<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2020 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2020 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอ็กโกยิ้มกวาดกำไรไตรมาส3ทะลุ2,800ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ย.2563 นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า &amp;ldquo;ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3 &amp;nbsp;ปี 2563 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 บริษัทมีกําไรจากการดำเนินงาน (ไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี การด้อยค่าของสินทรัพย์ การวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงิน และการรับรู้รายได้แบบสัญญาเช่า) จำนวน 2,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 275 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ปี 2562 โดยสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ได้แก่ โรงไฟฟ้าไซยะบุรี โรงไฟฟ้าพาจู โรงไฟฟ้าซานบัวนาเวนทูรา และโรงไฟฟ้าเคซอน เป็นต้น ทั้งนี้ หากพิจารณาผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทมีกําไรจากการดำเนินงาน จำนวน 7,641 ล้านบาท ลดลง 432 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นผลให้หลายประเทศมีแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2563 จนถึงปัจจุบัน เอ็กโก กรุ๊ป มีความก้าวหน้าในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยโรงไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง &amp;ldquo;กังดง&amp;rdquo; กำลังการผลิตติดตั้ง 19.8 เมกะวัตต์ ในเกาหลีใต้ ได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 โดยจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป นอกจากนี้ เอ็กโก กรุ๊ป ยังได้ร่วมกับบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ได้แก่ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลงนามสัญญา Joint Development Agreement (JDA) เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน &amp;ldquo;กวางจิ 1&amp;rdquo; กำลังการผลิตติดตั้ง 1,320 เมกะวัตต์ ในเวียดนาม เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 รวมทั้งยังได้ลงนามในสัญญาเงินกู้ จำนวน 7,800 ล้านบาท เพื่อใช้พัฒนาและก่อสร้างโครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 3 โครงการ ซึ่งมีความก้าวหน้าตามแผนงาน ประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้า 2 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งทะเล &amp;ldquo;หยุนหลิน&amp;rdquo; ในไต้หวัน ก่อสร้างแล้วเสร็จ 61% ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 3 ปี 2564 โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ &amp;ldquo;น้ำเทิน 1&amp;rdquo; ใน สปป.ลาว ก่อสร้างแล้วเสร็จ 78% ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 นอกจากนี้ ยังมีโครงการธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง 1 โครงการ ได้แก่ โครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อสร้างแล้วเสร็จ 50% ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในไตรมาสที่ 4 ปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา นายเทพรัตน์ กล่าวว่า &amp;ldquo;เอ็กโก กรุ๊ป มุ่งมั่นขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจทั้งด้านการผลิตและให้บริการด้านพลังงาน ครอบคลุมธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งยังคงเป็นธุรกิจหลัก ทั้งโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ธุรกิจเชื้อเพลิงและระบบสาธารณูปโภค ปัจจุบันบริษัทเตรียมยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) ต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดยจะนำเข้า LNG เพื่อมาใช้ในโรงไฟฟ้าของกลุ่มบริษัท ในปริมาณราว 200,000 ตัน/ปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง ทำให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ความคืบหน้าในการลงทุนในธุรกิจ Smart Energy Solution ในฐานะผู้ให้บริการด้านนวัตกรรมพลังงานอย่างครบวงจร ได้แก่ โครงการพัฒนา &amp;ldquo;นิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง&amp;rdquo; ปัจจุบันโครงการผ่านการประเมินการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว และได้รับการอนุมัติจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ให้สามารถจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง ลักษณะ Smart Industrial Estate อำเภอเมือง จังหวัดระยอง พื้นที่ประมาณ 600 ไร่ แล้ว โดยจะเข้าสู่กระบวนการลงนามสัญญาอย่างเป็นทางการกับ กนอ.ต่อไป โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาพัฒนาพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค ภายใน 2 ปี และสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2565 นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ &amp;ldquo;Solar Solution Provider&amp;rdquo; เพื่อให้บริการด้านผลิตภัณฑ์และระบบโซลาร์เซลล์ระดับพรีเมี่ยมอย่างครบวงจร โดยจะเน้นกลุ่มเป้าหมายลูกค้าอุตสาหกรรมและอาคารพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในฐานะซีอีโอใหม่ ผมมองเป้าหมายเรื่องการมาต่อยอดและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับเอ็กโก กรุ๊ป โดยใช้จุดแข็งและศักยภาพที่บริษัทมีอยู่แล้วในการขยายการลงทุนทั้งธุรกิจผลิตไฟฟ้าและธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง รวมทั้งแสวงหาโอกาสขยายธุรกิจไปยังธุรกิจเชื้อเพลิงและระบบสาธารณูปโภคเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเติบโตต่อเนื่องและแข่งขันได้ในสภาพเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไฟฟ้าในปัจจุบัน&amp;rdquo; นายเทพรัตน์ กล่าวสรุป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83598</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลดำเนินงานไตรมาส 3, เทพรัตน์ เทพพิทักษ์, เอ็กโก กรุ๊ป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f4612d57c393.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2020 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2020 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.