านบาท หรือมากกว่าร้อยละ 100.0 จาก 2Q2563 ตาม EBITDA ที่เพิ่มสูงขึ้น แม้ว่ามีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำตามสัดส่วนของ ปตท. โดยหลักจากการรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในการร่วมค้าของ GC ประมาณ 1,500 ล้านบาท ขณะที่ใน 2Q2563 มีการรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยหลักจากโครงการมาเรียนา ออยล์แซนด์ ของ PTTEPรวมทั้งมีขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้นด้วยใน 2Q2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี2564 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 (1H2564) ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 1,011,093 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2563 (1H2563) จำนวน 186,201 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.6 จากเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งจากราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใน 1H2564 ปตท. และบริษัทย่อยมี EBITDA จำนวน 216,163ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129,570ล้านบาทหรือมากกว่าร้อยละ 100.0 โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลจากธุรกิจการกลั่นที่มีกำไรสต๊อกน้ำมันประมาณ 21,000ล้านบาท ใน 1H2564 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 เทียบกับขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันประมาณ 30,000ล้านบาทใน 1H2563 ประกอบกับ Market GRM ที่เพิ่มขึ้นจาก 1.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ใน 1H2563 เป็น 1.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ใน 1H2564 โดยหลักจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินกับน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ Accounting GRM ปรับเพิ่มขึ้นจากขาดทุน 4.7 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ใน 1H2563 เป็น 5.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ใน 1H2564 รวมถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจปิโตรเคมีซึ่งปรับเพิ่มขึ้นตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีกับวัตถุดิบสายโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์โดยรวมที่ปรับสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ตามราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น รวมทั้ง ปริมาณขายก๊าซฯและราคาขายลูกค้าอุตสาหกรรมที่อ้างอิงราคาน้ำมันเตาที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนค่าเนื้อก๊าซที่ปรับลดลง ส่งผลให้ธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น นอกจากนี้ผลการดำเนินงานของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมปรับเพิ่มขึ้นตามปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น สำหรับกลุ่มธุรกิจน้ำมันมีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเช่นกันจากกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น แม้ปริมาณขายโดยรวมจะปรับตัวลดลงโดยหลักจากน้ำมันอากาศยานที่ปริมาณขายยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเท่าในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิใน 1H2564จำนวน 57,166ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46,667 ล้านบาท หรือมากกว่าร้อยละ 100.0 จาก 1H2563 ตาม EBITDA ที่เพิ่มขึ้น และมีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำตามสัดส่วนของ ปตท. โดยหลักจากการรับรู้กำไรจากการซื้อธุรกิจในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของโครงการโอมาน แปลง 61 ประมาณ 7,000 ล้านบาท สุทธิกับการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ที่เกิดจากการสำรวจและประเมินค่าบางส่วนของโครงการสำรวจปิโตรเลียมในประเทศบราซิล ประมาณ 2,900 ล้านบาท ของ PTTEP และ การรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในการร่วมค้าของ GC ประมาณ 1,500 ล้านบาท ขณะที่ใน 1H2563 มีการรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยหลักจากโครงการมาเรียนา ออยล์ แซนด์ ของ PTTEPรวมทั้งมีขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้นใน 1H2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานะการเงินของ ปตท. และบริษัทย่อย ณ 30 มิถุนายน 2564 สถานะการเงินของ ปตท. และบริษัทย่อย ณ 30 มิถุนายน 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 2,823,897 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 279,714 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.0 จาก ณ 31ธันวาคม 2563 สาเหตุหลักจากที่ดิน อาคารและอุปกรณ์เพิ่มขึ้น 95,215 ล้านบาท จากการเข้าซื้อธุรกิจของ PTTEP รวมถึงลูกหนี้และสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นตามราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น ในขณะที่มีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 1,407,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 149,656 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.9 ซึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาวจำนวน 78,813 ล้านบาท โดยหลักจากการออกหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ ของ GC ประกอบกับเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนการซื้อสินค้าและวัตถุดิบที่สูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ มีส่วนของผู้ถือหุ้น 1,415,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 130,058 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.1 โดยหลักจากการเพิ่มทุนของบริษัทปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) และ กำไรสุทธิของปตท. และบริษัทย่อยใน 1H2564 สุทธิด้วยการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113178</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปตท., ผลดำเนินงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_60701915062b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บีซีพีจี&#039; ปลื้ม กำไรโต 59% ได้รับแรงหนุนจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำและโซลาร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 ส.ค. 2564 นายบัณฑิต สะเพียรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีซีพีจี จำกัด &amp;nbsp;(มหาชน) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ ในไตรมาส 2/64 (สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2564) มีกำไรสุทธิ 565ล้านบาท เพิ่มขี้นร้อยละ 59 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 355 ล้านบาท มีรายได้รวม 1,088ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยหนุนจาก โรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B ใน สปป.ลาว ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้น และรับรู้รายได้เต็ม &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไตรมาสจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย กำลังการผลิตรวม 20 เมกะวัตต์ จำนวน 4 โครงการที่ซื้อเข้ามาในไตรมาส 3/63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในอินโดนีเซียและโรงไฟฟ้าพลังงานลมในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น ร้อยละ 30 และ 130 จากไตรมาส 2/2563 ตามลำดับ จากค่าไฟที่ถูกปรับขึ้น อีกทั้งยังได้รับปัจจัยบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า โดยในไตรมาส 2/64 มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 80 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/64 กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 992 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.4 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 860 ล้านบาท จากแรงหนุนจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมทั้งส่วนแบ่งกำไรที่เติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลการดำเนินงานในงวด 6 เดือนแรกของปี 2564 มีกำไรสุทธิ 1,088 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.2 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 928 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 1,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,684 ล้านบาท และมีรายได้รวมจำนวน 2,135 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่คาดว่ามีอัตราการผลิตที่สูงขึ้น และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ที่ทยอยเริ่มจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในครึ่งปีหลังเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุน รวมส่วนที่มีผู้ใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญ (วอร์แรนต์) จำนวนรวม 7.9 พันล้านบาท ไปขยายการลงทุนโครงการใหม่ตามแผน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่สามารถรับรู้รายได้ทันที ผลักดัน EBITDA ในปี 2564 โตไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ตามเป้าหมายที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบีซีพีจี กล่าวอีกว่า ในช่วงไตรมาส 3/64 &amp;nbsp;บริษัทฯ มีแผนที่จะออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (กรีนบอนด์) เพื่อนำเงินที่ได้มาใช้ชำระคืนเงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถจัดระยะเวลาการชำระหนี้ให้มีความเหมาะสมมากขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ ซึ่งจะส่งผลให้โครงสร้างทางการเงินมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งมากขึ้น &amp;nbsp;พร้อมรองรับโอกาสการเติบโตในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112790</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน), บัณฑิต สะเพียรชัย, ผลดำเนินงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_6111ef3acf4c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธอส.&#039;อวดครึ่งปีโกยกำไรเฉียด6พันล.แต่หนี้เสียขยับขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค. 2564 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงาน ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 ว่า ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 106,231 ล้านบาท คิดเป็น 69,705 บัญชี เพิ่มขึ้น 5.20% จากช่วงเดียวกันของปี 2563 หรือคิดเป็นเกือบ 50% ของเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2564 ที่ 215,641 ล้านบาท โดยสินเชื่อ 6 เดือนแรก ที่ปล่อยไปเป็นสินเชื่อที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านบาท สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางจำนวน 50,183 บัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,375,663 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.17% สินทรัพย์รวม 1,441,928 