<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2021 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2021 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิด-19ทำยอดผู้โดยสารวูบ ดึงรายได้ ‘ราชาเฟอร์รี่’   ลด 43.37%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค. 2564 นายอภิชาติ ชโยภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไตรมาส 1/2564 บริษัทฯ มีผลประกอบการรายได้รวมอยู่ที่ 98.71 ล้านบาท ลดลง 43.37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 174.30 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่เข้ามาตั้งแต่ปี 2563 ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยชะลอการเดินทาง ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศก็ยังไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ ส่งผลให้รายได้หลักจากการให้บริการเดินเรือลดลงกว่าครึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผลการดำเนินธุรกิจในไตรมาส 1/2564 ขาดทุนทั้งสิ้น 29.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของวิด-19 ขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่ยากต่อการดำเนินธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ได้พยายามปรับแผนการดำเนินธุรกิจในด้านต่างๆ เช่น ปรับเวลาการเดินเรือ การจัดขนาดเรือให้เหมาะสมกับจำนวนผู้โดยสารและรถบรรทุก ทำให้ต้นทุนการให้บริการเดินเรือโดยสารและต้นทุนค่าใช้จ่ายการขาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102801</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่าเรือราชาเฟอร์รี่, ผลประกอบการไตรมาส 1, อภิชาติ ชโยภาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210513/image_big_609ceaaa4a17f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 20:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>OR โชว์กำไรQ1ทะลุ 4 พันล้านโต 36.9%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค. 2564 นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการในไตรมาส 1 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 4,002 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,079 ล้านบาท หรือ 36.9% เมื่อเทียบกับไตรมาก่อน และเพิ่มขึ้น 2,106 ล้านบาท หรือมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2563 จากปัจจัยหลักคือการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรของผลิตภัณฑ์น้ำมัน ส่วนรายได้ขายและบริการอยู่ที่ 118,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,964 ล้านบาท หรือคิดเป็น 8.2% จากไตรมาสก่อน จากรายได้เฉลี่ยของกลุ่มธุรกิจน้ำมัน ซึ่งราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก

ขณะที่ รายได้กลุ่มธุรกิจ Non-Oil ปรับตัวลดลงจากผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ส่งผลให้อุปสงค์ของผู้บริโภคลดลง อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่กลางไตรมาส มีการจัดกิจกรรมทางการตลาดซึ่งสามารถกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับรายได้กลุ่มธุรกิจต่างประเทศนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา OR ได้เข้าลงทุนในบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด ในสัดส่วน 20% เป็นการต่อยอดธุรกิจ F&amp;amp;B ภายใต้แบรนด์โอ้กะจู๋ เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ รวมถึง สนับสนุนผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรผู้ปลูกผักในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และ Caf&amp;eacute; Amazon รวมทั้งยังได้ร่วมกับ LINE MAN Wongnai เปิดให้บริการ LINE MAN Kitchen ซึ่งเป็นคลาวด์ คิทเช่นในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพิ่มเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้ PTT Station เป็นแพลตฟอร์มให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าและบริการที่นอกเหนือจากการเติมน้ำมัน ตามแนวคิด Retailing Beyond Fuel

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับ GPSC เปิดตัวโครงการ G-Box ซึ่งเป็นระบบกักเก็บพลังงานผ่านแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System หรือ BESS) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านบริหารจัดการพลังงานร่วมกับ EV Station ถือเป็นนวัตกรรมพลังงาน ที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มเสถียรภาพการใช้ไฟฟ้า ทั้งในด้านการลดต้นทุนค่าพลังงาน และป้องกันไฟฟ้าตกหรือดับได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด รองรับความต้องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต

&amp;ldquo;การดำเนินการเหล่านี้เป็นไปตามทิศทางกลยุทธ์ของ OR ที่มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสาน ตอบโจทย์คนเดินทางในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตที่ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน (Inclusive Growth) สร้างชุมชนที่น่าอยู่ (Living Community) และสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ (Healthy Environment) ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;

