<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96475</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 14:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2021 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>NPSปลื้มปี63ทำนิวไฮกำไรพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค. 2564 นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า NPS เป็นผู้ให้บริการพลังงานและสาธารณูปโภคแก่ลูกค้าอุตสาหกรรมแบบครบวงจร และเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ประกอบด้วย 1. &amp;nbsp;ธุรกิจการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 726 เมกะวัตต์ 2. ธุรกิจน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม กำลังการผลิต 160,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และ 3. ธุรกิจผลิตเอทานอล กำลังการผลิต 500,000 ลิตรต่อวัน โดยภายหลังการปรับเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกด้าน ธุรกิจของ NPS เติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยในปี 2563 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 15,745 ล้านบาท มี EBITDA อยู่ที่ 4,621 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 2,177ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% โดยมีอัตรากำไรสุทธิที่ 13.83%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปี 2563 เป็นปีที่พิสูจน์ว่าวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ของเราถูกต้อง เพราะแม้จะมีผลกระทบจากโควิด-19 และเศรษฐกิจซบเซา เรายังสามารถสร้างสถิติใหม่ของผลประกอบการ หรือ นิวไฮ ทั้งกำไรสุทธิ และ EBITDA สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เริ่มประกอบธุรกิจ และถึงแม้ว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลจะเป็นโรงไฟฟ้าที่มีความยากและซับซ้อนกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่น แต่ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ความตื่นตัวที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ รวมทั้งการวิจัยพัฒนาเชื้อเพลิงชนิดใหม่ ทำให้ NPS สามารถเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ จนขึ้นเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรมในปีที่ผ่านมา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการในปี 2563 NPS มีรายได้รวมทั้งสิ้น 15,745 ล้านบาท &amp;nbsp;EBITDA 4,621 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,177 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยความมั่นคงของรายได้ NPS สูงขึ้นจากความต้องการใช้ไฟฟ้าของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม 304 ทั้งการเพิ่มปริมาณการใช้ของรายเก่าและการเข้ามาของลูกค้ารายใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจตลอด 3 ปีที่ผ่านมา อาทิ การนำ Digital Technology หลากหลายรูปแบบเข้ามาช่วยในการทำงาน การยกระดับระบบบัญชีและการเงินให้ทันสมัย โปร่งใส &amp;nbsp;ทั้งนี้เพื่อให้ NPS เป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสร้างสถิติใหม่ของผลประกอบการหรือนิวไฮในครั้งนี้สะท้อนถึงสถานะทางการเงินสุดแข็งแกร่งของ NPS และบริษัท ฯ ก็ยังคงตั้งเป้าที่จะรุกเดินหน้าทำนิวไฮให้ได้อีกในปีนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96475</URL_LINK>
                <HASHTAG>NPS, ทำรายได้นิวไฮ, บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด (มหาชน), ผลประกอบการ 63, โยธิน ดำเนินชาญวนิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_605304315d3e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94601</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2021 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2021 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CRC กางแผนปี 2564 ดันยอดขายโตมากกว่า 10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มีนาคม 2564 &amp;ndash; นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า เซ็นทรัล รีเทล ได้ปรับตัวแบบ V-shape ตั้งแต่ในไตรมาสที่ 3/2563 และไตรมาสที่ 4/2563 เราก็ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 51,077 ล้านบาท เพิ่มขึ้น QoQ&amp;nbsp; +7% และทำกำไร 1,102 ล้านบาท เพิ่มขึ้น QoQ +27% ทำให้เซ็นทรัล รีเทล สามารถปิดปี 2563 ด้วยรายได้รวม 194,311 ล้านบาท (ลดลง 13%) และทำกำไรสุทธิ 341 ล้านบาท (ลดลง 97%) โดยมียอดขายเติบโต 180% บนช่องทางออมนิแชแนล เป็นสัดส่วนยอดขายเกือบ 10% และพร้อมจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น 0.40 บาทต่อหุ้น เซ็นทรัล รีเทล มั่นใจแผนธุรกิจปี 2564 จะดันยอดขายให้โตขึ้นกว่า 10%