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.46% เงินฝากรวม 1,205,886 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.81% หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จำนวน 59,268 ล้านบาท คิดเป็น 4.31% ของยอดสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปี 2563 ที่มีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 3.75% ของสินเชื่อรวม โดยมีการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ อยู่ที่ 104,390 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อหนี้เสียสูงถึง 176.13% เพื่อความมั่นคงและเตรียมพร้อมรองรับผลกระทบจากโควิด-19 ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยธนาคารยังคงมีกำไรสุทธิตามเป้าหมายตัวชี้วัดของธนาคารที่ 5,993 ล้านบาท และมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ในระดับแข็งแกร่งที่ 15.63% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับปัจจัยหลักที่ธนาคารยังคงปล่อยสินเชื่อใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง คือ มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล ผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคาร และการจัดโปรโมชั่นของผู้ประกอบการ ช่วยให้ประชาชนกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มีบ้านเป็นของตัวเองและครอบครัวได้ง่ายขึ้น โดยผลิตภัณฑ์สินเชื่อของ ธอส. ที่มีลูกค้าเลือกใช้บริการสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ โครงการบ้าน ธอส. เพื่อคุณ อัตราดอกเบี้ยปีแรกเพียง 2.75% ต่อปี มียอดอนุมัติสะสมสูงถึง 23,620 ล้านบาท รองลงมาคือสินเชื่อบ้านลูกค้าสวัสดิการ ธอส. อัตราดอกเบี้ยปีแรก 2.60% ต่อปี มียอดอนุมัติสะสม 11,998 ล้านบาท และโครงการบ้าน ธอส. เพื่อสานรัก อัตราดอกเบี้ยปีแรก 2.50% ต่อปี มียอดอนุมัติสะสม 11,215 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะเดียวกัน ธอส. ยังคงให้ความช่วยเหลือลูกค้าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผ่าน2 มาตรการเร่งด่วนล่าสุดที่บรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ ลูกค้าทั้งที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการทั้งในและนอกพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของทางการ สำหรับลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ และมาตรการสำหรับลูกค้าที่มีสถานะเอ็นพีแอล หรืออยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ จะได้รับความช่วยเหลือโดยการพักชำระเงินต้นและพักชำระดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 1 ส.ค. &amp;ndash; 31 ต.ค. 2564 ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนเข้ามาตรการเมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา ล่าสุด ณ วันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 16.00 น. มีลูกค้าลงทะเบียนเข้ามาตรการสำหรับลูกค้าที่มีสถานะหนี้ปกติ จำนวนเงินต้นคงเหลือ 48,880 ล้านบาท และมาตรการสำหรับลูกค้าที่มีสถานะเอ็นพีแอล จำนวน 2,485 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ธอส. สามารถช่วยเหลือลูกค้าผ่าน 18 มาตรการ รวมเป็นจำนวนสูงสุดมากกว่า 925,000 บัญชี เงินต้นคงเหลือ 796,500 ล้านบาท&amp;rdquo; นายฉัตรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ธอส. ยังคงให้ความช่วยเหลือสังคมไทยสู้ภัยโควิด-19 อย่างต่อเนื่องด้วยงบประมาณสนับสนุนรวมกว่า 5,000,000 บาท ให้กับหลายหน่วยงานที่ทั้งสถานพยาบาล สถานศึกษา และสถานที่ให้บริการฉีดวัคซีน เป็นต้น เพื่อนำไปดำเนินการในด้านต่าง ๆ ที่จำเป็น อาทิ การจัดสร้างหอผู้ป่วยไอซียูความดันลบแบบห้องแยกที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยวิกฤตที่มีอาการรุนแรง การจัดซื้อเครื่องฮีโมเปอร์ฟิวชั่นใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 การจัดสร้างไอซียูสนาม การจัดหาเก้าอี้นั่งจุดพักคอย น้ำดื่มธนาคารกว่า 100,000 ขวด รวมถึงหน้ากากอนามัยพร้อมสายคล้อง ถุงยังชีพ และอาหารกล่อง สอดคล้องกับนโยบายการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (ซีเอสอาร์) ของธนาคาร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111116</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉัตรชัย ศิริไล, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ผลดำเนินงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60823ecf16961.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102937</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 19:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GULF โชว์กำไรไตรมาส 1 เพิ่มขึ้น 158% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 พ.ค. 2564 - รายงานข่าวจากบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2564 โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน 2,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,465 ล้านบาท หรือคิดเป็น 158% จากไตรมาส 1 ปี 2563 โดยสาเหตุหลักมาจากรับรู้รายได้เงินปันผลจาก INTUCH จำนวน 683 ล้านบาท , รับรู้ผลกำไรของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล Borkum Riffgrund 2 (BKR2) ในประเทศเยอรมนี จำนวน 400 ล้านบาทตามสัดส่วนการถือหุ้น 50% และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท ปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด (PTT NGD) จำนวน 52 ล้านบาทจากการที่ GULF เข้าไปลงทุนในสัดส่วน 40% ในเดือนธ.