<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58644</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2020 13:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2020 13:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ราชาเฟอรี่”เผยรายได้ Q4 ลดลงจากเศรษฐกิจชะลอตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2มี.ค.63-นายอภิชาติ ชโยภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) หรือ RP กล่าวว่า ผลการดำเนินงานปี 2562 ได้รับผลกระทบหลักมาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาพรวมทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น อุบัติเหตุเรือนักท่องเที่ยวจีนล่มที่จังหวัดภูเก็ต การแข็งค่าของค่าเงินบาท รวมถึงสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ เมื่อสรุปรวมผลประกอบการทั้งปี 2562 RP มีรายได้รวม 722.05 ล้านบาท น้อยกว่าปีก่อนเล็กน้อย และมีกำไรสุทธิ 7.29 ล้านบาท

&amp;ldquo;เราโชคดีที่มีไข่หลายใบในตระกร้า เนื่องจากยังมีลูกค้ากลุ่มโลจิสติกส์และคนในพื้นที่ต้องใช้บริการเรือเฟอร์รี่เพื่อการคมนาคมขนส่งข้ามฝากระหว่างฝั่งเมืองกับเกาะ จึงช่วยลดแรงกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงไปได้ระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็ไม่ได้นิ่งเฉย ขยายเส้นทางบริการใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้ามาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างจริงจัง จึงเชื่อมั่นว่าจะฟื้นตัวและแข็งแกร่งขึ้นในไม่ช้า&amp;rdquo; นายอภิชาติ กล่าว

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2562 ในอัตรา 0.0556 บาท ต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 10,633,485.61 บาท หรือคิดเป็น 81.99 % ของกำไรสุทธิ โดยมีกำหนดจ่ายเป็นหุ้นสามัญในวันที่ 27 พ.ค. 2563

นายอภิชาติ กล่าวเพิ่มว่า เราเริ่มต้นปี 2563 ด้วยความท้าทายจากการระบาดอย่างรุนแรงของไวรัสโคโรน่า หรือ COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภาพรวม โดยเฉพาะจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง แต่บริษัทฯได้วางกลยุทธ์ธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกมิติ โดยมีแผนพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์เพื่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งทำการตลาดเชิงลึก เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดอื่นๆที่สามารถสร้างรายได้ เช่น ตลาดอินโดจีน และขยายเส้นทางภายในประเทศที่ไม่มีคู่แข่งหรือคู่แข่งน้อยราย รวมทั้งโอกาสจากบริการเสริมพิเศษต่างๆ ที่ยังเติบโตได้ดี

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58644</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่าเรือราชาเฟอร์รี่, ผลประกอบการปี 62</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200302/image_big_5e5ca3f3112e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58638</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2020 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2020 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นกแอร์” โชว์ผลประกอบการปี 62 ขาดทุนลดลง 33.84%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค.63-นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2562 บริษัท(ไม่รวมบริษัทย่อย) มีการขาดทุนอยู่ที่ 1,591.12 ล้านบาท ลดลง 813.72 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 33.84% จากปี 2561 บริษัท(ไม่รวมบริษัทย่อย) มีการขาดทุนอยู่ที่ 2,404.84 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยที่ทำให้บริษัท(ไม่รวมบริษัทย่อย) มีการขาดทุนลดลง เนื่องจากสามารถบริหารจัดการต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทำให้สามารถลดต้นทุนต่างๆได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแผนการลดค่าใช้จ่ายตามแผนการฟื้นฟูธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้บริษัทยังได้ทำการปรับปรุงประสิทธิภาพในการบินให้ตรงต่อเวลา (On-time performance) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ &amp;nbsp;ทำให้ค่าชดเชยสำหรับการล่าช้าของเที่ยวบิน (Flight delay) ลดลงอีกด้วย และบริษัทยังได้มีการนำอากาศยานที่มีอายุการใช้งานมากออกจากฝูงบิน ตามแผนการฟื้นฟูธุรกิจ ส่งผลให้ขนาดฝูงบินอากาศยานทั้งปี 2562 อยู่ที่ 24 ลำ ขณะเดียวกันบริษัทยังมีอัตราการใช้เครื่องบินต่อลำเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น 6.41% จากปี 2561 และมีต้นทุนต่อปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (CASK) ลดลง 6.03% เมื่อกับปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;งบผลการดำเนินงานในปี 2562 ออกมาอย่างน่าประทับใจ โดยจะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายต่างๆมีการปรับตัวลดลง และบริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแผนฟื้นฟูธุรกิจตามที่เราวางไว้ และในปีนี้ทางสายการบินก็ยังตั้งใจจะสร้างผลการดำเนินงานให้มีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องประเมินสถานการณ์ต่างที่เข้ามาควบคู่ไปด้วย โดยเราก็ยังยึดหลักความปลอดภัยของผู้โดยสารต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ และที่จะต้องใส่ใจพร้อมกันด้วยคือการตรงต่อเวลา เพื่อสร้างความประทับแก่ผู้โดยสายใรทุกเที่ยวบิน เพราะว่าเราต้องการที่จะทำให้สายการบินนกแอร์เป็นสายการบินของคนไทยที่มีการการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต&amp;rdquo; นายวุฒิภูมิ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58638</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท นกแอร์ จำกัด (มหาชน), ผลประกอบการปี 62, วุฒิภูมิ จุฬางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190702/image_big_5d1b4920a2299.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2020 00:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2020 00:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.ชี้มรสุมรุมเศรษฐกิจไทยโอดหลายปัจจัยฉุดรายได้-กำไรปี62หด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.2563 นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงสถานการณ์ผลกระทบทั้งในและต่างประเทศที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมทั้งหมดนั้น บริษัทยังคงติดตามอย่างต่อเนื่อง และยอมรับว่าทีความเปราะบางค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยที่คาดอัตราการขยายตัวจะอยู่ที่ 2% ลดลงจากปีก่อนโต 2.4% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในภาคการท่องเที่ยว สถานการณ์ภัยแล้ง ความล่าช้าของกระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณ ภาวะการค้าระหว่างประเทศยังคงอ่อนแอ ความขัดแย้งของพรรคการเมืองที่กระทบต่อความเชื่อมั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนตัวมองภายในไตรมาส 1-2 ของปีนี้สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัศโควิด 19 น่าจะคลี่คลายผลกระทบที่มีต่อภาคการท่องเที่ยวจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวให้ซึมยาวนานเกินไป ส่วนปัญหาภัยแล้งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากบริษัทในกลุ่มปตท. มีแผนบริหารจัดการน้ำรับมือปัญหาได้ดี รวมทั้งศึกษาแนวทางการนำน้ำเค็มมาผลิตเป็นน้ำจืดใช้ และประเมินในช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ค.ของทุกปีที่จะเข้าช่วงฤดูฝน สถานการณ์ภัยแล้งก็จะคลี่คลายลงได้&amp;rdquo;นายชาญศิลป์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศทั้งเศรษฐกิจจีนที่คาดว่าจะขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย 6% เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังมีความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าสหรัฐ แม้ล่าสุดปัญหากับจีนจะผ่อนคลายลงหลังการลงนามข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 แล้ว และการกลับเข้าสู่การดำเนินนโยบายการคลังแบบเป็นกลาง และเศรษฐกิจยูโรโซนที่มีความแน่นอนทางการเมืองในอิตาลีและสเปน รวมถึงการเจรจาข้อตกลงสัมพันธ์ในอนาคตกับสหราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานปี 2562 บริษัทและบริษัทในกลุ่มปตท. มีกำไรสุทธิ 92,951 ล้านบาทลดลง 22.3% จากปีก่อนอยู่ที่ 119,647 ล้านบาท เนื่องจากกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย(EBITDA) ที่เพิ่มขึ้นของ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ จีพีเอสซี และ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. &amp;nbsp;แม้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นจากค่าเงินบาทในปี 2562 ที่แข็งค่ามากกว่าปี 2561 และผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ที่ลดลง รวมถึงค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้จะลดลงตามผลการดำเนินงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรายได้จากการขายอยู่ที่​ 2,219,739 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 5% ที่มีรายได้ 2,336,155 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และธุรกิจน้ำมันที่ลดลงจากราคาขาย รวมถึงเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่ารายได้ของบริษัทนั้นจะขึ้นลงตามราคาน้ำมันดิบของโลกซึ่งการที่มีรายได้ลดลงไม่ได้มีนัยสำคัญอะไร ทั้งนี้ต้องยอมรับว่ายอดขายนั้นมีความสำคัญแต่กำไรสำคัญกว่าซึ่ง ปตท.รวมถึงบริษัทในเครือยังมีความยั่งยืนในจุดนี้อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาญศิลป์ กล่าวว่า สำหรับการปรับสูตรหน้าโรงกลั่นตามแนวนโยบายของกระทรวงพลังงานยังไม่แล้วเสร็จ โดยกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด และต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ตั้งอยู่บนหลักการดำเนินงานที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย จึงยังไม่มีความชัดเจนว่าจะส่งผลกระทบต่อค่าการกลั่นที่มีความเป็นไปได้ที่จะลดลงหรือไม่ตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ขณะนี้ยืนยันยังไม่มีข้อสรุปเรื่องนี้ที่แน่ชัดแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมามีมติอนุมัติการทบทวนแผนลงทุนสำหรับปตท.