นับตั้งแต่ปี 2560 เซ็นทรัล รีเทล ได้ประกาศยุทธศาสตร์หลัก &amp;ldquo;New Central, New Retail&amp;rdquo; พร้อมกับจุดมุ่งหมายขององค์กรที่จะเป็น &amp;ldquo;ศูนย์กลางชีวิตของผู้คน&amp;rdquo; (Central of Life) สร้างทิศทางในการดำเนินธุรกิจและพัฒนาอีโคซิสเต็มให้เป็น &amp;ldquo;New Central Retail Lifestyle &amp;amp; Food Platform&amp;rdquo; ที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อนำไปต่อยอดสู่ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ อันได้แก่

1. ปรับปรุงและขยายรูปแบบร้านใหม่ ในทุกกลุ่มธุรกิจทั้งกลุ่มแฟชั่น ฟู้ด และฮาร์ดไลน์ ให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างประสบการณ์ออมนิแชแนลใหม่ ๆ (Omnichannel Experience) ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

2. เปิดตัว CENTRAL โมบายล์แพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อทุกกลุ่มธุรกิจเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งปรับโครงสร้าง Big Data ครั้งใหญ่ ของฐานลูกค้า Loyalty ที่มีอยู่ในระบบถึง 24 ล้านคน ด้วยการสร้าง Hyper-personalization Offer แพลตฟอร์มใหม่นี้รวบรวมสินค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล มาไว้ในที่เดียว เพื่อมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มสินค้า โดยขณะนี้มียอดผู้ใช้ บริการแล้วกว่า 2 ล้านราย ภายหลังการเปิดตัวมาได้เพียง 2 เดือน

3. ร่วมมือกับพันธมิตร ติดอาวุธให้ เซ็นทรัล รีเทล มีความแข็งแกร่งทั้งอีโคซิสเต็ม โดยร่วมมือกับ เจดี เซ็นทรัล มาร์เก็ตเพลส (JD Central Marketplace) และ เจดี ดิจิทัล (JD Digital) สร้างบริการการจ่ายเงินแบบดิจิทัลและโซลูชั่นด้านธุรกรรมทางการเงิน (DOLFIN) และกับ แกร็บ ทำควิกคอมเมิร์ซ (Quick Commerce) ให้บริการออนดีมานด์ โดยเริ่มจากบริการการสั่งอาหารและ Tops Grocery ผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก และได้ขยายไปยังกลุ่มสินค้าอื่น ๆ ของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อตอบสนองความต้องการแบบ On-demand ให้ครบทุกกลุ่มสินค้าทั่วประเทศ

4. เข้าซื้อกิจการ เสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มฮาร์ดไลน์ โดยทุ่มงบลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาท เพื่อซื้อกิจการ ออฟฟิศเมต, บีทูเอส และเมพ (ร้านอีบุ๊คอันดับหนึ่ง) รวมไปถึงแพลตฟอร์มออมนิแชแนลสำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร (B2B Omnichannel Platform) ล่าสุดได้เปิดตัวแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ &amp;ldquo;บีทูเอส ธิงค์สเปซ&amp;rdquo; คอนเซ็ปต์สโตร์รูปแบบใหม่ ที่เซ็นทรัล ชิดลม และได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีเกินคาด

5. ไทวัสดุ ภายใต้กลุ่มฮาร์ดไลน์ จากการเริ่มธุรกิจมาเพียง 11 ปี ขณะนี้ได้ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องของรายได้ และเบอร์หนึ่งของออมนิแชแนลด้านค้าปลีกวัสดุตกแต่งบ้าน (Omnichannel Home Improvement Retailer) ซึ่งปีที่ผ่านมาสามารถทำรายได้รวมเกือบ 28,000 ล้านบาท พร้อมวางแผนเร่งเครื่องขยายเครือข่ายธุรกิจทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ เพื่อเพิ่มยอดขายขึ้นอีกเท่าตัวภายใน 3-5 ปี&amp;nbsp;

6. ธุรกิจกลุ่มฟู้ด
&amp;bull; ในไทย มีการยกระดับและเปิดสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์ให้เป็นแหล่งรวมอาหาร หรือ Food Destination ที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า โดยปรับสาขาลาดพร้าวให้เป็น เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และปรับสาขาเวสต์เกตและศาลายา อย่างต่อเนื่อง