ค. 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มโรงไฟฟ้า 12 SPP ภายใต้กลุ่ม GMP เนื่องจากปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นให้กับลูกค้าอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มบรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังรับรู้กำไรเต็มไตรมาสของโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลกัลฟ์ จะนะ กรีน (GCG) เทียบกับปีก่อนที่รับรู้เพียง 1 เดือน นับจากวันเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 มี.ค. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ในไตรมาส 1/64 บริษัทฯ มีรายได้รวม &amp;nbsp;9,990 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จาก 7,639 ล้านบาทใน &amp;nbsp;ไตรมาส 1 ปี 2563 จากการรับรู้รายได้ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล BKR2 ที่เยอรมนี จำนวน 1,629 ล้านบาท และรายได้เงินปันผลจาก INTUCH จำนวน 683 ล้านบาท ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายในไตรมาส 1/74 เท่ากับ 33% เพิ่มขึ้นจาก 24% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมมีต้นทุนที่ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติอย่างมีสาระสำคัญ ในขณะที่อัตรากำไร (EBITDA) เท่ากับ 51.7% เพิ่มขึ้นจาก 37.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ ซึ่งรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน เท่ากับ 1,632 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุนสุทธิ 413 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2563 สาเหตุหลักมาจากการบันทึกผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงที่ลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยน ของการแปลงค่าเงินกู้ยืมสกุลดอลลาร์สหรัฐ โดยรายการดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลประกอบการของบริษัทฯ แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2564 บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ จากโครงการโรงไฟฟ้าที่จะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ได้แก่ โครงการ GSRC หน่วยที่ 1 และ 2 กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 1,325 เมกะวัตต์ โดยหน่วยที่ 1 (662.5 เมกะวัตต์) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปแล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 และหน่วยที่ 2 มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนตุลาคม 2564, โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเลที่ประเทศเวียดนาม (Mekong Wind) ระยะที่ 1-3 กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 128 เมกะวัตต์ จะเริ่มทยอยจำหน่ายไฟฟ้าระหว่างไตรมาส 2-3 ปีนี้ และโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ประเทศโอมาน (DIPWP) จำนวน 326 เมกะวัตต์ ระยะที่ 1 กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 40 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3 ปีนี้ ส่งผลให้บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 7,903 เมกะวัตต์ ณ สิ้นปี 2564
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102937</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเม้นท์, ผลดำเนินงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e677d6ae4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;แบงก์รัฐ&#039;หืดจับแบกหนี้เน่า-ด้อยคุณภาพเฉียด5แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค. 2563 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ภาพรวมการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจในเดือน เม.ย. 2563 ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ พบว่า มีสินเชื่อรวมอยู่ที่ 5.11 ล้านล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า 2.55% ที่มีสินเชื่ออยู่ 4.99 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เงินฝาก อยู่ที่ 5.24 ล้านล้านบาท เติบโต 5.81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตจากเดือนก่อนหน้า 1.3% ที่มีเงินฝากอยู่ที่ 5.17 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสะสมสุทธิของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 6 แห่ง อยู่ที่ 5.9 พันล้านบาท ลดลง 53.60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่มีกำไร 5.2 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 2.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 4.57% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่มีหนี้เสียอยู่ 2.89 แสนล้านบาท และยังมีสินเชื่อด้อยคุณภาพที่หยุดการชำระ 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน อยู่ที่ 2.38 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.76% ของสินเชื่อรวม ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยขณะนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่งพยายามเร่งปรับโครงสร้างของสินเชื่อด้อยคุณภาพส่วนนี้เพื่อไม่ให้ตกชั้นเป็นหนี้เสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) อยู่ที่ระดับ 13.83% ถือว่าเป็นระดับที่เพียงพอต่อการดำเนินงานระยะต่อไป และสูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดว่าต้องมีบีไอเอสไม่ต่ำกว่า 8.