อย่างไรก็ตาม OR ได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 และเป็นหุ้นที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับตลาดหุ้นไทยที่มีรายการจองซื้อและจำนวนผู้ถือหุ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยด้วยวิธีการกระจายหุ้นแบบ Small Lot First ให้ประชาชนได้ร่วมเป็นเจ้าของ OR อย่างทั่วถึง สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ OR ในการเติบโตไปพร้อมกับคนไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102570</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัทปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR), ผลประกอบการไตรมาส 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608a84ea06eb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100187</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรุงไทย&#039;ฟุ้งไตรมาส1โกยกำไร5.5พันล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เมษายน 2564 นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2564 ว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงาน อยู่ที่ 15,984 ล้านบาท ขยายตัว 9.2% จากไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ขยายตัว 0.4% โดยมีสาเหตุหลักจากการขยายตัวของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ทั้งในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้จากการดำเนินงานอื่น ในขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 1.7% แม้เงินให้สินเชื่อเติบโตดีที่ 1.1% จากสิ้นปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เป็นผลจากอัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) ลดลงเป็น 2.50% จาก 2.59% ในด้านของค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลง 9.0% จากค่าใช้จ่ายทางการตลาด ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับ 44.25% ลดลงจากไตรมาส 4/2563 ที่ 48.78%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลประกอบการดังกล่าว ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เท่ากับ 5,578 ล้านบาท ขยายตัว 61.6% จากไตรมาสที่ผ่านมา โดยธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในจำนวน 8,058 ล้านบาท ลดลง 12.9% จากไตรมาส 4/2563 เนื่องจากได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss) ในระดับที่สูงในไตรมาส 4/2563 โดยธนาคารและบริษัทย่อยยังคงรักษาระดับ Coverage Ratio ในระดับที่สูงเท่ากับ 153.9% ณ วันที่ 31 มี.ค. 2564 เทียบกับ 147.3% ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2563 โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพก่อนหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อรวม (NPLs Ratio-Gross) อยู่ที่ 3.66% ลดลงเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2563 ที่เท่ากับ 3.81%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงาน ลดลง 8.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง 13.0% ตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) ลดลงเป็น 2.50% จาก 3.14% ในไตรมาส 1/2563 โดยรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยขยายตัวดีทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ ซึ่งขยายตัวจากค่าธรรมเนียมการจัดการ และค่าธรรมเนียมการรับรอง อาวัลและค้ำประกัน และรายได้จากการดำเนินงานอื่น ประกอบกับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานที่ลดลง 5.8% โดยมี Cost to Income ratio เท่ากับ 44.25% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 43.49% ในไตรมาส 1/2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 8,058 ล้านบาท ลดลง 5.5% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss) ในระดับที่สูงในไตรมาส 1/2563 ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร ลดลง 13.7% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ธนาคารได้เข้าทำสัญญากับบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยธนาคาร ตกลงที่จะขายหุ้นของบริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด คิดเป็น 75.05% การซื้อขายหุ้นดังกล่าวจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขบังคับก่อน ทั้งนี้ การเข้าทำรายการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพของธนาคารและบริษัทย่อย ในการให้บริการผลิตภัณฑ์เช่าซื้อสำหรับลูกค้ารายย่อยอย่างครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากการระบาดของโควิ-19 อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2563 จนถึงต้นปี 2564 และสถานการณ์การฟื้นตัวของภาคส่วนต่าง ๆ ยังคงไม่เท่าเทียมกัน ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงเติบโตเงินให้สินเชื่อจากสิ้นปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ธนาคารและบริษัทย่อยใช้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการพิจารณาสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss) โดยในปี 2563 ธนาคารและบริษัทย่อยได้มีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับที่สูงกว่าที่ประเมิน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจที่สะดุดลงจากผลกระทบของสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และในไตรมาส 1/2564 ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงรักษาการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) อยู่ในระดับที่สูง&amp;rdquo; นายผยง กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100187</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกรุงไทย, ผยง ศรีวณิช, ผลประกอบการไตรมาส 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65970</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2020 22:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2020 22:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GULF ยันโควิดไม่กระทบ ชี้ไตรมาส 1 กำไรเพิ่มขึ้น 38%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค. 2563 บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2563 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 มีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) 925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% เทียบกับไตรมาส 1 ปี 2562 (QoQ) และเพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน (YoY) จากการที่โครงการ IPP ทั้ง 2 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าหนองแซง (GNS) และ โรงไฟฟ้าอุทัย (GUT) รวม 3,200 เมกะวัตต์ ได้รับค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) มากขึ้น ประกอบกับกลุ่ม SPP ทั้งหมดสามารถขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติลดต่ำลง จาก 282 บาท / ล้านบีทียู ในไตรมาส 1 ปี 2562 เป็น 267 บาท / ล้านบีทียู ในไตรมาส 1 ปี 2563 ในขณะที่ค่า Ft เท่าเดิม ทำให้บริษัทฯ มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2563 ยังมีการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสจากการเปิดดำเนินการของ SPP 12 โครงการ เมื่อเทียบกับ 10 โครงการในไตรมาส 1 ปี 2562 และจากการรับรู้เต็มไตรมาสของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เวียดนาม จำนวน 2 โครงการ อีกทั้ง รับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล กัลฟ์ จะนะ กรีน ที่ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 มีโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งสิ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น (Equity MW) เท่ากับ 2,726 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้น 249 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับ 2,477 เมกะวัตต์ในไตรมาส 1 ปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนงาน โดย IPP ทั้ง 2 โครงการ ได้แก่โรงไฟฟ้าศรีราชา (GSRC) และโรงไฟฟ้าปลวกแดง (GPD) รวม 5,300 เมกะวัตต์ มีกำหนดที่จะเปิดดำเนินการตามแผนระหว่างปี 2564 ถึง 2567 โครงการโรงไฟฟ้าหินกอง ซึ่งเป็น IPP ขนาด 1,400 เมกะวัตต์ จะเริ่มก่อสร้างในปี 2564 และมีกำหนดเปิดดำเนินการตามแผนในปี 2567 และ 2568 โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ ซึ่งเป็น IPP ขนาด 540 เมกะวัตต์ จะเริ่มก่อสร้างในปี 2567 และมีกำหนดเปิดดำเนินการตามแผนในปี 2570 โดยหลังจากที่ทุกโครงการเปิดดำเนินการแล้ว กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 7,781 เมกะวัตต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น โครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 (ท่าเทียบเรือ F) มีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ ด้านโครงการมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) คาดว่าจะมีการลงนามสัญญา PPP ในเดือนมิถุนายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน กล่าวว่า สำหรับผลกระทบจาก COVID-19 ในภาพรวมทั้งปี บริษัทฯ คาดว่าจะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการ เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ประมาณ 90% ขายให้ กฟผ. มีเพียงแค่ 10% ที่ขายให้ลูกค้าอุตสาหกรรม โดยในไตรมาส 1 ปี 2563 ลูกค้าอุตสาหกรรมโดยรวมยังไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และบริษัทฯ ยังมีรายได้จากการไฟฟ้าให้กับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อนอีกด้วย นอกจากนี้ ลูกค้าอุตสาหกรรมยังมีการกระจายตัวอยู่ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมและบริษัทฯ ยังมีการขยายฐานลูกค้าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม เฟส 1 ขนาด 30 เมกะวัตต์ ที่เวียดนาม ได้มีการเลื่อนกำหนดการเปิดดำเนินการจากสิ้นปี 2563 ไปเป็นพฤษภาคม 2564 เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องการเดินทางของผู้รับเหมาจากประเทศจีนช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา ทั้งนี้โครงการยังคงได้รับค่าไฟฟ้าในอัตรา 9.8 เซนต์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ &amp;ndash; ชั่วโมง (c/kWh) ตามแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทฯ ยังมองหาโอกาสในการลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และธุรกิจสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยบริษัทฯ มีแผนที่จะใช้กระแสเงินสด รวมถึงการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน หรือการออกหุ้นกู้ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจดังกล่าว โดยมีแผนที่จะออกหุ้นกู้ประมาณ 10,000 ล้านบาทกลางปีนี้ เนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนของบริษัทฯ ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ 1.51 เท่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65970</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเม้นท์, ผลประกอบการไตรมาส 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200514/image_big_5ebd63189d4b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 08:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 08:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราคาน้ำมันดิ่งฉุด บางจาก ขาดทุนไตรมาสแรก 4.6 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค. 2563 นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานกลุ่มบริษัท บางจากฯ ไตรมาสแรกของปี 2563 ว่า บริษัท บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 43,070 ล้านบาท ลดลง 14% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน มี EBITDA ติดลบ 2,546 ล้านบาท ลดลง 205% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 230% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี Inventory Loss 3,434 ล้านบาท รวมขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ (NRV) 1,689 ล้านบาท และเนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างมาก ทำให้มีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำนวน 1,366 ล้านบาท ส่งผลให้ไตรมาสนี้มีขาดทุนสุทธิรวม 4,316 ล้านบาท โดยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 4,661 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุน
ต่อหุ้น 3.49 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นเหตุให้อุปสงค์น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกลดลง มีผลต่อราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับการประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และพันธมิตร ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องลดการผลิตน้ำมันได้ กดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลงอย่างรุนแรงในช่วงปลายไตรมาส ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 50.41 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 11.63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือลดลงเกือบร้อยละ 20 จากไตรมาสก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และสายการบินที่ต้องหยุดให้บริการ รวมถึงการประกาศภาวะฉุกเฉินและมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ส่งผลให้ผลประกอบการของทั้งอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปรับตัวลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65787</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.บางจาก, ผลประกอบการไตรมาส 1, ราคาน้ำมันดิบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebb534fe3fd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2020 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2020 18:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SPRC เผยQ1ขาดทุน261ล้านเหรียญจากราคาน้ำมันลดลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12&amp;nbsp;พฤษภาคม&amp;nbsp;2563 มร.ทิโมธี อลัน พอตเตอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (&amp;ldquo;SPRC&amp;rdquo;)&amp;nbsp;เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่&amp;nbsp;1/2563&amp;nbsp;ว่าบริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่&amp;nbsp;261&amp;nbsp;ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,273&amp;nbsp;ล้านบาท) โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือในช่วงปลายไตรมาสที่&amp;nbsp;1/2563&amp;nbsp;เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่&amp;nbsp;4/2562&amp;nbsp;บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ&amp;nbsp;98&amp;nbsp;ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2,975&amp;nbsp;ล้านบาท) เนื่องจากในช่วงไตรมาสดังกล่าวมีการดำเนินงานตามแผนการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ รวมถึงโครงการการเพิ่มกำลังการผลิตและการปรับปรุงความเชื่อถือได้ของอุปกรณ์และเครื่องจักร ซึ่งแล้วเสร็จด้วยดี และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่&amp;nbsp;1/2562&amp;nbsp;บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิ&amp;nbsp;53&amp;nbsp;ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,690&amp;nbsp;ล้านบาท)