&amp;bull; ในเวียดนาม เน้นธุรกิจฟู้ดและศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ ภายใต้แบรนด์
Big C/GO! เปิดตัวรูปแบบธุรกิจและช่องทางที่หลากหลายต่าง ๆ&amp;nbsp; (Multi-format) นำความสำเร็จของ ท็อปส์ มาร์เก็ต ไปเปิดที่เวียดนาม และขยายซูเปอร์มาร์เก็ต go! ไปยังจังหวัดรอง เพื่อให้ครอบคลุมทั้งประเทศเวียดนามภายใน 5 ปี ซึ่งในขณะนี้ เซ็นทรัล รีเทล ได้ครอบคลุมมากกว่า 30 จังหวัดหลักในเวียดนามแล้ว (คิดเป็นสัดส่วน 85% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศเวียดนาม) และจะขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพราะเวียดนามมีศักยภาพของธุรกิจฟู้ดและศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ มากกว่าประเทศไทยถึง 2 เท่า

&amp;ldquo;ปี 2564 ยังเป็นปีที่มีความท้าทาย แต่ เซ็นทรัล รีเทล ยังคงมุ่งมั่นและมีความมั่นใจว่าเราจะสามารถผลักดันธุรกิจให้โตมากกว่า 10% ด้วยงบลงทุน 18,000 ล้านบาทที่ได้วางแผนไว้ เพื่อเสริมสร้าง เซ็นทรัล รีเทล ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตอกย้ำความเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจค้าปลีกของคนไทย&amp;rdquo; นายญนน์ โภคทรัพย์ กล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94601</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC), ผลประกอบการ 63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603c70a290e04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2021 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2021 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การบินไทยกระอักปี 63 ขาดทุน 1.4 แสนล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI รายงานผลดำเนินงานงวดปี 63 ขาดทุนกว่า 141,170 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 1,072% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 12,042 ล้านบาท เนื่องจากการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ถาวร,ขาดทุนจากการด้อยค่าตามมาตรฐานบัญชี TFRS9 และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงค่าใช้จ่ายจากการสํารองเงินชดเชยให้แก่พนักงาน

ทั้งนี้ในปี63 บริษัทและบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวรวม 91,978 ล้านบาท ได้แก่ สํารองเงินชดเชยพนักงานในโครงการร่วมใจจากองค์กร Mutual Separation Plan A (MSP A) จํานวน 3,098 ล้านบาท,ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเครื่องบินและสินทรัพย์สิทธิการใช้และอุปกรณ์การบินหมุนเวียนจํานวน 82,703 ล้านบาท,ผลขาดทุนจากการด้อยค่าซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 จํานวน 261 ล้านบาท กำไรจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนเงินลงทุนใน บริษัท สายการบินนกแอร์ จํากัด (มหาชน) จํานวน 206 ล้านบาท,ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจํานวน 895 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการตีมูลค่าทางบัญชีของหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศ รวมหนี้สินตามสัญญาเช่าดําเนินงานเครื่องบินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 และผลขาดทุนสําหรับการป้องกันความเสี่ยงของกลุ่มรายการของฐานะสุทธิจํานวน 5,227 ล้านบาท


ขณะที่บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 48,311 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 135,735 ล้านบาท หรือ 73.8% เนื่องจากทั้งรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าลดลง 125,772 ล้านบาท หรือ 75.4% และรายได้จากการบริการอื่นๆลดลง 7,554 ล้านบาท หรือ 53.1% เนื่องจากมาตรการจํากัดการเดินทางระหว่างประเทศทั้งของประเทศไทยและประเทศต่างๆ