และบริษัทในกลุ่มปตท. ระยะ 5 ปี(2563-2567) รวมทั้งสิ้น 180,814 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในปี 2563 วงเงิน 69,310 ล้านบาท ปี 2564 วงเงิน 41,415 &amp;nbsp;ล้านบาท ปี 2565 วงเงิน 30,484 ล้านบาท ปี 2566 วงเงิน 20,545 ล้านบาท และปี 2567 วงเงิน 19,060 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย 52% ของเงินลงทุนทั้งหมดจะเป็นการร่วมทุนและลงทุนในธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย การขยายธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก โครงการมาบตาพุดเฟส 3 วงเงิน 93,181 ล้านบาท สัดส่วน 18% เป็นการลงทุนโครงการท่อก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 5 วงเงิน 31,725 ล้านบาท สัดส่วน 16% ใช้ลงทุนในโครงการแอลเอ็นจี(ก๊าซธรรมชาติเหลว) เทอร์มินอล 2 วงเงิน 29,054 ล้านบาท ส่วน 8% ใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ อาทิ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซีไอ) การร่วมลงทุนหรือซื้อกิจการธุรกิจใหม่ๆ ด้านพลังงาน เช่น ระบบกักเก็บ แบตเตอรี่ วงเงิน 15,182 ล้านบาท และ 6% ใช้ลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ เช่น ปรับปรุงธุรกิจโรงแยกก๊าซ วงเงิน 11,672 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58094</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาญศิลป์ ตรีนุชกร, บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน), ผลประกอบการปี 62</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190707/image_big_5d21fbdc79f3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2020 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2020 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GPSC ประกาศรายได้ 66,562 ล้านบาท กำไรโต 21% ลุยจ่ายปันผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ. 2563 นายชวลิต &amp;nbsp;ทิพพาวนิช &amp;nbsp; ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ &amp;nbsp; บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานบริษัทฯ ปี 2562 &amp;nbsp;มีรายได้รวมทั้งสิ้น 66,562 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 41,682 ล้านบาท หรือคิดเป็น 168% มีกำไรสุทธิ จำนวน 4,061 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2561 จำนวน 702 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21% ซึ่งเป็นผลจากการรับรู้รายได้จากการควบรวมบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW และมีโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟเข้าระบบเพิ่มขึ้น และการปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินตามแผนการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินต่ำลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติให้เสนอจ่ายเงินปันผลประจำปี 2562 ในอัตราหุ้นละ 1.30 บาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละประมาณ 74 ของกำไรสุทธิของงบการเงินรวม แบ่งเป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2562&amp;nbsp;ในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท ซึ่งบริษัทฯ ได้จ่ายไปแล้วเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 จึงยังคงเหลือส่วนเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานสำหรับผลการดำเนินงานครึ่งหลังของปี 2562 ที่จะต้องจ่ายในอัตราหุ้นละ 0.80 บาท โดยบริษัทฯ กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 (หรือ XD วันที่ 26 กุมภาพันธ์) และกำหนดจ่ายเงินปันผลประจำปีที่อัตราหุ้นละ 0.80 บาทต่อหุ้นในวันที่ 17 เมษายน 2563 โดยจะจ่ายเมื่อได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยบริษัทฯ เริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2562 จำนวน &amp;nbsp;4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ผลิตสาธารณูปการแห่งที่ 4 จังหวัดระยอง (CUP-4) &amp;nbsp;โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำลิก 1 (NL1PC) &amp;nbsp;โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี (XPCL) และโครงการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมของบริษัท ชลบุรี คลีนเอ็นเนอร์ยี จำกัด (CCE) รวมถึงการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าของ GLOW ภายหลังการควบรวมกิจการแล้วเสร็จในปี 2562 ซึ่งเป็นผลทำให้รายได้ และกำไรของบริษัทฯ มีทิศทางที่เติบโตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการปรับโครงสร้างทางการเงินตามแผนการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้น ซึ่งได้จากการเพิ่มทุนจำนวน 74,000 ล้านบาท และการออกและเสนอขายหุ้นกู้มูลค่า 35,000 ล้านบาทแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 