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การดูแลหนี้เสียและสินเชื่อด้อยคุณภาพ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังได้สั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเร่งดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อลูกหนี้และสถานะของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ รวมถึงภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ โดยตอนนี้ทุกสถาบันการเงินมีมาตรการช่วยเหลือผ่านการพักชำระหนี้ให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 คาดว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐส่วนใหญ่จะขยายระยะเวลามาตรการพักชำระหนี้ให้ลูกค้าถึงสิ้นปี 2563 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะเป็นการพักหนี้แบบสมัครใจ ไม่ได้เป็นการพักหนี้แบบอัตโนมัติเหมือนที่ผ่านมา เพื่อให้ลูกหนี้ที่ยังมีความสามารถชำระหนี้กลับมาชำระหนี้ในระบบตามปกติ รวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจะได้รับทราบข้อมูลด้วยว่าลูกหนี้ที่ขอพักชำระหนี้ต่อมีปัญหาการชำระหนี้อย่างไร เพื่อที่ระหว่างการพักหนี้จะได้เข้าไปช่วยแก้ไขผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ให้กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72779</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลดำเนินงาน, สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ, หนี้ด้อยคุณภาพ, หนี้เสีย, แบงก์รัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190201/image_big_5c539d0d9fbfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2019 00:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2019 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงไทยฟื้นทำกำไรQ1กว่า 7,301  ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เมษายน 2562 &amp;nbsp;- นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผย ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2562 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ &amp;nbsp;ส่วนที่เป็นของธนาคาร จำนวน 7,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.6 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมจากการดำเนินงาน จำนวน &amp;nbsp;33,593 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 13.8 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.0 เนื่องจากธนาคารได้รับเงินบางส่วนจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันจำนอง และผลจากรายได้จากการดำเนินการอื่นๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.6 จากกำไรในการขายทรัพย์สินรอการขายและกำไรจากเงินลงทุน ในส่วนของค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.9 จาก &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสำรองการด้อยค่าทรัพย์สินรอการขายตามเกณฑ์ระยะเวลาการถือครองของธนาคารแห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมิได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรองในเรื่องอัตราค่าชดเชยเพิ่มเติมกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ฯ ในงบการเงินเฉพาะสำหรับไตรมาส 1/2562 เนื่องจากธนาคารอยู่ภายใต้ พรบ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ซึ่งหากพรบ. ดังกล่าวมีการปรับปรุงใดๆ ธนาคารจะดำเนินการตามที่กำหนดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินเชื่อของธนาคาร ณ 31 มีนาคม 2562 อยู่ที่ 2,032,879 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.4 จากสิ้นปีที่ผ่านมา โดยสินเชื่อรายย่อยขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย รวมทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น เงินฝากอยู่ที่ 2,077,071 ล้านบาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 &amp;nbsp;ขณะที่อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) ที่ไม่รวมรายได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันจำนอง อยู่ที่ร้อยละ 3.13 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.07 ในไตรมาส 1/2561 จากการมุ่งเน้นการบริหารพอร์ตสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพที่สอดคล้องกับการบริหารความเสี่ยง และการรักษาระดับต้นทุนทางการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนโยบายการตั้งค่าเผื่อหนี้สูญ และหนี้สงสัยจะสูญอย่างสม่ำเสมอ &amp;nbsp;ตามหลักความระมัดระวัง ธนาคารได้ทยอยเพิ่มระดับของอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 126.86 ณ 31 มีนาคม 2562 &amp;nbsp;ขณะที่ธนาคารมี NPLs Gross Ratio ลดลงเล็กน้อย อยู่ที่ 4.50 % และมี NPLs Net Ratio คงที่อยู่ที่ 1.94 % &amp;nbsp;สำหรับเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงและมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 (งบการเงินเฉพาะธนาคาร) &amp;nbsp;อยู่ที 18.12 % และ 14.29 % ตามลำดับ ซึ่งธนาคารได้ประเมินความเพียงพอของอัตราส่วนดังกล่าวในอนาคตอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;เพื่อเป็นไปตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และครอบคลุมถึงความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34235</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไร, ธนาคารกรุงไทย, ผยง ศรีวณิช, ผลดำเนินงาน, ไตรมาสแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180914/image_big_5b9b199d12a5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