ส่วนสำหรับค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นอยู่ที่ 96,430 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 100,040 ล้านบาท หรือ 50.9% สาเหตุหลักเกิดจากค่าใช้จ่ายดําเนินงานที่แปรผันตามปริมาณการผลิตหรือปริมาณการขนส่ง รวมถึงจํานวนผู้โดยสารลดลงจากปริมาณการผลิตและปริมาณการขนส่ง และจํานวนผู้โดยสารที่ลดลง อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายคงที่ที่อยู่ในระดับสูงทําให้การลดลงของค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป ส่งผลให้ขาดทุนจากการดําเนินงาน 48,119 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 35,695 ล้านบาท หรือ 287.3%
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94203</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, ผลประกอบการ 63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_60371baa4be85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2021 19:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2021 19:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท. โชว์กำไร 63 ลดวูบ 59%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ. 2564 &amp;nbsp;บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT แจ้งตลาดหลักทรัพย์ในปี 2563 มีกำไร 37,765.81 ล้านบาท ลดลง 59.4% &amp;nbsp;จากกำไร 92,950.60 ล้านบาท ในงวดปี 2562 ส่วนรายได้จากการขายอยู่ที่ 1,615,665 ล้านบาท ลดลง 27.2% จากเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ ตามราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายเฉลี่ยที่ลดลง ยกเว้นกลุ่มเทคโนโลยี และวิศวกรรมมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเข้าซื้อ GLOW ของ GPSC&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปี 2563 มี EBITDA จำนวน 225,672 ล้านบาท ลดลง 63,300 ล้านบาท หรือ 21.9% สาเหตุหลักจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ผลการดำเนินงานปรับลดลงตาม ราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง แม้ปริมาณขายจะเพิ่มขึ้นโดยหลักจากโครงการมาเลเซีย และกลุ่ม Partex ภายหลังการเข้าซื้อธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปีก่อน &amp;nbsp;ประกอบกับผลดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่ลดลงอย่างมาก โดยหลักจากขาดทุนสต็อกน้ำมันในปี 2563 จำนวนประมาณ 19,000 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบ ที่ปรับลดลงอย่างมาก จากสิ้นปี 2562 ที่ 67.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 51.1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ณ สิ้นปี 2563 เนื่องจากสงครามราคาน้ำมัน สภาวะอุปทานล้นตลาดของ
น้ำมันดิบ ประกอบกับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะที่ปี 2562 &amp;nbsp;มีกำไรสต็อกน้ำมันประมาณ 2,800 ล้านบาท โดย Market GRM ปรับลดลงจาก 2.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2562 เป็น 0.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2563 ตามส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป กับน้ำมันดิบที่ลดลงในเกือบทุกผลิตภัณฑ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ เนื่องจากราคาขายที่ลดลงตามราคาปิโตรเคมีอ้างอิงในตลาดโลกปรับลดลง และปริมาณขายที่ลดลงจากผลกระทบโควิด-19 ตามการปิดซ่อมบำรุงและปรับลดกำลังการผลิตให้เหมาะสมตามอุปสงค์ที่ลดลงของลูกค้าในปี 2563 และธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซมีผลการดำเนินงานลดลง เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยที่อ้างอิงราคาก๊าซและราคาน้ำมันเตาลดลง และปริมาณขายที่ลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในไตรมาส 4/63 มีกำไร 13,147 ล้านบาท ลดลง 24.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/62 และลดลง 6.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/63 ขณะที่บริษัทมี EBITDA ในไตรมาส 4/63 จำนวน &amp;nbsp;71,614 ล้าบาท เพิ่มขึ้น 4,149 ล้านบาท หรือ 6.1% จากไตรมาส 3/63 สาเหตุหลักจากผลดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมี ที่ในไตรมาส 4/63 ได้แรงสนับสนุนจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ตามสภาพเศรษบกิจโดยรวมที่ฟื้นตัว และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประเทศ รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญในด้านสุขอนามัยมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลดำเนินงานของกลุ่มเทคโนโลยีและวิศกรรมปรับตัวดีขึ้นจากการเข้าซื้อ GLOW ของ GPSC ในช่วงปลายไตรมาส 1/62 &amp;nbsp; PTT ในปี 2564 คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะเฉลี่ยอยู่ที่ 55-60 เหรีญสหรัฐต่อบาร์เรล และค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5-2.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93485</URL_LINK>
                <HASHTAG>PTT, ปตท, ปี63, ผลประกอบการ, ผลประกอบการ 63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e89fa70f17a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;SENA&#039;เป๋าตุงกำไรQ2/63 ทะยาน 92.8 % ลุ้นแบ็คล็อกพร้อมโอนปีนี้กว่า 5,000 ลบ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค. 2563 นางเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์โครงการหมู่บ้านโซลาร์เซลล์เต็มรูปแบบรายแรกของไทย เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยไตรมาส 2/2563 (เม.ย.-มิ.