<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บินไทยอ่วมพิษโควิดกระหน่ำทำผลประกอบการครึ่งปี63ขาดทุน 2.8 หมื่นล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ส.ค.63-นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศจำเป็นต้องดำเนินมาตรการควบคุมและจำกัดการเดินทางอย่างเข้มงวด ทำให้ปริมาณความต้องการเดินทางทั้งในประเทศและระหว่างประเทศลดลงเป็นอย่างมาก บริษัทฯ จึงได้ปรับลดเที่ยวบินให้สอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสารที่ต้องการเดินทาง&amp;nbsp;
ทั้งนี้รวมทั้งมีมาตรการและการบริหารจัดการด้านการเงินและกระแสเงินสดอย่างเคร่งครัด โดยไตรมาสที่ 1 ของปี 2563 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้รวมทั้งสิ้น 38,001 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 11,790 ล้านบาท หรือ 23.7% สาเหตุสำคัญเนื่องจากรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 42,609 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 8,010 ล้านบาท (15.8%) บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 22,676 ล้านบาท ในขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไร 456 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาญศิลป์ กล่าวว่า ไตรมาส 2/63สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินของโลกอย่างรุนแรงอีกทั้ง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ประกาศห้ามอากาศยานขนส่งผู้โดยสารทำการบินเข้าสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ทำให้บริษัทฯ จำเป็นต้องยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดเป็นการชั่วคราว โดยบริษัทฯ ยังคงดำเนินมาตรการต่างๆ ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนอย่างเข้มงวดและรักษาสภาพคล่องทางการเงินเพื่อให้บริษัทฯ สามารถมีเงินสดในมือให้มากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในไตรมาส2 ได้ทำการบินเฉพาะเที่ยวบินขนส่งสินค้าเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ (Charter Flight) และเที่ยวบินพิเศษเพื่อนำคนไทยกลับบ้าน ทำให้มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) ลดลง 96.5% ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) ลดลง 99.5% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 10.3% ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเฉลี่ยที่ 74.7% และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 0.08 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน 98.6%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับด้านการขนส่งสินค้ามีอัตราส่วนการขนส่งพัสดุภัณฑ์ (Freight Load Factor) เฉลี่ยเท่ากับ 99.9% สูงกว่าปีก่อนที่เฉลี่ยที่ 52.8% เนื่องจากบริษัทฯ หยุดทำการบินชั่วคราว ทำให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย ขาดรายได้จากธุรกิจการบิน แต่มีรายได้ในส่วนอื่นทดแทน ได้แก่รายได้จากการขนส่งสินค้า การจัดเที่ยวบินพิเศษการให้บริการสายการบินลูกค้า การจำหน่ายอาหารจากครัวการบิน ทำให้บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 2,492 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 40,017 ล้านบาท หรือ 94.1% แต่ในไตรมาสที่ 2 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น อีกทั้งคณะกรรมการบริษัทฯ ฝ่ายบริหารและพนักงานร่วมกันสมัครใจปรับลดเงินเดือนตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคม 2563 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัทฯ ทำให้มีค่าใช้จ่ายรวม 16,193 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 33,428 ล้านบาท (67.4%) ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 5,353 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 1,525 ล้านบาท (22.2%)ทำให้ช่วงครึ่งแรกปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อย มีผลขาดทุนสุทธิรวมกันราว 28,029 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 21,607 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิที่ 6,422 ล้านบาท หรือคิดเป็นการขาดทุนเพิ่มขึ้นราว 336%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74392</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, ขาดทุน, ชาญศิลป์ ตรีนุชกร, ผลประกอบการครึ่งปีแรก, สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f35f9e892985.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2020 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2020 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CKP โอดแล้งกระทบผลดำเนินงานครึ่งปีแรกรายได้วูบ 24%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค. 2563 นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKPower) ชื่อย่อหลักทรัพย์ &amp;ldquo;CKP&amp;rdquo; เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของกลุ่ม CKPower ในไตรมาสที่ 2/2563 และครึ่งปีแรกของปี 2563 ว่า ในภาพรวมครึ่งปีแรกของปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อย มีผลการดำเนินงานลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูร้อนทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 (NN2) ลดลง โดยครึ่งปีแรกของปีนี้ มีปริมาณน้ำไหลเข้า 867 ล้านลบ.ม. ลดลง 65 ล้านลบ.ม. จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีปริมาณน้ำไหลเข้า 932 ล้านลบ.ม. หรือลดลง 7% ทำให้ปริมาณการขายไฟฟ้ามีเพียง 409 ล้านหน่วย ลดลง 618 ล้านหน่วย ซึ่งลดลง 60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขายไฟฟ้า 1,027 ล้านหน่วย อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีแรกของปีนี้ มีปริมาณการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ได้ถึง 2,340 ล้านหน่วย ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของ บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด (BIC) และโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 9 แห่ง ของบริษัท บางเขนชัย จำกัด (BKC) ยังคงผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