4 ปี 2562 เพื่อนำไปชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น (Bridge Financing) ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายและต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ ลดลงกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ ที่ไม่รวมค่าตัดจำหน่ายมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์สุทธิที่ได้จากการเข้าซื้อกิจการ GLOW (Adjusted Net Income) มีจำนวนทั้งสิ้น 5,177 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1,818 &amp;nbsp;ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 54% ซึ่งเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงผลกำไรจากการดำเนินงานของ GPSC ได้อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว GPSC ยังมีผลการดำเนินการที่ดีจากโรงไฟฟ้าศรีราชา ซึ่งมีค่าความพร้อมจ่ายและชั่วโมงความพร้อมจ่ายตามสัญญาที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการสัญญาค่าซ่อมบำรุงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวลิตกล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2563 ว่า บริษัทฯ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2562 เนื่องจากการรับรู้ผลประกอบการจาก GLOW ที่เข้ามาแบบเต็มปี รวมไปถึงรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการผลิตไฟฟ้านวนคร ส่วนขยาย (NNEG Expansion) กำลังการผลิตตามสัดส่วน 18 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ กำลังการผลิต 9 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3 ของปี 2563 และไตรมาส 2 ปี 2564 ตามลำดับ
ในส่วนของสถานการณ์น้ำแล้งนั้น บริษัทฯ ได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด และได้เตรียมมาตรการและแนวทางการบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตไฟฟ้าและสาธารณูปโภคได้อย่างเพียงพอและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทฯ มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จะสามารถดำเนินงานและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงแสวงหาโอกาสในการเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปการเข้าการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศอาเซียน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ (Gas to Power) ที่ประเทศเมียนมาร์ พร้อมทั้งการศึกษาและลงทุนในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการกักเก็บพลังงาน &amp;nbsp;และโครงการพลังงานทดแทน รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในแถบภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันตก เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57059</URL_LINK>
                <HASHTAG>GPSC, ชวลิต  ทิพพาวนิช, ปันผล, ผลประกอบการปี 62</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200213/image_big_5e44bf17bbbd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2020 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2020 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสซีจี กำไรร่วง 28% ราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ม.ค. 2563 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือเอสซีจี เปิดเผยผลการดำเนินงานของเอสซีจีปี 2562 ว่ามีรายได้จากการขาย 437,980 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 8% มีกำไร 32,014 ล้านบาท ลดลง 28% เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง จากความกังวลต่อสถานการณ์สงครามการค้าและความผันผวนของตลาดที่ส่งผลกระทบทำให้ส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลงตามผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าปัจจัยภายนอกต่างๆ เป็นความเสี่ยงที่มีความผันผวนและควบคุมไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่อเนื่องมาในปีนี้ ทำให้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจปี 2563 ได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความตรึงเครียดในตะวันออกกลาง ปัญหาปริมาณฝุ่นละออกขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน(พีเอ็ม 2.5) ที่อาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจของเอสซีจี แต่มีผลทางอ้อมต่อตลาดในประเทศ รวมถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาให้มีผลบังคับใช้ หากล่าช้าออกไปจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการลงทุนจากภาครัฐเป็นหลักแน่นอน&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในปี 62 แยกตามรายธุรกิจ เป็นดังนี้ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย 184,690 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน เนื่องจากการขยายตัวของยอดขายจากธุรกิจค้าปลีกและจัดจำหน่าย ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีรายได้จากการขาย 89,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน &amp;nbsp;ธุรกิจเคมิคอลส์ มีรายได้จากการขาย 177,634 ล้านบาท ลดลง 20% จากปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าปรับตัวลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาจากประเทศจีนที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งมีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็น 1 ใน 3 ของรายได้ท่องเที่ยวรวม ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ชัดเจน เพราะยังไม่รู้ว่าจะสถานการณ์ให้ยุติลงเมื่อไหร่ และสร้างความเสียหายมากแค่ไหน เป็นความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก ซึ่งจะกระทบทุกส่วนในประเทศไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานกาณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลกระทบต่อจีนโดยตรง เพราะมีวันหยุดมากขึ้นและต้องใช้เวลาแก้ปัญหา ซึ่งไทยถือเป็นประเทศท่องเที่ยวหลักของคนจีนจึงส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบและมูลค่าความเสียหายว่าจะมากแค่ไหน&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ปี 2563 เอสซีจีเตรียมงบลงทุน 60,000 - 70,000 ล้านบาท ซึ่ง 30% เป็นการลงทุนในโครงการปิโตรเคมีคอล คอมเพล็กซ์ ในประเทศเวียดนามเป็นหลัก โครงการเพิ่มกำลังการผลิตโรงงานกระดาษที่ประเทศฟิลิปปินส์ ตั้งเป้าหมายยอดขายปีนี้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2562 โดยเน้นการเพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 55% ภายใน 5 ปี เทียบกับปี 2562 มีสัดส่วน 41% คิดเป็นมูลค่า 179,181 ล้านบาท โดยมีปัจจัยบวกหลังสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐคลี่คลาย ตลาดภูมิอาเซียนยังเติบโตต่อเนื่องส่งผลดีต่อธุรกิจของเอสซีจี
...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55858</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลประกอบการปี 62, รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0c37e1e36f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2019 08:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2019 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีทีเอส คาดรายได้ปีนี้เฉียด2หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)หรือบีทีเอส เปิดเผยว่า ภาพรวมกิจการรถไฟฟ้าในปีนี้ยังคงเติบโตได้ดีจากการต่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสายต่างๆที่จะเปิดบริการปีนี้และการรับรู้รายได้สายสีเขียวใต้ปัจจุบันมีผู้โดยสารราว 6 หมื่นคนต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่งผลให้ผลประกอบการและกำไรในปีนี้จะเติบโตได้ดีกว่าปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังมีการขยายศักยภาพการรองรับผู้โดยสารผ่านการปรับความถี่และรับรถใหม่ที่ลงทุนไปราว 1.1หมื่นล้านบาท จำนวน 46 ขบวน เริ่มจากรถไฟฟ้าของบริษัท ซีเมนส์ จำกัด จะมีการส่งมอบรถครบ 22 ขบวนภายในกลางปีนี้ และจะรับมอบรถไฟฟ้าจากจีนของ บริษัท ซีอาร์อาร์ซี ฉางชุน เรลเวย์ เวฮิเคิล จำกัด จำนวน 24 ขบวนภายในช่วงปลายปี 2562 เมื่อนำรถใหม่มาวิ่งบริการได้เต็มที่ในปี 2563 จะสามารถลดปัญหาความแออัดภายในสถานีและภายในตัวรถไฟฟ้าได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่าภายในปีนี้จะเริ่มต้นก่อสร้างแลพ ปรับปรุงสถานีสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (S6) วงเงิน 1.1 พันล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอขออนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) หากได้รับความเห็นชอบในปีนี้ ใช้เวลาก่อสร้างราว 2 ปี เพื่อคลี่คลายปัญหาคอขวดบริเวณดังกล่าวควบคู่ไปกับการเพิ่มความถี่ช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-บางหว้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากบีทีเอสระบุว่าบริษัทได้แจ้งผลประกอบการปี 2561 มีรายได้ 1.7 หมื่นล้านบาทและมีกำไร 4.4 พันล้านบาท ดังนั้นในปีนี้จะมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 1.9 หมื่นล้านบาทและยีงคงเติบโตต่อเนื่องในอนาคต ปี 2563 คาดว่าผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวจะมีปริมาณเกือบ 1 ล้านคน/วัน ปัจจุบันมีผู้โดยสารเฉลี่ย 8 แสนคน/วัน เปิดเดินรถสีเขียวใต้ มีผู้โดยสาร 6-7 หมื่นคนต่อวัน เมื่อเปิดเดินรถสีเขียวเหนือช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จะมีผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นคน/วัน&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามยังพร้อมเข้าประมูลโครงการ รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี พร้องานระบบ วงเงิน 2.35 แสนล้านบาท ควบคู่ไปกับสนใจศึกษาแนวทางเข้ายื่นข้อเสนอในโครงการรถไฟฟ้ารางเบา จ.ภูเก็ตและจ.เชียงใหม่อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28355</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดซื้อรถใหม่, บีทีเอส, ผลประกอบการปี 62</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0f51efe0e21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
