<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34578</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2019 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2019 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฉ.เผยตัวเลข 4 ปีรถฉุกเฉินเป็นฝ่ายชนรถคันอื่นถึง 67.8 %</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เม.ย.62-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)เปิดผลวิจัย &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งคุกคามต่อสุขภาพและอุบัติเหตุจราจร ของคนขับรถปฏิบัติการฉุกเฉิน&amp;rdquo; หาแนวทางพัฒนามาตรฐานรถฉุกเฉินรักษาชีวิตบุคลากรในรถปลอดภัย &amp;nbsp;พบสถิติรถฉุกเฉินเกิดอุบัติเหตุจากการไปชนรถคันอื่น ร้อยละ &amp;nbsp;67.8&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงระยะเวลา 3-4 ปี ที่ผ่านมา &amp;nbsp;เรามักเห็นข่าวคราวรถพยาบาล หรือ รถฉุกเฉิน &amp;nbsp;ประสบอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง &amp;nbsp; ทำให้หลายฝ่ายเกิดความห่วงใย และกังวลถึงความปลอดภัยต่อบุคลากรทางการแพทย์ &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นพนักงานขับรถ พยาบาล ผู้ปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ที่คอยช่วยเหลือผู้ป่วยภายในรถ หรือแม้แต่ตัวผู้ป่วยเอง &amp;nbsp; โดยข้อมูลในปี 2559 - 2562 เกิดอุบัติเหตุกับรถฉุกเฉินทั้งสิ้น &amp;nbsp;110 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 318 ราย เป็นพยาบาลและบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 129 ราย ซึ่งอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดขณะส่งต่อผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาลถึงร้อยละ 80&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ที่ผ่านมา สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ &amp;nbsp;(สพฉ.) ได้กำหนดนโยบายสนับสนุนให้ผู้ป่วยวิกฤตได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพภายในเวลา 8 นาที &amp;nbsp;ซึ่งการดำเนินนโยบายเช่นนี้ช่วยให้ผู้ป่วยวิกฤตเพิ่มโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น &amp;nbsp;แต่ผู้ปฏิบัติงานฉุกเฉินก็ต้องทำงานแข่งกับเวลา คนขับรถต้องขับรถด้วยความรวดเร็วเพื่อไปรับผู้ป่วยวิกฤต ณ สถานที่เกิดเหตุ และนำส่งสถานพยาบาลภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ด้วยลักษณะการทำงานที่เร่งรีบเช่นนี้ ทำให้บุคลากรกลุ่มนี้ได้รับความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจราจรระหว่างการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น &amp;nbsp; และเพื่อสร้างความเข้าใจในความเสี่ยง &amp;nbsp;สพฉ. และคณะวิจัย นำโดยแพทย์หญิง นภัสวรรณ พชรธนสาร &amp;nbsp;จึงทำการสำรวจ &amp;ldquo;สิ่งคุกคามต่อสุขภาพและอุบัติเหตุจราจรระหว่างการปฏิบัติงานของคนขับรถปฏิบัติการฉุกเฉิน&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไข &amp;nbsp; ซึ่งการสำรวจในครั้งนี้เริ่มที่ จังหวัดชลบุรี ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง 199 &amp;nbsp;คน &amp;nbsp;ในโรงพยาบาลเอกชน 1 แห่ง และมูลนิธิกู้ภัย &amp;nbsp;3 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการศึกษาพบว่า &amp;nbsp;คนขับรถปฏิบัติการฉุกเฉิน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 36.7 ปี &amp;nbsp;ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำร้อยละ 33.2 หรือเฉลี่ย 2.2 ครั้งต่อสัปดาห์ &amp;nbsp;, &amp;nbsp;ดื่มกาแฟเป็นประจำร้อยละ 48.7 หรือเฉลี่ย 1.6 แก้วต่อวัน , &amp;nbsp;ดื่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังเป็นประจำ ร้อยละ 35.7 หรือเฉลี่ย 1.2 ขวดต่อวัน &amp;nbsp; , นอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 10.1 &amp;nbsp; และไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำร้อยละ 43.2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซึ่งในกลุ่มตัวอย่างนี้ มี &amp;nbsp;42 คน เคยประสบอุบัติเหตุจราจรในช่วงเวลาการทำงาน &amp;nbsp;56 ครั้ง ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดอุบัติเหตุจราจรคือไปชนยานพาหนะคันอื่นร้อยละ 67.8 &amp;nbsp; และมักจะเกิดในระหว่างช่วงเวลา 20.01 &amp;ndash; 24.00 น.มากถึงร้อยละ 67.8 &amp;nbsp; &amp;nbsp;และระหว่างช่วงเวลา 20.01-24.00 น. ร้อยละ 33.9 &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยความเร็วในการขับขี่ &amp;nbsp;81-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง &amp;nbsp;ซึ่งการเกิดอุบัติเหตุมีสาเหตุ มาจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านพาหนะ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและกายภาพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังได้รับความเสี่ยงจากการสัมผัสกับสิ่งคุกคามในขณะปฏิบัติหน้าที่ อาทิ การสัมผัสเลือดจากผู้ป่วยร้อยละ 49.3 ยกของหนักร้อยละ 46.2 &amp;nbsp; หรืออุบัติเหตุจากของมีคม ถูกทำร้ายร่างกาย &amp;nbsp;และความกดดันทางจิตใจ &amp;nbsp; โดยสถิติที่ผ่านมาพบว่าคนขับรถปฏิบัติการฉุกเฉินมีโอกาสเสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพจิตเป็นจำนวนร้อยละ 16.2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สัญชัย ชาสมบัติ รองเลขาธิการ &amp;nbsp;สพฉ. &amp;nbsp;ระบุว่า &amp;nbsp;แม้อุบัติเหตุไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่หากมีการเตรียมพร้อม ก็จะช่วยลดตัวเลขการสูญเสียได้ &amp;nbsp; ซึ่งที่ผ่านมา สพฉ. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยรถพยาบาล &amp;nbsp;และ สพฉ. ได้ออกประกาศหน่วยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัย &amp;nbsp; โดยมาตรฐานของรถ &amp;nbsp;คือต้องมีอุปกรณ์พร้อม ทั้งเครื่องมือ สิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ เครื่องวัดความดัน อุปกรณ์ในการดูแลผู้ป่วย อุปกรณ์ติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วย &amp;nbsp; เก้าอี้นั่งเจ้าหน้าที่ภายในรถ เตียงนอนผู้ป่วย จะต้องมีมาตรฐาน &amp;nbsp;มีเข็มขัดนิรภัย และอุปกรณ์ผูกรัดมัดตึง เพื่อช่วยรักษาชีวิตบุคคลภายในได้อย่างปลอดภัย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรฐานบุคลากร ต้องมีการอบรมพนักงาน อย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp; ไม่เว้นแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์ก็ต้องฝึกฝนเช่นกัน เพราะการขึ้นไปอยู่บนรถฉุกเฉิน &amp;nbsp;ต้องมีทักษะการยืน นั่ง ในรถให้เป็น &amp;nbsp;และที่สำคัญที่สุด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คนขับรถ ต้องขับขี่อย่างปลอดภัย &amp;nbsp;มีความพร้อม ทั้งสภาพร่างกายจิตใจ มีการตรวจเช็กสภาพรถให้พร้อมอยู่เสมอเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34578</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลวิจัยอุบัติเหตุ, รถฉุกเฉิน, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190427/image_big_5cc3de53e6d14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