ทั้งนี้ CKPower มีรายได้รวมในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ทั้งสิ้น 3,593 ล้านบาท ลดลง 1,136 ล้านบาท หรือ -24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 4,730 ล้านบาท โดยมีปริมาณการขายไฟฟ้ารวม 1,182 ล้านหน่วย ลดลง 618 ล้านหน่วย คิดเป็น -34% จากครึ่งปีแรกของปี 2562 ที่ขายไฟฟ้าได้ 1,799 ล้านหน่วย

ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 กลุ่ม CKPower มีรายได้รวมทั้งสิ้น 1,831 ล้านบาท ลดลง 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 2,312 ล้านบาท โดยมีปริมาณขายไฟฟ้ารวม 609 ล้านหน่วย ลดลง 29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณขายไฟฟ้า 852 ล้านหน่วย โดยมีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำของ NN2 รวม 628 ล้านลบ.ม. เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณน้ำไหลเข้า 460 ล้านลบ.ม.

นายธนวัฒน์ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 โรงไฟฟ้าทุกแห่งของบริษัทฯ มีแนวโน้มที่จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพราะตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำของโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 และไหลผ่านโรงไฟฟ้าไซยะบุรีเพิ่มขึ้นตามลำดับ และมีแนวโน้มจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปริมาณน้ำของปีปกติอีกด้วย ซึ่งเป็นผลให้ขณะนี้โรงไฟฟ้าไซยะบุรีสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้เต็มกำลังการผลิตทั้ง 7 เครื่อง รวมจำนวน 1,220 เมกะวัตต์ ส่งขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่วนโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้เกือบครบทุกแห่ง ยกเว้นโรงไฟฟ้าคลองเปรงโซลาร์ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ระหว่างรอใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ส่วนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมทั้ง BIC-1 และ BIC-2 ยังคงเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่องตามปกติ เนื่องจากยังไม่มีแผนที่จะหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงใหญ่ในปีนี้

&amp;ldquo;ช่วงไตรมาสที่ 3 ของทุกปี จะเป็นช่วงที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้ง 2 แห่งของบริษัทฯ จะสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้เต็มกำลังมากที่สุดเพราะเป็นช่วงฤดูฝน และหากปีนี้มีปริมาณน้ำฝนใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยปกติตามที่บริษัทฯ คาดการณ์ไว้ ปีนี้จะถือเป็นปีที่ดีที่สุดปีหนึ่ง เพราะเป็นปีแรกที่โรงไฟฟ้าไซยะบุรีเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าและรับรู้รายได้เต็มปี ซึ่งจะส่งผลบวกอย่างเป็นนัยสำคัญต่อผลประกอบการของ CKPower&amp;rdquo; นายธนวัฒน์กล่าว

นายธนวัฒน์กล่าวอีกว่า ขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อดำเนินการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ในสปป.ลาว และคาดว่าจะสรุปได้ภายในปีนี้ โดยบริษัทฯ ได้เตรียมงบลงทุนจำนวน 4,000-4,600 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการใหม่และมีแผนจะออกเสนอขายหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 3,500 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดด้วย นอกจากนี้ ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีมติอนุมัติวงเงินการออกและเสนอขายหุ้นกู้เป็นจำนวนเงินคงค้างจากวงเงินเดิม 10,000 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการสภาพคล่องและการชำระคืนหนี้ของบริษัทฯ ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