นอกจากนี้ผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบคงคลังที่ลดลง ทำให้ค่าการกลั่นตลาดปรับตัวลงมาอยู่ที่&amp;nbsp;1.28&amp;nbsp;ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินงานในไตรมาสที่&amp;nbsp;1/2563&amp;nbsp;เช่นกัน ผลกระทบต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนถึงสภาวะตลาดที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;และส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันดิบและเชื้อเพลิงด้านการขนส่งทั่วโลกลดลง

&amp;ldquo;เพราะความสำเร็จของโครงการการเพิ่มกำลังการผลิตในไตรมาสที่&amp;nbsp;4/2562&amp;nbsp;ทำให้&amp;nbsp;SPRC&amp;nbsp;ยังคงมีสถานภาพที่ดีท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;โรงกลั่นของเราสามารถปรับตัวตามความต้องการของตลาดได้คล่องตัวมากขึ้น และปรับลดการผลิตสินค้าที่มีความต้องการในตลาดต่ำเพื่อไปผลิตสินค้าที่มีความต้องการในตลาดสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่&amp;nbsp;SPRC&amp;nbsp;ได้ดำเนินการมาตลอดในช่วงไตรมาสแรกของปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ส่งผลให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความคุ้มค่าให้เกิดขึ้นได้ในเวลาที่ยากลำบากนี้ และเพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน อันเนื่องมาจากผลกระทบจากสภาพตลาดในปัจจุบัน&amp;nbsp;SPRC&amp;nbsp;ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มกระแสเงินสดเป็นจำนวน&amp;nbsp;56&amp;nbsp;ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการพิจารณาเลื่อนโครงการที่ไม่สำคัญหรือไม่เร่งด่วนออกไป ปรับลดปริมาณสินค้าคงคลัง มุ่งเน้นการปรับเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต และปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงาน

ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษามาตรฐานความเป็นเลิศในด้านความปลอดภัย ความเชื่อถือได้ในการดำเนินงาน รวมถึงความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่า&amp;nbsp;SPRC&amp;nbsp;จะสามารถจัดหาพลังงานเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo; มร.ทิโมธี อลัน พอตเตอร์ กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65747</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC), ผลประกอบการไตรมาส 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba85eea1de4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65688</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2020 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2020 09:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีซีพีจีโชว์กำไรเพิ่มขึ้น 16.7% บริหารพอร์ทพลังงานสร้างผลตอบแทนระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1/2563
มีกำไรสุทธิประมาณ 574 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.7 จากไตรมาสที่ 1/2562 สาเหตุหลักมาจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 325 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1/2562 ร้อยละ 9.7

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 1/2563 บริษัทฯ ยังคงเติบโตต่อเนื่องและมีผลการดำเนินงานที่ดี มีการรับรู้รายได้เต็ม ไตรมาสจากการเข้าซื้อและเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในหลายโครงการ ได้แก่ (1)โครงการ &amp;ldquo;ลมลิกอร์&amp;rdquo; เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ในเดือนเมษายน 2562 (2) โครงการ &amp;ldquo;Nam San 3A&amp;rdquo; เข้าซื้อในเดือน กันยายน 2562 (3) โครงการโซลาร์ลอยน้ำ และติดตั้งบนพื้นดิน ภาคเอกชน &amp;ldquo;บางปะอิน&amp;rdquo; เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ในเดือนพฤศจิกายน 2562 (4) โครงการ &amp;ldquo;Nam San 3B&amp;rdquo; เข้าซื้อในเดือน กุมภาพันธ์ 2563 ทำให้ในไตรมาสที่ 1/2563 มีรายได้รวมอยู่ที่ 886 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1/2562 ร้อยละ 9.7 และ EBITDA รวมอยู่ที่ 825 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.8&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากคิดเป็นผลกำไรแล้ว บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 574 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 82 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.7 สาเหตุหลักมาจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 325ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 38 ล้านบาท

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 42,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 จำนวน 5,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.4 สาเหตุหลักมาจากการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ &amp;ldquo;Nam San 3B&amp;rdquo; ที่ สปป.ลาว ในปลายเดือน กุมภาพันธ์ 2563

&amp;ldquo;ผลงานไตรมาสแรกถือเป็นการเริ่มต้นปีที่ดีสำหรับบีซีพีจี สำหรับในไตรมาสที่ 2 บริษัทฯ ยังคงขยายธุรกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่องด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรหลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ โดยเน้นความสำคัญของการนำนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการพลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน บริษัทฯ ได้ดำเนินการต่อยอดเทคโนโลยีให้มีความหลากหลาย และขยายฐานธุรกิจของบริษัทฯ ไปยังประเทศต่างๆ ครอบคลุมทั่วภูมิภาคเอเชีย มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะทำให้รายได้ของบริษัทฯ มีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างสมดุลของความหลากหลายของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของบริษัทฯ อีกด้วย&amp;rdquo; นายบัณฑิตกล่าวทิ้งท้าย

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65688</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีซีพีจี, ผลประกอบการไตรมาส 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba0f79a6782.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