สผ. ยิ้มผลงานQ3 กำไรสุทธิ  7,202 ล้านบาท  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ต.ค.2563 นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าในไตรมาส 3 ของปี 2563 บริษัทมีรายได้รวมจากการดำเนินงาน 1,305 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 40,887 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ซึ่งมีรายได้รวม 1,095 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 34,954 ล้านบาท) โดยมีปัจจัยหลักจากปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 344,317 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับ 327,004 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ซื้อเรียกรับก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในโครงการบงกชและโครงการคอนแทร็ค 4 สำหรับราคาขายผลิตภัณฑ์ของ ปตท.สผ. ในไตรมาส 3 นี้ เฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นกว่าร้อยละ 11 มาอยู่ที่ 38.77 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เมื่อเทียบกับ 34.97 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ ปตท.สผ. มีกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ที่ 230 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 7,202 ล้านบาท) สูงขึ้นร้อยละ 72 จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งมีกำไรสุทธิ 134 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 4,323 ล้านบาท) โดยบริษัทยังคงสามารถรักษาระดับต้นทุนต่อหน่วยที่ 30 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา ที่ร้อยละ 71 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนของปี 2563 นั้น ปตท.สผ. มีรายได้รวม 4,082 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 128,369 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 11 จาก 4,572 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 143,115 ล้านบาท) เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 639 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 20,137 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับ 1,185 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 37,182 ล้านบาท) โดยหลักมาจากราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงศธร กล่าวว่า &amp;ldquo;ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ดีกว่าไตรมาสที่แล้ว โดยเป็นผลจากความต้องการใช้น้ำมันดิบที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากการที่หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองจากไวรัส โควิด-19 และประเทศในองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออกและประเทศพันธมิตร (โอเปก พลัส) เองยังคงยืนนโยบายลดกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของราคา Spot LNG เองก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยราคาขายปลายเดือนกันยายนสูงขึ้นกว่า 5 ดอลลาร์ สรอ. ต่อล้านบีทียู ส่งผลให้การนำเข้า LNG ของประเทศต่อจากนี้ไปมีแนวโน้มที่จะลดลง ซึ่งที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่ามีการเรียกรับก๊าซในอ่าวไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีกับปริมาณการขายของบริษัทในช่วงไตรมาสหลังของปี &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ปตท.สผ. จะยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมพร้อมเดินหน้าแผนงานทั้งเชิงรุกและเชิงรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงศธร กล่าวต่อว่าในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้เริ่มเจาะหลุมประเมินผล เพื่อประเมินศักยภาพปิโตรเลียม ในแปลงซาราวัก เอสเค 410 บี ประเทศมาเลเซีย หลังจากที่ได้ทำการเจาะหลุมสำรวจในปีที่ผ่านมาและค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของ ปตท.สผ. และเป็นแหล่งที่ใหญ่อันดับ 7 ของโลกในปี 2562 &amp;nbsp;ซึ่งผลการเจาะน่าจะทราบภายในปีนี้ และจะผลักดันให้สามารถตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ให้ได้ในปี 2565 นอกจากนี้ บริษัทได้ตกลงเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนในโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ &amp;nbsp;เพิ่มอีกร้อยละ 24.5 จาก CNOOC หนึ่งในผู้ร่วมลงทุนโครงการ ด้วยมูลค่าเท่ากับเงินลงทุนตามสัดส่วนของ CNOOC ที่ใช้ในระหว่างการพัฒนาโครงการจนถึงวันที่ได้รับการอนุมัติ ซึ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้กำลังรอการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลแอลจีเรีย โดยหลังจากการเข้าซื้อดังกล่าว บริษัทจะมีสัดส่วนการลงทุนในโครงการฯ ทั้งหมดร้อยละ 49 ซึ่งคาดว่าจะเริ่มผลิตในระยะแรกได้ที่ระดับ 10,000-13,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงหลังของปี 2564 และจะเพิ่มการผลิตเป็น 50,000-60,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2568&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าของการเปลี่ยนผ่านสิทธิการดำเนินการของโครงการจี 1/61 (แหล่งเอราวัณ) และโครงการ จี 2/61 (แหล่งบงกช) นั้น ขณะนี้บริษัทได้เริ่มวางแผนการเจาะหลุมสำรวจ การสร้างแท่นหลุมผลิตและท่อส่งก๊าซฯ รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านอื่น ๆ เพื่อให้สามารถผลิตก๊าซฯ ได้ตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต โดยในส่วนของโครงการจี 1/61 นั้น ปตท.สผ. อยู่ในระหว่างการเจรจาขอเข้าพื้นที่เพื่อติดตั้งแท่นผลิตและท่อใต้ทะเลตามแผนที่วางไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยของปี 2563 ปตท.สผ. ประเมินว่าจะอยู่ที่อัตรา 350,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงเล็กน้อยจากที่มีการประเมินไว้ตอนกลางปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82175</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), ผลดำเนินงานไตรมาส 3, พงศธร ทวีสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201029/image_big_5f9a5c6477c9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