&amp;ldquo;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในขณะนี้ ไม่มีผลกระทบต่อรายได้และปริมาณการขายไฟฟ้าของบริษัทฯ แต่อย่างใด เพราะคู่สัญญาหลักของบริษัทฯ คือ กฟผ. แม้จะมีลูกค้าบางส่วนเป็นลูกค้าอุตสาหกรรม แต่ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์มากนัก โดยบริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญในการดูแลพนักงานของบริษัทฯ และบริษัทในเครือทั้งภายในประเทศไทยและสปป.ลาว ในการปฏิบัติตัวตามวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ตามนโยบายของรัฐอย่างเคร่งครัด&amp;rdquo; นายธนวัฒน์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74278</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP, ผลประกอบการครึ่งปีแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f34aca367ba5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2020 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2020 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บางจากโวธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วเปิดผลงานครึ่งปีแรกขาดทุน 6,571 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค. 2563 นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ของกลุ่มบางจากฯ ว่า เชื่อว่าธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงหลังจากหลายประเทศทั่วโลกเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง และผ่อนปรนมาตรการการเดินทางมากขึ้น ประกอบกับภาครัฐมีนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันในภาคอุตสาหกรรมและภาคการขนส่งเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ อุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินมีแนวโน้มปรับลดลง หลังจากกลุ่มโอเปกและพันธมิตรร่วมมือกันลดกำลังการผลิตได้ตามข้อตกลง คาดว่าจะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงหนุนให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังเริ่มฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในไตรมาส 2 ธุรกิจปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสแรกของปีในภาพรวม แต่ธุรกิจโรงกลั่นยังคงได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่นสายการบิน นับว่าได้รับผลกระทบหนักที่สุด ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 69,665 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA ติดลบ 1,415 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 134 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีผลขาดทุนสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 6,571 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 986 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 5.02 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ของปี 2563 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 26,594 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มี EBITDA 1,131 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 144 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มี Operating EBITDA 2,645 ล้านบาท โดยกลุ่มบริษัทฯ&amp;nbsp;มี Inventory Loss 1,725 ล้านบาท (รวมกลับรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ (NRV) 1,635 ล้านบาท) และเมื่อรวมการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าลูกหนี้การค้ารายใหญ่ และการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจค้าปลีกของธุรกิจในกลุ่ม ส่งผลให้ไตรมาสนี้ขาดทุนสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 1,911 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 59 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และปรับตัวลดลงร้อยละ 462 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 1.50 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจต่างๆ นั้นได้ผ่านจุดต่ำสุดในเดือนเมษายน โดยกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน ที่แม้ยังคงได้รับผลกระทบจากค่าการกลั่นที่ยังอยู่ในระดับต่ำตามความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกที่ลดลง ได้ปิดซ่อมหน่วยกลั่นที่ 2 เป็นเวลา 2 เดือนในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ทำให้การผลิตลดลงเหลือร้อยละ 74 ของกำลังการผลิตรวมของโรงกลั่น เฉลี่ยอยู่ที่ 89,300 บาร์เรลต่อวัน เหมาะสมกับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ ส่วน กลุ่มธุรกิจการตลาด ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน เนื่องจากในไตรมาสนี้มี Inventory Gain ขณะที่ไตรมาสก่อนมี Stock Loss ถึงแม้ว่าปริมาณการจำหน่ายรวมของธุรกิจการตลาดลดลง โดยส่วนใหญ่ลดลงจากการจำหน่ายน้ำมันผ่านตลาดอุตสาหกรรม เนื่องจากยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะในเดือนเมษายน 2563 ที่มีการแพร่ระบาดรุนแรง ทำให้ปริมาณการจำหน่ายผ่านตลาดค้าปลีกในเดือนเมษายนปรับลดลงร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปริมาณจำหน่ายเฉลี่ยของไตรมาสก่อนหน้า แต่เริ่มกลับเข้าสู่ระดับใกล้เคียงภาวะปกติในเดือนมิถุนายนหลังจากเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ &amp;nbsp;ค่าการตลาดสุทธิต่อหน่วยปรับเพิ่มจากสัดส่วนการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นช่องทางการจำหน่ายที่มีค่าการตลาดสูงกว่าช่องทางตลาดอุตสาหกรรม ทั้งนี้ บริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดด้านปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการสะสมเดือนมกราคม - มิถุนายน 2563 อยู่ที่ร้อยละ 15.6 (ข้อมูลกรมธุรกิจพลังงาน) พร้อมกันนี้ ยังดำเนินตามกลยุทธ์ในการขยายจำนวนสถานีบริการเพิ่มขึ้น ถึงแม้จะชะลอการลงทุนบางส่วนในสภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 บางจากฯ มีจำนวนสถานีบริการน้ำมันทั้งสิ้น 1,212 สาขา