ย.) ว่า ในภาพรวมสำหรับงวด 3 เดือน บริษัทและบริษัทย่อยและบริษัทร่วมทุน มียอดโอนกรรมสิทธิ์จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และรายได้อื่นๆรวมเท่ากับ &amp;nbsp;1,758 &amp;nbsp; ล้านบาท ทำให้มียอดโอนกรรมสิทธิ์และรายได้อื่นๆรวมเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;694.5 &amp;nbsp; ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นในอัตรา 65.3% &amp;nbsp;เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มียอด 1,064.2 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสำหรับงวด 6 เดือนของปี 2563 มียอดโอนกรรมสิทธิ์จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และรายได้อื่นๆสะสมเท่ากับ 3,379.2 &amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;1,201.0 &amp;nbsp;ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นในอัตรา 55.1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มียอด &amp;nbsp;2,178.2 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิในงวด 3 เดือน &amp;nbsp;เท่ากับ 226.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 109.1 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 92.8 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และในงวด 6 เดือน บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 453.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 179.0 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 65.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 274.4 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกิจการร่วมค้าที่มียอดโอนในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ประกอบด้วย โครงการ นิช โมโน สุขุมวิท-แบริ่ง 939.5 ล้านบาทและโครงการ นิช ไพรด์ เตาปูน - อินเตอร์เชนจ์ ที่เริ่มมียอดโอนในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ 434.3 ล้านบาท ทำให้ในงวด 6 เดือน กิจการร่วมค้ามียอดโอนกรรมสิทธิ์รวมเท่ากับ 1,373.8 ล้านบาทเลยทีเดียว &amp;nbsp;&amp;rdquo;&amp;nbsp; นางเกษรา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2563 &amp;nbsp;แบ่งเป็นการรับรู้รายได้จากการขายที่อยู่อาศัย(ไม่รวมบริษัทร่วมทุน) อยู่ที่ 717.9 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 54.5 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายโครงการแนวราบ คิดเป็นสัดส่วน 28.7 % &amp;nbsp;คิดเป็นมูลค่าอยู่ที่ 206 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 113.9 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 123.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจาก 5 โครงการ ประกอบด้วย โครงการ เสนาพาร์ค วิลล์ วงแหวน-รามอินทรา โครงการเสนาวิลล์ บรมราชชนนี - สาย 5 โครงการนิช ไอดี บางแค ช็อปเฮ้าส์ โครงการเสนา พาร์ค แกรนด์ รามอินทรา โครงการเสนาวิลล์ ลำลูกกา-คลอง 6 &amp;nbsp;และรายได้จากโครงการแนวราบในต่างจังหวัดอีก 4 โครงการ &amp;nbsp;ได้แก่ โครงการบูรพา บ่อวิน, โครงการ เดอะลิฟวิ่ง นารายา ,โครงการพราวทาวน์ &amp;ndash; บ่อวิน และ โครงการเสนาวิลล์ นาดี - อุดรธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรายได้จากการขายโครงการคอนโดมิเนียมไตรมาส 2 /2563 (ไม่รวมบริษัทร่วมทุน) คิดเป็นสัดส่วน 71.3% อยู่ที่ 511.9 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 139.2 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 37.3 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่จำนวน 372.7 ล้านบาท มาจากโครงการนิช ไอดี แอท ปากเกร็ด สเตชั่น,โครงการนิช โนโน สุขุมวิท - ปู่เจ้า ,โครงการนิช ไอดี สุขุมวิท 113 โครงการนิช โมโน รัชวิภา, โครงการนิช ไอดี เพชรเกษม - บางแค โครงการนิช ไอดี พระราม 2 &amp;ndash; ดาวคะนอง, โครงการ เดอะ คิทท์ พลัส รังสิต- ติวานนท์ และเดอะ คิทท์ ลำลูกกา - คลอง 2 ขณะที่รายได้จากค่าเช่า และ บริการในไตรมาส 2 &amp;nbsp;อยู่ที่ 281.7 ล้านบาท ลดลงอยู่ที่ 208.7 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 42.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นในกลุ่มธุรกิจโซลาร์มีรายได้ อยู่ที่ 10.5 ล้านบาท ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 48.2 ล้านบาท หรือคิดเป็น 82.1 % ซึ่งแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2563 ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 ทำให้มีการเลื่อนการติดตั้งออกไปจากที่กำหนดไว้เป็นปลายปี 2563 แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75606</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน), ผลประกอบการ 63, เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f462246af0a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2020 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2020 09:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CRC เซ่นพิษโควิด-19 ฉุดไตรมาส2ขาดทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.2563 นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&amp;nbsp;เปิดเผยว่า&amp;nbsp;ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2563 ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาตรการล็อกดาวน์และการประกาศเคอร์ฟิว รวมถึงปัจจัยลบต่างๆ ทั้งการหดตัวของภาคการท่องเที่ยว และกำลังซื้อที่อ่อนแรงของผู้บริโภค ส่งผลให้รายได้รวมในไตรมาส 2 อยู่ที่ 41,376 ล้านบาท ลดลง 21%&amp;nbsp;และขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 2,519 ล้านบาท ลดลง 243%&amp;nbsp;เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่รายได้รวมในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 อยู่ที่ 95,661 ล้านบาท ลดลง 10%&amp;nbsp;และขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 1,629 ล้านบาท ลดลง 139%&amp;nbsp;แต่มองว่าธุรกิจพลิกกลับมาส่งสัญญาณบวกจากการปรับตัวขององค์กรอย่างรวดเร็ว ทำให้มีรายได้กลับมาเหมือนเดิม และสร้างผลกำไรในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;

ขณะเดียวกันจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจในเครือต้องปิดทำการกว่า 80% ของพื้นที่ขายทั้งหมด เป็นระยะเวลามากกว่าครึ่งของไตรมาสสองหรือประมาณ 46 วันจาก 91 วัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งหากเทียบแล้วในช่วงเวลาแห่งความท้าทายดังกล่าว ยอดขายของบริษัทต้องลดลงกว่า 50%&amp;nbsp;แต่ด้วยความมุ่งมั่นของบริษัทที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกค้ายังคงได้รับบริการ และประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ดีเช่นเดิมผ่านแพลตฟอร์มออมนิชาแนลที่พัฒนามากว่า 3 ปี ทำให้ยอดขายในไตรมาสสองลดลงเพียง 21% &amp;nbsp;

&amp;ldquo;ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา สิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินต่อได้อย่างมั่นคง นั่นคือ การสนับสนุนจากลูกค้าและพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ และความร่วมมือร่วมใจของพนักงานทุกคนที่มุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก พร้อมปรับวิธีการทำงานเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ตลอดจนกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งการบริหารต้นทุน การลงทุน และค่าใช้จ่าย รวมไปถึงการเสริมสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ทำให้สามารถฟื้นตัวกลับมาทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ธุรกิจของในประเทศไทย เวียดนามและอิตาลีกลับมามียอดขายเทียบเท่าช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และผลกำไรโดยรวม (EBITDA)&amp;nbsp;ของบริษัทฯ ก็กลับมาเป็นบวกด้วยเช่นกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายญนน์ กล่าว &amp;nbsp;

&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74772</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC), ผลประกอบการ 63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191227/image_big_5e0578fda7df7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BEM โชว์ผลประกอบการไตรมาส2/63 มีกำไร 152 ล้าน ชี้ปริมาณผู้โดยสารเกือบปกติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ส.ค.63-รายงานข่าวจาก บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) แจ้งกำไรสุทธิไตรมาสที่ 2 ปี 2563 เท่ากับ 152 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 2,966 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาส 2 ปีก่อนมีกำไรจากการโอนเปลี่ยนประเภทเงินลงทุนในบริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด(มหาชน) (TTW) หากเทียบเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานปกติ กำไรลดลง 632 ล้านบาท หรือ 80 %จากการลดลงของรายได้ จากผลกระทบการแพร่ระบาดของ COVID-19

ทั้งนี้ในด้านต้นทุนการให้บริการลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 659 ล้านบาท หรือ 26 %โดยบริษัทได้มีการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่าปริมาณงานจะเพิ่มขึ้นจากการเปิดให้บริการเดินรถสายสีน้ำเงินครบทั้งสายทางตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นมา บริษัทได้รับผลบวกจากค่าตัดจำหน่ายที่ลดลงเนื่องจากต้นทุนของทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วนเอบีซี ได้ตัดจำหน่ายหมดแล้ว

สำหรับปริมาณรถและปริมาณผู้โดยสารได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการผ่อนคลาย ล็อกดาวน์ โดยเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนกลับมาอยู่ที่ร้อยละ 92 ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้า MRT กลับมาอยู่ที่ร้อยละ 80 บริษัทคาดว่าหลังจากมีการผ่อนคลายมากขึ้นและสถานศึกษาต่าง ๆ กลับมาเปิดการเรียนการสอนได้เต็มรูปแบบเหมือนเดิม ปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนและปริมาณผู้โดยสารจะกลับมาเป็นปกติ ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการในไตรมาส 3 ดีขึ้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้บริษัทมีความพร้อมเต็มที่ในการเข้าร่วมประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งมีกำหนดยื่นซองวันที่ 23 กันยายนนี้
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74426</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEM, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บีอีเอ็ม), ผลประกอบการ 63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f3640e84db0d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