นอกจากนี้ ยังประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Gasohol S EVO FAMILY ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างดีเยี่ยม พร้อมทั้งยกระดับ E20 S EVO เป็นน้ำมันคุณภาพเกรดพรีเมียมจำหน่ายราคาเท่าเดิม สอดคล้องกับความต้องการใช้ที่เติบโตต่อเนื่องและสนองนโยบายภาครัฐที่จะผลักดันให้เป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศ มีการนำนวัตกรรมระบบ Digital Payment ผ่านเครื่อง Mobile EDC Banking มาให้บริการในการชำระเงินค่าน้ำมันพร้อมกับการสะสมคะแนน ช่วยอำนวยความสะดวกและสอดคล้องวิถีชีวิตผู้บริโภคในวิถีใหม่สังคมไร้เงินสด และในส่วนของธุรกิจ Non-Oil ร้านกาแฟอินทนิล ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นไตรมาส 2&amp;nbsp;มีร้านกาแฟอินทนิลรวม 618 สาขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า มี EBITDA 863 ล้านบาท มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้ารวม 151.45 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากการจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศลาวและโครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ประกอบกับในไตรมาสนี้เป็น ไตรมาสแรกที่โครงการ &amp;ldquo;Nam San 3B&amp;rdquo; โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศลาวรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาส กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ในส่วนของธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล ผลดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายผลิตภัณฑ์ B100 ที่ปรับขึ้นค่อนข้างมาก&amp;nbsp;ตามมาตรการเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลของภาครัฐ ที่กำหนดให้ B10 เป็นน้ำมันเกรดหลัก ส่วนธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอล ผลการดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์เอทานอลปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการใช้เอทานอลเกรดอุตสาหกรรมเพื่อนำไปผลิตเจลแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค และมีปริมาณการจำหน่ายรวมผลิตภัณฑ์เอทานอลเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ ผลการดำเนินงานดีขึ้นร้อยละ 105 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีก่อน มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม OKEA แม้ว่ารายได้จะลดลงจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและราคาก๊าซธรรมชาติ อีกทั้งมีการเลื่อนการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของแหล่งผลิต Draugen จากเดือนกันยายนมาเป็นช่วงปลายเดือนมิถุนายน ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายลดลง แต่ในไตรมาสนี้รับรู้ผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินโครนนอร์เวย์ (NOK) เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการตั้งด้อยค่าลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบัน BiiC ยังคงสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพและการคิดค้นวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อต่อยอดพัฒนาธุรกิจให้กับกลุ่มองค์กรอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการคิดวิธีนำพาธุรกิจให้เติบโตขึ้น&amp;nbsp;และอยู่ระหว่างการพิจารณาสตาร์ทอัพรายใหม่ๆ หลังจากที่ได้เปิดตัวโครงการ Winnonie ที่นำนวัตกรรมพลังงานสีเขียวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปรับวิสัยทัศน์องค์กร Greenergy Excellence สู่ Evolving Greenovation สร้างทิศทางการพัฒนาบริษัทผ่านนวัตกรรมธุรกิจสีเขียวหลากหลายมากขึ้นในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา ทำให้สามารถสร้างสมดุลทางธุรกิจอันเกิดจากผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจต่างๆ ของบริษัทได้ดีขึ้น โดยในครึ่งปีหลังของปี 2563 แม้จะมีสัญญาณว่าธุรกิจได้เริ่มฟื้นตัวจากครึ่งปีแรก แต่เราจะยังคงไม่ประมาท คุมเข้มมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายและการใช้เงินลงทุนเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอ และเร่งหา New S-Curve จากธุรกิจใหม่ๆ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ เริ่มฟื้นตัว กระแสเงินสดจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น ทำให้มีสภาพคล่องที่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่น&amp;rdquo; นายชัยวัฒน์กล่าว ทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74180</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน), ผลประกอบการครึ่งปีแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200812/image_big_5f335406c01b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72922</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 14:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดทำ ทอท.อ่วมผู้โดยสารวูบ70%ปีหน้าเสี่ยงขาดทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.63-นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)หรือ ทอท. เปิดเผยว่า จากวิกฤติโควิด-19 ส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการบิน ทั้งด้านผู้ประกอบการเที่ยวบินต้นทุนต่ำ ทราบมาว่ามีสภาวะพนักงานล้นเกินความต้องการ (Over Employment) จึงต้องพยายามรักษาอัตราจ้างงานไว้ ขณะที่สายการบินแห่งชาติอยู่ระหว่างพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการ

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ ทอท.เองก็เจอสภาวะตัวเลขผู้โดยสารลดลงมากจนถึงจุดต่ำสุดและคาดว่าจะใช้เวลาฟื้นกลับมาเป็นปกติในเดือน ตุลาคม 2565 หรืออีกกว่า 2 ปีนับจากนี้ โดยเฉพาะช่วงที่ยังไม่เปิดประเทศผู้โดยสารรวมของ ทอท.จะเหลือยอดอยู่เพียง 25% จากยอดผู้โดยสารปกติ เนื่องจากเที่ยวบินระหว่างประเทศฝรั่งหายไปทั้งหมดและเที่ยวบินภายในประเทศชาวต่างชาติที่เป็นสัดส่วน 50% ไม่มีการเดินทาง

สำหรับตัวเลขผู้โดยสารล่าสุดในวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 พบว่ามีผู้โดยสารเพียง 52,000 คน/วัน จากช่วงปกติมีผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 140,000 คน แบ่งเป็น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เหลือ 15,000 คน จากเดิม 187,000 คน/วัน ลดลง 91.6% ท่าอากาศยานดอนเมือง เหลือ 40,000 คน/วัน จากเดิม 114,000 คน/วัน ลดลง 65% ขณะที่ท่าอากาศยานภูเก็ตลดลง 84% ท่าอากาศยานหาดใหญ่ลดลง 35% และท่าอากาศเชียงรายลดลง 40%

อย่างไรก็ตามทอท.คาดการณ์ผู้โดยสารตลอดปี 2563 จะหดตัวลง 72% เหลือ 38.81 ล้านคน เมือ่เทียบกับปีก่อนซึ่งมียอดผู้โดยสาร 141 ล้านคน ขณะที่ปี 2564 ตัวเลขผู้โดยสารจะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งที่ 14% ยอดรวมทั้งปี 55 ล้านคน ส่วนปี 2565 ตัวเลขผู้โดยสารจะเติบโตต่อเนื่องที่ 132% ยอดรวมทั้งปี 128 ล้านคน จากนั้นปี 2566 ตัวเลขผู้โดยสารจะกลับมาเติบโตกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดอีกครั้งที่ 150 ล้านคน ส่งผลให้ ทอท.ต้องเดินหน้าลงทุนพัฒนาสนามบินต่อเนื่องและยืนยันว่าจะไม่หยุดลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมรับยุครุ่งเรืองของตลาดการท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง

&amp;ldquo;สภาวะตลาดการบินจะยังคงมืดมิดและคาดการณ์ไม่ได้จนกว่าจะมีวัคซีนรักษาโควิด-19 ถือเป็นอุปสรรคของ ทอท.ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนไปพร้อมกับลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2563-2564 มีความเสี่ยงที่จะเจอปัญหาสภาพคล่อง จนต้องเตรียมแผนสำรองเพื่อรับมือ แต่ทุกอย่างนี้ต้องอยู่บนเงื่อนไขว่าจะไม่มีโควิดระลอกที่ 2&amp;rdquo; นายนิตินัยกล่าว

นายนิตินัยกล่าวต่อว่า ยืนยันว่าปี 2563 ทอท.ยังไม่ขาดทุน เนื่องจากตุนเงินทุนสะสมไว้แล้วจากช่วงพีคของการท่องเที่ยวช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ดังนั้นปัญหาสภาพคล่องและสภาวะขาดทุนของ ทอท.อาจเกิดขึ้นในปี 2564 ซึ่งถือเป็นอีกปีที่ตัวเลขผู้โดยสารตกต่ำมาก แม้ปัจุบันจะมีเงินสดในมือ 50,000 ล้านบาท แต่ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะไม่เพียงพอในปี 2564 จากงบเบิกจ่ายและลงทุนต่อเนื่อง หลังจากนี้จึงต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง หากมีความจำเป็นต้องกู้คงดำเนินการกู้ภายในประเทศ ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ 1.กู้สถาบันการเงิน 2.ออกหุ้นกู้(บอนด์) เพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ทั้งนี้สมมติฐานทั้งหมดอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าไม่มีการแพร่ระบาดโควิด ระลอกที่ 2

ทั้งนี้เมื่อผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนหนักอึ้งและผู้โดยสารลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลโดยตรงกับกิจการเกี่ยวเนื่องภายในสนามบิน ซึ่ง ทอท.มองเห็นปัญหาอยู่ 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.ครัวการบิน 2.คลังสินค้า 3.บริการภาคพื้น 4.ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน เพราะมีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการรายเดิมอาจปิดกิจการ จนอาจส่งผลกระทบงานบริการผู้โดยสารภายในสนามบิน โดยเฉพาะกลุ่ม คลังสินค้าและบริการภาคพื้น ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย หากรายใหญ่ล้มเลิกไป รายที่เหลือไม่มีศักยภาพเพียงพอบริการผู้โดยสารแน่นอน ขณะที่กลุ่มครัวการบินยังคงไม่มีความแน่นอนว่า การบินไทย จะเดินไปทางไหนต่อ ดังนั้น ทอท.จึงเตรียมสรุปข้อมูลเพื่อเสนอคณะกรรมการ ทอท.เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ เช่น การเตรียมความพร้อมบริษัทลูกของ ทอท.เพื่อเข้าไปดำเนินงานแทนผู้ประกอบการเดิม

สำหรับแผนการเพิ่มรายได้ในช่วงวิกฤติการบินปี 2563-2564 นั้น ทอท.ได้ต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ใหม่ไว้ 4 ด้าน โดยทุกกลุ่มธุรกิจจะเริ่มทำเงินในปี 2564 ประกอบด้วย 1.ศูนย์รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร (Certify Hub) จดทะเบียนบริษัทแล้วเสร็จ ส.ค.นี้ก่อนเปิดบริการเต็มรูปแบบในเดือน ธ.ค.ปลายปีนี้ 2.เมืองการบินสุวรรณภูมิ (Airport City) ขณะนี้แปลงสีผังเมืองเสร็จแล้ว เปิดให้เอกชนเริ่มลงทุนในเดือน ก.ย.-ต.ค. ควบคู่ไปกับการขยายสัญญาสัมปทานที่ดินแปลงบี 723 ไร่ ให้หมดอายุในปี 2595 จากเดิมปี 2575 เพื่อจูงใจนักลงทุน 3.บริษัทลูก ทอท. ขณะนี้เริ่มให้บริการด้านภาคพื้นแล้วที่สนามบินดอนเมืองและจะขยายไปสนามบินภูเก็ตเร็วๆนี้ 4.แอพพลิเคชั่น AOT Airports พบว่าได้รับความนิยมอย่างมากมีผู้ดาวน์โหลดถึง 500,000 ครั้ง สูงกว่าสนามบินชั้นนำในต่างประเทศขึ่งมียอดดาวน์โหลดเพียง 200,000 ครั้ง

ส่วนด้านข้อพิพาทหนี้สินกับการบินไทยนั้น ยังต้องรอดูความชัดเจนของศาลล้มละลายกลางวึ่งจะมีคำตัดสินในวันที่ 17 ส.ค.นี้ เบื้องต้นพบว่าตัวเลขหนี้ดังกล่าวไม่กระทบต่องานบริการสนามบินของ ทอท. เพราะมีวงเงินไม่มาก แบ่งเป็น หนี้สินค้างจ่ายหมุนเวียน 700-800 ล้านบาท และหนี้สินข้อพิพาทด้านการใช้ที่ดินราว 2,000 ล้านบาท ขณะที่สัญญางานเดิมระหว่าง ทอท.และการบินไทยเมื่อเปลี่ยนเป็นเอกชนแล้ว ต้องเปลี่ยนสัญญามาใช้รูปแบบการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) แทน

สำหรับความคืบหน้าด้านโครงการอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ทิศเหนือ (North Expansion) วงเงิน 42,000 ล้านบาท ที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้เห็นชอบ อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาพัฒน์ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป ขณะที่โครงการรันเวย์ 3 วงเงิน 22,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ใช่วง ต.ค.นี้ ใช้เวลา 2 ปี แล้วเสร็จช่วงปลายปี 2565 ส่วนด้านโครงการพัฒนาสนามบินดอนเมืองเฟส 3 วงเงิน 32,000 ล้านบาทนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งขั้นตอนจะไม่ช้าแน่นอน เพราะเป็นการพิจารณาร่วมกันภายในกระทรวงคมนาคม ไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่นแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72922</URL_LINK>
                <HASHTAG>AOT, ขาดทุน, ทอท., บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT), ผลประกอบการครึ่งปีแรก, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190624/image_big_5d10881669633.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2020 14:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2020 14:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกทรุด &#039;เอ็กซิมแบงก์&#039; รับครึ่งปีขาดทุนยับ1.4พันล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.2563 นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ กล่าวถึงภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ว่า ธนาคารมีกำไรก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและสำรองอื่นเท่ากับ 1,163 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีการการกันสำรองตามเกณฑ์ TFRS 9 &amp;nbsp;จำนวน 2,908 ล้านบาท บวกกับการกันสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและสำรองอื่นสำหรับงวดครึ่งแรกปี 2563 เท่ากับ 2,579 ล้านบาท รวมเป็น 5,487 ล้านบาท ส่งให้สุดท้ายแล้วครึ่งปีแรกธนาคารขาดทุนสุทธิ 1,416 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL Ratio) เท่ากับ 6.37% ณ 30 มิ.ย. 2563 เทียบกับระดับ 4.60% ณ สิ้นปี 2562 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูง เนื่องจากผู้ประกอบการได้รับผกระทบจากไวรัสโควิด-19 ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่า NPL มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก แต่ไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า เอ็กซิมแบงก์คาดการณ์ว่า มูลค่าส่งออกของไทยทั้งปี 2563 จะหดตัว 8-10% เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 โดยผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ธนาคารมีสินเชื่อคงค้าง 126,501 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,317 ล้านบาท หรือ 18.02% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 35,665 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 90,836 ล้านบาท การปล่อยสินเชื่อของเอ็กซิมแบงก์ ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) 85,834 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี เท่ากับ 29,227 ล้านบาท หรือคิดเป็น 34.05%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 ธนาคารมีวงเงินสนับสนุนแก่สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 92,891 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อคงค้างจำนวน 52,915 ล้านบาท จากจำนวนนี้ เป็นสินเชื่อคงค้างให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกและลงทุนใน CLMV จำนวน 33,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.38% หรือ 2,854 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โควิด-19 ทำให้ความเสี่ยงทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 เอ็กซิมแบงก์มีปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ 90,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37,503 ล้านบาทหรือ 70.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ในช่วงครึ่งปีแรก เอ็กซิมแบงก์ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออก โดยพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ลูกค้าเป็นระยะเวลา 6 เดือน และออกมาตรการทั้งด้านสินเชื่อและประกันความเสี่ยงให้แก่ลูกค้า ซึ่ง 81% เป็นผู้ส่งออกเอสเอ็มอี ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2563 ธนาคารได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการกว่า 4,600 ราย หรือประมาณ 15% ของผู้ส่งออกทั้งประเทศ วงเงินรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริการประกันการส่งออกสำหรับผู้ประกอบการขนาดย่อม (EXIM for Small Biz) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดย่อมที่มีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปีหรือจ้างงานไม่เกิน 50 คน ที่เพิ่งเริ่มต้นส่งออก ไม่เคยใช้บริการประกันการส่งออก และมีแผนจะส่งออกมูลค่าไม่สูงนัก สามารถขออนุมัติวงเงินผู้ซื้อกับ EXIM BANK ตั้งแต่มูลค่า 100,000-500,000 บาท วงเงินรับประกันสูงสุด 2 ล้านบาทต่อรายผู้เอาประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่ายอดสินเชื่อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ 2-3% ตามทิศทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2563 ที่คาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 70-80% จากคาดการณ์เดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้สูง ซึ่งเป็นผลกระทบจากโควิด-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72200</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), ผลประกอบการครึ่งปีแรก, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
